gl203:8 [Dou book online]
 

บทที่ 8 บทสรุปสาระสำคัญกฎแห่งกรรมเชิงสัมพันธ์

เนื้อหาบทที่ 8 บทสรุปสาระสำคัญกฎแห่งกรรมเชิงสัมพันธ์

  • 8.1 กฎแห่งกรรมกับหลักสัมมาทิฏฐิ
  • 8.2 กฎแห่งกรรมกับหลักการเวียนว่ายตายเกิด
  • 8.3 พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมและการให้ผลของกรรม
    • 8.3.1 จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยกฎแห่งกรรม
    • 8.3.2 มหากัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยกฎแห่งกรรม
    • 8.3.3 โลณกสูตร ว่าด้วยการให้ผลของกรรม
  • 8.4 สรุปสาระสำคัญและสรุปข้อปฏิบัติ

แนวคิด

1. มนุษย์ทุกคนจะต้องมีความเห็นความเข้าใจถูกต้องในเรื่องกฎแห่งกรรม มิฉะนั้นจะทำให้พลั้งพลาด เผลอไปทำผิดจนถึงผิดเป็นอาจิณ โดยที่ตนเองอาจไม่ทราบว่าจะมีผลตามมาอย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องเร่งสร้างความเห็นของตนให้ถูกต้อง เพราะว่าความเห็นเหมือนเข็มทิศ มีความคิดเห็นถูกชีวิตก็ดำเนินไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง มีความคิดเห็นผิดชีวิตก็ดำเนินไปสู่ความเสื่อม

2. เมื่อใดที่พระพุทธองค์ตรัสสั่งสอนพุทธบริษัทเรื่องกฎแห่งกรรม เมื่อนั้นก็จะตรัสถึงเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดควบคู่ไปด้วยเสมอ ไม่อาจจะแยกออกจากกันได้ เพราะเป็นหลักการแห่งเหตุและผลรองรับกัน เป็นเครื่องยืนยันว่าชีวิตหลังความตายยังมีอยู่

3. พระอริยบุคคลคือผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง บรรลุคุณวิเศษบริสุทธิ์หมดจดกาย วาจา และใจ แม้ในชาติสุดท้ายของชีวิตสามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วก็ตาม แต่วิบากกรรมเก่ายังสามารถส่งผลได้ เหมือนพระมหาโมคคัลลานะที่ถูกรุมทำร้ายทุบตีจนกายแตกเป็นเสี่ยง เพราะวิบากกรรมเก่าที่เคยทุบตีบิดามารดาตามมาส่งผล ดังนั้นจึงทำให้ต้องตระหนักว่า การดับกิเลสเข้าสู่พระนิพพานเท่านั้นคือทางหลุดพ้นจากกฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจอย่างชัดเจนว่า หลักสัมมาทิฏฐินั้นมีอิทธิพลทำให้เกิดการแสดงทางพฤติกรรมไปในทางที่ดี

2.เพื่อให้นักศึกษาทราบว่าการเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีปัจจัยมาจากการกระทำดี ทำชั่ว หรือ ทั้งดีและชั่วผสมกัน

3.เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิธีการและหนทางนำไปสู่การหลุดพ้นจากกฎแห่งกรรม

8.1 กฎแห่งกรรมกับหลักสัมมาทิฏฐิ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทีปแห่งโลกและจักรวาล ทรงบังเกิดขึ้นเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่มวลหมู่สรรพสัตว์ เป็นนาถเอกของโลกและจักรวาล เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดไม่มีสิ่งใดเปรียบได้ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันแรกที่ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนถึงวันปรินิพพานนั้น ทรงบำเพ็ญเพียรสั่งสมบุญสร้างบารมีทำความเห็นของพระองค์ให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แสวงหาและมุ่งตรงต่อหนทางสู่พระนิพพาน ทรงค้นพบเห็นทุกข์ เหตุทำให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ได้แก่ดับตัณหา และทางให้ถึงความดับทุกข์ และทรงรู้ว่าสรรพสัตว์ที่ยังประสบทุกข์อยู่เพราะมีความเห็นไม่ถูกต้องจึงสร้างกรรมชั่วแก่กันและกัน ดังนั้นจึงทรงปลูกฝังให้มนุษย์มีความเห็นถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการสร้างกรรมดีโดยตรง มีอยู่ 10 ประการ ดังนี้1)

1. การแบ่งปันสิ่งของให้แก่ผู้อื่น เนื่องจากปัจจัยการดำรงชีวิตพื้นฐานมีอยู่ 4 อย่าง คือ ที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ในฐานะที่ทุกผู้คนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงต้องช่วยเหลือกัน ใครมีก็แบ่งปันกันอยู่ แบ่งปันกันกิน แบ่งปันกันใช้ ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ไม่แสดงความไร้น้ำใจต่อกัน เป็นการฝึกสละความโลภความตระหนี่ ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่ามีการเอารัดเอาเปรียบกัน กักตุนสินค้าเพื่อค้ากำไรจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่รู้จักการแบ่งปันเพราะมองเป็นผลประโยชน์ผลกำไร นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 การให้ทานมีผลดีจริง

2. การสงเคราะห์ช่วยเหลือกันและกัน เนื่องจากสังคมรอบข้างตัวเรามีบุคคลหลายกลุ่ม จำเป็นต้องมีความเป็นอยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน เพราะเราอยู่ในโลกใบนี้เพียงลำพังไม่ได้หรือจะดีเพียงคนเดียวไม่ได้ต้องเป็นอยู่อย่างทัดเทียมกันจึงจะไม่เกิดปัญหาสังคม เพราะบางคนมีความเดือดร้อนทุกข์ยากลำบากทางฐานะเศรษฐกิจความเป็นอยู่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันของผู้ที่ฐานะความเป็นอยู่มั่งคั่งจะต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือประคับประคอง เพื่อให้เขาเหล่านั้นมีความเป็นอยู่ต่อไปได้ และมีโอกาสที่จะพัฒนาฐานะความเป็นอยู่ของตนเองให้ดีขึ้น แต่บ่อยครั้งที่พบเห็นผู้มีความเป็นลำบากถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่มีโอกาสทางการค้าการสังคม นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 2 ยัญที่บูชาแล้วมีผลดี หมายความว่า การสงเคราะห์ช่วยเหลือสังคมรอบตัวมีผลดีเป็นทางมาแห่งความดีทั้งตัวเราและผู้อื่น

3. การยกย่องบูชาบุคคลที่มีคุณงามความดี บุคคลที่ควรแก่การยกย่องบูชาเพราะมีอุปการะคุณทั้งทางตรงและทางอ้อมกับเรา ได้แก่ บรรพบุรุษ บิดามารดา ครูอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชา สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที เคารพยกย่องนับถือ เทิดทูน จับดีไม่จับผิดผู้อื่น ไม่คิดอิจฉาริษยา ไม่ยกตนข่มผู้อื่น ซึ่งเป็นการปลูกฝังแบบปฏิบัติค่านิยมที่ดีงามแก่สังคม เด็กยุคใหม่เห็นก็จะถือปฏิบัติตาม แต่ค่านิยมของสังคมในปัจจุบันกำลังจะผิดไป หันไปเคารพนับถือความไม่ดีประการต่างๆ แต่กลับลืมบุคคลใกล้ตัวที่อุปการะเลี้ยงดูสั่งสอนอบรมบ่มนิสัยเรามา ดังที่เห็นประจำคือการทอดทิ้งบุพการีให้คนอื่นดูแล ปัดภาระไปให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกหลานดูแล หรือผู้ใต้บังคับบัญชาคิดแย่งตำแหน่งหัวหน้า ศิษย์ไม่เคารพครูอาจารย์ เป็นต้น สังคมแบบนี้จะเต็มไปด้วยความแก่งแย่งชิงเด่นกลัวคนอื่นจะเหนือกว่า ไร้ความสงบสุขแตกแยกไม่สามัคคีกัน ด้วยประการทั้งปวงนี้เองที่ทำให้คนไม่เคารพยกย่องกัน ไม่คำนึงถึงว่าต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา อยากให้เขาทำอย่างไรกับเรา เราก็ทำแบบนั้นกับเขา นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 3 การบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผลดีจริง คือ การส่งเสริมสนับสนุนให้คนถือธรรมเป็นใหญ่จะได้เกิดกำลังใจในการทำความดี มวลมนุษยชาติรู้รักสมานสามัคคีปรองดองเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพงศ์วงตระกูล

4. กรรมดีกรรมชั่วที่ทำไปแล้วมีผล ข้อปฏิบัติที่กล่าวข้างต้น เป็นการทำกรรมดี จึงได้ผลดีตามไปด้วย คือด้วยคุณงามความดีจึงได้รับการยกย่องส่งเสริมสนับสนุน เป็นที่เคารพนับถือเกรงใจต่อผู้อื่น เพราะหลักกฎแห่งกรรมมีอยู่ว่า “ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” เป็นกฎที่เที่ยงธรรมที่สุดไม่ต้องตีความ ดังนั้นก่อนคิดทำสิ่งใดเราควรมีความรู้ในการตัดสินความดีความชั่ว ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มุ่งทำกรรมดีเป็นอาจิณก็สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความเห็นถูกในเรื่องกฎแห่งกรรม ในทางกลับกันผู้ที่มุ่งทำกรรมชั่ว หรือทำกรรมดีผสมกรรมชั่วก็ตาม ก็สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความเชื่อในเรื่องผลของการกระทำน้อยมากไปจนถึงไม่คิดว่ามีจริง เป็นเพียงกุศโลบายของผู้ใหญ่ นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 4 วิบากแห่งกรรมดีและกรรมชั่วมีผลจริง คือไม่จำกัดสถานที่ เวลา ของการให้ผลของกรรม เพราะเป็นกฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำ กฎแห่งเหตุและผลรองรับกัน กฎแห่งกรรมนี้เหมือนการตอกตะปูลงบนไม้ แม้ถอนตะปูออกก็ยังเหลือร่องรอย หมายความว่า สิ่งที่ผิดพลาดเมื่อกระทำไปแล้วถึงแม้จะตั้งใจทำความดี สิ่งที่ผิดพลาดก็ยังคงอยู่ไม่สามารถทำความดีลบล้างความชั่วที่เคยทำมาได้ ดีส่วนดี ชั่วส่วนชั่ว เหมือนน้ำผสมกับเกลือ น้ำมากเกลือก็ไม่เค็ม แต่เมื่อใดเกลือมากกว่าน้ำน้ำก็เค็ม

5. โลกนี้ โลก คือ สังขารร่างกายจิตใจ คือหมู่สัตว์ ได้แก่ หมู่มนุษย์ หมู่เทวดา หมู่สัตว์นรก คือสถานที่อยู่อาศัย จากการศึกษากฎแห่งกรรมมาแล้ว จะทราบว่าความเป็นไปของหมู่สัตว์ทั้งปวงล้วนมาจากรากฐานคือกรรมที่เกิดจากการกระทำของตนที่คอยชักนำและบังคับให้เป็นไปตามกรรม จึงเลือกไม่ได้ว่าจะให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีที่มาไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ หรือหาเหตุผลรับรองไม่ได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องเข้าใจโลกนี้ให้ถูกต้องว่า โลกนี้มีที่มา คือ มีที่มาจากกรรมและผลของกรรม โลกนี้มีความไม่แน่นอนของสุขภาพร่างกาย ฐานะความเป็นอยู่ คือ มีความเปลี่ยนแปลง ไม่มั่นคง ไม่คงที่ วันนี้มีความเป็นอยู่ดีมีสุขแต่พรุ่งนี้อาจสิ้นเนื้อประดาตัว เหมือนเช่นนักพนันทั้งหลาย โลกนี้มีคุณ คือ เป็นความโชคดีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์มีกายหยาบสำหรับใช้ประกอบคุณงามความดีและบุญกุศลทั้งปวงได้อย่างเต็มที่ ต่างจากเทวดาหรือสัตว์เดรัจฉาน ที่ไม่สามารถประกอบความดีได้เต็มที่ อีกทั้งภพมนุษย์นี้ก็เหมาะสมแก่การสร้างกรรมดี เพราะเรามีสังคมรอบข้างที่จะคอยเป็นกัลยาณมิตรแนะนำประโยชน์ให้ได้ เช่น พระภิกษุสามเณร บิดามารดา ครูอาจารย์ เป็นต้น โลกนี้มีเวลาจำกัด คือ มนุษย์ทุกคนมีอายุไม่เท่ากัน มีอายุจำกัด มีความตายเป็นตัวกำหนดตัดรอน เพราะเกิดจากความแตกต่างกันของกรรมดีที่ทำให้อายุยืน กรรมชั่วที่ทำให้อายุสั้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องรีบสั่งสมความดีให้มากที่สุด ต้องไม่สร้างกรรมชั่วอีกเด็ดขาด ต้องขวนขวายทำความดีไม่อยู่เฉย นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 5 โลกนี้มี หมายความว่า โลกนี้มีคุณประโยชน์ให้เราได้อาศัยใช้เป็นอุปกรณ์สำหรับประกอบคุณงามความดีทั้งปวง

6. โลกหน้า คือ ชีวิตหลังความตาย หมายความว่า หลังตายแล้วชีวิตไม่ดับขาดสูญ จิตของผู้นั้นยังต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปเพราะกิเลสยังครอบงำบังคับบัญชาอยู่ มีแต่สังขารร่างกายเท่านั้นที่เสื่อมทำลายไป ซึ่งชีวิตหลังความตายของผู้นั้นจะไปเกิดเป็นอะไรนั้นก็ถูกจำแนกให้แตกต่างกันด้วยอำนาจกรรม ดังพุทธพจน์ที่ว่า

“ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”

ทำให้ทราบว่า ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานที่ถือกำเนิดอยู่ให้เห็นกันตอนนี้ล้วนเป็นการรับผลของกรรมทั้งดีและชั่วที่เคยทำกันไว้ ในอดีตชาติ คือ เป็นมรดกกรรมที่เราต้องรับเป็นทายาทสืบทอดต่อ ทุกชีวิตเมื่อละโลกนี้ไปแล้วยังต้องมีชีวิตหลังความตายต่อไปอีก และแต่ละชีวิตหลังจากตายจะถือกำเนิดใหม่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือเผ่าพันธุ์สัตว์เดรัจฉานต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับกรรมที่ตนกระทำไว้ คือ มีกรรมเป็นตัวนำไปกำเนิดในรูปแบบเผ่าพันธุ์ต่างๆ แล้วแต่กรรมจำแนก เช่น สมัยเป็นมนุษย์เจ้าชู้ชอบโกหกหลอกลวง เมื่อละโลกจึงไปเกิดเป็นลิง เป็นต้น และดำรงอยู่ในเผ่าพันธุ์นั้นด้วยกรรม จากจุดนี้มติทางวิทยาศาสตร์ที่ว่ามนุษย์มาจากลิงนั้นทางพระพุทธศาสนาไม่รับรองว่าเป็นเช่นนั้น เพราะกำเนิดมนุษย์กับกำเนิดสัตว์เดรัจฉานไม่เหมือนกัน ไม่มีการกลายพันธุ์กันได้ มีแต่กรรมจำแนกให้มีความใกล้เคียงกันทางสรีระเล็กน้อยเท่านั้น

โลกหน้า คือ สถานที่สถิตของชีวิตหลังความตาย จากผลพวงข้างต้น เมื่อมีสัตว์ไปเกิดมาเกิดจึงเกิดสถานที่รองรับ ตัวอย่างเช่นที่เราเห็นกันบนโลกใบนี้คือ จะเห็นมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานประเภทต่างๆ อาศัยอยู่รวมกัน เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็มีสถานที่ความเป็นอยู่แบบมนุษย์ เมื่อเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีสถานที่ความเป็นอยู่แบบสัตว์เดรัจฉาน เช่น ปลาต้องอยู่ในน้ำจึงอยู่รอด แต่ถ้าขึ้นบกมาอยู่แบบมนุษย์ก็ตาย ในทางกลับกันมนุษย์มีความเป็นอยู่บนบกจึงอยู่รอด แต่ถ้ามนุษย์อยู่ในน้ำโดยการหายใจทางจมูกก็ตายสถานเดียว ฉะนั้นโลกหน้าจึงเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน คือ ไม่แน่นอนว่าจะต้องไปถือกำเนิดเป็นสัตวโลก ประเภทใด จะมีสถานที่ใดหรือมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร อาจจะเป็นโลกซึ่งอยู่ในจักรวาลอื่นก็ได้ แต่สิ่งที่ แน่นอนก็คือ เราจะต้องเกิดใหม่อีก เพราะเรายังไม่หมดกิเลส ดังนั้นจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องโลกหน้าให้ดี สรุปแล้วหนีไม่พ้นเรื่องของกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงควรเตรียมความพร้อมการไปสู่โลกหน้าหรือปรโลกเสียแต่วันนี้ ซึ่งมีหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ

1) มีศรัทธามั่นคงในเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรม

2) ตั้งใจทำทานอย่างเต็มกำลังของตน เปลี่ยนเงินทองคือทรัพย์หยาบให้เป็นทรัพย์ละเอียดคือบุญ (เพราะชีวิตหลังความตายมีบุญและบาปเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง)

3) ตั้งใจรักษาศีล 5 คือรักษาความเป็นปกติของมนุษย์อย่างเคร่งครัด

4) เพิ่มพูนปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป คือ การเจริญสมาธิทำจิตให้ตั้งมั่น เพราะสมาธิก่อให้เกิดแสงสว่างแห่งปัญญาทำให้เกิดการรู้แจ้ง เหมือนเราเปิดไฟก็เห็นทุกอย่างไม่มีอะไรปิดบังเราได้ สว่างมากเท่าไรก็รู้แจ้งมากเท่านั้น เป็นปัญญารู้แจ้งไม่ใช่รู้จดรู้จำ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา

เพราะฉะนั้น การไปสู่โลกหน้าหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะกิเลสควบคุมเราอยู่ จึงทำให้มีความไม่แน่นอนสำหรับการสู่โลกหน้าของเราว่าจะเป็นประการเช่นไร ดังนั้นใครที่เคยผิดพลาดทำกรรมชั่วมาก็ให้แล้วกันไปลืมมันอย่าไปนึกถึงเพราะอย่างไรก็กลับไปแก้ไขสิ่งที่ทำไม่ได้ เหมือนธนูที่ยิงออกจากแล่งไปแล้วรั้งกลับไม่ได้ คำพูดที่เปล่งออกไปแล้วเอากลับคืนไม่ได้ จึงควรทำตามหลักพระพุทธศาสนาคือไม่หวนนึกถึงสิ่งที่ผิดพลาด แต่ให้มองไปข้างหน้าแล้วทำวันนี้ให้ดีที่สุด นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 6 โลกหน้ามีอยู่จริง ผู้ละโลกขณะที่ยังไม่หมดกิเลส ยังจะต้องประสบกับชีวิตหลังความตายไม่ขาดสูญ

7.สำนึกพระคุณของมารดา มารดาคือพระอรหันต์ในบ้านของบุตร ปัจจุบันนี้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นที่มองข้ามพระคุณของท่าน บางทีเอาอกเอาใจเลี้ยงดูเพื่อนมากกว่ามารดาผู้ให้กำเนิด เพียงเพราะท่านพร่ำสอนเรามากกว่าใคร ทำให้บุตรเกิดความรำคาญคิดว่าท่านจู้จี้ขี้บ่นบ้าง ไม่ยอมปล่อยเป็นอิสระให้ทำอะไรตามชอบใจบ้าง แต่มาสำนึกดูให้ดีก็จะพบว่า ตลอดการอุ้มท้อง คลอดออกมาจนเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ท่านเลี้ยงดูเอาใจใส่เราอย่างดี หาอาหารให้กินทุกมื้อ ทำให้บุตรได้ทุกอย่าง ไม่ว่าด้วย สาเหตุอันใดของบุตรที่จะมองข้ามท่านไป อย่างน้อยขอให้นึกถึงพระคุณของมารดา 3 ประการ คือ

1) ท่านให้โอกาสเราได้มาอาศัยเกิดในครรภ์

2) ท่านให้ต้นแบบทางร่างกาย

3) ท่านเป็นต้นแบบทางจิตใจ

ปัจจุบันอบายมุขและยาเสพติดต่างๆ นานา เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้บุตรก่อกรรมหนักเพราะขาดสติยับยั้ง ดังในข่าวว่าบุตรฆ่ามารดาเพียงเพื่อขอเอาเงินไปซื้อยาเสพติดแล้วท่านไม่ให้ พระคุณของมารดามีมากเช่นนี้บุตรคนใดทำร้ายท่านจึงจัดเป็นอนันตริยกรรม เมื่อละโลกอนันตริยกรรมนี้จะนำไปเกิดในอเวจีมหานรกทันที ส่วนบุตรคนใดสำนึกในพระคุณของท่าน วิธีการตอบแทนพระคุณท่านที่ดีที่สุดไม่ใช่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือการมอบเงินให้ท่านเพียงอย่างเดียว บุตรต้องชักชวนแนะนำให้ท่านประพฤติธรรม คือ ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ แบบนี้ถือว่าตอบแทนพระคุณได้ถูกต้อง นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 7 มารดามีพระคุณ

8. สำนึกพระคุณบิดา ตัวอย่างผู้ที่สำนึกพระคุณของบิดา คือ พระเจ้าอชาตศัตรู พระองค์ทรงทำปิตุฆาตคือปลงพระชนม์ชีพพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดา กล่าวกันว่าความรักของพระเจ้าพิมพิสาร ที่มอบให้นั้นมากยิ่ง แม้ฝีที่สกปรกยังใช้พระโอษฐ์ดูดเอาน้ำหนองออกให้ได้ เพราะทนไม่ได้ที่เห็นพระราชโอรสร้องไห้เพราะความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ภายหลังจากที่พระเจ้าอชาตศัตรูทำปิตุฆาตแล้ว ทุกค่ำคืนพระองค์ทรงเดือดร้อนใจเสวยไม่ได้บรรทมก็หวาดผวา เพราะได้สำนึกตอนที่มีพระราชโอรสของตนเอง จึงทรงสัมผัสได้ถึงความรักที่บิดามีต่อบุตร ด้วยเหตุนี้ บิดาจึงมีพระคุณมากไม่แพ้มารดา คือ ให้โอกาสเราได้เกิด เป็นต้นแบบทางร่างกาย และเป็นต้นแบบทางจิตใจ บุตรสำนึกในพระคุณของท่าน วิธีการตอบแทนพระคุณท่านที่ดีที่สุดไม่ใช่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน หรือการมอบเงินให้ท่านเพียงอย่างเดียว บุตรต้องชักชวนแนะนำให้ท่านประพฤติธรรม คือ ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ แบบนี้ถือว่าตอบแทนพระคุณได้ถูกต้อง นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 8 บิดามีพระคุณ

9. มีการถือกำเนิดแบบโอปปาติกะ คือ เกิดวันนั้นก็โตเต็มวัยวันนั้นไม่ต้องมีพัฒนาการทางร่างกายแบบมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานทั่วไป หมายถึง การถือกำเนิดในสวรรค์ เรียกว่า สุคติภูมิ การถือกำเนิดในอบาย ได้แก่ เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เรียกว่า ทุคติภูมิ มีเหตุผลอยู่หลายประการที่จำเป็นต้องศึกษาเรื่องการถือกำเนิดแบบโอปปาติกะอย่างน้อย 2 ประการคือ

1) ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัว และความละอายที่จะกระทำบาปอกุศลใดๆ ทั้งปวงด้วยเหตุที่ขาดหิริโอตตัปปะนี้เองจึงทำให้มีสัตว์ไปบังเกิดในทุคติภูมิมากกว่าสัตว์ที่เกิดในสุคติภูมิ พระพุทธองค์ทรงอุปมาผู้ไปสุคติภูมิว่าน้อยเท่าเขาโค ส่วนผู้ไปทุคติภูมิมากเท่าขนของโค เมื่อเกิดในทุคติภูมินี้แล้ว การจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกยากเหมือนเต่าตาบอด ที่ทุกร้อยปีจะโผล่หัวพอดีบ่วงที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร อุปมามนุษย์ที่ละโลกแล้วจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกน้อยเท่ากับฝุ่นในเล็บมือ เมื่อเทียบกับฝุ่นในแผ่นดิน แม้แต่ผู้สามารถมาเกิดในสุคติภูมินี้แล้ว เมื่อละโลกก็อาจจะไปเกิดในทุคติภูมิมากเหมือนฝุ่นในแผ่นดิน ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเมื่อถือกำเนิดแล้วก็ก่อกรรมชั่วมากกว่ากรรมดีจึงทำให้พลัดกลับมาเกิดทุคติ-ภูมิได้อีก ขึ้นอยู่กับกรรมที่กระทำไว้ การทำหน้าที่ของหิริโอตตัปปะมีกระบวนการขั้นตอนยึดสติสะกดใจไม่ให้พลาดพลั้งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

1.1) กรณีถูกบีบบังคับจากสิ่งเร้าภายนอก คือ ความเป็นอยู่ในรูปแบบสังคมทำให้ต้องเกี่ยวข้องกับคนเป็นอันมากหลากหลายความคิดความเชื่อ อันจะนำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน อาจร้ายแรงถึงขั้นทะเลาะวิวาทจนเป็นเหตุให้ทำลายชีวิตกันและกัน กรณีเช่นนี้จะต้องมีความอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ขุ่นมัว เพราะถ้าเกิดการโต้ตอบกันและกันจะทำให้เกิดผูกเวรต่อกัน คือ เอาตัวเองเข้าไปผูกกับเรื่องร้ายๆ นั้น เมื่อเวียนว่ายตายเกิดมาบรรจบกันเวรที่ผูกไว้ก็ออกฤทธิ์ทำให้เกิดการอาฆาตพยาบาทสร้างกรรมชั่วกันต่อไปไม่รู้จบ

1.2) กรณีถูกยั่วเย้าจากสิ่งเร้าภายนอก คือ อบายมุขต่างๆ นานา หลากหลายรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมายั่วเย้าให้คนอยากเสพอยากลอง ถ้ามีหิริโอตตัปปะก็จะห้ามใจตนเองได้เพราะรู้ว่าไม่ดีมีโทษทั้งชาตินี้ชาติหน้า

2) ทำให้เกิดกำลังใจในการสร้างบุญกุศล เพราะทราบแล้วว่าชีวิตหลังความตายมีอยู่ และมี 2 แบบ คือ แบบสุคติ กับแบบทุคติ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะประกอบกุศลกรรมเบื้องต้นเพื่อนำพาตนเองไปสุคติภูมิ เบื้องสูงคือบรรลุมรรคผลนิพพานพ้นจากอำนาจการควบคุมของกิเลสอาสวะ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร

เพราะฉะนั้น จากการศึกษาทำให้นักศึกษาทราบว่า การเกิดแบบโอปปาติกะนี้เป็นได้เฉพาะกายละเอียด มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถรู้เห็นกระบวนการไปเกิดมาเกิดได้ จึงมีอิทธิพลส่งผลต่อความเชื่อเรื่องโลกนี้โลกหน้า เรื่องกฎแห่งกรรมอย่างยิ่ง จะผิดจะพลาดก็อยู่ที่ตรงนี้ และเมื่อมีความรู้เรื่องโอปปาติกะแล้ว จะทำให้ไม่เกิดความประมาทพลั้งเผลอในการดำรงชีวิต เพราะมีจิตใจใฝ่ดีถึงแม้จะมีอุปสรรคก็ไม่ย่อท้อ ไม่ยอมเสี่ยงกับการเบียดเบียนผู้อื่นเพื่อให้ตนเองสบาย จะพยายามฝ่าฟันอุปสรรคนั้นๆ และละเว้นความชั่วทั้งปวง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ด้วยเหตุนี้จะทำให้เราตักเตือนสั่งสอนตนเองและแนะนำผู้อื่นได้ว่า ความชั่วแม้เพียงน้อยก็จะไม่ทำ แต่ความดีแม้เพียงน้อยก็จะทำให้เต็มที่เต็มกำลังสุดความสามารถ นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 โอปปาติกะหรือสัตว์ผุดเกิดขึ้นมี หมายความว่า เชื่อในเรื่องการทำความดีความชั่วมีผลทำให้บังเกิดในนรกสวรรค์ซึ่งเป็นภพภูมิที่อยู่ของพวกโอปปาติกะ

10. สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ผู้รู้แจ้งเรื่องโลกนี้โลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามมีอยู่ คือ วิถีหนทางปฏิบัติสู่การบรรลุธรรมมีอยู่ ผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์จึงมีอยู่ เพราะตราบใดที่ยังมีผู้มุ่งตรงต่อหนทางพระนิพพาน ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ 8 เมื่อนั้นโลกจะไม่สิ้นจาก พระอรหันต์ ผู้ที่จะมีปัญญารู้แจ้งโลกนี้โลกหน้านั้นแยกเป็น 2 นัย ดังนี้

นัยที่ 1 คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

นัยที่ 2 คือ พระอรหันตสาวก

จากการศึกษาพบว่า เหตุที่ตรัสทิฏฐิข้อนี้ก็เพราะประสงค์ชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่รู้แจ้งโลกนี้โลกหน้ามีอยู่จริง ไม่ใช่มีแต่นักคิดนักวิจารณ์ บุคคลที่จะรู้แจ้งจะต้องเป็นสมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแบบทุ่มเทชีวิตจิตใจทำอย่างจริงจัง มีอัธยาศัยในการสั่งสอนแนะนำ และความรู้แจ้งนี้ไม่ผูกขาดเฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง แต่มนุษย์ทุกคนมีความสามารถและมีศักยภาพที่จะทำได้ ซึ่งจะต้องประกอบด้วยความเพียรและมีครูอาจารย์ผู้สั่งสอนชี้แนะถูกต้องตรงทางมรรคผลนิพพาน แต่เนื่องจากเราไม่มีโอกาสได้พบพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเหล่าพระอรหันตสาวก แต่ก็ยังพอมีพระอริยบุคคลทรงภูมิรู้ภูมิธรรมในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องแสวงหาครูดีเช่นนี้ให้พบ เมื่อพบแล้วก็ปฏิบัติตามคำสอนท่านอย่างจริงจัง ซึ่งจะช่วยให้เรามีความเข้าใจถูกต้องตามหลักปฏิบัติ นี้จัดเป็นสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 โลกนี้มีสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ชนิดที่ทำให้แจ้งด้วยความรู้ยิ่งเองแล้วประกาศโลกนี้โลกหน้ามี

หลักการสัมมาทิฏฐิคือการสร้างปัญญานำไปสู่การตั้งเป้าหมายชีวิต 3 ประการ คือ ละชั่ว ทำดี และขัดเกลาจิตให้ผ่องใส เพื่อจะได้ดำรงชีวิตอย่างถูกต้องเพราะเกิดความรู้ถูกเห็นถูกเข้าใจถูก และต้องตอกย้ำเป้าหมายชีวิตอยู่เสมอๆ มีตัวอย่างหลายท่านในพุทธกาลที่มีอุปนิสัยมีบุญบารมีพอที่จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ดำเนินชีวิตด้วยความประมาทในช่วงต้นเพราะคบคนพาลจึงทำให้โอกาสดีๆ เช่นนี้หลุดลอยไป

8.2 กฎแห่งกรรมกับหลักการเวียนว่ายตายเกิด

ดังที่ทราบกัน เมื่อกิเลสยังปรากฏอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อมเสี่ยงต่อการสร้างกรรมทั้งดีหรือชั่ว เมื่อสร้างกรรมย่อมมีผลรองรับติดตามไปทุกที่ทุกสถานเหมือนเงาตามตัว บางทีให้ผลทันที หรือไม่ก็ไปให้ผลหลังจากละโลก และก็ให้ผลต่อไปเรื่อยๆ ตราบจนวันสิ้นกิเลสจึงหลุดจากกฎแห่งกรรมนี้ได้ ด้วยความเป็นเหตุเป็นผลเช่นนี้จึงทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารกันมาคนละไม่น้อยเลย และทุกท่านเคยเป็นมาทุกอย่าง ตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ไปจนถึงกุ้ง หอย ปู ปลา ดังที่ยกอุปมาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารไว้ในบทที่ 1 แล้ว ฉะนั้นตราบใดที่ยังไม่สิ้นกิเลส ตราบนั้นก็ยังจะต้องสร้างกรรมต่อๆ ไป ผลของการกระทำก็จะเกิดขึ้นต่อๆ ไป ทำให้เกิดในชีวิตและสังคมที่หลากหลาย เช่น เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลดีบ้าง ตระกูลยากจนบ้าง บังเกิดในสวรรค์บ้าง บังเกิดในนรกบ้าง เป็นต้น ลักษณะ รูปแบบของการเกิดนี้ไม่แน่นอนแปรผันไปตามอำนาจกรรม ซึ่งทำหน้าที่สั่งให้ไปเกิดผลแบบนั้นแบบนี้ กรรมดีสั่งก็ไปเกิดในที่ดี กรรมชั่วสั่งก็ไปเกิดในที่ไม่ดี กรรมของแต่ละคนจะจำแนกให้มีผลเป็นไปแตกต่างกันเพราะทุกคนสร้างกรรมไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ตนใดกำหนดทิศทางชีวิตของผู้อื่นได้ กรรมของผู้นั้นต่างหากที่เป็นเจ้าของ จึงไม่มีเจ้ากรรมนายเวรแต่อย่างใด ดังที่เป็นปัญหาถกเถียงกันอย่างมากในปัจจุบัน ว่าปัญหาสุขภาพร่างกาย ปัญหาฐานะความเป็นอยู่ทางสังคมคนนั้นรวยคนนี้จนไม่ทัดเทียมกัน เพราะเป็นการทดสอบจิตใจของมนุษย์โดยผู้มีอำนาจหรืออย่างไร ถ้าไม่จริง แล้วความจริงคืออะไรเกิดจากอะไร? คนนั้นว่าอย่างนี้ แต่อีกคนก็ว่าอีกอย่าง แก้ไขกันไปต่างๆ นานา สุดท้ายก็แก้กันไม่จบสิ้น เพราะแก้ไขที่ปลายเหตุกันทั้งนั้น และที่สำคัญชีวิตความเป็นอยู่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกรรม ไม่ใช่ว่าชาตินี้รวยแล้วชาติหน้าจะรวยอีก ไม่แน่นอนเสมอไปถ้าประมาทในการดำรงชีวิต ดังที่ชอบคิดกันว่าเกิดมาชดใช้กรรมอย่างนั้น ก็ไม่ก่อให้เกิดความดีขึ้นมีแต่จะจมลง แต่ในทางกลับกัน คนจนในชาตินี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจนไปทุกชาติ ถึงแม้จะจนแต่ไม่ประมาทในการดำรงชีวิตเดินตามรอยบัณฑิตนักปราชญ์ก็สามารถพลิกผันชีวิตให้กลับมาดีได้ ดังที่กล่าวไว้เราทุกคนหมุนเวียนเปลี่ยนตายเกิดมาแล้วทุกสถานภาพ

จึงตั้งคำถามว่า ความไม่ประมาทในการดำรงชีวิตคืออะไร เป็นอย่างไร? ดังที่ทราบสิ่งที่ครอบงำทำให้เกิดความประมาท คือ กิเลส ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือจะเรียกว่าอวิชชาก็ได้ ทั้งหมดนี้มีไว้ทำลายความสามารถ ศักยภาพและคุณภาพของความเป็นมนุษย์ให้หมดสิ้น ความโลภทำให้ตระหนี่หวงแหนทรัพย์จึงทำให้เสื่อมจากทรัพย์สมบัติ ความโกรธทำให้เกิดความขุ่นเคืองพยาบาทปองร้ายจึงทำให้เสื่อมจากรูปสมบัติ คือ ความหล่อ ความสวย ผิวพรรณ ดูเวลาที่คนหล่อคนสวยเมื่อโกรธหน้าตาก็ดูไม่ได้เหมือนกัน ความหลงทำให้เกิดความคิดเห็นผิด หลงเชื่อ ความงมงายจึงทำให้เสื่อมจากคุณสมบัติ คือขาดสติปัญญา เมื่อหลักการแห่งเหตุและผลเป็นเช่นนี้ คราวที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เห็นกิเลสตัณหาคือฉากหลังที่ครอบงำหมู่สัตว์ทั้งหมดไว้ในวัฏสงสารให้ดำรงชีวิตอย่างประมาทคือขาดสติยับยั้ง ทรงรู้แจ้งแทงตลอดเห็นอุปกรณ์ที่ใช้ครอบงำคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง จึงทรงใช้พุทธวิธี2) แก้ไขความโลภด้วยทานทำให้มีทรัพย์สมบัติ แก้ไขความโกรธด้วยความเมตตาและรักษาศีลทำให้มีรูปสมบัติ แก้ไขความหลงด้วยสมาธิทำให้เกิดคุณสมบัติ จนเกิดเป็นพุทธิปัญญารู้แจ้งตามพระองค์ หมายความว่าพระธรรมคำสอน 84,000 พระธรรมขันธ์ สรุปเป็นหมวดทาน หมวดศีล หมวดสมาธิ หมวดปัญญา และทุกหมวดจัดเป็นมรรคมีองค์ 8 ทางปฏิบัติสายกลาง คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และทั้งหมดสรุปรวมเป็นหนึ่งเดียวคือความไม่ประมาท ทรงเปรียบเหมือนรอยเท้าช้างเป็นที่ประชุมลงรวมของรอยเท้าสัตว์ทั้งปวง3) ซึ่งผู้ที่บังเกิดมาพรั่งพร้อมอยู่ในความพอเหมาะพอดีด้วยทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติ จะทำให้สะดวกต่อการสร้างบารมีสร้างความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะถ้าไม่มีทรัพย์สมบัติแล้วเวลาทั้งชีวิตก็ไม่พอที่ จะหาทรัพย์ให้มีมากๆ หรือถ้าพิการ ปัญญาอ่อน ยิ่งสร้างความดีลำบากเข้าไปอีก เพราะลำพังดูรักษาตัวเอง ก็หมดเวลาเสียแล้ว ชีวิตบางคนเห็นทุกข์ก็จมอยู่กับทุกข์ แต่บางคนชีวิตอยู่สุขสบายกลับเห็นทุกข์ ดังเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ที่ทรงเสวยราชสมบัติเพียบพร้อมทุกสิ่งแต่ทรงเห็นโทษภัยของสิ่งเหล่านั้น หรือว่าบางทีดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้ บางท่านรู้ว่าทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ เป็นความดีแต่ก็อ้างว่าไม่มีเวลาบ้าง ทำงานมาเหนื่อยแล้วอยากพักผ่อนบ้าง เห็นทางอยู่ข้างหน้าแต่ไม่เดินก็มี กลับไปเดินอีกทางตามที่ตนเองคิดว่าดี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะดีจริงอย่างที่คิดหรือไม่ ฉะนั้นจะต้องมีโยนิโสมนสิการ รู้จักจับแง่คิดมุมมอง การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทเพียงวันเดียวถือว่าได้ดำเนินชีวิตอย่างประเสริฐมากกว่าการดำรงชีวิตอยู่ร้อยปีแต่อยู่อย่างประมาท4)

ตารางสรุปภาพรวมหลักคำสอน

ไตรปิฎก ไตรสิกขา มรรค 8
วินัยปิฎก 21,000 ธรรมขันธ์ ศีล สัมมาวาจา วาจาถูก สรุป คือ ความไม่ประมาท
สัมมากัมมันตะ การงานถูก
สัมมาอาชีวะ อาชีพถูก
สุตตันตปิฎก 21,000 ธรรมขันธ์ สมาธิ สัมมาวายามะ เพียรถูก
สัมมาสติ ระลึกถูก
สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นถูก
อภิธรรมปิฎก 42,000 ธรรมขันธ์ ปัญญา สัมมาทิฏฐิ เห็นถูก
สัมมาสังกัปปะ คิดถูก

ในระหว่างการเวียนว่ายตายเกิดนั้นกฎแห่งกรรมของแต่ละชีวิตทำงานกันอย่างเต็มที่ ไม่หยุดพัก ได้โอกาสเมื่อไรจะส่งผลให้ทันที ดังจะเห็นได้ว่า ชีวิตของเราเองเดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย กรรมดีให้ผลก็เป็นสุข เมื่อไรกรรมชั่วเบ่งบานเมื่อนั้นก็ทุกข์ระทมกันแสนสาหัส ซึ่งบุคคลที่เวียนเกิดมาเป็นมนุษย์มีลักษณะ 4 แบบ5) ดังนี้

1)บุคคลมืดมามืดไป คือ เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลตกต่ำประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อละโลกจึงไปสู่ทุคติภูมิ

2)บุคคลมืดมาสว่างไป คือ เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลตกต่ำแต่ใจไม่ตกต่ำ ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อละโลกจึงไปสู่สุคติภูมิ

3)บุคคลสว่างมามืดไป คือ เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลสูงแต่ใจตกต่ำ ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อละโลกจึงไปสู่ทุคติภูมิ

4)บุคคลสว่างมาสว่างไป คือ เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในตระกูลสูงจิตใจสูง ประพฤติสุจริตทางกาย วาจา ใจ เมื่อละโลกจึงไปสู่สุคติภูมิ

มวลหมู่สรรพสัตว์มีมนุษย์เท่านั้นที่สามารถกำจัดกิเลสอาสวะ ยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะยุติวังวนแห่งชีวิตนี้ได้จะต้องผ่านกระบวนการฝึกหัดขัดเกลากาย วาจา และจิตใจ ตามหลักไตรสิกขาและดำเนินชีวิตตามมรรคมีองค์ 8 ยิ่งขัดเกลาจิตให้บริสุทธิ์ได้มากเท่าไรการเวียนว่ายตายเกิดก็น้อยลงไปตามนั้น

ผู้ที่สามารถหลุดพ้นจากกิเลส เพราะการรู้แจ้งอริยสัจ 4 ตามอริยมรรคนั้นจิตของท่านมุ่งตรงต่อหนทางหลุดพ้นคือพระนิพพานได้แก่พระอริยบุคคล คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ท่านเหล่านี้ขจัดกิเลสจนเหลือน้อยเต็มที หากสามารถขัดเกลาจิตจนบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสได้อย่างสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษให้งอกเงยได้ต่อไปในปัจจุบันชาติ ทันทีที่ละสังขารจะเข้าสู่พระนิพพานทันทีไม่ต้องไปเวียนตายเวียนเกิดอีก ได้แก่พระอริยบุคคลชั้นสูง6) คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ พระอรหันตสาวก ฉะนั้นการได้เกิดเป็นมนุษย์แต่ยังไม่สามารถละกิเลสได้ก็ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดต่อไปอีกเช่นเดียวกับมวลหมู่สัตว์อื่นๆ ชีวิตก็วนเวียนตายเกิดซ้ำๆ แต่ไม่ซ้ำประเภท สัตวโลกต้องประสบทุกข์เพราะการเกิดมาต่อสู้กับกิเลส เสี่ยงต่อการสร้างกรรมและการรับผลกรรมเก่าๆ อยู่ร่ำไป ฉะนั้นมวลหมู่สัตว์ทั้ง มนุษย์ เทวดา สัตว์นรก ก็คือเพื่อนร่วมทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองว่าเป็นศัตรูต่อกันและกัน เพราะศัตรูตัวจริงคือผู้ที่บังคับให้หมู่สัตว์ทั้งหมดเวียนว่ายตายเกิดไม่หลุดพ้น

ด้วยเหตุที่ว่า

“ ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้ายพูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขา”7)

จากการศึกษาพบว่าทุกอย่างล้วนมุ่งไปที่จิตใจ เช่นเดียวกับเรื่องกฎแห่งกรรมเคยมีผู้ถามพระพุทธองค์ว่า การกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ อย่างไหนที่ทำไปแล้วมีโทษมากที่สุด ทรงตอบว่า มโนกรรมมีโทษมากกว่ากายกรรมและวจีกรรม ทรงอุปมาว่า หมู่บ้านที่มีผู้คนอยู่อาศัยเป็นร้อยเป็นพัน บุรษุคิดจะฆ่าคนในหมู่บ้านนี้ให้หมด แต่เมื่อลงมือเขาอาจจะฆ่าได้ไม่เกิน 10-50 คนเท่านั้น ถ้าไม่เหนื่อยเสียก่อน ก็ถูกเขาฆ่าตาย”8) ซึ่งทำให้เห็นชัดว่า จิตของคนเราคิดทำอะไรได้มากมายยิ่งใหญ่มหาศาล มากยิ่งกว่าการกระทำทางกายและทางวาจา เมื่อมนุษย์สามารถควบคุมตนอยู่ในศีลธรรมจึงไม่มีความจำเป็นด้วยประการทั้งปวงที่จะต้องตรากฎหมายออกกฎเกณฑ์มามากมายเพื่อใช้ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ และทุกปัญหาจะยุติลงได้เมื่อมนุษย์มีศีลธรรมประจำใจอันเป็นต้นเหตุทางมาแห่งความดีทั้งปวง ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงจำเป็นจะต้องควบคุมจิตใจให้ดี สงบอยู่ในฐานที่ตั้งดั้งเดิมของจิต จิตใจจะดีได้กายกับวาจาจะต้องดีด้วย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องรักษาศีลและรักษาให้อยู่ในระดับที่ว่า แม้แต่คิดจะทำชั่วก็อย่าให้เกิดขึ้น ลักษณะแบบนี้เมื่อกายสงบจิตก็สงบ เมื่อเกิดกายและจิตสงบสมาธิจึงบังเกิด เมื่อสมาธิคือความตั้งมั่นแห่งจิตแน่วแน่มากเท่าไร แสงสว่าง คือปัญญาก็เกิดขึ้นมากเท่านั้น ทำปัญญาให้เกิดขึ้นมากเท่าไรก็จะรู้แจ้งเรื่องโลกและชีวิต กฎแห่งกรรมตรงไปตามความเป็นจริงมากเท่านั้น

8.3 พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมและการให้ผลของกรรม

หลักกฎแห่งกรรมที่ว่า บุคคลทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เขาย่อมได้รับผลของกรรมนั้น แม้ว่ามนุษย์ผ่านการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารมานับภพนับชาติไม่ถ้วนก็ตามที ด้วยเหตุที่มนุษย์มีสติปัญญาน้อยจึงไม่สามารถรู้เห็นกระบวนการของกฎแห่งกรรมนี้ไปตามความเป็นจริง เพราะถูกอวิชชาคือความไม่รู้ ความมืดบอดปิดบัง ทำให้หลงลืมเรื่องราวความดีและความผิดพลาดของตนในอดีตชาติที่แล้วมา

ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมามักมีการตั้งคำถามชวนให้ปวดหัวว่า การทำดีจะได้ดี การทำชั่วได้จะชั่วจริงหรือ? ทำให้เกิดความสับสน เพราะในปัจจุบันนักศึกษาบางท่านอาจพบเห็นผู้กระทำความชั่วแต่ได้ดี แต่ในทางกลับกัน ผู้กระทำความดีแต่ได้ชั่ว เมื่อศึกษากันอย่างลึกซึ้งจะพบว่า กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องซับซ้อนยากต่อการทำความเข้าใจด้วยสติปัญญาของปุถุชน ต้องอาศัยพระปัญญาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะเปิดเผยไขปริศนาความลับนี้ให้กระจ่างแจ้ง

ในฐานะที่เป็นเมืองพระพุทธศาสนา ชาวพุทธจึงต้องรู้ ต้องศึกษา หลักกฎแห่งกรรม แม้ไม่ใช่ชาวพุทธแต่มีความสนใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเข้ามาศึกษา เพราะธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้นั้นเป็นเรื่องสากลที่ทุกคนต้องประสบ เนื่องจากเราเกิดไม่ทันพุทธสมัย แต่พระพุทธองค์ได้ทรงมอบกุญแจไขปริศนานี้ไว้ให้แล้ว มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกฝ่ายพระสูตร ซึ่งพระสูตรที่ว่าด้วยหลักกฎแห่งกรรมมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่นำมาเพียงบางส่วนให้ศึกษาเฉพาะที่มีเนื้อความเป็นหลักสำคัญของเรื่องกฎแห่งกรรม ดังพระสูตรต่อไปนี้

8.3.1 จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยกฎแห่งกรรม

จูฬกัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยกฎแห่งกรรม9)

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล สุภมาณพ โตเทยยบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ แล้วได้ทักทายปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

สุภมาณพ โตเทยยบุตร พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ ปรากฏความเลวและความประณีตมนุษย์ทั้งหลายย่อมปรากฏมีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดาน้อย มีศักดามาก มีโภคะน้อย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ำ เกิดในสกุลสูง ไร้ปัญญา มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ปรากฏความเลวและความประณีต

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้

สุภ. ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบเนื้อความโดยพิสดารของอุเทศที่พระโคดมผู้เจริญตรัสโดยย่อ มิได้จำแนกเนื้อความโดยพิสดารนี้ได้ ขอพระโคดมผู้เจริญ ได้โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยประการที่ ข้าพระองค์จะพึงทราบเนื้อความแห่งอุเทศนี้โดยพิสดารได้เถิด

พ. ดูก่อนมาณพ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าวต่อไป. สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชอบแล้วพระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีอายุสั้น ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้นนี้ คือ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต

ว่าด้วยการละขาดจากปาณาติบาต

ดูก่อนมาณพ ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้วเป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีอายุยืน ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืนนี้ คือ ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาสตราได้ มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคมาก ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมากนี้ คือ เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคน้อย ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อยนี้ คือ เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลังจะเป็นคนมีผิวพรรณทราม ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทรามนี้ คือ เป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้ายและความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

ความเป็นผู้ไม่มักโกรธ

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนน่าเลื่อมใส ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใสนี้ คือ เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย ความขึ้งเคียดให้ปรากฏ

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เขาตายไป จะเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดาน้อย ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อยนี้ คือ มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภ สักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่นเขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีศักดามาก ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามากนี้ คือ มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น

การให้ข้าวเป็นต้น

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์. เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไปไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะน้อย ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อยนี้ คือ ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโภคะมาก ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมากนี้ คือ ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัยเครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำนี้ คือ เป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ย่อมไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง สักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเกิดเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนเกิดในสกุลสูง ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีสกุลสูงนี้ คือ เป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง ย่อมกราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทางสักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา

การไม่สอบถาม

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญาทราม ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทรามนี้ คือ ไม่เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่า อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ย่อมเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีปัญญามาก ดูก่อนมาณพ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามากนี้ คือ เป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน

ดูก่อนมาณพ ด้วยประการฉะนี้แล ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุสั้น ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุสั้น ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีอายุยืนย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีอายุยืน ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคมาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโรคน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโรคน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีผิวพรรณทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีผิวพรรณทราม ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเป็นผู้น่าเลื่อมใส ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนน่าเลื่อมใส ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดาน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดาน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีศักดามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีศักดามาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะน้อย ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะน้อย ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีโภคะมาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีโภคะมาก ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลต่ำ ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลต่ำ ปฏิปทาเป็นไปเพื่อเกิดในสกุลสูง ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนเกิดในสกุลสูง ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญาทราม ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญาทราม ปฏิปทาเป็นไปเพื่อมีปัญญามาก ย่อมนำเข้าไปสู่ความเป็นคนมีปัญญามาก ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีต

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ สุภมาณพ โตเทยยบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ หรือเปิดของที่ปิด หรือบอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าผู้มีตาดีจักเห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำ ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

8.3.2 มหากัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยกฎแห่งกรรม

มหากัมมวิภังคสูตร ว่าด้วยกฎแห่งกรรม10)

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเวฬุวัน อันเคยเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล ท่านพระสมิทธิอยู่ในกระท่อมในป่า ครั้งนั้น ปริพาชกโปตลิบุตรเดินเล่นไปโดยลำดับเข้าไปหาท่านพระสมิทธิยังที่อยู่แล้ว ได้ทักทายปราศรัยกับท่านพระสมิทธิ ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ปริพาชกโปตลิบุตร พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระสมิทธิดังนี้ว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระสมณโคดมดังนี้ว่า กายกรรมเป็นโมฆะ วจีกรรมเป็นโมฆะ มโนกรรมเท่านั้นจริง และว่าสมาบัติที่บุคคลเข้าแล้วไม่เสวยเวทนาอะไรๆ นั้นมีอยู่

ท่านพระสมิทธิกล่าวว่า ดูก่อนโปตลิบุตรผู้มีอายุ ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ อย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสอย่างนี้ว่า กายกรรมเป็นโมฆะ วจีกรรมเป็นโมฆะ มโนกรรมเท่านั้น จริง และว่าสมาบัติที่บุคคลเข้าแล้วไม่เสวยเวทนาอะไรๆ นั้น มีอยู่

ปริพาชก. ดูก่อนท่านสมิทธิ ท่านบวชมานานเท่าไรแล้ว

สมิทธิ. ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ไม่นาน เพียง 3 พรรษา

ปริพาชก. ในเมื่อภิกษุใหม่เข้าใจการระแวดระวังศาสดาถึงอย่างนี้แล้วคราวนี้พวกเราจักพูดอะไรกะภิกษุผู้เถระได้ ดูก่อนท่านสมิทธิ บุคคลทำกรรมชนิดที่ประกอบด้วยความจงใจแล้ว ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เขาจะเสวยอะไร

สมิทธิ. ดูก่อนโปตลิบุตรผู้มีอายุ เขาจะเสวยทุกข์

ลำดับนั้น ปริพาชกโปตลิบุตรไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของท่านพระสมิทธิ แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป

ครั้นปริพาชกโปตลิบุตรหลีกไปแล้วไม่นาน ท่านพระสมิทธิเข้าไปหาท่านพระอานนท์ยังที่อยู่ แล้วได้ทักทายปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้นผ่านคำทักทายปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงบอกเรื่องเท่าที่ได้สนทนากับปริพาชกโปตลิบุตรทั้งหมดแก่ท่าน พระอานนท์ เมื่อท่านพระสมิทธิบอกแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์จึงได้กล่าวกะท่านพระสมิทธิดังนี้ว่า ดูก่อนท่านสมิทธิ เรื่องนี้มีเค้าพอจะเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ มาเถิด เราทั้งสองพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ แล้วกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่เราอย่างไร เราพึงทรงจำคำพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้น ท่านพระสมิทธิรับคำท่านพระอานนท์ว่า ชอบแล้วท่านผู้มีอายุ

ต่อจากนั้น ท่านพระสมิทธิและท่านอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้านั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องเท่าที่ท่านพระสมิทธิ ได้สนทนากับปริพาชกโปตลิบุตรทั้งหมด แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

เมื่อท่านพระอานนท์กราบทูลแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระอานนท์ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ แม้ความเห็นของปริพาชกโปตลิบุตร เราก็ไม่ทราบชัด ไฉนเล่า จะทราบชัดการสนทนากันเห็นปานนี้ได้ โมฆบุรุษสมิทธินี้แล ได้พยากรณ์ปัญหาที่ควรแยกแยะพยากรณ์ของปริพาชกโปตลิบุตรแต่ แง่เดียว

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอุทายีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ถ้าท่านพระสมิทธิกล่าวหมายทุกข์นี้แล้ว ไม่ว่าการเสวยอารมณ์ใดๆ ต้องจัดเข้าในทุกข์ทั้งนั้น

เมื่อท่านพระอุทายีกล่าวแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงเห็นความนอกลู่นอกทางของโมฆบุรุษอุทายีนี้เถิด เรารู้แล้วละ เดี๋ยวนี้แหละ โมฆบุรุษอุทายีนี้โพล่งขึ้นโดยไม่แยบคาย ดูก่อนอานนท์ เบื้องต้นทีเดียว ปริพาชกโปตลิบุตรถามถึงเวทนา 3 ถ้าโมฆบุรุษสมิทธิ ผู้ถูกถามนี้ จะพึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูก่อนโปตลิบุตรผู้มีอายุ บุคคลทำกรรมชนิดที่ประกอบด้วยความจงใจแล้ว ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลเป็นสุข เขาย่อมเสวยสุข บุคคลทำกรรมชนิดที่ประกอบด้วยความจงใจแล้ว ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลเป็นทุกข์ เขาย่อมเสวยทุกข์ บุคคลทำกรรมชนิดที่ประกอบด้วยความจงใจแล้ว ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อันให้ผลไม่ทุกข์ไม่สุข เขาย่อมเสวยอทุกขมสุข ดูก่อนอานนท์ โมฆบุรุษสมิทธิเมื่อพยากรณ์อย่างนี้แล ชื่อว่าพยากรณ์โดยชอบแก่ปริพาชกโปตลิบุตร ก็แต่ว่าพวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นนั้น เป็นคนโง่ ไม่ฉลาด ใครเล่าจักรู้มหากัมมวิภังค์ของตถาคต ถ้าพวกเธอฟังตถาคตจำแนกมหากัมมวิภังค์อยู่

ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคต เป็นกาลสมควรแล้ว ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงจำแนกมหากัมมวิภังค์ ภิกษุทั้งหลายสดับต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักได้ทรงจำไว้

พ. ดูก่อนอานนท์ ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป. ท่านพระอานนท์ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชอบแล้วพระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ บุคคล 4 จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก 4 จำพวกเหล่าไหน คือ

(1) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดเท็จ มักพูดส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌามีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็มี

(2) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดเท็จ มักพูดส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็มี

(3) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากพูดส่อเสียด เว้นขาดจากพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการเจรจาเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้วย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็มี

(4) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากพูดส่อเสียด เว้นขาดจากพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการเจรจาเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้วย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็มี

ดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความตั้งใจมั่น ความประกอบเนืองๆ ความไม่ประมาท ความใส่ใจโดยชอบ ย่อมถูกต้องเจโตสมาธิมีรูปทำนองที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดในโลกนี้ และเล็งเห็นผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกได้ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ สมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมชั่วมี วิบากของทุจริตมี ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ และ ผู้นั้นตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิด ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง โดยประการนั้นแหละ ในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า

ดูก่อนอานนท์ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความตั้งใจมั่น ความประกอบเนืองๆ ความไม่ประมาท ความใส่ใจโดยชอบ ย่อมถูกต้องเจโตสมาธิมีรูปทำนองที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ และเล็งเห็นผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ สมณะหรือพราหมณ์นั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมชั่วไม่มี วิบากของทุจริตไม่มีข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ และผู้นั้นตายไป เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้าก็เห็น แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิด ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เองเห็นเอง ทราบเอง โดยประการนั้นแหละ ในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า

ดูก่อนอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความตั้งใจมั่น ความประกอบเนืองๆ ความไม่ประมาท ความใส่ใจโดยชอบ ย่อมถูกต้องเจโตสมาธิมีรูปทำนองที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้นขาดจากกาเมสุมิจฉาจาร เว้นขาดจากมุสาวาท เว้นขาดจากพูดส่อเสียด เว้นขาดจากพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการเจรจาเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบในโลกนี้ และเล็งเห็นผู้นั้นเมื่อตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ได้ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ สมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมดีมี วิบากของสุจริตมี ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ และผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้าก็เห็น แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่าผู้ใดเว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เองเห็นเอง ทราบเอง โดยประการนั้นแหละ ในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า

ดูก่อนอานนท์ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส ความตั้งใจมั่น ความประกอบเนืองๆ ความไม่ประมาท ความใส่ใจโดยชอบ ย่อมถูกต้องเจโตสมาธิมีรูปทำนองที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมเล็งเห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ และเล็งเห็นผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกได้ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ สมณะหรือพราหมณ์นั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า กรรมดีไม่มี วิบากของสุจริต ไม่มี ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ และผู้นั้นตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น แล้วกล่าวต่อไปอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดเว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด สมณะหรือพราหมณ์นั้นจะพูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง โดยประการนั้นแหละ ในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า

ดูก่อนอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ 4 จำพวกนั้น เราอนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมชั่วมี วิบากของทุจริตมี แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ และผู้นั้นตายไปแล้วเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เราก็อนุมัติ ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิด ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เรายังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่พูดปักไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง นั้นแหละในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริงอื่นเปล่า นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ นั่นเพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์ เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น

ดูก่อนอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ 4 จำพวกนั้น เราไม่อนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมชั่วไม่มี วิบากของทุจริตไม่มี แต่วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ และผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เราอนุมัติ ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดมักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิด ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์นี้เรายังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่พูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง นั้นแหละ ในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่า นี้เท่านั้นจริงอื่นเปล่า นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ นั่นเพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์ เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น

ดูก่อนอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ 4 จำพวกนั้น เราอนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมดี มีวิบากของสุจริตมี แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ และผู้นั้นตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เราก็อนุมัติ ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดเว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เรายังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่พูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง นั้นแหละในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่านี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ นั่นเพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์ เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น

ดูก่อนอานนท์ ในสมณะหรือพราหมณ์ 4 จำพวกนั้น เราไม่อนุมัติวาทะของสมณะหรือพราหมณ์ที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่ากรรมดีไม่มี วิบากของสุจริตไม่มี แต่วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้เห็นบุคคลโน้น ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ และผู้นั้นตายไปแล้วเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้าพเจ้าก็เห็น นี้เราอนุมัติ ส่วนวาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เป็นอันว่า ผู้ใดเว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ผู้นั้นทุกคนตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้เรายังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่กล่าวอย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดรู้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารู้ชอบ ชนเหล่าใดรู้โดยประการอื่น ความรู้ของชนเหล่านั้นผิด นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ แม้วาทะของเขาที่พูดปักลงไปถึงเรื่องที่เขารู้เอง เห็นเอง ทราบเอง นั้นแหละในที่นั้นๆ ตามกำลังและความแน่ใจว่านี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า นี้เราก็ยังไม่อนุมัติ นั่นเพราะเหตุไร ดูก่อนอานนท์ เพราะตถาคตมีญาณในมหากัมมวิภังค์เป็นอย่างอื่น

ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล 4 จำนวนนั้น บุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เป็นอันว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อน หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฏฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็แหละบุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป

ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล 4 จำพวกนั้น บุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อนๆ หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีสัมมาทิฏฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น เขาตายไปจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็แหละบุคคลที่เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฯลฯ มีความเห็นผิดในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป

ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล 4 จำพวกนั้น บุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อนๆ หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีสัมมาทิฏฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็แหละบุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบากของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป

ดูก่อนอานนท์ ในบุคคล 4 จำพวกนั้น บุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ ในโลกนี้ ตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก นี้ เป็นอันว่า เขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อนๆ หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฏฐิพรั่งพร้อม สมาทานแล้วในเวลาจะตาย เพราะฉะนั้น เขาตายไป จึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็แหละบุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความ เห็นชอบในโลกนี้นั้น เขาย่อมเสวยวิบาก ของกรรมนั้นในชาตินี้ หรือในชาติหน้า หรือในชาติต่อไป

ดูก่อนอานนท์ ด้วยประการนี้แล กรรมไม่ควรส่องให้เห็นว่าไม่ควรก็มี กรรมไม่ควรส่องให้เห็นว่าควรก็มี กรรมที่ควรแท้และส่องให้เห็นว่าควรก็มี กรรมที่ควรส่องให้เห็นว่าไม่ควรก็มี

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล

8.3.3 โลณกสูตร ว่าด้วยการให้ผลของกรรม

โลณกสูตร ว่าด้วยการให้ผลของกรรม11)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใครพึงกล่าวว่า คนทำกรรมอย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ก็มีไม่ได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ ส่วนใครกล่าวว่าคนทำกรรมอันจะพึงให้ผลอย่างใดๆ ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ

ภิกษุทั้งหลาย บาปกรรมแม้ประมาณน้อย ที่บุคคลลางคนทำแล้วบาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้ บาปกรรมประมาณน้อย อย่างเดียวกันนั้นลางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (ให้ผลในภพปัจจุบัน)ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย

บาปกรรมประมาณน้อย บุคคลชนิดไรทำแล้ว บาปกรรมนั้นจึงนำเขาไปนรกได้? บุคคลลางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีกายมิได้อบรม มีศีลมิได้อบรม มีจิตมิได้อบรม มีปัญญามิได้อบรม มีคุณความดีน้อย เป็นอัปปาตุมะ(ผู้มีใจคับแคบ ใจหยาบ ใจต่ำทราม) เป็นอัปปทุกขวิหารี (มีปกติอยู่เป็นทุกข์ด้วยเหตุเล็กน้อย คือเป็นคนเจ้าทุกข์) บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลชนิดนี้ทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้

บาปกรรมแม้ประมาณน้อยอย่างเดียวกัน บุคคลชนิดไรทำแล้ว กรรมนั้นจึงเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย บุคคลลางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีกายได้อบรมแล้ว มีศีลได้อบรมแล้ว มีจิตได้อบรมแล้ว มีปัญญาได้อบรมแล้ว มีคุณความดีมาก เป็นมหาตมะ (ผู้มีใจกว้างขวาง ใจบุญ ใจสูง) เป็นอัปปมาณวิหารี (มีปกติอยู่ด้วยธรรมอันหาประมาณมิได้ คือเป็นคนไม่มีหรือไม่แสดงกิเลส ซึ่งจะเป็นเหตุให้เขาประมาณได้ว่าเป็นคนแค่ไหน) บาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น บุคคลชนิดนี้ทำแล้วกรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่างว่าคนใส่เกลือลงไปในถ้วยน้ำเล็กๆ หนึ่งก้อน ท่านทั้งหลายจะสำคัญว่ากระไร น้ำอันน้อยในถ้วยน้ำนั้นจะกลายเป็นน้ำเค็มไม่น่าดื่มไปเพราะเกลือก้อนนั้นใช่ไหม

ภิ. เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า

พ. เพราะเหตุไร

ภิ. เพราะเหตุว่า น้ำในถ้วยน้ำนั้นมีน้อย มันจึงเค็มได้… เพราะเกลือก้อนนั้น

พ.ต่างว่า คนใส่เกลือก้อนขนาดเดียวกันนั้นลงไปในแม่น้ำคงคา ท่านทั้งหลายจะสำคัญว่ากระไร น้ำในแม่น้ำคงคานั้นจะกลายเป็นน้ำเค็ม ดื่มไม่ได้เพราะเกลือก้อนนั้นหรือ

ภิ. หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า

พ.เพราะเหตุอะไร

ภิ. เพราะเหตุว่า น้ำในแม่น้ำคงคามีมาก น้ำนั้นจึงไม่เค็ม … เพราะเกลือก้อนนั้น

พ.ฉันนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลลางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำไปนรกได้ ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น ลางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย…

ภิกษุทั้งหลาย คนลางคนย่อมผูกพันเพราะทรัพย์ แม้กึ่งกหาปณะ… แม้ 1 กหาปณะ… แม้ 100 กหาปณะ ส่วนลางคนไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น

คนอย่างไร จึงผูกพันเพราะทรัพย์แม้กึ่งกหาปณะ ฯลฯ คนลางคนในโลกนี้เป็นคนจน มีสมบัติน้อย มีโภคะน้อย คนอย่างนี้ ย่อมผูกพันเพราะทรัพย์แม้กึ่งกหาปณะ ฯลฯ

คนอย่างไร ไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น? คนลางคนในโลกนี้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก คนอย่างนี้ ย่อมไม่ผูกพันเพราะทรัพย์เพียงเท่านั้น

ฉันนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลลางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำเขาไปนรกได้ ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกัน บุคคลลางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย…

ภิกษุทั้งหลาย พรานแกะหรือคนฆ่าแกะลางคน อาจฆ่า มัด ย่าง หรือทำตามประสงค์ ซึ่งแกะที่ขโมยเขามาได้ ลางคนไม่อาจทำอย่างนั้น

พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นไร จึงอาจฆ่า มัด ย่าง หรือทำตามประสงค์ ซึ่งแกะที่ขโมยเขามาได้? ลางคนเป็นคนยากจน มีสมบัติน้อย มีโภคะน้อย พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นนี้ อาจฆ่า ฯลฯ ซึ่งแกะที่ขโมยเขามาได้

พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นไร ไม่อาจทำอย่างนั้น? ลางคนเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นพระราชาหรือราชมหาอำมาตย์ พรานแกะหรือคนฆ่าแกะเช่นนี้ไม่อาจทำอย่างนั้น มีแต่ว่าคนอื่นจะประนมมือขอกะเขาว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านโปรดให้แกะหรือทรัพย์ค่าซื้อแกะแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้ ฉันใด ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลลางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นนำเขาไปนรกได้ ส่วนบาปกรรมประมาณน้อยอย่างเดียวกันนั้น ลางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย…

ภิกษุทั้งหลาย ใครกล่าวว่า คนทำกรรมอย่างใดๆ ย่อมเสวยกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนั้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีไม่ได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ไม่ปรากฏ ส่วนใครกล่าวว่าคนทำกรรมอันจะพึงให้ผลอย่างใดๆ ย่อมเสวยผลของกรรมนั้นอย่างนั้นๆ ดังนี้ เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ย่อมมีได้ ช่องทางที่จะทำที่สุดทุกข์โดยชอบก็ย่อมปรากฏ

8.4 สรุปสาระสำคัญและสรุปข้อปฏิบัติ

สรุปสาระสำคัญของความรู้ความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม มีดังต่อไปนี้คือ

1) ถ้ายังไม่หมดกิเลสต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารอย่างไม่มีกำหนด

2) ไม่ว่าจะเวียนว่ายตายเกิดเป็นอะไรก็ตามแต่ มนุษย์บ้าง สัตว์เดรัจฉานบ้าง อยากให้รับรู้ว่ายังมีวิบากกรรมทั้งดีและชั่วอีกเป็นจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนรอเข้าคิวส่งผล บางคนประสบความทุกข์จากเรื่องราวในชีวิตจึงฆ่าตัวตายเพื่อหนีทุกข์ แต่หารู้ไม่ว่ายังจะต้องเจอทุกข์ต่ออีก เหมือนหนีเสือปะจระเข้ ฉะนั้นให้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการตามหลักไตรสิกขา ถึงชาตินี้จะไม่ดีขึ้นมากแต่ชาติต่อไปก็อาจพ้นวิกฤติปัญหาเช่นนี้ไปได้

3) การพลัดไปในอบายภูมิเป็นภัยของสังสารวัฏ เพราะการกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกเป็นของยาก เมื่อกลับมาเป็นมนุษย์ช้าเท่าไรก็ยิ่งห่างไกลจากการหลุดพ้นมากเท่านั้น และก็เสี่ยงต่อการสร้างกรรมใหม่เพิ่มอีก ผลกรรมก็เพิ่มเป็นทวีคูณ

4) จะต้องดำเนินชีวิตอย่างไร ตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปจะได้ท่องอยู่ในสุคติภูมิอย่างเดียวจนเข้าสู่พระนิพพาน โดยที่ไม่พลัดไปสู่อบายภูมิเลย

5) ยึดมั่นในอุดมการณ์ชาวพุทธ คือ ละชั่ว ทำดี กลั่นจิตให้ผ่องใส

สรุปข้อปฏิบัติในเรื่องกฎแห่งกรรมที่เกิดขึ้นไปแล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ มีดังต่อไปนี้ คือ

1) ความผิดพลาดในอดีตให้ลืมให้หมด อย่านึกถึงอีกเพราะจะทำให้วิบากกรรมที่เป็นบาปอกุศลได้ช่องส่งผลทำให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ

2) ความชั่วทั้งปวง บาปอกุศลใหม่ไม่ทำอีก

3) ทำความดีแล้วให้ตามระลึกนึกถึงบ่อยๆ เพราะบุญกุศลเกิด 3 วาระ คือ ก่อนทำ ขณะทำ และหลังจากทำไปแล้ว นึกถึงบุญวิบากกรรมฝ่ายบุญกุศลได้ช่องส่งผลให้มีแต่ความสุขกายสบายใจ

4) ทำความดีเป็นประจำ ทุกวัน ทุกสัปดาห์ การทำความดีบ่อยๆ ย่อมเกิดบุญกุศล เพราะบุญมาพร้อมกับความสุขเป็นเบื้องหลังของความสำเร็จทุกประการ ทั้งในชีวิตความเป็นอยู่ การเล่าเรียนศึกษา และการประกอบธุรกิจการทำงานต้องอาศัยบุญ

5) หมั่นนั่งสมาธิสม่ำเสมอทุกวันเพื่อกลั่นจิตของตนให้ผ่องใส จิตที่ผ่องใสย่อมมีกำลังใจทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

1) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), เข้าไปอยู่ในใจ, (กรุงเทพ : เชอรี่กราฟฟิค (1991),2546.
2) 1) ทรัพย์สมบัติ ได้แก่ ความร่ำรวย ความมั่งคั่ง 2) รูปสมบัติ ได้แก่ ความงดงามความสมบูรณ์พร้อมของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย เช่น ความหล่อ ความสวย ผิวพรรณ ความไม่พิการ 3) คุณสมบัติ ได้แก่ ความเฉลียวฉลาดไหวพริบปฏิภาณ สติปัญญา
3) ปฐมอัปปมาทสูตร, สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่ม 24 ข้อ 379 หน้า 479.
4) สหัสสวรรคที่ 1-8, ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 41 ข้อ 18 หน้า 415.
5) ปุคคลสูตร, สังยุตตนิกาย, สคาถวรรค, มก. เล่ม 24 ข้อ 393 หน้า 502.
6) อรรถกถาอัจฉริยัพภูตสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 หน้า 53 ระบุระยะเวลาการสั่งสมบุญบารมีของพระอริยบุคคลชั้นสูงว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 3 ประเภท คือ 1) ประเภทวิริยาธิก ทรงบำเพ็ญบารมีครบ 30 ทัศ เป็นเวลา 80 อสงไขยกัป เศษอีกแสนกัป 2) ประเภทสัทธาธิก ทรงบำเพ็ญบารมีครบ 30 ทัศ เป็นเวลา 40 อสงไขยกัป เศษอีกแสนกัป 3) ประเภทปัญญาธิก ทรงบำเพ็ญบารมีครบ 30 ทัศ เป็นเวลา 20* อสงไขยกัป เศษอีกแสนกัป ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าสั่งสมบุญบารมี 2 อสงไขยกัป เศษอีกแสนกัป / พระอัครสาวกตั้งความปรารถนาสั่งสมบุญบารมี 1 อสงไขยกัป เศษอีกแสนกัป / พระอรหันตสาวกสั่งสมบุญบารมีแสนกัปฟังธรรมเพียงบทหรือสองบทก็บรรลุธรรม
7) เรื่องพระจักขุปาลเถระ, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 40 หน้า 34.
8) อุปาลิวาทสูตร, มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 20 ข้อ 64 หน้า 114.
9) จูฬกัมมวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 หน้า 251-259.
10) มหากัมมวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 หน้า 268-278.
11) โลณกสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิกาย, มก. เล่ม 34 หน้า 492-495.
gl203/8.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki