สารบัญ

บทที่ 7 กรณีศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม

เนื้อหาบทที่ 7 กรณีศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม

  • 7.1 สรรพสัตว์แตกต่างกันเพราะกรรม
  • 7.2 เรื่องจริงจากกรณีศึกษาชีวิตหลังความตายตามหลักกฎแห่งกรรม
  • 7.2.1 อกุศลกรรมบท
  • 7.2.2 กุศลกรรมบท

แนวคิด

1. การเกิดมาของมนุษย์ตลอดจนสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนมาจากผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่แต่ละคนสร้างเอาไว้ทั้งในอดีตชาติและที่สร้างขึ้นใหม่ในปัจจุบันชาตินี้ ดังนั้นกุศล-กรรมและอกุศลกรรมจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตที่แตกต่างกัน ทั้งในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่และในช่วงชีวิตหลังจากที่ตายไปแล้ว สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า “ ชีวิตของมนุษย์ตายแล้วไม่สูญ”เพราะมนุษย์จะต้องเป็นไปตามแต่กุศลกรรมและอกุศลกรรม ที่กระทำไว้แล้วทั้งสิ้น

2. การได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม (Case Study) ในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากชีวิตจริงของบุคคลที่ส่งเรื่องเข้ามานั้น จะทำให้เราเห็นภาพรวมของกฎแห่งกรรมได้ชัดเจนในหลายมุมมองยิ่งขึ้น และทำให้เราเข้าใจเนื้อหาในบทเรียนและสามารถเทียบเคียงภาคทฤษฎีกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “ กฎแห่งกรรมมีจริง ผลแห่งกรรมมีจริง การให้ผลของกรรมมีจริง” ซึ่งทุกคนต้องได้รับผลแห่งการกระทำทั้งสิ้น แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดจนพระอรหันต์ทั้งหลายล้วนตกอยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากกฎแห่งกรรมไปได้

3. เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว อย่าไปวิตกกังวลหรือน้อยใจกับความแตกต่างที่เกิดขึ้นกับตนเอง แต่ควรที่จะเร่งทำกุศลกรรมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะชีวิตในโลกนี้มีเวลาจำกัด คือมีความตายเป็นตัวกำหนดที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งถ้าตายไปแล้วก็จะไม่มีโอกาสที่จะย้อนกลับมาสร้างกุศลกรรมได้อีก และไม่มีใครที่จะสามารถช่วยเราได้นอกจากตัวของเราเอง

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรมมากยิ่งขึ้น

2. เพื่อให้นักศึกษาสามารถเปรียบเทียบและแสดงเหตุผลในแง่กฎแห่งกรรมที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตของแต่ละคนที่แตกต่างกันได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้นักศึกษามีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักกฎแห่งกรรม

จากเนื้อหาในบทเรียนวิชากฎแห่งกรรมที่ได้ศึกษามา ทำให้เราทราบว่า กฎแห่งกรรมเป็นกฎธรรมชาติที่มีกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัว และเป็นกฎที่มีความเที่ยงธรรมที่สุด ไม่มีใครสามารถเลี่ยงกฎนี้ไปได้ แตกต่างจากกฎเกณฑ์ทางสังคม ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินว่า บางคดีความที่ขึ้นศาลพิจารณา ไม่สามารถจะจับกุมผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากหลักฐานที่มีไม่เพียงพอต่อการนำเอาผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ จึงจำเป็นต้องปล่อยผู้กระทำความผิดให้กลับเข้าไปสู่สังคมอีกครั้งหนึ่ง

ดังนั้น ปัญหาสังคมที่เกิดจากบุคคลเหล่านี้ จึงมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และยากที่จะแก้ไข เนื่องจากบุคคลเหล่านี้ บางคนเป็นผู้ที่อยู่ในชนชั้นสูงที่มีฐานะ และเป็นผู้มีอิทธิพล มีอำนาจที่จะทำให้ตนเองไม่ต้องไปรับโทษได้ จึงทำให้คนจำนวนไม่น้อยมีความสงสัยเกี่ยวกับการให้ผลของกรรม จนทำให้มีคำพูดที่ว่า “ ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป” ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้เริ่มแผ่ขยายไปในทุกๆ หมู่ชน โดยเฉพาะผู้ที่ลำบากในการหาเลี้ยงชีพต้องหาเช้ากินค่ำ บางคนต้องการแสวงหาปัจจัยเลี้ยงชีพในทางที่ผิด

แต่ในความเป็นจริงกฎแห่งกรรมมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะกฎก็คือกฎ ยังคงรักษากฎเกณฑ์ที่ว่า “ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ” เปรียบเสมือนบูมเมอแรงที่บุคคลขว้างไปแล้ว ย่อมย้อนกลับมาหาตนเสมอ กฎแห่งกรรมก็เช่นกันรอคอยการให้ผลกับทุกการกระทำที่แต่ละคนได้กระทำไว้ จึงไม่มีใครแม้สักคนเดียวที่จะสามารถหลีกเลี่ยงกฎแห่งกรรมไปได้ ทุกคนต้องรับผิดชอบในการกระทำของตน ถ้าทำกรรมชั่วตนเองก็ต้องรับผิด เป็นทุกข์และโทษจากกรรมชั่วของตน ใครๆ ไม่สามารถมารับผิดแทนได้ ถ้าทำกรรมดีตนเองก็มีโอกาสรับชอบ เป็นความสุขจากกรรมดีของตน เพราะกรรมชั่วและกรรมดีที่กระทำนั้นฟ้องด้วยภาพที่มาปรากฏให้เจ้าตัวเห็น ไม่ว่าจะก่อนตาย ที่เรียกว่า “ กรรมนิมิต” หรือไปเห็นภาพนั้นที่ศาลโลก คือ ยมโลก ซึ่งเป็นหลักฐานที่แน่นหนา เจ้าตัวไม่สามารถปฏิเสธได้ ต้องยอมจำนนกับสิ่งที่ตนกระทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีและกรรมชั่ว

ดังนั้น ถ้าใครกระทำความผิดไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ และสามารถรอดพ้นจากกฎเกณฑ์ทางสังคมที่จะต้องได้รับโทษในความผิดที่ตัวกระทำไว้ แต่ทว่าเมื่อถึงคราวที่ตนเองหมดลมหายใจ คือ ตายไปแล้ว ก็จะต้องไปรับโทษในสิ่งที่ตัวเองกระทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ หรือถ้าหากกรรมชั่วยังไม่ส่งผลหลังจากตายไปแล้ว เนื่องจากกรรมดีมาส่งผลก่อน แต่ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์ในภพชาติต่อไป กรรมชั่วนั้นก็จะส่งผลให้ได้รับตามเหตุปัจจัย

เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่มุ่งทำแต่กรรมดีเป็นอาจิณ เขาย่อมได้รับวิบาก คือผลแห่งกรรมดี ในทางกลับกันใครก็ตามที่เจตนาทำแต่กรรมชั่ว หรือแม้จะทำกรรมดีบ้างชั่วบ้างปะปนกันไป เขาย่อมได้รับวิบาก คือผลแห่งกรรมชั่ว หรือได้รับวิบากที่เป็นทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว คนเราทุกคนจึงต้องหมั่นทำแต่กรรมดี ละเว้นความชั่วทุกชนิด ไม่ว่าจะกาลไหนๆ ในที่สุดแล้วความดีต่างๆ ที่เราได้ทำเอาไว้ก็จะติดตัวไป และยังเป็นภาพที่ดี ที่บังเกิดขึ้นในใจตลอดไป

ในบทเรียนนี้ นักศึกษาจะได้เรียนรู้กรณีศึกษาจาก Case Study ที่นำเสนอในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เพื่อให้เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและเพื่อความสำรวมระวังที่จะไม่กระทำ บาปอกุศล และหมั่นสั่งสมบุญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

7.1 สรรพสัตว์แตกต่างกันเพราะกรรม

จากเนื้อหาในบทเรียนที่ได้ศึกษาผ่านมาแล้ว จะเห็นว่าชีวิตของมนุษย์ไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่เชิงตะกอน แต่มนุษย์จำต้องละทิ้งร่างกายเอาไว้เบื้องหลังแล้วต้องเดินทางไปตามแต่กรรมที่ตัวเองกระทำเอาไว้ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นชีวิตของมนุษย์จึงไม่สูญสิ้นไป ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า

“ ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติไม่เรียบร้อย คือไม่ประพฤติธรรม อย่างนี้แล ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายบางพวกในโลกนี้ เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติเรียบร้อย คือประพฤติธรรมอย่างนี้แล1)

จากพุทธพจน์บทนี้ ทำให้เราทราบได้ชัดว่า มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนเคยเกิดตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ในแต่ละครั้งก็มีความเป็นไปของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับกรรมดีและกรรมชั่วที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ

1. พวกที่หมดกิเลสแล้ว บุคคลพวกนี้จะไม่ไปทั้งนรก ไม่ไปทั้งสวรรค์ แต่ว่าจะไปนิพพานและ ไม่ย้อนกลับมาเกิดอีกแล้ว ดังเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย

2. พวกทำความชั่วเอาไว้มาก บุคคลพวกนี้ตายแล้วไปนรก และถูกทัณฑ์ทรมานเป็นเวลายาวนาน พอหมดกรรมก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก แต่เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ เพราะยังมีเศษกรรมติดมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา นอกจากบิดามารดาจะลำบากแล้ว ตัวเองก็ลำบาก

3. พวกทำความดีเอาไว้มาก บุคคลพวกนี้ตายแล้วไปสวรรค์ พอหมดกำลังบุญส่วนนั้น บุญ ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ส่งให้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เพราะยังไม่หมดกิเลส และเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา เป็นที่รักของบิดามารดา มีฐานะดี มีสมบัติมากมาย สติปัญญาก็เฉียบแหลมมาตั้งแต่เด็ก เลี้ยงก็ง่าย ไม่งอแง ไม่เป็นโรค ไม่มีใครคิดอยากจะไปทำร้าย

สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ผู้คนที่ถือกำเนิดมาในโลกนี้เป็นจำนวนมาก มีสภาพที่แตกต่างกัน ทั้งด้านรูปร่างหน้าตา ฐานะทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสติปัญญาและอุปนิสัย ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกว่า การเกิดมาในโลกนี้ล้วนเป็นผลแห่งกรรมที่แต่ละคนได้สร้างเอาไว้ในอดีตทั้งสิ้น ดังที่กล่าวแล้วในบทที่ 2

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน ซึ่งล้วนเกิดจากกรรมของเราเอง อาจเป็นได้ทั้งกรรมในอดีตชาติของเราเพียงลำพัง หรือกรรมที่เราทำขึ้นใหม่ในชาตินี้ร่วมด้วยก็ได้ เราทุกคนจึงต้องรีบทำแต่กรรมดีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพราะชีวิตในโลกนี้ของเรามีเวลาจำกัด คือมีความตายเป็นตัวกำหนด เวลาแห่งการมีชีวิตอยู่ของคนเราขึ้นอยู่กับกรรมดี หรือกรรมชั่วที่เราทำเอง ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ดังเช่นกรณีศึกษาชีวิตหลังความตายของบุคคลต่างๆ ที่มีการนำเสนอในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งจะนำเสนอโดยจัดตามหลักกรรมบถ 10 คือ กุศลกรรมบถและอกุศลกรรมบถ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นโทษและเห็นคุณค่าของกรรมบถทั้ง 10 ข้อ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตสืบไป

7.2 เรื่องจริงจากกรณีศึกษาชีวิตหลังความตายตามหลักกฎแห่งกรรม

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเรื่องกรรมว่า สัตว์ทั้งหลายล้วนเป็นไปตามกรรม หมายความว่า กรรมนั้นสามารถที่จะทำให้มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายมีสภาพที่แตกต่างกันตามแต่กรรมที่ตนกระทำไว้ ถ้ากรรมชั่วให้ผลก็จะทำให้ไปสู่ทุคติ เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เกิดเป็นเปรตบ้าง เกิดเป็นสัตว์นรกบ้าง และเกิดเป็นอสุรกายบ้าง แต่ถ้ากรรมดีที่กระทำไว้ให้ผลก็จะทำให้ไปสู่สุคติ เช่น ไปเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เกิดเป็นเทวดาบ้าง เกิดเป็นพรหมบ้าง จนกระทั่งบรรลุเป็นพระอรหันต์

เรื่องของกรรมจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจเพื่อจะได้พัฒนาตนเองให้พ้นจากทุคติ และดำเนินไปสู่สุคติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา กรรมที่จะนำไปสู่ทุคติและสุคตินั้นทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กรรมบถ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อกุศลกรรมบถ และกุศลกรรมบถ ซึ่งจะได้กล่าวถึงเรื่องของอกุศลกรรมบถพร้อมทั้งกรณีศึกษาจาก Case Study ในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาเป็นอันดับแรก

7.2.1 อกุศลกรรมบถ

อกุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมชั่วหรือทางแห่งกรรมที่เป็นอกุศล คือกรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ทุคติ2) มีทั้งหมด 10 อย่าง คือ

1.ปาณาติบาต การทำลายชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือ ฆ่าสัตว์ ฆ่าคน ตลอดจนการเบียดเบียนทั้งคนและสัตว์ มีการทำร้ายร่างกาย การกักขัง การทรมานด้วยวิธีการต่างๆ เป็นต้น

2.อทินนาทาน การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย ตลอดจนการคอรัปชั่น ปลอมแปลงเอกสาร ละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น

3.กาเมสุมิจฉาจาร การประพฤติผิดในกาม ทั้ง 3 ข้อนี้ จัดเป็นกายกรรม เพราะเกิดขึ้นทางกายทวารโดยมาก

4.มุสาวาท การพูดเท็จ

5.ปิสุณาวาจา การพูดส่อเสียด ทำให้คนแตกกัน

6.ผรุสวาจา การพูดคำหยาบ

7.สัมผัปปลาปะ การพูดเพ้อเจ้อ นินทา ทั้ง 4 ข้อนี้ จัดเป็นวจีกรรม เพราะเกิดขึ้นทางวจีทวารโดยมาก

8.อภิชฌา การโลภเพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่นมาเป็นของตน

9.พยาบาท การคิดปองร้ายเบียดเบียนพยาบาทจองเวรผู้อื่น

10.มิจฉาทิฏฐิ การเห็นผิดจากคลองธรรม คือ มีความเห็นผิดเกี่ยวกับความเป็นจริงของโลกและชีวิต ทั้ง 3 ข้อนี้ จัดเป็นมโนกรรม เพราะเกิดขึ้นทางมโนทวารโดยมาก

ปาณาติบาต (การฆ่า)

คำว่า ปาณะ ในคำว่า ปาณาติบาต โดยสมมติสัจจะ ได้แก่ สัตว์ โดยปรมัตถสัจจะ ได้แก่ ชีวิตินทรีย์ 2 อย่าง คือ รูปชีวิตินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นใหญ่ในการทำให้รูปมีชีวิตอยู่ได้ และอรูปชีวิตินทรีย์ ธรรมชาติที่เป็นใหญ่ในการทำให้นามธรรม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มีชีวิตอยู่ได้ ชีวิตินทรีย์ทั้งสองนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน เมื่ออย่างหนึ่งถูกทำลาย อีกอย่างหนึ่งก็ถูกทำลายไปด้วย

เจตนาฆ่าของบุคคลผู้รู้อยู่ว่า สัตว์นั้นมีชีวิตอันเป็นไปทางกายหรือทางวาจา เป็นเหตุให้เกิดความพยายามในการเข้าไปตัดอินทรีย์ คือ ชีวิตทั้ง 2 นั้น ชื่อว่า ปาณาติบาต3)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมปาณาติบาต

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์คว่ำ จึงถูกนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ในขณะอายุได้ประมาณ 21 ปี สาเหตุที่ชายผู้นี้อายุสั้น และประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์คว่ำเสียชีวิต เพราะกรรมในอดีตชาติเคยไปมีเรื่องวิวาทและได้ไปรุมทำร้ายคู่อริจนตาย

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเป็นคนที่ขยันและซื่อสัตย์ ไม่ชอบการเป็นหนี้สิน เป็นคนมีคุณธรรม รับราชการครู แต่ในสมัยที่เป็นวัยรุ่น ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เจ้าชู้ จนภรรยาหนีออกจากบ้านเพราะทนไม่ไหว ต่อมาเริ่มสนใจศึกษาธรรมะตั้งแต่มีบุตร เพราะคิดว่าต่อไปต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่บุตร จึงพยายามเลิกเหล้า บุหรี่ทุกอย่าง รักษาศีล 5 เป็นปกติ และสอนบุตรโดยการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุตร สวดมนต์ทำวัตรทุกเช้า ถ้ามีโอกาสก็จะไปรักษาอุโบสถศีลที่วัดในช่วงเข้าพรรษา

นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นผู้ชักชวนนำคนทำบุญและทำบุญทุกบุญ และยังเปิดอบรมคุณธรรมเด็กนักเรียนช่วงเลิกโรงเรียนรวม 2 รุ่น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทำให้เด็กนักเรียนเป็นคนดีมากขึ้น จากนักเรียนที่เคยเล่นไพ่ก็เอาไพ่ไปเผา จากนักเรียนที่เคยเกเรก็ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน จากนักเรียนที่เคยฆ่าสัตว์ก็เลิกฆ่า

ภายหลังชายคนนี้ได้ตรวจพบว่าเส้นเลือดใหญ่โป่งพอง และมีอาการปัสสาวะเหลืองเข้ม และยังพบว่าเป็นมะเร็งตับในระยะสุดท้าย ได้กระจายไปต่อมน้ำเหลือง ปอดและไต แต่เขาก็มิได้หวั่นไหว ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมมากขึ้น และภรรยาคนที่สองก็คอยพูดทบทวนบุญให้ฟัง จึงไม่มีอาการปวดอย่างทรมาน มีแต่ผอมลงและผิวดำมาก แล้วก็ละโลกไปในที่สุด

สาเหตุที่ชายผู้นี้เป็นมะเร็งในตับและถุงน้ำดี ถูกผ่าตัดหลอดเลือดใหญ่ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นทหารออกรบ ฆ่าข้าศึกตายเป็นจำนวนมาก โดยฟันแทงไปบริเวณตับบ้าง ไตบ้าง ปอดบ้าง และที่ผิวดำคล้ำตอนเป็นมะเร็งตับ เพราะวจีกรรมในอดีตชาติตอนเป็นทหาร ที่ชอบหยอกล้อ พูดกระทบกระแทกบ้าง กระแหนะกระแหนบ้างในเรื่องสีผิวของเพื่อนว่า ดำเหมือนตอตะโกบ้าง ดำเหมือนถ่านบ้าง ทำให้เพื่อนขัดเคืองใจ

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือวัดต่างๆ แต่ยังชอบเล่นชนไก่ในบางครั้งเมื่อเพื่อนๆ ชวน อีกทั้งยังชอบปล่อยเงินกู้ ต่อมามีอาการตัวลอกตกสะเก็ด เจ็บแสบและคันไปทั้งตัว จนทำให้ผิวของเขากลายเป็นสีชมพู ในขณะที่ปกติเป็นคนผิวดำมาก หลังจากนั้นก็เสียชีวิตไปด้วยอาการสงบ

สาเหตุที่ชายผู้นี้มีอาการตกสะเก็ดผิวเปลี่ยนไปเป็นสีชมพู เพราะกรรมในอดีตชาติเคยทำอาหารหมกสัตว์ในไฟทั้งเป็น เช่น จับปลามาได้ จะหมกในกองไฟทั้งเป็น เป็นต้น

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2548) พี่น้องฝาแฝดหญิงคู่หนึ่งมีนิสัยคล้ายกับผู้ชาย แต่มีอายุอยู่ได้ไม่นานก็ประสบอุบัติเหตุทางรถ ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร สาเหตุที่ฝาแฝดคู่นี้ต้องมาประสบอุบัติเหตุทางรถและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เพราะกรรมในอดีตชาติทั้งสองคนนี้เคยเกิดเป็นผู้ชายเจ้าชู้ เมื่อทำผู้หญิงท้องแล้วสั่งให้ทำแท้ง และเวลากินเหล้าเมามักจะทะเลาะวิวาทกัน จึงเป็นเหตุทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิตในที่สุด

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้เจ็บป่วยไข้อะไร คืนหนึ่งได้ เข้านอนตามปกติเหมือนกับทุกวัน แต่เมื่อนอนหลับแล้วก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย ด้วยวัยเพียง 42 ปี

สาเหตุที่ชายผู้นี้นอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย เพราะกรรมในอดีตชาติเคยสั่งเขาฆ่าหมู ฆ่าไก่ ฆ่าวัว ทำอาหารเลี้ยงแขกในวันงานแต่งงานของลูกสาว กับกรรมอีกชาติหนึ่งที่เป็นทหารทำปาณาติบาตมาตัดรอนในช่วงนอนหลับพอดี

อทินนาทาน (ลักทรัพย์)

คำว่า อทินนะ ในคำว่า อทินนาทาน หมายถึง ของที่เจ้าของหวงแหน ไม่ได้ให้ด้วยกายหรือวาจา ไม่ว่าสิ่งของนั้นจะอยู่ในบ้าน ในป่า ทำตกหรือหลงลืม เป็นต้น

เจตนาขโมยของบุคคลผู้รู้อยู่ว่า เจ้าของหวงแหน อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจา เป็นเหตุให้เกิดความพยายามในการถือเอาของนั้น ชื่อว่า อทินนาทาน4)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมอทินนาทาน

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเป็นคนใจกว้าง กล้าคิด กล้าทำ กล้าลงมือ ทำงานหนักได้ สู้ไม่ถอย มีความเพียร ได้เดินทางไปทำธุรกิจที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลายอย่าง แต่ก็ประสบกับปัญหาขาดทุนทุกครั้ง ภายหลังหันมาค้าขายที่ดิน แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนอีก ต่อมาจึงยึดอาชีพแจกไพ่ ก็หมดเนื้อหมดตัว ไม่มีแม้แต่ค่าน้ำมันรถ ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร จึงต้องเลิกอาชีพนี้ ในที่สุดได้มาเปิดร้านทำผมอีกครั้ง และทำมาจนถึงปัจจุบันนี้

นอกจากนี้หญิงผู้นี้ยังรักพี่รักน้อง รักหมู่ญาติ จึงเอาพี่น้อง หลานๆ มาอเมริกา แล้วสนับสนุน ส่งเสริม ให้การศึกษา หาอาชีพให้ ช่วยเหลือหมู่ญาติเต็มที่ แต่ทุกคนก็ไม่ค่อยเห็นความดีและมักจะมองเธอในแง่ร้าย แม้ลูกจ้างก็ชอบมาต่อว่า ทั้งๆ ที่ให้เงินเดือนไม่ได้น้อยกว่าที่อื่น

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จทางธุรกิจ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นเจ้าหน้าที่คอยเก็บภาษีจากบ้านส่วยเข้าคลังหลวง แต่บางครั้งเก็บภาษีเกินและนำส่วนเกินมาทำการค้าส่วนตัว บางทีก็โกงโดยส่งบัญชีไม่ครบ แต่เพราะมีบุญที่ทำไว้ในอดีตจึงทำให้เริ่มตั้งตัวทำกิจการได้ดีตามลำดับ

ส่วนสาเหตุที่เวลาช่วยเหลือใครแล้วเขามองไม่เห็นความปรารถนาดี แต่กลับถูกมองในแง่ร้าย เพราะกรรมในอดีตชาติที่ไปเค้นภาษีจากบ้านส่วย

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเป็นคนขยันและอดทน เป็นคนหลักแหลมในการทำงานและการค้าขาย จนกระทั่งมีโรงงานเป็นของตนเอง นอกจากนี้เขายังมีนิสัยชอบช่วยเหลือหรือแนะนำผู้อื่นเสมอ แต่กลับถูกคนที่ไปช่วยเหลือหลอกและโกง จนทำให้ต้องชดใช้หนี้แทนเป็นจำนวนมาก

สาเหตุที่ชายผู้นี้ถูกโกงและต้องไปใช้หนี้แทนเขา เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นพ่อค้าได้ชวนให้เพื่อนมาลงทุนร่วมหุ้นกับตน แต่ภายหลังเมื่อกิจการดีขึ้นก็โกงเขา โดยอ้างว่าเจ๊ง

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2548) ชายคนหนึ่งมีอาชีพเป็นครูและเป็นเจ้าของโรงเรียนกวดวิชา โดยดูแลร่วมกับภรรยา เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าคุณครูท่านนี้มีเงินทองมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วมักถูกเอาเปรียบ และไม่ได้มีเงินเก็บมากมายอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่ในปัจจุบันมีฐานะดีขึ้น

สาเหตุที่ชายผู้นี้และภรรยามักถูกเอาเปรียบมาตลอด ทำให้ไม่ค่อยมีทรัพย์ แต่ตอนหลังฐานะดีขึ้น เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นนักธุรกิจและเอาเปรียบหุ้นส่วน แต่ภายหลังบุญที่ทำไว้ในพระพุทธศาสนาและบุญสงเคราะห์โลกตามมาส่งผลในช่วงกรรมเก่าเบาบาง จึงมีฐานะดีขึ้น

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2546) หญิงคนหนึ่งมีจิตใจดี แต่ป่วยเป็นสารพัดโรค เช่น โรคหัวใจ ความดัน และโรคไต โดยเฉพาะโรคไตทำให้เธอทุกข์ทรมานมาก ภายหลังยังถูกตัดขาอีก หัวใจก็รั่วซึมถึงกับทำให้ร่างกายขาดเลือดหล่อเลี้ยงจนถึงแก่ชีวิตในที่สุด

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นโรคดังกล่าว เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นพ่อค้า ได้พยายามทุก วิถีทางที่จะให้ได้กำไรมากที่สุด และถ้าหากให้ใครยืมเงินแล้วก็จะคิดดอกแพง แต่ถ้าไปยืมเงินใครก็จะไม่ค่อยคืนเขา ทำให้เจ้าหนี้เจ็บใจ

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมีย (โรคโลหิตจาง) ซึ่งลูกชายคนโตของเธอก็เป็นโรคโลหิตจางเหมือนกัน ทำให้ลูกชายคนโตมีโอกาสอยู่มาได้ถึงอายุ 29 ปี ก็เสียชีวิต

สาเหตุที่หญิงผู้นี้และลูกชายคนโตเป็นโรคโลหิตจางเหมือนกัน เพราะกรรมในอดีตชาติลูกชายคนโตเกิดเป็นข้าหลวง ทำหน้าที่ดูแลหัวเมือง แต่เป็นข้าหลวงที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต โกงภาษีประชาชน ส่วนตัวหญิงผู้นี้ในชาตินั้นก็ได้เป็นแม่เหมือนอย่างในชาติปัจจุบันและมีจิตยินดีต่อการกระทำนั้น แต่มีข้าราชการบางคนไม่เห็นด้วย ฝ่ายข้าหลวงเลยผูกใจเจ็บแค้นและหาเรื่องลงโทษประหารชีวิตในที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หญิงผู้นี้และลูกชายคนโตป่วยเป็นโรคโลหิตจาง หรือธาลัสซีเมีย ซึ่งเกิดจากการผิดศีลข้อที่ 2 และมีกรรมปาณาติบาตมาเสริม

กาเมสุมิจฉาจาร (ประพฤติผิดในกาม)

คำว่า กาม ในคำว่า กาเมสุมิจฉาจาร ได้แก่ เมถุนสมาจาร 2 อย่าง คือ สทารสันโดษ ความพอใจเฉพาะคู่ครองของตน และปรทารคมนะ การละเมิดคู่ครองคนอื่น ส่วนความผิดที่จัดเป็นกาเมสุมิจฉาจาร ได้แก่ ความผิดที่เกิดขึ้นเพราะนอกใจคู่ครองของตน และละเมิดคู่ครองของคนอื่น

เจตนาที่ล่วงละเมิดในฐานะที่ตนไม่ควรละเมิด อันเป็นไปทางกายทวาร โดยประสงค์อสัทธรรม ชื่อว่า กาเมสุมิจฉาจาร 5)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมกาเมสุมิจฉาจาร

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปในทางเพศหญิง เคยเดินสายประกวดความสวย เคยเป็นหมอนวดและนั่งร่วมโต๊ะกับแขก นอกจากนี้ยังได้ไปปรึกษาหมอเพื่อเตรียมตัวจะผ่าตัดแปลงเพศ แต่เมื่อเขามีโอกาสปฏิบัติธรรมและได้รับฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ การแปลงเพศ ประกอบกับมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี ทำให้รู้สำนึกกลัวบาปในการแปลงเพศ จึงได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมพร้อมกับสั่งสมบุญทุกบุญเรื่อยมา

สาเหตุที่ชายผู้นี้มีอาการเบี่ยงเบนทางเพศและคิดอยากแปลงเพศ เพราะกรรมเจ้าชู้ในอดีตหลายๆ ชาติมาส่งผล ส่วนที่เกิดมาสวยหน้าตาพอดูได้ เพราะกรรมในอดีตชาติเวลาทำบุญมักอธิษฐานว่า “ ชาติหน้าขอให้สวย” ประกอบกับจริตในชาตินี้ที่ชอบรักสวยรักงาม แต่งตัว ทาหน้า เขียนคิ้วทาปาก ทำให้หน้าตาพอดูได้

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเคยอยู่ในวงจรเกี่ยวกับการขายบริการเป็นเวลา 25 ปี และเคยตกเลือด ต้องผ่าตัดมดลูกและผ่าที่ท้องหลายครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นโรคภูมิแพ้ หายใจไม่ออก ทรมานมาก

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ต้องมาอยู่ในวงจรเกี่ยวกับการขายบริการเป็นเวลา 25 ปี เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นผู้ชายอยู่ในวัยหนุ่ม ได้ไปคบคนพาล และผิดศีลโดยเฉพาะข้อ 3 จนในที่สุดก็ไปเป็นนักเลงคุมซ่องโสเภณี ส่วนที่เคยตกเลือด ต้องถูกผ่าตัดมดลูก และผ่าตัดที่ท้องหลายครั้ง อีกทั้งยังเป็นโรคภูมิแพ้ หายใจไม่ออก เพราะกรรมในอดีตชาติที่เกิดเป็นผู้ชายมีนิสัยเจ้าชู้ ทำผิดศีลข้อ 3 และกรรมในอดีตชาติที่เคยเกิดเป็นโสเภณี ได้ทำแท้ง ประกอบกับกรรมในอดีตชาติที่เกิดเป็นนักเลงคุมซ่อง ได้บังคับโสเภณีให้ขายบริการ ด้วยวิธีการบีบคอให้เขาหายใจไม่ออก

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งมีรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณดี มีบุคลิกลักษณะคล้ายผู้ชาย ตอนเด็กๆ ชอบเล่นกับเด็กผู้ชาย เพราะไม่มีความรู้สึกอยากเล่นเหมือนเด็กผู้หญิง แต่ก็ไม่ชอบและจะโกรธมากถ้าใครเรียกหรือนินทาว่า “ เป็นทอม” และมักจะมีผู้หญิงมาชอบเธอ ซึ่งเธอก็พยายามหาสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่ครอบครัวก็อบอุ่น และพ่อแม่ก็สอนให้รู้จักสวดมนต์ โดยเริ่มจากการว่าจ้างและสอนให้ทำความดี ทำให้ตัวเธอและพี่น้องทุกคนมีธรรมะติดตัวอยู่ลึกๆ

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีความรู้สึกครึ่งหญิงค่อนชาย เพราะกรรมเจ้าชู้ในอดีตหลายๆ ชาติ ทั้งตอนที่เกิดเป็นหญิงและเป็นชายตามมาส่งผล แต่ตอนเป็นชายมีนิสัยเจ้าชู้มากกว่า จึงมารวมส่งผลในชาตินี้ และที่มีผู้หญิงมาชอบ เพราะกรรมในอดีตชาติที่เกิดเป็นชาย เวลาทำบุญมักอธิษฐานว่า “ ขอให้สาวๆ มาหลงรัก หลงใหล”

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งเกิดมาในครอบครัวที่มีอันจะกินไม่ต้องทำมาหากิน และมีอัธยาศัยดี ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลืองานบุญงานกุศล แต่กลับชอบผู้ชายด้วยกัน ภายหลังเสียชีวิตด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สาเหตุที่ชายผู้นี้ชอบผู้ชายด้วยกัน เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นผู้ชายมีนิสัยเจ้าชู้ มีภรรยามาก โดยหลอกลวงให้ผู้หญิงตายใจ เมื่อได้แล้วก็ทิ้งไป

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งมีชีวิตลำบาก เคยบวชเป็นสามเณร และอยู่ในเพศบรรพชิตจนอายุ 28 ปี จึงลาสิกขา หลังจากนั้นก็มีภรรยา 2 คน

เมื่อมีลูกก็ได้ทำตัวเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูกๆ จะไปวัดทุกวันพระ และนำลูกๆ สวดมนต์ทำวัตรเช้าและทำวัตรเย็นทุกวัน ไม่ดื่มเหล้า แต่จะสูบบุหรี่ ในช่วงวัยกลางคนเขาทำบาปมาก เพราะต้องฆ่าสัตว์ หาเลี้ยงชีวิต แต่ในช่วงปลายชีวิตก็ได้พยายามรักษาศีล 5 เป็นประจำ และถือศีล 8 ในวันพระ ภายหลังล้มป่วยด้วยโรคชราและตรวจพบว่ามีอาการคล้ายจะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงทำการรักษาและในที่สุดก็เสียชีวิต

สาเหตุที่ชายผู้นี้มีอาการคล้ายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก คือ อักเสบที่บริเวณต่อมลูกหมาก เพราะกรรมในอดีตชาติที่มีนิสัยเจ้าชู้ รวมกับกรรมเจ้าชู้ในปัจจุบัน ประกอบกับอยู่ในวัยชรา อายุ 88 ปี

มุสาวาท (พูดเท็จ)

คำว่า มุสา แปลว่า เท็จ เจตนาทำให้พูดเท็จ ชื่อว่า มุสาวาท ได้แก่ อกุศลเจตนาที่ก่อให้เกิดความพยายามทางกายและทางวาจาของคนโกง โดยมุ่งจะหลอกลวงคนอื่นให้เสียประโยชน์6)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมมุสาวาท

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเป็นคนที่ฉลาด เรียนเก่งมาก เป็น คนรักเรียน เอาจริงเอาจัง จบมัธยมโดยใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปี สามารถสอบเทียบได้ถึงหกชั้น เขาเป็นปลัดอำเภอได้ไม่นานก็ลาออก และเข้ารับราชการครู แต่ก็ชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น หน้าที่การงานก้าวหน้าขึ้น นิสัยการดื่มจึงเบาบางลง และเลิกราไปในที่สุด เขาไม่เคยเอ่ยถึงวัด ไม่เคยเอ่ยถึงพระเลย เพราะไม่ชอบ แต่พอช่วงหลังก็เริ่มสนใจในเรื่องของศาสนาบ้าง เพราะได้รับฟังคำแนะนำและฟังธรรมะจากพระรูปหนึ่ง ทำให้รู้สึกเลื่อมใสศรัทธา จึงทุ่มเทศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และได้ร่วมกันก่อตั้งวัดที่อยู่ใกล้บ้านจนสำเร็จ จึงทำให้เขาได้ทำบุญตักบาตรทุกวัน ต่อมาชายผู้นี้เริ่มมีอาการหลงลืมและย้ำคิดย้ำทำ เช่น ลืมสิ่งของบ่อย การช่วยเหลือตัวเองเริ่มมีปัญหามากขึ้น เช่น เอาแปรงสีฟันมาหวีผม ซดน้ำพริกแทนต้มจืด ซึ่งหมอบอกว่าเป็นโรคสมองฝ่อ โดยจะฝ่อลงเรื่อยๆ สิ้นสภาพเร็วกว่าปกติ

สาเหตุที่ชายผู้นี้เป็นโรคสมองฝ่อ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นพ่อค้า ได้โกหกหรือบรรยายสินค้าเกินจริง บางทีของถูกก็บอกว่าแพง เพื่อต้องการขายสินค้า

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเกิดในครอบครัวชาวนา มีชีวิตที่ยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก ต้องไปเป็นเด็กวัด ไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ก็เป็นคนที่มีปัญญาประกอบกับมีความทรงจำที่ดี ใช้วิธีเรียนแบบครูพักลักจำจึงสามารถอ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในวัยหนุ่มดื่มเหล้าและเล่นการพนัน แต่มาเลิกได้เมื่อมีลูก เพราะกลัวจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของลูก อีกทั้งยังได้เข้าวัดปฏิบัติธรรมและมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี แต่ภายหลังความจำเริ่มเสื่อมลง มีอาการหลงลืมมากขึ้น และเกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาต

สาเหตุที่ชายผู้นี้ความจำเสื่อม เกิดเส้นโลหิตในสมองแตกและเป็นอัมพาต เพราะกรรมในอดีตชาติเคยติดการพนันมาก จึงมักจะโกหกหรือไปหลอกขายของปลอม เพื่อเอาเงินมาเล่นการพนัน และมีอยู่ครั้งหนึ่งเขาเป็นเจ้ามือ มีคนมาเล่นด้วย แต่คนนั้นเล่นเสียแล้วไม่ยอมให้เงิน จึงชวนเพื่อนไปซ้อมจนคนนั้นเป็นอัมพาต

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งชอบเล่นไพ่ จึงไม่ได้รับความไว้วางใจจากพ่อ สมบัติที่พ่อยกให้จึงใส่ชื่อภรรยาของเขาแทน เพราะกลัวว่าเขาจะเอาไปขายเพื่อเล่นไพ่ ตอนหลังเขาติดการพนันจนเป็นหนี้แบบดินพอกหางหมู มีคนมาขู่ก็กลัวมาก จึงขอร้องภรรยาให้ช่วยใช้หนี้ให้ ภรรยาก็ใช้ให้แต่มีข้อแม้ว่าต้องบวช เขาก็ยอมบวชจนกระทั่งรับกฐินแล้วจึงลาสิกขา แต่เมื่อลาสิกขาได้ แค่ 3 เดือน ก็เริ่มคบกับพวกเล่นไพ่อีก ทั้งๆ ที่เคยสาบานต่อหน้าพระประธานเมื่อตอนบวชว่า จะเลิกเล่นไพ่ ภายหลังเขามีอาการนอนชัก อุจจาระราด อาการเหมือนคนใกล้ตาย ตัวเขียวคล้ำๆ แล้วก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ

สาเหตุที่ชายผู้นี้ตายด้วยอาการชัก อุจจาระราด โดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะกรรมในปัจจุบันที่ผิดคำสาบานกับพระประธานว่าจะเลิกเล่นไพ่ในช่วงบวช รวมกับกรรมปาณาติบาตทั้งในอดีตและปัจจุบัน

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเป็นคนใจบุญ ชอบทำบุญ สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็น ใส่บาตรพระทุกวัน เป็นกรรมการวัดใกล้บ้าน เป็นโยมอุปัฏฐากส่งปิ่นโตถวาย พระเป็นประจำและได้ปฏิบัติธรรมจนมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี แต่ปัจจุบันกลับเป็นโรคขี้ลืม

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นโรคขี้ลืม เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นนักธุรกิจ ได้โกหกในเรื่องทำธุรกิจ และกรรมในปัจจุบันที่โกหก ประกอบกับอายุที่มากขึ้น

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งต้องรับภาระดูแลลูกถึง 8 คนหลังจากที่สามีเสียชีวิตแล้ว ต่อมาเธอล้มป่วยเริ่มพูดไม่ได้ แขนและขาขวาใช้งานไม่ได้ คุณหมอบอกว่าเป็นโรคสมองฝ่อและอาการก็ทรุดหนักมากขึ้นจนเสียชีวิตในที่สุด

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นโรคสมองฝ่อ เพราะกรรมในอดีตชาติมีอาชีพค้าขาย จึงมักจะโกหกลูกค้าเป็นประจำ ส่วนที่พูดไม่ได้ แขนและขาขวาใช้งานไม่ได้ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดในสังคมเกษตรกรรม ได้เลี้ยงหมูไว้ขายให้เขาฆ่าเป็นจำนวนมาก และจับหมูมัดขามัดปากเพื่อส่งขาย

ปิสุณาวาจา (พูดส่อเสียด)

เจตนาของผู้มีจิตเศร้าหมองพยายามกระทำหรือพูด เพื่อต้องการให้คนอื่นมารักตนหรือเพื่อต้องการทำลายให้คนอื่นเกิดความแตกแยก ชื่อว่า ปิสุณาวาจา7)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมปิสุณาวาจา

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2546) หญิงคนหนึ่งมีความเชื่อมั่นในเรื่องบุญมาก จึงตั้งใจสร้างบุญและทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับทุกคน แต่เธอก็มีโรคประจำตัว คือ โรคคันและลมพิษ ซึ่งสร้างความรำคาญให้กับเธอมาก

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นโรคคันและลมพิษ เพราะวจีกรรมในอดีตชาติที่เกิดเป็นผู้หญิง ชอบพูดทำร้ายจิตใจคนอื่น และถ้าใครพูดไม่ถูกใจก็จะพูดย้อนไปให้เขาเจ็บใจ ประกอบกับในปัจจุบันที่ชอบอั้นปัสสาวะและอุจจาระ

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีพ่อแม่ญาติพี่น้องเข้าใจและให้การสนับสนุนในการมาช่วยงานพระพุทธศาสนา ซึ่งเธอก็ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับหมู่ญาติตลอดมา แต่เธอมีจุดด้อย คือ เป็นฝ้าที่ใบหน้า

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นฝ้าที่ใบหน้า เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นทหารมักชอบพูดให้เขาเสียหน้า โดยการคัดค้านในที่ประชุม ทำให้บุคคลที่เสนอความเห็นรู้สึกเสียหน้า

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งมีชีวิตที่ลำบากตั้งแต่เล็กจนโต และเป็นโรคหัวใจรั่ว ต้องถูกผ่าตัดหลายครั้ง แต่เมื่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลก็ได้ทำสมาธิไปด้วย ทำให้อาการดีขึ้นจนหมอแปลกใจ หลังจากนั้นจึงเข้าวัดปฏิบัติธรรมเรื่อยมา

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นโรคหัวใจ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดในสังคมเกษตรกรรม ใช้วัวควายทำงานหนักเกินกำลัง และกรรมในอดีตชาติที่ชอบพูดให้คนเจ็บใจเป็นประจำ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ต้องถูกผ่าตัดหลายครั้ง เพราะกรรมในอดีตชาติที่ฆ่าสัตว์ทำอาหาร

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2547) ชายคนหนึ่งกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก พี่สาวจึงพาไปฝากไว้ที่โรงเจ ซึ่งเจ้าสำนักที่นั้นก็ได้ส่งให้เรียน แต่ว่าเรียนเท่าไรก็ไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ ภายหลังจึงเลิกเรียน และไปทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จทุกอย่าง จึงได้ไปเป็นคนเชียร์แขกที่โรงแรมม่านรูด แต่ก็ถูกตำรวจจับดำเนินคดี ทำให้เมื่อรอดพ้นจากคดีได้จึงเลิกอาชีพนี้

สาเหตุที่ชายผู้นี้ไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ ทั้งที่มีโอกาสเล่าเรียน เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นคนเรียนเก่ง จึงมักจะพูดดูถูกเพื่อนที่เรียนด้วยกันว่า “ โง่” ทำให้เพื่อนได้รับความอับอายเป็นประจำ

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งเคยบวชเรียน ภายหลังลาสิกขามา เข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยจนจบ แล้วมาเป็นทนายที่ซื่อสัตย์ ฐานะจึงค่อนข้างจะยากจน เลี้ยงดูลูกและครอบครัวด้วยความสุขตามอัตภาพ ในบั้นปลายของชีวิตเขาตายด้วยโรคมะเร็งในปาก

สาเหตุที่ชายผู้นี้ตายด้วยโรคมะเร็งในปาก เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นกุลบุตรในตระกูลที่มีฐานะปานกลาง แต่มีนิสัยมักโกรธจะชอบเถียงและด่าพ่อแม่ และถ้าใครที่พูดทำให้ไม่พอใจก็จะด่าตั้งแต่ตัวเขาจนถึงบรรพบุรุษของเขา ประกอบกับกรรมในปัจจุบันที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ด่าว่าพระเถระผู้ใหญ่ ตั้งแต่ยังบวชอยู่ และกรรมดื่มสุรา ดูดยาเส้นตามสมัยนิยม

ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ)

เจตนาแผ่ไปเผาผลาญจิตของผู้ฟัง ชื่อว่า ผรุสวาจา เจตนาเป็นเหตุประทุษร้าย ก่อให้เกิดความพยายามทางกายและทางวาจา อันเป็นเหตุทำลายไมตรีของผู้อื่น ชื่อว่า ผรุสวาจา อีกอย่างหนึ่ง เจตนาในการพูดเพื่อมุ่งทำลายจิตใจของผู้ฟัง ชื่อว่า ผรุสวาจา8)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมผรุสวาจา

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเป็นคนอารมณ์ร้อน ขี้โมโห และมีสุขภาพไม่ดี มีโรคประจำตัว คือ โรคความดันและมีอาการคันทั้งตัวที่เกิดจากการให้ยาผิดของลูกน้องหมอ ซึ่งอาการคันนี้ภายหลังได้กลายเป็นแผลพุพอง มีลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ทำให้ปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีสุขภาพไม่ดีเป็นโรคความดันและมีอาการคันจนกลายเป็นแผลพุพอง เพราะกรรมในอดีตชาติเวลาโกรธมักจะด่าว่าให้เจ็บใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง ส่วนสาเหตุที่ทำให้ปวดแสบปวดร้อนคล้ายน้ำร้อนลวก เพราะกรรมในอดีตชาติเคยต้มสัตว์ทั้งเป็น เพื่อความอร่อยในการทำอาหาร

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งมีสามีชอบดื่มเหล้า จนบางครั้งเธอกับลูกต้องช่วยกันเชือดคอไก่ เพื่อทำกับแกล้ม และต้องเก็บ กวาด ล้าง ทำความสะอาด กระทั่งค่อนรุ่งกว่าจะได้นอน จึงทำให้ไม่แข็งแรง หัวใจโต และปวดหูมากตลอดเวลาจนนอนไม่หลับ

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีสุขภาพไม่แข็งแรง หัวใจโต เพราะกรรมในอดีตชาติได้ฆ่าสัตว์ทำอาหาร ประกอบกับกรรมในปัจจุบันก็ได้ฆ่าสัตว์ทำอาหาร ส่วนที่ปวดหูและนอนไม่หลับ เพราะกรรมในอดีตชาติชอบด่าว่าด้วยคำหยาบ ประกอบกับกรรมในอดีตชาติที่ตบบ้องหูของหลาน

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเริ่มล้มป่วยด้วยอาการเป็นไข้ เจ็บตามเนื้อตามตัว เมื่อเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล หมอก็หาสาเหตุของโรคไม่ได้ จึงต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อหาสาเหตุของโรค แล้วสรุปว่าเป็นเส้นเลือดอักเสบ ช่วงนั้นใบหน้าเริ่มบวมและเป็นหนักขึ้นทุกวัน คุณพ่อของเธอจึงไปหาหลวงปู่องค์หนึ่ง ทำให้อาการดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังไม่หายต้องกินยาตลอด ถ้าไม่กินจะเป็นไข้ เหนื่อย ตัวร้อน แล้วอยู่ๆ ร่างกายเกิดอาการผิดปกติ มารู้ภายหลังว่า ยาที่หมอให้กินตอนช่วงป่วยหนักนั้น มีฮอร์โมนเพศชายอยู่ด้วย เพราะร่างกายค่อยๆ เปลี่ยนเป็นผู้ชาย ใบหน้าใหญ่ขึ้น คางค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น ตาค่อยๆ ลึกลง จนกลายเป็นใบหน้าเหมือนลิง มีกล้ามขึ้น ตัวใหญ่ขึ้น จึงต้องเข้าโรงพยาบาลอีก

ช่วงแรกคุณหมอมาตรวจก็ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร ต่อมาคุณหมออีกคนมาตรวจจึงรู้ว่าเป็นโรคตับอักเสบ จึงให้ยาได้ถูกโรค อาการก็ค่อยๆ ดีขึ้น แต่ร่างกายก็เปลี่ยนอีก คราวนี้มีใบหน้าเป็นเหมือนกะเทย ใครเห็นก็นึกว่าเป็นผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิง ต่อมาเธอได้ไปขอให้หมอผ่าตัดทำศัลยกรรมใบหน้าใหม่ โดยตัดชิ้นเนื้อบริเวณไหล่ด้านหลังมาใส่ที่บริเวณแก้มด้านซ้าย เพื่อให้ดูเป็นผู้หญิงขึ้น ซึ่งใช้เวลาผ่าตัดถึง 8 ชั่วโมง ออกจากห้องผ่าตัดด้วยสภาพที่ยับเยิน และอีก 3 เดือนก็ต้องไปผ่าด้านขวาอีก

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ป่วยเรื้อรังและมีใบหน้าที่เปลี่ยนไปเป็นลักษณะต่างๆ เพราะกรรมในอดีตชาติที่เกิดเป็นหญิงเคยผิดหวังในความรักจึงไปบวชชี ซึ่งวัดที่ไปบวชมีแม่ชีอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้ทะเลาะกับแม่ชีอื่นอย่างรุนแรงและได้ด่าแม่ชีที่ทะเลาะกัน โดยด่าคนแรกว่า “ อีหน้าลิง” ด่าคนที่สองว่า “ อีกะเทย” ด่าคนที่สามว่า “ อีหน้าปูด” และมักด่ากระทบกระเทียบทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่เสมอๆ

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2546) หญิงคนหนึ่งถูกพ่อแม่ปลูกฝังเรื่องกฎแห่งกรรมตั้งแต่ยังเด็ก จึงเชื่อมั่นในผลบุญอย่างมาก ได้ทำบุญทุกบุญอย่างต่อเนื่องและชักชวนคนอื่นให้มาสั่งสมบุญด้วย นอกจากนี้ยังมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี แต่ก็มีชีวิตที่ลำบากและต้องทำงานหนักจนเหน็ดเหนื่อยมาก ภายหลังรู้สึกปวดหัวตัวร้อน แก้มข้างซ้ายไม่มีความรู้สึก ปากเบี้ยวไปด้านขวา ก็พยายามอธิษฐานจิตให้หาย ประกอบกับการรักษาแผนปัจจุบันด้วย ปรากฏว่าภายใน 1 เดือน อาการต่างๆ ก็หายไป ต่อมาอาการดังกล่าวก็กลับมาอีก แต่ครั้งนี้สลับกันจากแก้มซ้ายเป็นแก้มขวา จากปากเบี้ยวข้างขวาเป็นข้างซ้าย

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ปากเบี้ยว เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นหญิงสาวในตระกูลที่มีฐานะและเป็นที่รักของบิดามารดา จึงถูกตามใจมาก ทำให้ค่อนข้างจะเอาแต่ใจตัวเอง เวลาพ่อแม่สั่งสอนก็มักจะเถียงพ่อเถียงแม่ หรือบางครั้งถ้าพี่เลี้ยงพูดแนะนำเวลาทำไม่ถูก ก็โกรธและตบหน้า ตบปากเขาบ้าง ส่วนสาเหตุที่ต้องทำงานหนักจนเหน็ดเหนื่อยมาก เพราะกรรมในอดีตชาติเวลาพ่อแม่ชักชวนให้ทำทาน ก็เถียงว่า “ ไม่จริงหรอก คนให้ทานมีแต่จะยากจน คนที่ตั้งใจทำงานต่างหากถึงจะรวย”

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเป็นคนฝีปากกล้า ชอบด่าคน โดยไม่เลือกหน้า ต่อมามีอาการแผลเน่าทั้งตัว ซึ่งลามมาจากภายในร่างกายและในที่สุดก็เสียชีวิต

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ก่อนตายเป็นแผลเน่าทั้งตัว เพราะกรรมในปัจจุบันที่เป็นคนฝีปากกล้า ชอบด่าคนโดยไม่เลือกหน้า

สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ)

เจตนาเป็นเหตุกล่าวถ้อยคำที่หาประโยชน์มิได้ คือ กำจัดทางแห่งประโยชน์สุขที่บุคคลจะได้รับชื่อว่า สัมผัปปลาปะ9)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมสัมผัปปลาปะ

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2545) สามีภรรยาคู่หนึ่งมีลูก 3 คน ซึ่งลูก 3 คนนั้นมีพัฒนาการพูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน เวลาจะพูดยากมากจนเกือบไม่พูดเลยทั้ง 3 คน แต่ทั้งสามพี่น้อง ไม่ได้มีอาการเหมือนคนเป็นใบ้ หูหนวก เพราะหูพอได้ยินเสียง แต่มีปัญหาการพูด ซึ่งแพทย์บอกไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด

สาเหตุที่เด็กทั้ง 3 คน มีพัฒนาการพูดช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน และสามีภรรยาคู่นี้ต้องมีลูกแบบนี้ เพราะกรรมในอดีตชาติเด็กทั้ง 3 คน เคยเกิดเป็นพี่น้องกัน โดยมีพ่อแม่ในชาตินี้เป็นผู้ให้กำเนิดในชาตินั้นด้วย ในชาตินั้นทั้ง 3 คนพูดได้ตามปกติ แต่มีนิสัยชอบสนุกคะนองปาก ไปล้อเลียนเด็กใบ้แถวบ้านคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เมื่อถูกล้อ เพื่อนก็ไม่สบายใจ แม่ของเพื่อนก็ไม่สบายใจ ก็เกิดต่อว่าต่อขานกัน แต่แม่ของเด็ก 3 คนนี้ก็ปกป้องลูก เด็ก 3 คนนี้เมื่อได้รับการปกป้องจากผู้ปกครองก็ได้ใจ พอโตขึ้นก็ไปเข้าวัดฟังธรรม ได้ฟังธรรมจากหลวงตารูปหนึ่ง ท่านมีความคิดแล่นเร็วแต่ปากพูดไม่ทัน จึงดูเหมือนติดอ่าง ก็ไปล้อเลียนท่าน

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งเกิดมาในครอบครัวที่เคร่งครัดในลัทธิหนึ่งที่แยกออกมาจากพุทธนิกาย จึงทำให้เขาต้องไปเข้าร่วมกิจกรรมของลัทธินี้ตั้งแต่เด็ก แต่ในใจของเขาก็ยังไม่มีความเชื่อหรือความศรัทธาเลย เมื่อโตขึ้นได้มาศึกษาเรื่องสมาธิจากประเทศต่างๆ รวมทั้งที่เมืองไทยด้วย ทำให้มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมและมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี เมื่อพบกับคำตอบที่ค้างอยู่ในใจตนเองมาตลอดได้ จึงเกิดความศรัทธาและมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น แต่เขาก็เป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนัง เป็นผื่นแดงและคัน ต้องไปหาหมอเป็นประจำ

สาเหตุที่ชายผู้นี้เป็นโรคผิวหนังผื่นแดงคัน เพราะกรรมในอดีตชาติเป็นคนที่ซน มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และชอบล้อเพื่อนเล่น ทำให้คนที่ถูกล้อเกิดความขัดเคืองใจ และเคยแกล้งเพื่อนโดยเอาหญ้าคันไปแกล้งโรยใส่เพื่อนด้วยความคะนอง ประกอบกับในปัจจุบันที่ชอบอั้นปัสสาวะและอุจจาระเป็นเวลานาน

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเป็นคนรักสวยรักงาม สนุกสนาน มีเพื่อนมาก จิตใจดี ชอบทำบุญแบบสังคมสงเคราะห์ทั่วไป แต่มีจุดอ่อนคือ วจีกรรมและรังเกียจสัตว์เล็ก เช่น ยุง แมลงสาบ เป็นต้น ต่อมาพบว่าเป็นมะเร็งที่หน้าอกและได้ลามไปที่ผิวหนัง ทำให้เกิดแผลหลายแห่ง เลือด น้ำเหลืองไหลเยิ้ม แต่รักษาหายด้วยสมุนไพรภายใน 2 เดือน แผลจึงแห้ง แต่ก็เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นมะเร็งที่อก เพราะกรรมกาเมฯ ในอดีตชาติ และที่มะเร็งลุกลามไปที่ผิวหนัง เพราะกรรมในอดีตชาติที่พูดนินทาว่าร้ายหรือพูดเหน็บแนมทำให้คนเจ็บใจ

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งเป็นโรคสะเก็ดเงิน ในตอนแรกจะเป็นที่บริเวณศีรษะและท้ายทอย ต่อมาก็ลามไปทั้งตัว มีอาการคัน เป็นผื่นบวมแดง บนแผลมีสะเก็ดเคลือบอยู่และจะหลุดร่อนเวลาถูกเสียดสีจากเสื้อผ้า ในตอนแรกที่ไปรักษา ทำให้อาการดีขึ้น แต่ภายหลังก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ซึ่งโรคนี้คุณแม่ของเขาก็เป็นเช่นกัน แต่จะเป็นน้อยกว่า โดยมีอาการเป็นๆ หายๆ

สาเหตุที่ชายผู้นี้และคุณแม่เป็นโรคสะเก็ดเงิน เพราะกรรมในอดีตชาติทั้งสองได้เกิดเป็นแม่ลูกกันในตระกูลที่มีฐานะปานกลาง โดยชายผู้นี้มักมีอคติกับพระและชอบพูดจาติเตียนพระและผู้อื่นให้เสียหาย หรือบางครั้งก็มักจะนินทาว่าร้ายทำให้ผู้อื่นเสียหายลับหลังเป็นประจำและคุณแม่ของเขาก็มีใจยินดีในสิ่งที่ลูกทำ

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเป็นคนพูดติดอ่างตั้งแต่เด็กและบ่อยครั้งที่พูดไม่ออก ก็ต้องใช้มือตบปากตัวเอง หรือบางครั้งต้องขึ้นไปบนโต๊ะแล้วกระโดดลงมา จึงจะพูดคำนั้นออกมาได้ บางครั้งพี่ๆ ก็จะช่วยตบปากก่อนที่เธอจะตบเอง ซึ่งอาการนี้มาดีขึ้นและค่อยๆ หายไปเมื่อตอนเรียนมัธยม

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นโรคติดอ่าง เพราะกรรมในอดีตชาติเธอมีเพื่อนที่พูดติดอ่างอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หญิงผู้นี้จึงชอบล้อเลียนแกล้งเพื่อนโดยไม่มีเจตนา แค่ต้องการสนุกสนาน แต่ทำให้เพื่อนอับอาย

อภิชฌา (เพ่งเล็งอยากได้ของของผู้อื่น)

เจตนาเป็นเหตุละโมบ ในเมื่อเห็นสิ่งของของผู้อื่นแล้วเพ่งเล็ง โดยน้อมเข้ามาหาตนว่า “ ทำอย่างไร ของนี้จะพึงเป็นของเรา” ชื่อว่า อภิชฌา10)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมอภิชฌา

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งเป็นคนดีและเก่ง เรียนจบด้านนิติศาสตร์และบัญชี ได้ทำงานในสำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ ภายหลังเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ปอด ทั้งๆ ที่ไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่

สาเหตุที่ชายผู้นี้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ปอดและอายุสั้น เพราะกรรมในอดีตชาติเกิดในสังคมเกษตรกรรมและมีไร่นาเป็นจำนวนมาก เมื่อพ่อแม่ตาย เขาต้องการจะฮุบมรดกทั้งหมดเป็นของตนเอง จึงฆ่าน้องสาวของตัวเองตาย โดยการเอายาสลบปิดปาก ปิดจมูกให้หายใจไม่ออก จนกระทั่งน้องสาวตาย แต่เมื่อสามีและลูกชายของน้องสาวรู้ จึงตั้งใจจะมาฆ่าล้างแค้น แต่ชายผู้นี้รู้ทันจึงส่งคนไปฆ่าก่อน

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเป็นคนอดทน มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยคดโกงใคร และสอนให้ลูกๆ อดทนและให้มีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งตัวเธอเองก็นั่งสมาธิก่อนนอนเสมอ และก็ทำบุญทุกบุญตามกำลัง ภายหลังเธอประสบอุบัติเหตุทางน้ำและเสียชีวิตลงในที่สุด

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ต้องประสบอุบัติเหตุทางน้ำจนเสียชีวิต เพราะกรรมในอดีตชาติได้ฆ่าเพื่อนเพราะผลประโยชน์และต้องการฮุบสมบัติ

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งมีอาการป่วยตั้งแต่อายุ 17 ปี เป็นๆ หายๆ และมีอาการปวดตามข้อนิ้ว สลับไปสลับมาเกือบทุกนิ้ว แล้วก็หายเอง ไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอก็ระบุไม่ได้ว่าเป็นโรคอะไร จนเมื่ออายุ 22 ปี ก็มาตรวจพบว่าเป็นโรคเอสแอลอี(SLE) หรือภูมิแพ้ตนเอง โดยมีอาการไตอักเสบแบบเฉียบพลันและระบมทั้งตัว โดยเฉพาะช่วงท้องจนถึงปลายเท้าจะบวมมาก จึงเข้ารักษาตัวโดยตลอด จนกระทั่งปัจจุบันสามารถควบคุมโรคได้และไม่แสดงอาการ แต่หมอก็ยังให้ยามาทาน เพื่อรักษาโรคนี้ไปตลอดชีวิต

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นโรค SLE เพราะกรรมในอดีตชาติเกิดเป็นธิดาเศรษฐี เมื่อพ่อตายแล้วก็ยึดสมบัติทั้งหมด โดยไม่แบ่งให้น้องเลย และกรรมที่ปลอมปนข้าวเปลือกหรือพันธุ์พืชด้วยของไม่ดี ส่วนที่เป็นไตวายเฉียบพลัน เพราะกรรมในอดีตชาติที่เกิดเป็นลูกเศรษฐีได้ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ซึ่งถ้าใครไม่มีเงินมาใช้คืนก็จะยึดไร่นาสาโท ถ้าไม่มีไร่นาสาโทก็จะยึดลูกภรรยาของเขามาเป็นทาส

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2548) ชายคนหนึ่งมีที่ดินที่ได้รับมรดกมาจากพ่อแม่ ซึ่งเป็นที่ดินมีสวนมะพร้าว ภายหลังเมื่อพื้นที่แถบนั้นเริ่มเจริญขึ้นก็เลยทำให้ที่ดินของเขาไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะ จึงรู้สึกกดดันว่ามีที่ดินตาบอด ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ ซึ่งต่อมาเขาก็ฟ้องร้องเพื่อขอเปิดทางกับที่ดินข้างเคียง แต่ก็แพ้คดี จึงเสียใจและเสียกำลังใจมาก

สาเหตุที่ชายผู้นี้มีที่ดินตาบอดและหาทางออกไม่ได้ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นเศรษฐี ได้ซื้อที่ดินปิดทางออกเพื่อหวังจะซื้อที่ดินตาบอดนั้นในราคาถูก และกรรมที่มักจะแบ่งที่ดินตาบอดให้แก่พี่น้อง ส่วนตัวเองเก็บเอาแต่ที่ดินดีๆ ไว้

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเป็นคนน่ารัก ขยันขันแข็ง มีนิสัยประหยัดอดออม และรักความเจริญก้าวหน้า ได้เดินทางไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ต่อมาได้หายตัวไปจากบ้านอย่างลึกลับ โดยไม่มีใครทราบว่าไปไหน ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบศพเธอและสันนิษฐานว่าถูกฆาตกรรม

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ถูกฆาตกรรม เพราะกรรมในอดีตชาติที่เกิดเป็นผู้ชาย ได้ลงทุนทำการค้ากับเพื่อน ต่อมาเกิดขัดแย้งกัน เพราะความโลภจึงได้วางแผนฆ่าเพื่อนเพื่อจะฮุบกิจการทั้งหมด

พยาบาท (จองเวร)

เจตนาเป็นเหตุปองร้าย คือ การคิดกระทำให้ผู้อื่นประสบความพินาศ ชื่อว่า พยาบาท หมายความว่า ความคิดปองร้ายของผู้มุ่งจะทำร้ายชีวิตของสัตว์อื่น ตั้งแต่มดและยุงไปจนถึงมนุษย์ว่า

“ ขอให้สัตว์เหล่านี้จงพินาศ จงวิบัติ ทำอย่างไรหนอ สัตว์เหล่านี้ พึงพินาศ พึงวิบัติ ไม่พึงเจริญรุ่งเรือง ไม่พึงมีชีวิตอยู่ได้นาน” ซึ่งความพยาบาทนั้น นอกจากจะทำลายประโยชน์สุขของผู้อื่นแล้ว ยังทำลายตัวเองอีกด้วย11)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมพยาบาท

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเป็นคนสมถะ ฉลาด มีระเบียบ รักสะอาด มีเมตตา ใจดี ไม่ค่อยช่างพูดช่างคุย แต่เป็นภรรยาน้อยของสามี และมักถูกภรรยาของลูกชายคนที่ 2 ของภรรยาหลวงยุยงให้ทุกคนเกลียดและด่าว่าเธอ บางครั้งถึงกับทำร้ายร่างกาย ซึ่งเธอก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร สามีก็ได้แต่เอายาแก้ช้ำในมารักษาให้ ซึ่งสามีไม่สามารถห้ามภรรยาหลวงกับลูกๆ ได้ ต่อมาภรรยาหลวงขู่ให้สามีทิ้งเธอแล้วไปอยู่ด้วยกัน แต่สามีไม่ไป ภรรยาหลวงจึงทิ้งสามีไปและขนเงินไปหมด

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ถูกภรรยาหลวงและลูกๆ ทำร้ายแล้วเอาเงินไป เพราะกรรมในอดีตชาติเธอเกิดเป็นภรรยาน้อย ได้ไปยุยงให้สามีทิ้งภรรยาหลวง เพื่อให้มาอยู่กับตนเองได้สำเร็จ ทำให้ภรรยาหลวงในชาตินั้นผูกอาฆาต และในชาติปัจจุบันนี้ภรรยาหลวงในชาตินั้นได้กลับมาเกิดเป็นภรรยาของลูกชายคนที่ 2 ของภรรยาหลวง จึงได้ยุยงให้ทุกคนเกลียดและทำร้ายเธอ

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเคยฆ่าคนตายเมื่อตอนอายุประมาณ 16-17 ปี โดยมีสาเหตุมาจากที่แฟนของเธอมีคนใหม่และพามาเหยียดหยาม ทำให้เธอเกิดโทสะไปขโมยปืนพี่ชายซึ่งเป็นตำรวจไปยิงเขาจนตาย จึงถูกจับและถูกขังอยู่หลายปี ลำบากมาก จนกระทั่งต่อมาได้รับอภัยโทษ

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ต้องฆ่าคนตาย เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นผู้ชายได้ทิ้งภรรยาไป ภรรยาจึงเกิดความอาฆาตแค้นตามมาฆ่าสามี ทำให้สามีในชาตินั้นผูกอาฆาต จึงได้กลับมาเกิดเป็นหญิงผู้นี้และได้มาฆ่าแฟนตาย ซึ่งแฟนในชาตินี้ก็คือภรรยาในชาตินั้น

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2545) ชายคนหนึ่งมีโรงฆ่าสัตว์เล็กๆ ที่ช่วยกันทำกับลูกน้องเป็นอาชีพตลอดชีวิต โดยไม่คิดจะเปลี่ยนอาชีพ ภายหลังเขาได้เสียชีวิต

สาเหตุที่ชายผู้นี้ต้องมาประกอบอาชีพฆ่าสัตว์และเห็นว่าอาชีพนี้ดี เป็นทางมาแห่งทรัพย์ เพราะกรรมในอดีตชาติเขาได้ผูกพยาบาทพวกข้าศึกที่ยกทัพมาปล้นประเทศและฆ่าหมู่ญาติของเขาตายหมด ส่วนตัวเขาหนีเอาตัวรอดมาได้ ประกอบกับกรรมในอดีตชาติที่เวลาทำบุญ มักจะไม่ได้อธิษฐานให้ล้อมกรอบเอาไว้

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเป็นโรคกระดูกพรุนและถูกผ่าตัดหลายครั้ง เช่น ผ่าตัดต่อมไทรอยด์ 2 ครั้ง ผ่าตัดช่องท้อง 3 ครั้ง เมื่ออากาศหนาวจะปวดกระดูกตามตัวมาก เวลาเดินจึงต้องใช้ไม้เท้าช่วย นอกจากนี้ยังมีก้อนเนื้องอกที่เยื่อหุ้มสมองประมาณ 1 เซนติเมตร แต่ไม่ได้ผ่าตัด

สาเหตุที่หญิงผู้นี้เป็นไทรอยด์ เพราะกรรมในอดีตชาติเวลาที่โกรธ มักจะไม่ค่อยให้อภัย ส่วนที่ต้องถูกผ่าตัดช่องท้อง เพราะกรรมในอดีตชาติที่ฆ่าสัตว์ทำอาหาร ส่วนที่เป็นเนื้องอกที่เนื้อเยื่อหุ้มสมอง เพราะกรรมในอดีตชาติเวลาฆ่าสัตว์มักจะทุบตีที่หัว และที่ปวดหลัง ปวดเข่ามากและกระดูกสันหลังทรุด เพราะกรรมในอดีตชาติที่ใช้แรงงานสัตว์ให้แบกของหนักจนลากไม่ค่อยไหว

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งถูกคู่อริยิงที่ไขสันหลัง ทำให้เส้นไขมันขาดและเป็นอัมพาตครึ่งตัวท่อนล่าง

สาเหตุที่ชายผู้นี้ถูกยิงที่ไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาตครึ่งตัวท่อนล่าง เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นพ่อค้า ได้ร่วมลงทุนกับเพื่อน ต่อมาเกิดทะเลาะกับเพื่อนเรื่องผลประโยชน์ จึงแยกมาทำการค้าแข่งกัน แต่ด้วยความแค้น เขาจึงส่งคนไปทำร้ายร่างกายอีกฝ่ายจนพิการ ทำให้เพื่อนในชาตินั้นผูกอาฆาต จึงได้กลับมาเกิดเป็นคู่อริและได้มายิงเขา จนทำให้เขาเป็นอัมพาตครึ่งตัว

มิจฉาทิฏฐิ (มีความเห็นผิด)

เจตนาเป็นเหตุให้เห็นผิด เพราะไม่มีการถือเอาตามความเป็นจริง คัดค้านข้อประพฤติปฏิบัติของสัตบุรุษทั้งหมด โดยนัยเป็นต้นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ12)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมมิจฉาทิฏฐิ

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งมีชีวิตครอบครัวในวัยเด็กลำบากมาก ซึ่งหลายครั้งจะต้องออกไปยืมเงินจากคนข้างบ้านหรือเพื่อนคุณพ่อ มาใช้จ่ายในครอบครัว พี่น้องของเธอทุกคนต้องทำงานเสริมเพื่อหารายได้ เช่น พับถุงกระดาษขาย ทอเสื่อ มัดแฝก เลี้ยงหมู จนกระทั่งจบการศึกษาด้วยกันทุกคนและมีชีวิตที่ดีขึ้น

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีชีวิตครอบครัวในวัยเด็กลำบากมาก เพราะกรรมในอดีตชาติเกิดในตระกูลทำมาค้าขายที่เริ่มจากไม่มีอะไรเลย แต่ขยันหมั่นเพียรและเก็บหอมรอมริบจนสามารถตั้งตัวได้ จึงไม่เชื่อเรื่องผลของกรรม ทำให้ไม่เชื่อว่าทำบุญแล้วรวย แต่เชื่อว่าต้องขยันจึงจะรวย ต่อมาค้าขายขาดทุนประสบความทุกข์ จึงได้ทำตามคำแนะนำของเพื่อนกัลยาณมิตรที่มาชวนสร้างบุญ ทำให้ได้สร้างบุญมาตลอดและชีวิตก็เริ่มดีขึ้นในภายหลัง

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเคยเป็นร่างทรง เพราะได้รับคำแนะนำ จากหมอดูว่า ถ้าเป็นร่างทรงแล้วจะหายป่วย จึงยอมให้ลงทรง แต่เนื่องจากอาย จึงยอมลงให้เฉพาะหมู่ญาติและคนที่จำเป็น แต่เมื่อคุณแม่ของเธอป่วยเป็นอัมพาต ก็ได้ขอให้องค์เทพที่มาลงทรงช่วยรักษาคุณแม่ โดยสัญญาว่าจะลงทรงให้กับทุกคนที่มาหา จึงทำให้คุณแม่ของเธอกลับมาเดินได้ แต่ไม่ปกติเหมือนเดิม และจะเป็นๆ หายๆ อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อคุณพ่อคุณแม่เสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่ได้มานั่งลงทรง แต่ขอใช้วิธีทำบุญ ปฏิบัติธรรมช่วยสร้างบารมีให้แทน

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ต้องมานับถือทรงเจ้า เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเป็นคนเชื่อเรื่องทรงเจ้าเข้าผี เมื่อนับถือไปนานๆ ตนเองก็เลยกลายเป็นร่างทรง แต่ต่อมาก็เลิกนับถือทรงเจ้าเข้าผี และได้เปลี่ยนมานับถือพระรัตนตรัยแทน

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเกิดที่นิวยอร์ก ในสมัยวัยรุ่นเคยเป็นทหารร่วมรบในสงครามเวียดนาม จึงทำให้ได้มีโอกาสศึกษาพระพุทธศาสนา เมื่อกลับไปอเมริกา มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จัก โทรศัพท์มาหาและเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาได้ถูกต้อง และขู่ให้ไปหา เขาจึงตัดสินใจไปที่บ้านของผู้หญิงคนนั้น เมื่อไปแล้วกับพบความแปลกๆ จนน่ากลัว จากนั้นเธอก็เข้ามาจับแขนเขาด้วยแรงที่มหาศาล เขากลัวมากจึงรีบหนีออกมา แล้วไปหลบที่บ้านของผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่โทรเข้ามาหาและบอกว่า “ พระเจ้าจะคุ้มครอง” จึงทำให้เขารอดจากการขู่บังคับของผู้หญิงคนแรก และทำให้เขาศรัทธาในพระเจ้าและเป็นจุดหักเหที่ทำให้เขามาเป็นบาทหลวง

ต่อมาเขารู้สึกผิดหวังกับการกระทำบางอย่างของกรรมการโบสถ์ จึงเริ่มหันมาศึกษาคำสอนในทางพระพุทธศาสนา และเกิดความศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมาก ถึงขนาดนำเอาคำสอนของพระพุทธองค์ไปสอนในโบสถ์ โดยสอนให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ๆ แต่ก็ถูกต่อต้านจากกรรมการโบสถ์รุ่นเก่า

สาเหตุที่ชายผู้นี้ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ จนทำให้ต้องไปเป็นบาทหลวง แล้วเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา และพลัดไปเกิดในต่างประเทศ อยู่ในครอบครัวที่นับถือศาสนาอื่น เพราะกรรมในอดีตชาติที่เคยบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา แต่ได้สึกออกไปมีครอบครัว จึงทำให้บางคนในวัดพูดดูถูกดูแคลน เมื่อเขาทราบจึงโกรธและน้อยใจ ได้ปฏิญาณว่าจะไม่กลับมาวัดอีก ต่อมามีเพื่อนชักจูงไปศึกษาลัทธิอื่นที่นับถือพวกเทพ จึงไปศึกษาอยู่ระยะหนึ่ง พอรู้ว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้องจึงออกมาและได้พบกัลยาณมิตรชักชวนให้กลับมานับถือพระพุทธศาสนาอีก ในที่สุดก็ตัดสินใจกลับเข้ามาบวชอีกครั้งตอนบั้นปลายชีวิต และสามารถบวชได้ตลอดชีวิต

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2546) ชายคนหนึ่งมีชีวิตลำบากมาก ต้องทำงานหนัก ตั้งแต่เด็ก เรียนหนังสือได้แค่ชั้น ป.4 ต่อมาเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อทำงานกับพี่ชาย จึงสามารถเก็บหอมรอบริบและเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ จนสามารถตั้งโรงงานเป็นของตัวเองได้ สาเหตุที่ชายผู้นี้มีชีวิตที่ลำบากตั้งแต่เด็ก เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก จึงมีทิฏฐิมานะมากและไม่เชื่อว่าทำบุญแล้วจะรวย แต่เชื่อว่าคนจะรวยอยู่ที่ความขยันและความสามารถของตนเอง ภายหลังได้เจอกัลยาณมิตรอธิบายเรื่องความเป็นจริงของชีวิตที่เกิดมา ทำให้เขาเกิดศรัทธาได้มาสร้างบุญในพระพุทธศาสนาอย่างเต็มกำลัง

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งนับถือความเชื่ออื่นที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา แต่เธอก็ไม่ค่อยได้ไปร่วมทำพิธีทางความเชื่อนั้น แต่กลับชอบไปร่วมกิจกรรมของศาสนาที่เน้นความสุขและให้ความรักต่อมนุษย์และสรรพสัตว์ จนกระทั่งได้มาฝึกสมาธิ ทำให้เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้น สาเหตุที่หญิงผู้นี้ต้องไปนับถือความเชื่ออื่นและไม่ได้เกิดในพระพุทธศาสนา เพราะกรรมในอดีตชาติเคยนับถือพระพุทธศาสนา แต่ภายหลังได้เปลี่ยนไปนับถือความเชื่ออื่นเป็นเวลานาน แต่ด้วยบุญที่ทำไว้ในพระพุทธศาสนาจึงทำให้ได้กลับมาสร้างบุญในพระพุทธศาสนาอีก

7.2.2 กุศลกรรมบถ

กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมดีหรือทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล คือ กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ13) มีทั้งหมด 10 อย่าง คือ

1.ปาณาติปาตา เวรมณี คือ การเว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง

2.อทินนาทานา เวรมณี คือ การเว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย

3.กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี คือ การเว้นจากประพฤติผิดในกาม

ทั้ง 3 อย่างนี้ จัดเป็นกายกรรม เพราะเป็นไปทางกายทวารโดยมาก

4.มุสาวาทา เวรมณี คือ การเว้นจากพูดเท็จ

5.ปิสุณาย วาจาย เวรมณี คือ การเว้นจากพูดส่อเสียด

6.ผรุสาย วาจาย เวรมณี คือ การเว้นจากพูดคำหยาบ

7.สัมผัปปลาปา เวรมณี คือ การเว้นจากพูดเพ้อเจ้อ

ทั้ง 4 อย่างนี้ จัดเป็นวจีกรรม เพราะเป็นไปทางวจีทวารโดยมาก

8.อนภิชฌา คือ การไม่โลภอยากได้ของเขา

9.อพยาบาท คือ การไม่พยาบาทปองร้ายเขา

10.สัมมาทิฏฐิ คือ การเห็นชอบตามคลองธรรม

ทั้ง 3 อย่างนี้ จัดเป็นมโนกรรม เพราะเป็นไปทางมโนทวารโดยมาก

เนื่องจากกรณีศึกษาจากโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาไม่ได้เจาะจงเฉพาะตามหัวข้อของกุศลกรรมบถ ดังนั้นในการนำเสนอกรณีศึกษาในเรื่องของกุศลกรรมบถนั้น จึงได้นำเสนอโดยการรวมเอาหัวข้อที่มีลักษณะเนื้อหาที่เหมือกันเอาไว้ในหัวข้อเดียวกัน เช่น การเว้นจากการพูดเท็จ การเว้นจากการพูดส่อเสียด การเว้นจากการพูดคำหยาบ และการเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ทั้ง 4 หัวข้อนี้ได้นำมารวมกันเสนอในหัวข้อของปิยวาจา เป็นต้น จึงขอนำเสนอกุศลกรรมบถดังนี้

ปาณาติปาตา เวรมณี (เว้นจากการฆ่า)

คือ การเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง วางท่อนไม้ วางศัสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย14)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมปาณาติปาตา เวรมณี

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547) สามีภรรยาคู่หนึ่งมีอายุยืนถึง 94 ปี

สาเหตุที่สามีภรรยาคู่นี้มีอายุยืน เพราะกรรมในอดีตชาติทั้งสองก็เคยเป็นสามีภรรยากัน แม้เกิดในสังคมเกษตรกรรม แต่ไม่ได้ฆ่าสัตว์ทำอาหารในวันพระตามที่ได้ตั้งใจไว้จนตลอดชีวิต และได้เคยช่วยชีวิตควายแก่ตัวหนึ่งที่เพื่อนบ้านจะฆ่าโดยเอามาเลี้ยงไว้

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเป็นคนสุขภาพดี ไม่ค่อยป่วย ฟันแข็งแรงดี ไม่ใช้ฟันปลอมเคี้ยวอาหาร เป็นคนอารมณ์ดีไม่เคยโกรธใคร ความจำก็ดีมาก มีอายุยืนถึง 105 ปี

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีอายุยืน สุขภาพดี เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นหมอพื้นบ้าน มีจิตใจเมตตาชอบช่วยเหลือผู้คน บางครั้งรักษาคนโดยไม่คิดเงิน หรือบางครั้งก็ช่วยเหลือหมู่ญาติ

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งเป็นคนฉลาด มีมนุษยสัมพันธ์ดี อารมณ์ดี ไม่ค่อยหงุดหงิด มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ค่อยป่วย มีอายุยืนถึง 101 ปี

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บและมีอายุยืน เพราะกรรมในอดีตชาติชอบทำบุญด้วยยารักษาโรคและชอบปล่อยสัตว์ให้ชีวิตเป็นทานบ่อยๆ

อทินนาทานา เวรมณี (เว้นจากการลักทรัพย์)

อนภิชฌา (การไม่เพ็งเล็งอยากได้ของของคนอื่น)

อทินนาทานา เวรมณี คือ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยจิตคิดขโมย ไม่ว่าของนั้นจะอยู่ในบ้านของเขา อยู่ในป่าหรือที่ไหนๆ ก็ตาม

อนภิชฌา คือ การไม่เพ็งเล็งคิดเอาของผู้อื่นมาเป็นของตนว่า “ ทำอย่างไรหนอ ทรัพย์ของผู้อื่นนั้นจะพึงเป็นของเรา”15) ทั้ง 2 หัวข้อนี้ มีลักษณะที่เหมือนกัน คือ การไม่อยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ว่าจะทางกาย คือ การลักทรัพย์ หรือจะทางความคิด คือ การเพ่งเล็งทรัพย์ จึงได้จัดทั้ง 2 หัวข้อนี้มาอยู่ในกรณีศึกษาที่จะนำเสนอในเรื่องเดียวกัน

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมอทินนาทานา เวรมณี และกรรมอนภิชฌา

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งมีชีวิตที่ราบเรียบ ไม่มีปัญหาหรือลำบากอะไรตั้งแต่เด็ก และเวลาอยากจะได้หรือทำอะไร ก็จะได้อย่างง่ายๆ เช่น อยากได้รถ คุณพ่อก็เอารถมาให้โดยที่ไม่ได้เอ่ยปากขอ หรืออยากจะทำบุญ ก็จะได้ปัจจัยให้ได้ทำบุญเสมอ โดยปกติก็ไม่ได้มีปัจจัยมาก เป็นต้น

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ได้อะไรมาอย่างง่ายดายตามความปรารถนา เพราะกรรมในอดีตชาติมีจิตศรัทธาทำบุญทันที หรือถ้าใครมาบอกบุญก็ทำทันที โดยไม่ได้ลังเลหรือกังวลใจ

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเกิดในตระกูลพ่อค้า เป็นคนมีอัธยาศัยดี ใจดี ทำอะไรมีระเบียบสะอาดเรียบร้อย ซื่อสัตย์ เป็นคนทำมาค้าขายเก่ง จะทำธุรกิจอะไรก็สำเร็จทุกอย่าง โดยที่เขาไม่ต้องเหนื่อยมาก

สาเหตุที่ชายผู้นี้ประสบความสำเร็จในชีวิต มีธุรกิจการค้ามากมาย เพราะกรรมในอดีตชาติทำทานมาก เช่น สงเคราะห์โลก สาธารณประโยชน์ สงเคราะห์ญาติ และทำบุญในพระพุทธศาสนา เป็นต้น และยังทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรชักชวนคนมาทำบุญด้วย

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2548) ชายคนหนึ่งมีผิวพรรณและหน้าตาค่อนข้างดี เกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างพร้อมทั้งเรื่องปัจจัยและการเลี้ยงดู นอกจากนี้ยังเรียนเก่งและได้รับรางวัลในการแข่งขันตอบปัญหาต่างๆ มากมาย

สาเหตุที่ชายผู้นี้มีฐานะดี มีความพร้อมในหลายๆ ด้าน เพราะกรรมในอดีตชาติได้ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนามาค่อนข้างดี จึงทำให้มีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติค่อนข้างดี นอกจากนี้ยังชอบคบบัณฑิต ไม่ชอบคบคนพาล และยังทำบุญสงเคราะห์ญาติอีก

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งมีนิสัยห้าวหาญ ไม่เคยกลัวใคร เมื่อเติบโตขึ้นเริ่มทำธุรกิจ โดยเปิดร้านขายของเล็กๆ กิจการร้านของเธอก็เจริญขึ้น ต่อมาได้เปิดกิจการบริษัทรับงานในด้านอื่นๆ อีก มีรายได้มากมาย จนได้รับโล่เป็นผู้บริหารดีเด่นที่มีอายุน้อยที่สุด จากนั้นก็ไปขายประกัน ยอดขายก็อยู่ในระดับต้นๆ จนทำให้ได้รับเชิญไปเปิดประชุมและเป็นวิทยากรตามที่ต่างๆ

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ เพราะกรรมในอดีตชาติได้ทำบุญในพระพุทธศาสนาเอาไว้อย่างมาก

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2548) ชายคนหนึ่งเป็นคนจิตใจดี มีเมตตา ชอบช่วยเหลือคน เขาได้รับที่ดินผืนหนึ่งจำนวน 50 กว่าไร่จากเพื่อนของเขาที่ยกให้ ต่อมาเขาก็แบ่งให้ลูกๆ ทุกคน ซึ่งที่ดินผืนนี้ได้ขุดพบทองคำแท้ สาเหตุที่ชายผู้นี้ได้ที่ดินจากเพื่อนที่ยกให้ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยให้ที่ดินแก่ญาติเพื่อเอาไว้ประกอบอาชีพ โดยไม่ได้คิดเงิน

กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี (เว้นจากการประพฤติผิดในกาม)

คือ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ไม่ประพฤติล่วงเกินหญิงที่มีคู่ครองแล้ว หญิงที่อยู่ในความดูแลของพ่อแม่ หญิงที่มีญาติพี่น้องดูแล หรือหญิงที่มีบุรุษหมั้นไว้แล้ว และไม่ประพฤตินอกใจคู่ครองของตน16)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมกาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2546) สามีภรรยาคู่หนึ่งใช้ชีวิตกันแบบเพื่อนมากกว่าเป็นสามีภรรยากัน ถึงแม้จะอยู่ห้องเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้มีอะไรกันจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้

สาเหตุที่สามีภรรยาคู่นี้มีความรู้สึกเป็นเพื่อนกันมากกว่าเป็นสามีภรรยากัน เพราะกรรมในอดีตชาติทั้งสองก็ได้เป็นสามีภรรยากันมาหลายชาติ แต่ช่วงบั้นปลายของชีวิตในแต่ละชาติ มักจะถือพรหมจรรย์กันทั้งคู่ โดยฝ่ายชายจะออกบวชเป็นพระ ส่วนฝ่ายหญิงก็จะถือศีล 8 แต่ถ้าได้เกิดมาในยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา ฝ่ายชายจะออกบวชเป็นดาบส ฤาษี ส่วนฝ่ายหญิงก็จะออกบวชเป็นดาบสินี ฤๅษีหญิง ทั้งสองท่านจึงมีอัธยาศัยอย่างนี้ติดมา

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี ทั้งที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเป็นประจำ

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดีและทำได้ง่าย ทั้งๆ ที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเป็นประจำ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นอุบาสิกา ได้ปฏิบัติธรรมจนมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2547) เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคปัญญาอ่อน แต่พูดจาไพเราะและมีผิวพรรณดี ชอบให้พ่อแม่พามาทำบุญที่วัด และชอบสวดมนต์นั่งสมาธิเป็นประจำจนมีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี

สาเหตุที่เด็กผู้หญิงคนนี้เป็นโรคปัญญาอ่อน เพราะกรรมในอดีตชาติชอบดื่มเหล้าเป็นประจำ ส่วนที่มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี เพราะกรรมในอดีตชาติเคยบวชชีเพื่อต้องการเลิกเหล้า จึงได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมและบวชชีจนตลอดชีวิต ส่วนที่เกิดมาในครอบครัวที่ดี มีฐานะ เลี้ยงดูให้ความอบอุ่นอย่างดี เพราะกรรมในอดีตชาติได้เลี้ยงดูบิดามารดาและทำทาน ส่วนที่มีผิวพรรณสวยงาม เพราะกรรมในอดีตชาติได้ตั้งใจรักษาศีลในช่วงเป็นชีจนตลอดชีวิต

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งได้อุทิศตนเข้ามาช่วยงานพระศาสนา โดยเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในวัด ในช่วงแรกของการเข้ามาช่วยงานพระศาสนานั้น ครอบครัวของเธอไม่เห็นด้วย แต่เธอก็มิได้หวั่นไหว ตั้งใจช่วยงานพระศาสนาอย่างเต็มที่ และได้ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับครอบครัวของตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งครอบครัวเข้าใจและมาทำบุญกับวัดเสมอ

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ยอมอุทิศตนเข้ามาช่วยงานพระศาสนาท่ามกลางความไม่เข้าใจของครอบครัว เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นลูกชายเศรษฐีที่หล่อ จึงมีนิสัยเจ้าชู้ ต่อมาได้เจอกัลยาณมิตรแนะนำจึงเกิดศรัทธาอยากบวช แต่ทางบ้านไม่ยอม จึงบอกกับทางบ้านว่าจะบวชชั่วคราว แต่พอบวชไปแล้วก็มีศรัทธาเพิ่มขึ้นจึงบวชไม่สึก มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี ภายหลังทางบ้านเข้าใจจึงอนุโมทนา ดังนั้นในชาตินี้เพราะเศษกรรมเจ้าชู้ จึงทำให้เกิดเป็นผู้หญิง แต่ด้วยบุญที่เคยบวชมาในอดีต จึงมีอัธยาศัยอยากประพฤติพรหมจรรย์

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเคยบวชชีมาแล้ว 2 ครั้ง สาเหตุที่บวชชีในครั้งแรกเพราะ หลังจากที่คุณพ่อของเธอเสียชีวิต ทำให้เธอรู้สึกถึงความพลัดพรากว่าทำให้เกิดทุกข์ จึงเริ่มไปเรียนธรรมะและฝึกกรรมฐานตามวัดและสำนักปฏิบัติธรรมต่างๆ และได้ตั้งใจบวชชี จึงทำให้เข้าใจหลักธรรมมากยิ่งขึ้น

ต่อมาเธอป่วยเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ จึงจำเป็นต้องสึกเพื่อกลับไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน 2 ปี ก็หายเป็นปกติ และได้กลับมาบวชชีอีกเป็นครั้งที่ 2 โดยร่วมกันกับพี่สาวที่บวชชีจัดตั้งสถานปฏิบัติธรรมและได้จัดบวชเนกขัมมะมาตลอด มีผู้มาบวชอบรมและปฏิบัติธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละครั้งก็ได้นิมนต์พระมาให้การอบรมทุกครั้ง

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ไทรอยด์เป็นพิษ เพราะกรรมในอดีตชาติเวลาโกรธใครแล้วไม่ยอมให้อภัย รวมกับกรรมในอดีตชาติที่ใช้แรงงานสัตว์จนสัตว์นั้นทั้งเหนื่อยและหิวมาก แต่ด้วยกรรมในอดีตชาติที่ทำทาน รักษาศีล ประพฤติพรหมจรรย์ จึงทำให้โรคไทรอยด์เป็นพิษหายไป และสาเหตุที่หญิงผู้นี้อยากออกบวช เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นผู้ชายได้บวชเป็นพระ รวมกับกรรมในอดีตชาติที่เกิดเป็นผู้หญิงแล้วประสบทุกข์ในการครองเรือน จึงได้อธิษฐานจิตขอประพฤติพรหมจรรย์ในชาติต่อไป

มุสาวาทา เวรมณี(เว้นจากการพูดเท็จ)

ปิสุณาย วาจาย เวรมณี (เว้นจากการพูดส่อเสียด)

ผรุสาย วาจาย เวรมณี (เว้นจากการพูดคำหยาบ)

สัมผัปปลาปา เวรมณี (เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ)

มุสาวาทา เวรมณี คือ การเว้นขาดจากการพูดเท็จ ไม่ว่าจะเป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้ตัว หรือเพราะเหตุแห่งผู้อื่น คือ การเป็นพยาน เป็นต้น หรือเพราะการให้อามิสสินจ้างแม้เพียงเล็กน้อย ก็ไม่ควรกล่าวเท็จทั้งสิ้น

ปิสุณาย วาจาย เวรมณี คือ การเว้นขาดจากการพูดส่อเสียด โดยฟังความฝ่ายนี้ ไม่ไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายคนฝ่ายนี้ หรือฟังฝ่ายโน้นแล้ว ไม่มาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายคนฝ่ายโน้น เป็นผู้สมานคนที่แตกสามัคคีและสนับสนุนคนที่สามัคคีกันอยู่ ชื่นชมยินดีคนที่สามัคคีกัน พูดแต่วาจาที่สร้างความสามัคคี

ผรุสาย วาจาย เวรมณี คือ การเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เป็นผู้พูดแต่วาจาอันไม่มีโทษ เป็นที่รักและชอบใจของคนทั่วไป

สัมผัปปลาปา เวรมณี คือ การเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ เป็นผู้พูดถูกกาลเวลา พูดแต่คำจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงวินัย พูดถ้อยคำมีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่สุด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยสมควรแก่เวลา17)

ทั้ง 4 หัวข้อนี้มีลักษณะที่เหมือนกัน คือ เป็นกรรมที่เกิดจากวจีกรรมด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ได้มีกรรมในทางกายกรรมและทางมโนกรรมมาเกี่ยวข้องเลย จึงได้จัดทั้ง 4 หัวข้อนี้มาอยู่ในกรณีศึกษาที่จะนำเสนอในเรื่องเดียวกัน

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมมุสาวาทา เวรมณี, กรรมปิสุณาย วาจาย เวรมณี

กรรมผรุสาย วาจาย เวรมณี และกรรมสัมผัปปลาปา เวรมณี

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเป็นคนชอบการใช้เสียง ได้ดำเนินรอยตามพ่อแม่ที่ชอบเล่นดนตรีและร้องเพลง โดยหญิงผู้นี้ได้เข้าร่วมประกวดร้องเพลงตั้งแต่อยู่ชั้น ป.1 ถึงชั้นมัธยม เรื่อยมาจนถึงมหาวิทยาลัย เมื่อมีการประกวดร้องเพลงครั้งใด ก็ต้องมีเธอร่วมด้วยเกือบทุกครั้ง และได้รางวัลที่ 1 จนมีคนมาทาบทามให้ไปออกเทปเป็นนักร้องอาชีพ แต่เธอก็ไม่ได้ไป

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีเสียงไพเราะ ชอบร้องเพลง อ่านกลอนทำนองเสนาะ และเป็นพิธีกร เพราะกรรมในอดีตชาติชอบสวดมนต์ ชอบพูดธรรมะ และมีปิยวาจา ประกอบกับมีนิสัยติดมาจากอดีตชาติที่ชอบร้องรำทำเพลงเป็นอาชีพ

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งในวัยเด็กมีความปรารถนาอยากจะเป็นนักบิน แล้วก็สอบติดโรงเรียนนักบิน แต่คุณพ่อไม่ยอมให้ไปเรียน เมื่อโตขึ้นมาก็อยากเป็นบาทหลวง เพราะประทับใจบาทหลวงท่านหนึ่งที่อธิบายพระคัมภีร์ในโบสถ์ด้วยความอดทน และคิดว่าเป็นบาทหลวงแล้วจะได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่คุณพ่อก็ไม่ยอมอีก จนในที่สุดเขาได้มาเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถในการร้องเพลงและยังมีสุ้มเลียงที่ไพเราะก้องกังวาน

สาเหตุที่ชายผู้นี้มีความสามารถในการร้องเพลงและมีเสียงที่ไพเราะ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยบวชในร่มเงาพระพุทธศาสนา ชอบสวดมนต์ และก็ชอบเทศนาสั่งสอนสาธุชน

อพยาบาท (ไม่พยาบาทปองร้าย)

อพยาบาท คือ การไม่พยาบาทปองร้าย มีใจไม่คิดประทุษร้ายผู้อื่นว่า

“ ขอสัตว์เหล่านี้ จงอย่จองเวรกัน อย่าเบียดเบียนกัน อย่ามีความทุกข์ จงมีแต่ความสุข อยู่รอดปลอดภัยเถิด”18)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมอพยาบาท

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2545) เด็กสาวคนหนึ่งพูดไม่ได้ เพราะเป็นโรคสมองอักเสบ

สาเหตุที่เด็กสาวผู้นี้พูดไม่ได้และเป็นโรคสมองอักเสบ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง มักจะแสดงความไม่พอใจกับแม่ แต่รักพ่อเพราะว่าพ่อไม่ดุด่า แต่เนื่องจากพ่อให้มาขอขมาแม่ จึงได้ขอขมาและแม่ก็ให้อภัย ดังนั้นในปัจจุบันชาตินี้มีโอกาสหาย แต่ต้องสั่งสมบุญทุกบุญให้มากๆ อย่างต่อเนื่อง

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2548) ชายคนหนึ่งมีชีวิตที่เฉียดตายมาหลายครั้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด เช่น ในวัยเด็ก ศีรษะปักลงไปในโคลน ขาชี้ฟ้า และยังเคยเป็นฝีมีขนาดตั้งแต่เล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ถึงขนาดใหญ่เท่าหัวแม่มือ พุพองเน่าเปื่อยมีน้ำเหลืองไหลทั่วทั้งตัว แต่ภายหลังก็หาย และเมื่อโตขึ้นก็ได้ออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาตลอดมา

สาเหตุที่ชายผู้นี้มีชีวิตเฉียดตายและมีฝีพุพอง เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นทหารได้ทรมานข้าศึกเอาไว้มาก ส่วนสาเหตุที่มาเกิดเป็นผู้ชายและได้ออกบวช เพราะกรรมในอดีตชาติเป็นคนชอบกล่าวมธุรสวาจา ทำให้มีสาวๆ มาชอบมาก ต่อมาเมื่อคิดจะออกบวชจึงได้ทำการขอขมาสาวๆ ทั้งหลาย จึงทำให้ในปัจจุบันชาตินี้รอดพ้นจากกรรมเจ้าชู้

สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบตรงตามความเป็นจริง)

สัมมาทิฏฐิ คือ การมีความเห็นตรงตามความเป็นจริง มีความเห็นที่ไม่ผิดจากนี้ว่า

“ ทานที่ให้แล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผล การบูชามีผล ผลวิบากของกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง โลกนี้มีจริง โลกหน้ามีจริง มารดาบิดามีบุญคุณต่อบุตรธิดาจริง สัตว์โอปปาติกะมีจริง สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ รู้แจ้งประจักษ์ทั้งโลกนี้และโลกหน้าแล้ว สั่งสอนให้ผู้อื่นรู้ตามมีจริง”19)

กรณีศึกษาในเรื่องของกรรมสัมมาทิฏฐิ

กรณีศึกษาที่ 1 (วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งมีสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเหนื่อยกับการเลี้ยงลูกเพียงลำพังมาตลอดชีวิต ต้องตรากตรำทำงานหนัก และต้องคอยเก็บเงินไว้เพื่อการใช้จ่ายในอนาคต แต่ก็ทำบุญทุกบุญไม่เคยขาดและไม่เคยเสียดายหรือนึกกังวลในทุกครั้งที่ทำบุญ ภายหลังหมอตรวจพบว่า ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดในสมองข้างขวาตีบ ซึ่งทรมานและเจ็บปวดมาก แต่ใจของเธอก็อยู่ในบุญ ได้ทำบุญอย่างตลอดต่อเนื่องจนเสียชีวิต

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีชีวิตลำบาก สุขภาพไม่แข็งแรงและเป็นหลายๆ โรค เพราะกรรมในอดีตชาติใช้แรงงานทาสอย่างหนักโดยไม่ได้ดูแล แต่ด้วยกรรมในปัจจุบันชาติที่ได้ทำบุญอย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอรอดตายมาได้หลายครั้ง ส่วนที่มีคนมาช่วยเหลือเกื้อกูลเธอด้วยน้ำใจไมตรีอันดี เพราะกรรมในอดีตชาติได้เลี้ยงดูและเอาใจใส่ดูแลพ่อแม่ในยามเจ็บป่วย ประกอบกับบุญที่ลูกๆ ของเธอได้ทำให้อย่างเต็มกำลัง

กรณีศึกษาที่ 2 (วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545) ชายคนหนึ่งมีชีวิตลำบากตั้งแต่วัยเด็ก แต่ว่ามีสติปัญญามากและมีความเฉลียวฉลาด เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้ทำธุรกิจและประสบความสำเร็จในธุรกิจ มีบริษัทในเครือหลาย 10 บริษัท และได้รับการยกย่องชื่นชมอย่างมาก

สาเหตุที่ชายผู้นี้ลำบากในวัยเด็ก เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดในตระกูลสูง มีฐานะดี ทำให้มีทิฏฐิมาก เมื่อเพื่อนที่มีฐานะต่ำกว่ามาชวนทำบุญ จึงปฏิเสธและห้ามไม่ให้เพื่อนมาสอนเรื่องของการทำบุญ ส่วนสาเหตุที่ชายผู้นี้รวย ประสบความสำเร็จในธุรกิจ มีความเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณไหวพริบและได้รับการยกย่องในภายหลัง เพราะกรรมในอดีตชาตินั้น ได้ตามเพื่อนมาทำบุญในภายหลัง แล้วก็ปลื้มปีติใจมาก ประกอบกับปัจจุบันนี้ได้ช่วยสาธารณประโยชน์มากมาย เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

กรณีศึกษาที่ 3 (วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2547) ชายคนหนึ่งเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งได้ขายเหล้าและบุหรี่ด้วย ต่อมาหยุดกิจการร้านอาหารและได้ทำธุรกิจแอมเวย์โดยใช้เวลาสั้นๆ ก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง และได้หยุดทำธุรกิจนี้เป็นเวลา 11 ปีมาแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ยังได้รับเงินอยู่ทุกๆ เดือน

สาเหตุที่ชายผู้นี้ต้องทำงานหนักมาโดยตลอดแต่ไม่มีเงินเหลือเลย เพราะกรรมในอดีตชาติทำทานมาไม่มาก และกรรมในอดีตชาติมีนิสัยยืมเงินคนอื่นแล้วไม่ยอมคืน ส่วนสาเหตุที่ยังมีรายได้ทุกเดือนโดยไม่ต้องทำงานจนตลอดชีวิต เพราะกรรมในอดีตชาติได้เลี้ยงดูพ่อแม่จนตลอดชีวิต

กรณีศึกษาที่ 4 (วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2547) หญิงคนหนึ่งต้องไปอยู่กับญาติตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบ ต่อมามีสามีภรรยาคู่หนึ่งรับไปเลี้ยง ให้ความรัก ความอบอุ่นเสมือนลูกแท้ๆ เมื่อโตขึ้นก็ได้แต่งงานกับสามีทั้งที่ไม่ได้รักกัน แต่สามีก็ไม่เคยขัดขวางในเรื่องการทำบุญของเธอเลย

สาเหตุที่หญิงผู้นี้มีญาติและมีสามีภรรยาคู่หนึ่งมารับไปเลี้ยงเป็นลูก เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเลี้ยงดูพ่อแม่และช่วยเหลือหมู่ญาติ ส่วนที่สามีไม่เคยขัดขวางเรื่องการทำบุญ เพราะกรรมในอดีตชาติสามีของหญิงผู้นี้ได้เกิดเป็นญาติที่เคยเกื้อกูลกันไว้

กรณีศึกษาที่ 5 (วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2548) หญิงคนหนึ่งเกิดในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาประเทศหนึ่งในโลก ชีวิตของเธอนั้นได้เป็นผู้นำมาตั้งแต่สมัยที่เรียนหนังสือ และเคยได้รับรางวัลนักเรียนดีเด่นอย่างมากมาย เมื่อจบการศึกษาระดับมัธยมแล้วเธอได้อาสาเข้าช่วยงานเป็นครูสอนในโรงเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เพราะมีใจรักและชอบในการเป็นครูสอนพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ที่บ้านของเธอยังได้จัดกิจกรรมปฏิบัติธรรมให้กับเด็ก

สาเหตุที่หญิงผู้นี้ชอบสอนธรรมะ เพราะกรรมในอดีตชาติเคยเกิดเป็นผู้ชายและได้บวชเป็นพระภิกษุสอนธรรมะและศีลธรรมให้แก่ประชาชน ส่วนที่มาเกิดในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เพราะกรรมในอดีตหลายๆ ชาติได้ทำบุญในพระพุทธศาสนามาโดยตลอด

จากกรณีศึกษาที่นำเสนอในบทเรียนนี้ เป็นเพียงบางส่วนของกรณีศึกษาที่นำเสนอในโรงเรียน-อนุบาลฝันในฝันวิทยา ซึ่งกรณีศึกษานี้เป็นเพียงบางส่วนบางตอนของชีวิตที่เกิดขึ้นจริงของบุคคลบนโลกใบนี้ ที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยที่ตัวของบุคคลที่ประสบสุขหรือทุกข์เช่นนั้นก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพียงแต่คิดถึงแค่เหตุปัจจุบันเท่านั้นที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เช่น บางคนยากจน ลำบากมาก แต่เมื่อทำธุรกิจก็สามารถที่จะตั้งตัวได้จนมีฐานะร่ำรวย ก็คิดเพียงว่า “ คนจะรวยต้องขยันและฉลาด” ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าแท้จริงนั้นที่เขาต้องประสบเหตุการณ์ชีวิตในรูปแบบนั้นมีสาเหตุต้นตอมาจากอะไร แต่เมื่อได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาแล้ว จะเห็นว่ากุศลกรรมและอกุศลกรรมที่แต่ละคนทำไว้นั้นแตกต่างกัน จึงได้ส่งผลที่ แตกต่างกันออกไปเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้มนุษย์แต่ละคนที่เกิดมาจึงแตกต่างกันในทุกๆ ด้าน แสดงให้เห็นว่า “ กฎแห่งกรรมมีจริง ผลแห่งกรรมมีอยู่จริง การให้ผลของกรรมมีอยู่จริง” ทุกคนล้วนต้องได้รับผลแห่งการกระทำของตนเองทั้งสิ้น แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระอรหันตสาวกทั้งหลายยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ยังต้องอยู่ในกฎแห่งกรรมทั้งสิ้น

ไม่ว่าบุคคลใดจะไม่เชื่อหรือจะเชื่อก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ แม้ว่าบางคนจะมีความเห็นผิด ไปกระทำอกุศลกรรมเข้า ก็ต้องได้รับผลกรรมแสนสาหัสที่ตนเองกระทำไว้ทั้งสิ้น เมื่อละโลกแล้ว ก็ไปสู่ทุคติภูมิ หรือถ้ามีกุศลกรรมมาตัดรอนก่อนตาย อกุศลกรรมหรือความผิดที่บุคคลนั้นได้กระทำไว้ก็จะมาส่งผลให้ประสบทุกข์เมื่อกลับมาเกิดใหม่ในภพชาติต่อไปอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นก่อนจะทำอะไรลงไปหรือก่อนที่จะเชื่อใคร ให้ใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองใคร่ครวญด้วยเหตุและผล และควรที่จะตั้งเป้าหมายชีวิตให้ถูกต้องเพื่อการดำเนินชีวิตจะได้ไม่ผิดพลาดกระทำอกุศลกรรมอีก

แต่โดยทั่วไปในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมมีเป้าหมายชีวิตมุ่งอยู่ที่ระดับบนดิน คือ ความมั่นคง ความร่ำรวยในหน้าที่การงานตลอดจนการดำเนินชีวิต เพราะคิดว่า เงินคือพระเจ้าที่สามารถบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ตามปรารถนา ยิ่งได้เห็นคนร่ำรวย ต่างใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย หรูหรา สะดวกสบาย ได้รับการยกย่องเชิดชู ก็ยิ่งอยากเลียนแบบกันมากขึ้น

การตั้งเป้าหมายชีวิตเช่นนี้ เป็นการตั้งเป้าหมายชีวิตที่แคบ สั้น และเสี่ยงอันตราย เป็นความคิดที่อยู่บนพื้นฐานของความประมาท ไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังความตาย เพราะในเวลาใกล้ตายจะมีภาพเหตุการณ์แสดงสิ่งที่ตนเองได้ทำเอาไว้ตลอดชีวิต มาปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในมรณาสันนวิถีจิตที่ใกล้จะตาย ภาพเหตุการณ์เหล่านี้จะเป็นเครื่องบอกล่วงหน้าให้รู้ว่า จักได้ไปสู่สุคติหรือทุคติ ภาพเหตุการณ์นี้เรียกว่า คตินิมิตตารมณ์ อันบ่งบอกถึงคติที่จะไปหลังจากตายไป ดังเช่นที่พระนาคเสนตอบปัญหาของพระเจ้ามิลินท์ว่า

“ เปรียบบุญกุศลเหมือนเรือ บาปกรรมเหมือนศิลา คนที่กระทำบาปอยู่เสมอจนตลอดชีวิต ถ้าเวลาจะตายมิได้ปล่อยจิตใจให้ตามระทมถึงบาปที่ตัวทำมา แต่หลังจากนั้น สามารถประคองใจไว้ในแนวแห่งกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นอาจทำใจให้แน่วอยู่เฉพาะแต่ในพระคุณของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ถ้าตายลงในขณะแห่งจิตดวงนั้น ก็เป็นอันหวังได้ว่าไปสุคติ ประหนึ่งศิลาซึ่งมีเรือทานน้ำหนักไว้ มิให้จมลงฉะนั้น ส่วนผู้ที่กระทำบาปที่สุดแต่ครั้งเดียว ถ้าเวลาใกล้จะดับจิต เพียงแต่จิตหวนไปพัวพันถึงกิริยาอาการที่ตัวกระทำบาปที่สุดแต่ครั้งเดียว ถ้าเวลาใกล้จะดับจิต เพียงแต่จิตหวนไปพัวพันถึงกิริยาอาการที่ตัวกระทำบาปกรรมไว้เท่านั้น จิตดวงนั้นก็หนักพอที่จะถ่วงตัวให้ไปเกิดในนรก ซึ่งเหมือนศิลาที่เราโยนลงไปในน้ำ แม้จะก้อนเล็กก็คงจมเช่นเดียวกัน”20)

ดังนั้น เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นอัตภาพที่สามารถสร้างบุญกุศลได้อย่างเต็มที่21) จึงควรที่จะเร่งสร้างบุญสร้างบารมีก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป บุคคลใดก็ตามที่เคยทำอกุศลกรรมมาแล้วในอดีตก็ขอให้ลืมไปให้หมด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ส่วนเรื่องอนาคตยังมาไม่ถึงก็อย่าไปวิตกกังวล พึงทุ่มชีวิตทำวันนี้ให้ดีที่สุดด้วยการละบาปอกุศลกรรม สร้างแต่กุศลกรรม และทำใจให้ผ่องใสอยู่เนืองนิตย์ อย่าได้ลังเลสงสัยอยู่ด้วยความประมาทก่อนที่จะตายจากโลกนี้ไป เพราะถ้าตายไปแล้วก็จะไม่มีโอกาสที่จะย้อนกลับมาสร้างกุศลกรรมได้อีก และเมื่อตายไปแล้วย่อมไม่มีใครสามารถที่จะมาช่วยเหลือเราได้เลย นอกจากกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้เท่านั้นที่จะนำพาให้ไปสู่สุคติภูมิหรือทุคติภูมิ ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

“ ปาณิมฺหิ เจ วโณ นาสฺส หเรยฺย ปาณินา วิสํ นาพฺพณํ วิสมเนฺวติ นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต

ถ้าแผลไม่พึงมีในฝ่ามือไซร้ บุคคลพึงนำยาพิษไปด้วย ฝ่ามือได้ เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าไปสู่ฝ่ามือที่ไม่มีแผล ฉันใด บาปย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ทำอยู่ ฉันนั้น.”22)

พระพุทธพจน์บทนี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่า อกุศลกรรมและกุศลกรรมเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลที่กระทำไว้เท่านั้น ไม่มีใครมารับแทนได้ ฉะนั้นเมื่อต้องการความสุขความสำเร็จและมีใจปรารถนาจักได้ไปสู่สุคติภูมิ ก็ควรที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการละอกุศลกรรมทุกชนิดแม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าได้คิดทำ และทำแต่กุศลกรรมทุกชนิดแม้เพียงนิดก็ต้องทำไป รวมทั้งให้หมั่นทำสมาธิเจริญภาวนาเพื่อยังจิตของตนให้ผ่องใส ดำรงมั่นอยู่ในศีลธรรมอย่างไม่หวั่นไหวก่อนที่ความตายจะมาถึงตัว แล้วเมื่อถึงวันที่ต้องตาย ความปรารถนาที่จะไปสู่สุคติก็จะสมหวัง และกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ก็จะติดตัวไปให้พบเจอแต่ความสุขความสำเร็จตลอดกาลนาน

1) สาเลยยกสูตร, มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ มจร, เล่ม 12 ข้อ 475 หน้า 478.
2) , 13) นิทานสูตร, อังคุตตรนิกาย ฉักกนิกาย, มก. เล่ม 36 ข้อ 310 หน้า 634.
3) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 94.
4) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 98.
5) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 99.
6) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 105.
7) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 107.
8) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 109.
9) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 112.
10) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 114.
11) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 115.
12) กถาว่าด้วยวินัย มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม 2. (กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย,2532), หน้า 116.
14) , 15) จุนทสูตร, อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 หน้า 432.
16) , 19) จุนทสูตร, อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 หน้า 433.
17) , 18) จุนทสูตร, อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 หน้า 432-433.
20) ปุ้ย แสงฉาย, อัสสสตปัญหาที่ 2 มิลินทปัญหา, (กรุงเทพฯ : ลูก ส. ธรรมภักดี, 2528), หน้า 127.
21) รายละเอียดเรื่องมนุสสภูมิได้อธิบายไว้แล้วในเนื้อหาวิชาจักรวาลวิทยาและวิชาปรโลกวิทยา
22) เรื่องนายพรานกุกกุฏมิตร, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 36.
gl203/7.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki