gl204:1 [Dou book online]
 

บทที่ 1 ปฐมบทว่าด้วยศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เนื้อหาบทที่ 1 ปฐมบทว่าด้วยศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

  • 1.1ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำคัญอย่างไร
  • 1.2ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออะไร
  • 1.3ความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับความจริงของจักรวาล
    • 1.3.1 ความจริงเรื่องเราคือใครในจักรวาล
    • 1.3.2 ความจริงเรื่องวัฏจักรของจักรวาล
    • 1.3.3 ความจริงเรื่องจักรวาล คือ กรงขังสรรพสัตว์
  • 1.4 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นออกจากคุก

แนวคิด

1. วิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในฐานะเป็นตำราที่ศึกษาเรื่องราวการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อตอกย้ำศรัทธาของผู้ศึกษาที่มีต่อพระพุทธองค์ให้แน่นยิ่งๆ ขึ้นไป และยังทำให้ผู้ศึกษาได้ตระหนักถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระองค์ ผู้เป็นต้นบุญต้นแบบในการการดำเนินชีวิตในสังสารวัฏได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

2. ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องราวที่ศึกษาว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ และทำให้เห็นภาพเส้นทางในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้าย และพบความจริงที่ว่า ตำแหน่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตำแหน่งกลางของโลก ที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้ แต่ผู้นั้นต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่สุดประมาณ และปฏิบัติตามเส้นทางการสร้างบารมีสู่ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

3. สภาพความเป็นจริงของจักรวาลมีวัฏจักรอันประกอบด้วยการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไป ซึ่งเป็นวัฏจักรที่จะต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นระยะเวลายาวนานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อันมีโลภะ โทสะ โมหะคอยบีบบังคับใจของสรรพสัตว์ให้ทำกรรมทางกาย วาจา ใจ ส่งผลให้ได้รับวิบาก และต้องเวียนอยู่ในภพภูมิทั้ง 31 อย่างไม่มีวันสิ้นสุด นอกจากนี้ยังทำให้สรรพสัตว์จมอยู่กับความทุกข์ จนมองทุกข์ไม่พบ ทำให้ไม่คิดหนีออกจากทุกข์ แต่เมื่อใดมนุษย์ผู้มีปัญญาเห็นทุกข์ รู้จักทุกข์ เมื่อนั้นก็จะรู้จักพยายามหาต้นเหตุของทุกข์ให้พบแล้วกำจัดเสีย ปัญญาชนิดนี้เกิดเองได้ยาก ถ้ามีผู้มีปัญญาเหนือกว่ามาชี้แจงแนะนำ บอกทางให้ก็จะทำให้ง่ายและสะดวกขึ้น ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระปัญญาธิคุณอันประเสริฐ ได้ชี้นำแนะแนวทางในการดับทุกข์ ออกจากคุกไว้แล้ว ขอให้เราได้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของพระองค์ ย่อมบรรลุมรรคผลนิพพาน เลิกเวียนว่ายตายเกิดอย่างแน่นอน

4. แต่เดิมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา ไม่รู้จักเป้าหมายที่แท้จริง ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง เวียนว่ายตายเกิด อยู่ในภพ 3 เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก จนกระทั่งเกิดจิตสำนึกลึกๆ ที่ได้สั่งสมประสบการณ์มานับภพนับชาติไม่ถ้วน ทำให้พระองค์ทรงเบื่อหน่ายต่อความทุกข์ มีความคิดจะออกจากวัฏสงสาร และจะนำพาเหล่าสรรพสัตว์ข้ามห้วงแห่งวัฏสงสารไปสู่ฝั่งพระนิพพาน จึงทรงวางแผนและตั้งใจบำเพ็ญบารมีอย่างยิ่งยวดโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อสั่งสมบารมีจนเต็มเปี่ยมแล้ว ก็ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถยกตนและสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากภพ 3 ไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพานได้ในที่สุด

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายความเป็นต้นแบบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอธิบายนิยามของคำว่า ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้นักศึกษาอธิบายเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับความจริงของจักรวาลได้อย่างถูกต้อง

4. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงบุคคลต้นแบบที่ดีที่สุดในโลก และสามารถนำแนวทางปฏิบัติของบุคคลต้นแบบไปปฏิบัติในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง

ความนำ

มนุษยชาติเกิดมาล้วนมีความแตกต่างกัน ทั้งทางด้านหน้าตา สติปัญญา ความรู้ความสามารถ และสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ จากการศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เราทราบว่า ความแตกต่างทั้งปวงนั้นเป็นผลอันเนื่องมาจากการกระทำของแต่ละบุคคลที่ทำไว้ในอดีตมาส่งผลในปัจจุบัน ดังที่กล่าวมาแล้วในวิชากฎแห่งกรรม ความแตกต่างเหล่านี้นำมาซึ่งความขัดแย้งหลายประการ มีความขัดแย้งเรื่องผิวพรรณ การแบ่งแยกสีผิว การแบ่งชนชั้นวรรณะ แบ่งพรรคแบ่งพวก เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีมาเนิ่นนานทุกยุคทุกสมัย

นอกจากปัญหาความขัดแย้งดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปัญหาความขัดแย้งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ปัญหาความขัดแย้งทางด้านความคิด เพราะต่างเชื้อชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสิ่งแวดล้อม ต่างความเชื่อ สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เกิดการสั่งสมประสบการณ์ หล่อหลอมความคิด คำพูด การกระทำ จนเป็นนิสัยที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะความเชื่อมีผลต่อความคิดของคนที่ทำให้เกิดความแตกต่าง และยากต่อการลบล้าง

ที่สำคัญ คือ ความเชื่อของมนุษย์หลายประการนำไปสู่ความคิดที่ผิด ที่เรียกตามศัพท์ทางพระพุทธศาสนาว่า มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดในเรื่องโลกและความเป็นจริงของชีวิต เช่น เรื่องการให้ทานไม่มีผล การสงเคราะห์ไม่มีผล พ่อแม่ไม่มีคุณ โลกนี้ โลกหน้าไม่มี บุญ บาป นรก สวรรค์ไม่มี เป็นต้น ความเห็นผิดเหล่านี้ก่อให้เกิดการกระทำที่ผิดต่อศีลธรรมอันดีงามของความเป็นมนุษย์ ส่งผลกระทบทางด้านลบต่อการดำเนินชีวิตของคนในสังคมโลกเป็นวงกว้าง

ผลร้ายจากความเห็นผิด มีโทษร้ายแรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนสังคมโลก พวกที่เห็นผิดจะพยายามผูกมิตรชักชวนผู้คนให้เข้ามาเป็นสมัครพรรคพวกหรือเครือข่ายของตนอยู่เสมอ เช่น ในวงการพนัน หรือวงเหล้า คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อได้สนทนากันเพียงเล็กน้อย ก็ร่วมวงเล่นการพนันกันได้ ร่วมดื่มสุราสรวลเสเฮฮากันได้ เพียงได้ร่วมวงกันครั้งเดียว พวกมิจฉาทิฏฐิชนก็สามารถผูกมิตร สร้างเครือข่ายมิจฉาทิฏฐิให้กว้างไกลออกไปได้อย่างรวดเร็ว เหมือนไฟลามทุ่ง

ดังนั้น มิจฉาทิฏฐิบุคคลแม้เพียงคนเดียว ย่อมสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้ขึ้นในสังคมได้ เพราะ เหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า มิจฉาทิฏฐิบุคคลเดียวหากเกิดขึ้นในโลก ก็สามารถทำความพินาศให้เกิดขึ้นแก่โลกได้ ใน

ในทางกลับกัน ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ คือ ผู้ที่มีความเข้าใจถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องโลก และความเป็นไปของชีวิตตามความเป็นจริง แม้เพียงคนเดียวย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสวรุ่งเรืองขึ้นมาได้ ดังเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ที่ทรงบังเกิดขึ้นมาเพื่อยังโลกนี้ให้สว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรม ส่องใจสรรพสัตว์ที่มืดบอด ด้วยอวิชชา(ความไม่รู้) มากด้วยความเห็นผิด ให้มีปัญญาที่สว่างไสว แก้ไขความเห็นผิดให้หมดไปจากใจของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยังผลให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่มวลมนุษยชาติ แม้พระองค์จะดับขันธปรินิพพาน นานมาแล้ว แต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ยังดำรงอยู่ หากผู้ใดได้ศึกษาและปฏิบัติตาม ย่อมนำความสงบสุขร่มเย็นมาสู่ตน และได้ชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิบุคคลที่จะยังสังคมให้สงบสุขอีกด้วย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเป็นบุคคลที่สำคัญที่ประเสริฐที่สุดในโลก เป็นบรมครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นที่สุดของสัมมาทิฏฐิบุคคล ที่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายเคารพบูชากราบไหว้ เราจึงจำเป็นต้องศึกษาพุทธประวัติและปฏิปทาในการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต และดำเนินรอยตามปฏิปทาของพระองค์ เพื่อความสงบสุขของตนเองและผู้อื่น และ ช่วยกันจรรโลงโลกนี้ให้เกิดสันติสุขสันติภาพอันไพบูลย์ให้จงได้

ดังนั้น วิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านจะศึกษาต่อไปนี้ จึงเป็นวิชาสำคัญที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง เป็นวิชาที่ว่าด้วยเส้นทางการสร้างบารมีเพื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือทำอย่างไรจึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะตำแหน่งพระพุทธเจ้าหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตำแหน่งกลางๆ มิได้มีการผูกขาดแต่อย่างใด มิใช่เป็นเรื่องเลื่อนลอยที่เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อพระชาติแรกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ทรงเป็นเพียงบุคคลธรรมดา แต่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ มีใจอาจหาญที่จะนำตนเองและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ให้ได้ นี่แสดงให้เห็นว่า แม้เราเป็นเพียงคนชนชั้นสามัญ ขอเพียงมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างบารมี ดำเนินตามปฏิปทาแห่งการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เชื่อมั่นว่า เราก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตได้อย่างแน่นอน

1.1 ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสำคัญอย่างไร

วิชาความรู้ทางโลก ได้จัดให้มีการเรียนการสอนวิชาความรู้หลายศาสตร์หลายสาขาวิชาในมหาวิทยาลัยทั่วโลก เช่น วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ เป็นต้น วิชาที่เปิดดำเนินการสอนโดยส่วนใหญ่นั้น มุ่งเน้นให้คนมีความรู้ ความชำนาญเฉพาะทาง เพื่อนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการประกอบอาชีพ ให้มีรายได้นำมาหล่อเลี้ยงสังขารร่างกายให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

หากนักศึกษาขบคิดพิจารณาโดยแยบคายจะพบว่า การศึกษาวิชาความรู้ทางโลกนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตเพื่อหล่อเลี้ยงสังขารให้มีชีวิตดำเนินอยู่ได้เท่านั้น มิได้มุ่งเน้นที่จะสอนให้คนดำเนินชีวิตให้อยู่ในโลกนี้ได้อย่างเป็นสุข ซึ่งยังเป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้องตรงตามเป้าหมายของการเกิดมาเป็น มนุษย์ที่บังเกิดขึ้นได้แสนยาก เวลาของชีวิตแต่ละวินาทีของแต่ละคน ล้วนมีคุณค่าอย่างมหาศาล ในการ ที่จะแก้ไขนิสัยตนเอง สั่งสมบุญ สร้างบารมี นำพาตนเองให้หลุดพ้นจากอำนาจกิเลสที่เป็นเสมือนเชื้อโรคร้าย คอยกัดกร่อนทำร้ายจิตใจเรา ให้แสดงออกมาเป็นการกระทำที่ไม่ดีทางกาย ทางวาจา ก่อให้เกิดทุกข์โทษภัยเดือดร้อนใจในชีวิต จนยากจะเยียวยา รักษาให้หายได้

พุทธศาสตร์ เป็นศาสตร์ของผู้รู้แจ้ง เห็นจริง ผู้หลุดพ้นแล้วจากอำนาจกิเลส เป็นความรู้ชนิดที่ไม่มีใครสามารถหักล้างได้ เป็นความรู้รอบ ที่ไม่จำกัดสาขาวิชา เป็นสุดยอดของวิชาในโลกทั้งปวง เป็นความรู้ที่สอนเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต สอนให้คนดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขทั้งในปัจจุบัน และเมื่อละโลกไปแล้ว และที่สุด คือสอนให้คนหลุดพ้นจากอำนาจกิเลส ไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

ในยามที่เรายังมีชีวิตอยู่อย่างปกติ จริงอยู่เราอาจจะต้องพึ่งพาวิชาความรู้ทางโลกในการประกอบอาชีพ เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ แต่การมีความรู้ทางโลกอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ไม่สามารถเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับชีวิตของเราได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยพุทธศาสตร์ในการส่งเสริมให้ประสบความสุขความสำเร็จในการดำเนินชีวิตควบคู่กันไป แต่ในยามที่สังขารเสื่อมโทรม หรือโรคภัยไข้เจ็บรุมล้อม ใกล้จะละจากโลกนี้ไป วิชาใดๆ ที่มีอยู่มากมายในทางโลกที่ได้กล่าวมาแล้ว ไม่สามารถช่วยให้เราปลอดภัยจากอบายได้เลย แต่การศึกษาพุทธศาสตร์ จะมีส่วนอย่างสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับความตาย เราจะไม่หวาดกลัวต่อมรณภัยที่คืบคลานเข้ามา เพราะมีความรู้เพียงพอที่จะประคับประคองสติ ไม่ให้แตกตื่นรนราน คุณความดีที่ทำไว้ก็จะมีโอกาสส่งผลในช่วงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตมาถึง เราจะได้ละโลกไปอย่างมีชัย ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ ด้วยอานุภาพแห่งการศึกษา และปฏิบัติตามหลักพุทธศาสตร์

1-01.jpg

ศาสตร์ทางโลกทั่วไป ผู้ที่ค้นพบทฤษฎีต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีความสามารถ มีความเพียรในการทดลองค้นคว้า ลองผิดลองถูกจนกระทั่งประสบความสำเร็จในที่สุด และได้กลายเป็นบุคคลสำคัญของโลกในปัจจุบัน วิธีการแสวงหาความรู้นั้น มุ่งเน้นหาความรู้ด้วยการค้นคว้าทดลองทางด้านวัตถุเป็นสำคัญ จนก่อให้เกิดการแบ่งแยกเป็นสาขาวิชาความรู้แขนงต่างๆ มากมาย อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ส่วนวิชาพุทธศาสตร์นั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้สละชีวิตในการค้นคว้าหาความจริงของชีวิต ความจริงของโลกและจักรวาล ด้วยวิธีการค้นคว้าทางจิต เจริญสมาธิภาวนาเป็นสำคัญ ความรู้ที่ทรงค้นพบ เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์และถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ถูกวัตถุประสงค์ของการเกิดมาเป็นมนุษย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นบุคคลสำคัญเหนือโลก ที่ประเสริฐที่สุดในภพทั้ง 3 (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) โลกไม่อาจขาดดวงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่าง และให้ความอบอุ่นได้ฉันใด ชีวิตมนุษย์ก็ย่อมไม่อาจขาดผู้นำซึ่งเป็นผู้รู้อย่างแท้จริง ที่จะคอยเป็นประทีปส่องสว่างนำทางชีวิตของเราให้ดำเนินไปได้อย่างถูกต้องฉันนั้น เพราะหากขาดผู้รู้อย่างแท้จริงมาแนะนำหนทางดำเนินชีวิต สรรพชีวิตก็จะมืดบอดประดุจคนเดินทางในที่มืดฉะนั้น ผู้รู้ที่แท้จริงที่จะเกินกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นไม่มี เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงเป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งปวง และยังทรงมีพระมหากรุณาอันเปี่ยมล้นที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ก้าวล่วงพ้นจากวัฏสงสาร ซึ่งเปรียบเสมือนคุกใบใหญ่ที่กักขังสรรพสัตว์เอาไว้ เต็มไปด้วยภยันตรายทุกๆ อนุวินาที

1-02.jpg

วิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในฐานะเป็นตำราที่ศึกษาเรื่องราวการสร้างบารมีของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อตอกย้ำศรัทธาของผู้ศึกษาที่มีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้แน่นยิ่งๆ ขึ้นไป และยังทำให้ผู้ศึกษาได้ตระหนักถึงพระคุณอันไม่มีประมาณของพระองค์ ผู้เป็นต้นบุญต้นแบบในการดำเนินชีวิตในสังสารวัฏได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข และหากใครศึกษาแล้วเกิดจิตกุศลศรัทธาอันแรงกล้ามีความปรารถนาที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นย่อมเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด และยังตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดทำตำราอย่างแท้จริงอีกด้วย

1.2 ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคืออะไร

ในลำดับแรกนักศึกษาควรทำความเข้าใจเรื่องศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย ความหมายให้เข้าใจอย่างชัดเจนเสียก่อน เพื่อจะได้เห็นภาพรวมของเนื้อหาวิชานี้ว่ามีความหมายครอบคลุมในเรื่องใดบ้าง

คำว่า ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถแบ่งคำออกเป็น 3 คำ คือ

คำว่า ศาสตร์1) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง ระบบวิชาความรู้

คำว่า แห่งการเป็น เป็นคำนำหน้ากิริยาหรือวิเศษณ์เพื่อแสดงสภาพ

คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึง ผู้ตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เองโดยชอบหรือโดยถูกต้อง2)

หากรวมความหมายโดยพยัญชนะของคำว่า ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึง ระบบวิชาความรู้ที่ว่าด้วยความเป็นผู้ตรัสรู้ธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เองโดยชอบหรือโดยถูกต้อง ไม่ผิดแผกไปจากความจริง

หากแปลความหมายโดยนัยสำคัญเพื่อให้ตรงกับเนื้อหาในวิชา หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการประมวลเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่ความรู้ทั่วไปของการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณสมบัติ คุณธรรมของความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประเภทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เส้นทางการสั่งสมบารมีจนมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและตัวอย่างการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ตั้งแต่พระชาติแรก จนกระทั่งมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน

หากจะกล่าวโดยสรุป ศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องที่นักศึกษากำลังจะศึกษาว่า ทำอย่างไรจึงจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ และเมื่อนักศึกษาได้ศึกษาจนครบทุกบทแล้ว จะทำให้นักศึกษาเห็นภาพเส้นทางในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้าย และพบความจริงที่ว่า ตำแหน่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นตำแหน่งกลางของโลกที่ทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้ แต่ผู้นั้นต้องมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่สุดประมาณ และปฏิบัติตามเส้นทางการสร้างบารมีสู่ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

1.3 ความสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับความจริงของจักรวาล

ในโลกของเรานี้ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 6 พันกว่าล้านคน จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความเป็นจริง ของโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้องตรงตามเป้าหมายที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ หากประชากร เหล่านั้น มิได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ย่อมใช้ชีวิตไปตามอำนาจกิเลส โดยปราศจากการแข็งขืน ปล่อยตัวให้หลงติดอยู่กับเหยื่อล่อของโลก เมื่อละโลกแล้วย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏนี้อย่าง ไม่มีวันหมดสิ้น บุคคลที่ประมาทในการดำเนินชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เหมือนบุคคลที่ตายแล้ว ตายจากคุณงามความดี หมดเวลาในชีวิตไปโดยไร้ประโยชน์

นักศึกษาได้ทำความเข้าใจเรื่องโลกและจักรวาลอย่างละเอียดมาแล้วในวิชาจักรวาลวิทยา และปรโลกวิทยา ในส่วนของวิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระพุทธเจ้านี้ จะเป็นการนำเสนอบทสรุปสาระสำคัญของโลกและจักรวาลอีกครั้ง ให้นักศึกษาได้ทบทวนเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของโลกและจักรวาลที่มีผลต่อการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจะทำให้นักศึกษาเห็นการเชื่อมโยงที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

1.3.1 ความจริงเรื่องเราคือใครในจักรวาล

มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ มีความสงสัย ใคร่รู้ในทุกสิ่ง และมักจะมีคำถามที่ค้างคาใจอยู่มากมายว่า เราคือใคร เราเกิดมาทำไม ทำไมจึงเกิดมาเป็นมนุษย์ ทำไมจึงมาอยู่ในโลกนี้ โลกนี้คืออะไร ใครเป็นผู้สร้าง ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้รอคอยการตอบคำถามอยู่เสมอ หากใครสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างมีเหตุผล อย่างถูกต้องชัดเจน บุคคลนั้นย่อมได้รับการเชิดชูยกย่อง และวิทยาศาสตร์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ให้คำตอบในเรื่องเหล่านี้ได้บ้าง จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในยุคปัจจุบัน

มนุษย์ในยุคที่วิทยาศาสตร์รุ่งเรืองนี้ นักวิทยาศาสตร์ส่งยานอวกาศออกเดินทางไปนอกโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอันไกลโพ้นสุดสายตา เมื่อถ่ายภาพโลกของเรากลับมา จะพบว่าโลกของเรา มีลักษณะกลมรอบตัว เหมือนกับดาวดวงอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่า โลกเป็นสถานที่ ที่มีสิ่งมีชีวิต อาศัยอยู่ ยังไม่พบว่าดาวดวงใดในจักรวาลที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่อีก และในเรื่องโครงสร้างจักรวาล นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง มีดาวดวงอื่น เช่นโลกของเรา เป็นดาวบริวาร เราอาจจะสรุปตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า เราเป็นมนุษย์เพียงโลกเดียวที่อาศัยอยู่ในจักรวาล ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง

แต่มีความรู้อีกแขนงหนึ่งที่เรียกว่า ความรู้ทางพุทธศาสตร์ เป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้เห็นด้วยการค้นคว้าทางจิต พระองค์ฝึกจิตให้ละเอียดลุ่มลึกควรแก่การงาน จนมีญาณหยั่งรู้ในทุกสิ่งตามความเป็นจริง พระองค์ทรงแสดงเรื่องจักรวาลวิทยาไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังที่นักศึกษาได้ศึกษาจากวิชาจักรวาลวิทยาและปรโลกวิทยามาแล้ว ซึ่งในหัวข้อนี้ นักศึกษาจะได้ทำความเข้าใจภาพรวมของจักรวาลโดยสรุปอีกครั้ง ในเรื่องความเป็นจริงของโลกและชีวิตว่า เราอยู่ ณ ส่วนใดของจักรวาล (รูป)

1-03.jpg

องค์ประกอบของจักรวาลอันเป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์

นักศึกษาคงจำได้ว่า องค์ประกอบของจักรวาลประกอบด้วยอะไรบ้าง และจักรวาลนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน เป็นล้าน เป็นสิบล้าน เป็นล้านล้านจักรวาล ที่เรียกว่า โลกธาตุ ที่มีทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ตามจำนวนจักรวาล ในจักรวาลหนึ่งๆ นั้นมีองค์ประกอบที่เรียกว่า ภพ 3 อันเป็นที่อยู่ของ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ในที่นี้จะขออธิบายโดยย่อ คือ

กามภพ คือ ภพอันเป็นที่เกิดของผู้ที่ยังเกี่ยวข้องในกาม มี 11 ภูมิ ได้แก่

มนุสสภูมิ 1 คือ โลกอันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มี 4 ทวีป ได้แก่ ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ชมพูทวีป

อบายภูมิ 4 คือ ภูมิกำเนิดของสัตว์ที่ปราศจากความเจริญ เป็นภูมิต่ำที่สุดในบรรดาภูมิทั้งหมด มีทั้งหมด 4 ภูมิ ได้แก่ นรก เปรต

อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน เทวภูมิ 6 คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของชาวสวรรค์ มี 6 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 จาตุมหาราชิกา ชั้นที่ 2 ดาวดึงส์ ชั้นที่ 3 ยามา ชั้นที่ 4 ดุสิต ชั้นที่ 5 นิมมานรดี และชั้นที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตดี

รูปภพ คือ ภพอันเป็นที่อยู่ของรูปพรหม อยู่สูงกว่าเทวภูมิ มีทิพยสมบัติที่สวยงามละเอียดประณีตกว่าเทวภูมิ มีทั้ง 16 ชั้น

อรูปภพ คือ ภพอันเป็นที่อยู่ของอรูปพรหม อยู่สูงกว่ารูปภพ มีทิพยสมบัติสวยงามประณีตกว่า รูปภพ มีทั้งหมด 4 ชั้น

โครงสร้างของจักรวาล

จากองค์ประกอบของจักรวาล เราจะมาทบทวนเรื่องโครงสร้างของจักรวาล เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จักรวาลหนึ่งๆ มีภูเขาสิเนรุ เป็นศูนย์กลางจักรวาล โดยรอบเขาสิเนรุในทิศทั้ง 4 เป็นที่อยู่ของโลกมนุษย์ 4 โลก ชมพูทวีปอยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ และตั้งแต่เขาสิเนรุขึ้นไปในอากาศเป็นที่อยู่ของสรรค์มี 6 ชั้นตามลำดับ สวรรค์ชั้นที่ 1 จาตุมหาราชิกา อยู่ที่ไหล่เขาสิเนรุ สรรค์ชั้นที่ 2 ดาวดึงส์อยู่หน้าตัดเขาสิเนรุ อีก 4 ชั้นอยู่ถัดกันขึ้นไปในอากาศ มีขนาดใหญ่ขึ้นไปตามลำดับ และสูงขึ้นไปจากสวรรค์ชั้นที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตดี เป็นที่อยู่ของรูปพรหม 16 ชั้น และสูงขึ้นไปจากรูปพรหมชั้นสุดท้าย เป็นที่อยู่ของอรูปพรหม 4 ชั้น มี ขนาดใหญ่ขึ้นไปตามลำดับ ส่วนชั้นล่างเขาสิเนรุมีภูเขา 3 ลูก ที่เรียกว่า ตรีกูฏ วางซ้อนเป็น 3 เส้า ภายใต้เขาตรีกูฏเป็นที่อยู่ของอสูร ซอกเขาทั้ง 3 ลูกเป็นที่อยู่ของเปรตและอสุรกาย และใต้เขาตรีกูฏลงไปเป็นที่อยู่ของนรกทั้ง 8 ขุม มีขนาดใหญ่ไปตามลำดับ ขุมที่ 8 จะมีขนาดใหญ่ที่สุด

สรุปความจริงเรื่องเราคือใครในจักรวาล

นักศึกษาคงได้ทบทวนความจำในเรื่ององค์ประกอบของจักรวาลอันเป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์และโครงสร้างของจักรวาลแล้ว ทำให้ทราบว่า เราอยู่ในจักรวาลๆ หนึ่ง ในจำนวนจักรวาลที่นับไม่ถ้วน อยู่ในกามภพ ในมนุสสภูมิ ชมพูทวีป อย่างที่เราได้ศึกษาผ่านมา มนุษย์ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในโลกของเราที่เรียกว่า ชมพูทวีปเท่านั้น แต่มีอยู่ในโลกทั้ง 4 โลกของเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในจักรวาล

จักรวาลของเรามิได้มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง แต่มีภูเขาสิเนรุเป็นศูนย์กลาง และมนุษย์ก็มีอยู่แต่เดิมก่อนแล้ว และเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรก เหมือนเป็นพื้นฐานของจักรวาล สัตว์ในภูมิอื่นๆ ล้วนแปรเปลี่ยนไปจากมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งมีชีวิตที่นอกเหนือจากมนุษย์ที่มีกายละเอียดยังคงมีอยู่ในภูมิอื่นๆ อีกมากมาย เราจึงมีเพื่อนต่างภพอีกจำนวนมากนับไม่ถ้วนในจักรวาลนี้

เมื่อเราทราบอย่างนี้จะได้ไม่หลงเข้าใจผิด คิดว่า โลกนี้มีเพียงเราเท่านั้นเป็นใหญ่ เราจะต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการวนเวียนเปลี่ยนภพให้ลึกซึ้ง อันนำมาซึ่งความเข้าใจถูกในการดำเนินชีวิตให้ปลอดภัยในสังสารวัฏอันยาวไกลนี้

1.3.2 ความจริงเรื่องวัฏจักรของจักรวาล

ความจริงที่นักศึกษาจะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้เกี่ยวกับโลกและจักรวาลอีกประการหนึ่ง คือ สรรพสัตว์ และสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะยั่งยืนถาวร สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงเหล่านั้น ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น คือ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

โดยสภาพความเป็นจริงของจักรวาลเองก็มีวัฏจักรของตัวเอง อันประกอบด้วย การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปในที่สุด ซึ่งหมุนเวียนเป็นวงกลมอย่างนี้ไม่สิ้นสุดเช่นกัน ดังนั้นเรากำลังจะมาทบทวนวัฏจักรของจักรวาลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำความเข้าใจตัวเราเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าเรากำลังอยู่ในคุกขนาดใหญ่ ที่ต้องวนเวียนตายเกิดอย่างไม่รู้จบสิ้น ทั้งยังเป็นคุกที่มีความเสื่อมถอยอยู่ตลอดเวลา หาความเที่ยงแท้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบกันอย่างมาก เพื่อให้เห็นชัดถึงสภาพอันแท้จริงของจักรวาลที่เราอาศัย และเพื่อตระหนักถึงความสำคัญของพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงนำความรู้อันแท้จริงมาเปิดเผยต่อมวลมนุษยชาติ

การเกิดขึ้นของจักรวาล

จักรวาลเกิดจากการรวมตัวของธาตุทั้ง 4 อันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย การเกิดขึ้นของจักรวาลเริ่มจาก ในท้องจักรวาลมีเพียงอากาศที่ว่างเปล่า เมื่อเวลาล่วงไปนานนับประมาณไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คือ มีเม็ดฝนตกลงมา จากเม็ดเล็กจนกระทั่งเม็ดใหญ่เท่าลำตาล น้ำฝนนั้นถูกลมพัดรองรับไว้เหมือนภาชนะทำให้น้ำไม่รั่วไหล ลมก็พัดแทรกน้ำขึ้นมา ทำให้น้ำนั้นงวดเข้า งวดจากบนลงล่าง ตามลำดับ ซึ่งแต่ละขั้นตอนใช้ระยะเวลายาวนานมาก เมื่อระดับน้ำลดลง ทำให้ที่ตั้งของภพภูมิต่างๆ คือ พรหมชั้นต่างๆ จนถึงสรรค์ชั้นที่ 3

เมื่อระดับน้ำลดลงมาถึงระดับพื้นดิน ระดับน้ำเริ่มคงที่ไม่ลดลงไปอีก เมื่อน้ำนิ่งจึงเกิดการรวมตัวของตะกอน ซึ่งลอยอยู่บนผิวน้ำ มีสีเหลืองเหมือนใบบัวลอยอยู่ในน้ำ มีกลิ่นหอม มีรสหวาน ตะกอนนี้เกิดจากการรวมตัวของธาตุหยาบ (การเกิดขึ้นของภพภูมิอื่นเป็นการรวมตัวของธาตุละเอียดทำให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า) ซึ่งต่อมาคือแผ่นดินที่รองรับสิ่งต่างๆ ต่อจากนั้นจะมีกอบัวเกิดขึ้นเป็นบุพนิมิต กอบัวนั้นจะมีดอกบัว ดอกบัว หมายถึง การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้ามี 1 ดอกแสดงว่ากัปนั้นจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น 1 พระองค์ อย่างไรก็ดีกอบัวนั้นจะมีดอกไม่เกิน 5 ดอก

เมื่อแผ่นดินตั้งขึ้นแล้ว พรหมในชั้นอาภัสราที่สิ้นบุญก็ลงมายังพื้นดิน ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์ต้นกัป พรหมเหล่านั้นไม่มีเพศ มีกายเบา เหาะไปมาในอากาศได้ มีรัศมีสว่างไสว มีปีติเป็นอาหาร ไม่ต้องกินสิ่งอื่น พรหมเหล่านั้นดำเนินชีวิตอย่างนั้นเป็นเวลาช้านาน จนในที่สุดก็มีพรหมตนหนึ่ง เกิดกิเลส มีความต้องการชิมง้วนดินที่มีกลิ่นหอม จึงได้นำเข้าปาก แค่วางที่ปลายลิ้นง้วนดินก็แผ่ซ่านไปทั่วกาย มีรสที่ถูกใจอย่างยิ่ง จนกระทั่งคนอื่นเห็นเข้าต่างก็พากันทำตาม เมื่อบริโภคมากเข้า เป็นระยะเวลานาน ร่างกายก็หยาบ รัศมีกายที่เคยสว่างก็เริ่มหดหายไป ความมืดเริ่มปกคลุม เหล่ามนุษย์ยุคต้นกัปเกิดความหวาดกลัว ดวงอาทิตย์จึงบังเกิดขึ้น แต่มิได้ส่องสว่างตลอดเวลา เมื่อโคจรผ่านไปแล้ว ดวงจันทร์ ดวงดาวต่างๆ ก็เกิดขึ้น ทำให้เกิดกลางวันกลางคืน มีฤดูกาล มีมหาสมุทร มีเขาสิเนรุ ที่เป็นที่อยู่ของสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ส่วนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อยู่ที่หน้าตัดของเขาสิเนรุ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ใช้ระยะเวลายาวนานจนนับไม่ถ้วน

นี่คือขั้นตอนของการเกิดจักรวาล ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานมาก แค่เรื่องการเกิดขึ้นของจักรวาลเรื่องเดียวก็ใช้เวลามากมายถึงเพียงนี้ แล้ววัฏสงสารที่วนเป็นห่วงโซ่ หาเบื้องต้น ท่ามกลาง เบื้องปลาย ได้ยากนั้น จะยาวนานถึงเพียงไหน หากนักศึกษาพิจารณาดูแล้วจะพบว่า ชีวิตในสังสารวัฏช่างเป็นภัยที่ น่ากลัวยิ่งนัก

ความเสื่อมสลายของจักรวาล

เมื่อจักรวาลตั้งขึ้น ได้เกิดมนุษย์ มีสัตว์ มีต้นไม้ มีการสร้างสังคม มีการปกครอง มีการประกอบอาชีพ อายุมนุษย์ก็มีขึ้นมีลง ผ่านกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย เนิ่นนานจนกำหนดนับไม่ได้ว่า เท่านั้นปี เท่านี้ปี กลไกสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เจริญขึ้น หรือเสื่อมถอยลง อยู่ที่กิเลสภายในใจของมนุษย์โดยรวม และเมื่อกิเลสแต่ละชนิด ก่อตัวหนาแน่นขึ้น กระทั่งสิ่งแวดล้อมเกิดความผิดปกติอย่างรุนแรงจนรับไม่ได้ เมื่อนั้นโลกย่อมถึงการพินาศไป เรื่องของความเสื่อมของจักรวาลนี้ก็เช่นกัน อำนาจกิเลสภายในใจของมนุษย์บันดาลให้สิ่งแวดล้อม เริ่มแปรเปลี่ยนไป ก่อให้เกิดมลพิษในทุกด้าน จนโลกตั้งอยู่ไม่ได้ หากมนุษย์มีกิเลสตระกูลโทสะแรงกล้าถึงขีดสุด จักรวาลนี้ย่อมถูกทำลายด้วยอำนาจแห่งไฟ ถ้ามนุษย์มีกิเลสตระกูลราคะมาก จักรวาลจะถูกทำลายด้วยน้ำ และหากมนุษย์มีกิเลสตระกูลโมหะมาก จักรวาลจะถูกทำลายด้วยลม

ยกตัวอย่าง จักรวาลถูกทำลายด้วยไฟ เมื่อมลพิษต่างๆ อันเกิดจากอำนาจกิเลสตระกูลโทสะในใจของมนุษย์มากขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ฝนไม่ตกเป็นเวลาช้านาน ต้นไม้น้อยใหญ่พากันเหี่ยวแห้งตาย ล่วงเวลา ต่อมา เมื่อดวงอาทิตย์โคจรลับฟ้าไปแล้ว ควรจะเป็นเวลากลางคืนแต่กลับไม่มี เพราะเกิดดวงอาทิตย์ใหม่ขึ้นอีกหนึ่งดวง ซึ่งมีความรุนแรงกว่าดวงอาทิตย์ดวงแรก ความร้อนก็เพิ่มพูนทวีคูณ ท้องฟ้าไม่มีเมฆหมอกปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ทั้งหลายเหือดแห้งหมด ไม่มีผู้คนหลงเหลืออยู่ ล่วงเวลาต่อมาอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 3 ปรากฏ แม่น้ำใหญ่ทั้งหลายแห้งหมด เวลาผ่านไปอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 4 ปรากฏ สระใหญ่ในป่าหิมพานต์แห้งหมด น้ำในมหาสมุทรเริ่มแห้งงวด กาลล่วงไปอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรแห้งหมด ระยะเวลาผ่านไปอีกยาวนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 6 ก็ปรากฏ แผ่นดินภูเขาทั้งหลายก็สิ้นธาตุน้ำ ไม่สามารถเกาะกุมแผ่นดินไว้ ก็หลุดกระจาย กลายเป็นฝุ่นเป็นควันคลุ้งตลบ เป็นอยู่ระยะเวลายาวนาน ครั้นดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 ปรากฏ โลกธาตุทั้งแสนโกฏิจักรวาลก็ลุกเป็นไฟ มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ยอดเขาสิเนรุก็หลุดกระจายสลายไปในอากาศ เปลวไฟประลัยกัลป์เกิดที่โลกมนุษย์ ลุกไหม้ลามไปยังเทวโลก ต่อขึ้นไปยังพรหมโลกชั้นต้น ปฐมฌานภูมิ แล้วก็หยุดเพียงเท่านั้น

สภาพการตั้งอยู่ของจักรวาล และการเสื่อมสลายของจักรวาล เป็นวัฏจักรที่จะต้องเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นระยะเวลายาวนาน สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่ไม่สามารถหลีกพ้นไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็น ใครก็ตาม การศึกษาเรื่องวัฏจักรนี้ ยิ่งทำให้เราเห็นชัดในทุกข์โทษภัยของสังสารวัฏได้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

1.3.3 ความจริงเรื่องจักรวาล คือ กรงขังสรรพสัตว์

ประเด็นที่จะนำเสนอในหัวข้อต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับหัวข้ออื่นๆ ที่จะทำให้เราเห็นภาพของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อเราได้ศึกษาองค์ประกอบของจักรวาลอันเป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์และโครงสร้างของจักรวาลแล้ว เราเห็นเพียงภาพรวมของจักรวาลเท่านั้น มิได้เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงการไปเกิดมาเกิดระหว่างภพภูมิ ตามกฎสังสารวัฏ

สังสารวัฏ คือ การที่สัตว์ทั้งหลายทุกรูปทุกนามต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ รวมทั้งชีวิตปัจจุบันของมนุษย์ในโลกนี้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด กระบวนการความเป็นไปของสังสารวัฏมีธรรมเป็นแบบอิงอาศัยกันสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่ ดังนั้นความเป็นไปของสังสารวัฏจึงประกอบด้วยองค์ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก

ความสัมพันธ์ขององค์ 3 เมื่อกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ กำเริบส่งผลให้ใจเศร้าหมอง บีบบังคับใจมนุษย์ให้ทำกรรมทางกาย วาจา ใจ ส่งผลให้ได้รับวิบากอันมีอำนาจนำมนุษย์ เมื่อตายแล้วให้เสวยผลแห่งกรรมในภพภูมิ 31 และวิบากนี้ก็เป็นเหตุให้บีบคั้นกิเลสในใจของสรรพสัตว์ต่อไปอีก เป็นสภาวะหมุนเวียนด้วยความเป็นเหตุเป็นผลอยู่อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด

สังสารวัฏเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับคนทั่วไป ที่มิได้มีความศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคนจำนวนมากมีความเข้าใจว่า คนเราเมื่อตายแล้วสูญ ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่อีก จึงดำเนินชีวิตตามความพอใจของตน ไม่คำนึงถึงหลักศีลธรรม หรือบางพวกที่เข้าใจเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่ก็ไม่ทราบวิธีการที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้ได้อย่างไร

มนุษย์มีปัญญาความรอบรู้อยู่ในขอบเขตจำกัด มักจะรู้เฉพาะประสบการณ์ชีวิตของตนที่ผ่านมาในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น ไม่รู้ไปถึงชาติในอดีตและชาติต่อไปในอนาคต มีเพียงบางพวกเท่านั้นที่พอรู้บ้าง เช่น พวกฤาษีชีไพรที่บำเพ็ญเพียรทางจิต สามารถระลึกชาติย้อนหลัง หรือไปยังข้างหน้าได้ แต่ระลึกได้จำนวนชาติ ที่จำกัด รู้เพียงบางส่วน รู้ไม่ครบวงจร ที่เรียกว่า รู้รอบ รู้แจ้ง ทำให้ความรู้ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตามความเป็นจริง

ส่วนสัตว์บางภูมิ เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม เวลาเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดในครรภ์มารดา เหมือนมนุษย์ แต่เกิดแล้วโตทันที สัตว์เหล่านี้สามารถจำเหตุการณ์ในชาติเก่าของตนได้บ้าง จะจำได้เพียงชาติเดียว หรือที่เพิ่งตายมาย้อนหลังได้เพียงไม่กี่ชาติ แต่ย่อมไม่รู้ถึงซึ่งอนาคต

เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์หรือแม้แต่สัตว์ในสุคติภูมิย่อมไม่สามารถรู้ได้ว่า ภพ 3 เป็นที่คุมขังพวกตน ให้วนเวียนตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไม่มีวันจบสิ้น เกิดครั้งใดก็ไม่มีทางรอดจากความทุกข์ ความทุกข์เป็นสภาพที่ทนได้ยาก แม้รู้จักทุกข์กันดีก็จริง แต่ไม่รู้จักวิธีการดับทุกข์

ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติตรัสรู้ขึ้นในโลกมนุษย์ พระปัญญาธิคุณของพระองค์ กว้างขวางไม่มีประมาณไม่มีขอบเขตจำกัด พระองค์ทรงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ในความเป็นไปของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งปวง ทรงรู้แจ้งเห็นแจ้งซึ่งพระนิพพานอันเป็นสถานที่หลุดพ้นจากภพสาม เป็นที่ไม่มีเกิดไม่มีตาย ตลอดถึงทรงทราบวิธีปฏิบัติเพื่อการเลิกเวียนว่ายตายเกิด พระองค์ทรงพบว่า มนุษย์นั้นยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส เป็นเหตุให้ก่อกรรมนำไปสู่วิบากในภพทั้ง 3 การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้ง 3 จึงเสมือนกับคุกที่กักขังสรรพสัตว์ ให้หมดอิสรภาพ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกกิเลสบังคับชักนำให้สร้างกรรม เกิดวิบาก วนเวียนตายเกิด ได้รับทุกข์ทรมานอยู่ในภพภูมิต่างๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด แม้โลกมนุษย์เองก็เป็นคุกย่อยในคุกใหญ่ คือ ภพ 3

บางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าชาวสวรรค์ ก็ยังมีความทุกข์ด้วยหรือ ในที่นี้ขอกล่าวถึงสภาพความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายในภพสามที่เปรียบเสมือนคุกขังสรรพสัตว์

สัตว์นรก ทุกข์เพราะถูกลงโทษทัณฑ์ทรมานด้วยประการต่างๆ อย่างโหดร้ายทารุณถึงที่สุดจาก นายนิรยบาล

เปรต ทุกข์เพราะความหิวโหย ความห่วงใยในคนที่ผูกพัน

อสุรกาย ทุกข์เพราะความหวาดกลัว ไม่มีที่อยู่ ที่กิน

สัตว์เดรัจฉาน ทุกข์เพราะเรื่องการหาอาหารเลี้ยงชีพเป็นสำคัญ

มนุษย์ ทุกข์เพราะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เศร้าโศกเสียใจด้วยเรื่องต่างๆ

เทวดา ทุกข์เพราะมีสมบัติไม่เท่าเทียมผู้อื่น (ติดในกามคุณอารมณ์)

พรหม ทุกข์เพราะความเป็นผู้มีรัศมีสว่างไสวไม่เท่าผู้อื่น (มีสักกายทิฏฐิและมานะ)

อย่างไรก็ดี สรรพสัตว์ทุกชีวิต ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใดๆ มักจมอยู่กับทุกข์ในภพที่ตนอยู่จนเป็นความเคยชิน มองทุกข์ไม่พบ เมื่อไม่พบก็ไม่คิดจะหนีออกจากทุกข์ ทั้งยังแก้ไขอย่างผิดวิธี เหมือนป่วยเป็นไข้แต่ไม่รู้ว่าป่วย กลับหาของแสลงโรคให้กับตนเอง อาการของโรคจึงเพียบหนัก

เมื่อใดมนุษย์มีปัญญาเห็นทุกข์ รู้จักทุกข์ เมื่อนั้นก็จะรู้จักพยายามหาต้นเหตุของทุกข์ให้พบแล้วกำจัดเสีย ปัญญาชนิดนี้เกิดเองได้ยาก ถ้ามีผู้มีปัญญาเหนือกว่ามาชี้แจงแนะนำ บอกทางให้ก็จะทำให้ง่ายและสะดวกขึ้น ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระปัญญาธิคุณอันประเสริฐ ทรงชี้นำ แนะแนวทางในการดับทุกข์ ออกจากคุกไว้ให้แล้ว ขอให้เราได้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของพระองค์ ย่อมบรรลุมรรคผลนิพพาน เลิกเวียนว่ายตายเกิดอย่างแน่นอน

ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงสอนเหมือนกันทั้งสิ้น ทรงสอนเรื่องสำคัญที่จะนำไปสู่การดับทุกข์ การหลุดพ้นจากสังสารวัฏ มิได้ทรงสอนหมดทุกเรื่อง เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่า ความรู้ที่พระองค์สอนนั้นเป็นเพียงใบไม้ในกำมือ แต่ความรู้นั้นมีอีกมากมายดุจใบไม้ในป่าประดู่ลาย

1.4 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นออกจากคุก

การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการยาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงอุบัติเกิดขึ้นในโลก เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข ยังมนุษยชาติให้พ้นจากกองทุกข์ ไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพานอย่างแท้จริง แต่เดิมพระองค์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา ไม่รู้จักเป้าหมายที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง ปะปนคละเคล้ากันไป แล้วก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพ 3 หรืออยู่ในคุก ดังที่เราได้ศึกษามาแล้ว เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก ไม่ทราบว่าชาติแรกเริ่มตรงไหน และชาติสุดท้ายจะสิ้นสุดเมื่อใด ถูกความทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ครอบงำเรื่อยมา

จนกระทั่งมีอยู่พระชาติหนึ่ง เกิดจิตสำนึกลึกๆ ที่ได้สั่งสมประสบการณ์ ได้พบความทุกข์มานับภพนับชาติไม่ถ้วนบีบคั้น ทำให้พระองค์เบื่อหน่ายต่อความทุกข์ มองหาหนทางที่จะออกจากทุกข์ให้ได้ และตั้งใจมั่นว่า เมื่อตนเองออกจากความทุกข์ หรือออกจากคุกในสังสารวัฏได้ จะต้องช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ไปด้วยให้ได้ นี่คือความปรารถนาเริ่มต้นของการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

จากนั้นพระองค์ก็ลองผิดลองถูกหาวิธีการเพื่อการดับทุกข์เรื่อยมา จนเริ่มพบวิธีการที่ถูกต้องมาตามลำดับ และได้สร้างบารมีอย่างยิ่งยวดโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน สละเลือดเนื้อ อวัยวะ ชีวิต ผ่านอุปสรรคนานัปการโดยไม่ย่อท้อ มายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน เพื่อให้ได้มาซึ่งสัพพัญญุตญาณ อันเป็นความปรารถนาสูงสุด เมื่อสั่งสมบารมีจนเต็มเปี่ยมแล้ว ในที่สุดทรงค้นพบวิธีการดับทุกข์เป็นผลสำเร็จ ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้เลิศประเสร็จกว่ามนุษย์และเทวดาทั้งปวง สามารถยกตนให้พ้นจากกองทุกข์ หลุดพ้นจากการถูกกักขังในภพ 3 ไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน อันเป็นดินแดนที่ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นดินแดนแห่งบรมสุขอันเป็นนิรันดร์

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างจะนับจะประมาณมิได้ ที่พระองค์ได้นำความรู้ที่พระองค์ทรงค้นพบความจริง มาชี้แนะให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้เห็นความจริงของชีวิตที่ตกเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ถูกกักขังวนเวียนอยู่ในภพทั้ง 3 อันเป็นคุกขังสรรพสัตว์ และยังทรงแนะแนวทางในการดับทุกข์ นำพา สรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากการคุมขังในภพ 3 พ้นจากความทุกข์อันแสนทรมานในการดำเนินชีวิต อยู่ในสังสารวัฏ

ดังนั้น วิชาศาสตร์แห่งการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ จึงถูกเรียบเรียงขึ้น ด้วยตระหนักถึงพระมหากรุณาธิคุณ อันสุดประมาณนี้ โดยรวบรวมเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในหลายแง่มุม มาร้อยเรียง เพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณอันไม่มีประมาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้เห็นเส้นทางการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอนยิ่งขึ้น เพื่อน้อมนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ ออกจากคุกขังสรรพสัตว์ มุ่งสู่ฝั่งแห่งพระนิพพานให้ได้

1) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, (กรุงเทพฯ : นานมีบุ็คพับลิเคชั่น), หน้า 1100.
2) พระมหาสมปอง มุทิโต, คัมภีร์อภิธานวรรณนา. กรุงเทพฯ : บริษัท ประยูรวงศ์พริ้นติ้ง จำกัด, 2547, หน้า 17.
gl204/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki