บทที่ 6 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในพระพุทธศาสนา

เนื้อหา บทที่ 6 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในพระพุทธศาสนา

  • 6.1 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในศาสนาอื่น
  • 6.1.1 ความจำเป็นที่ต้องมีศาสนา
  • 6.1.2 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในศาสนาคริสต์
  • 6.1.3 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
  • 6.2 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในศาสนาพุทธ
  • 6.2.1 ความหมายของคำว่าล้างบาปในพระพุทธศาสนา
  • 6.2.2 การกำเนิดบาปในพระพุทธศาสนา
  • 6.2.3 บาปเกิดได้ 3 ทาง
  • 6.2.4 พระพุทธศาสนาปฏิเสธการล้างบาปอย่างศาสนาอื่น
  • 6.2.5 การทำบุญละลายบาป
  • 6.2.6 วิธีการล้างบาปด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา

แนวคิด

1. การเปรียบเทียบคำสอนในเรื่องการล้างบาประหว่างพระพุทธศาสนากับศาสนาอื่นที่มีความเชื่อเรื่องการล้างบาป เช่น ศาสนาคริสต์ มีความเชื่อว่าบาปนั้นติดตัวมาแต่กำเนิด เพราะอาดัมกับอีวาซึ่งเป็นมนุษย์ต้นกำเนิดนั้นทำผิดคำสั่งพระเจ้า จึงมีผลบาปตกมาถึงลูกหลาน หรือ ศาสนาพราหมณ์ที่เชื่อว่าการล้างบาปนั้นสามารถกระทำได้โดยการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ การเปรียบเทียบนี้ทำให้นักศึกษาได้เห็นมุมมองในเรื่องการล้างบาปได้หลายมิติ ทำให้เห็นแนวทางการปฏิบัติ และวิธีการของแต่ละศาสนาที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม ความเชื่อ ที่กอปรให้มีทัศนคติและวิธีการที่แตกต่างกันออกไป

2. ในพระพุทธศาสนา มิได้สอนเรื่องการล้างบาปโดยตรง แต่สอนให้บุคคลทั้งหลายประพฤติตนให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา และใจ มุ่งกำจัดกิเลสอาสวะให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ เป็นบุคคลผู้บริสุทธิ์ จัดอยู่ในขั้นที่เรียกว่า พระอรหันต์ เพราะการกำจัดกิเลสอันเป็นเหตุก่อบาปให้หมดสิ้นไป เป็นนัยของการล้างบาปในพระพุทธศาสนาก็ได้ แต่มิได้หมายถึงบาปที่เกิดจากการกระทำชั่วที่มีวิบากเป็นผลแล้วดังที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าไม่สามารถล้างได้

3. การล้างบาปในพระพุทธศาสนา คือ การกำจัดกิเลสอาสวะอันเป็นเหตุให้ก่อบาปทั้งทางกาย วาจาและใจให้หมดสิ้นไปด้วยการปฏิบัติตามหลักของพระพุทธศาสนา คือ อริยมรรคมีองค์ 8 อันประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกับปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นต้น ซึ่งสามารถสรุปเป็นหลักปฏิบัติเพื่อการกำจัดกิเลสอาสวะโดยย่อได้ 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และสรุปเป็นวิธีการปฏิบัติได้ คือ 1. รักษาศีลยิ่งชีวิต 2. ฝึกจิตเจริญภาวนา 3. พัฒนาปัญญาให้รู้แจ้ง เมื่อปฏิบัติครบทั้ง 3 ประการนี้จนบุญบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว จะเกิดวิชชา 3 ในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะความรู้ที่เรียกกว่า อาสวักขยญาณ คือ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะ หรือ ความรู้ที่ทำให้อาสวะสิ้น ถือว่าเป็นการล้างบาปจนหมดสิ้นได้เช่นกัน

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจ และสามารถเปรียบเทียบหลักคำสอนเรื่องการล้างบาปของแต่ละศาสนาได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจ และสามารถอธิบายความหมายของคำว่า ล้างบาป ในพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง

3. เพื่อให้นักศึกษาซึ่งอยู่ในฐานะพุทธศาสนิกชน มีความเข้าใจชัดเจนและสามารถอธิบายหลักคำสอน และวิธีการล้างบาปในพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง ศาสนาในโลกมีอยู่มากมายหลายศาสนา หากนับรวมศาสนาเล็กศาสนาน้อยด้วย แต่หากนับเฉพาะศาสนาหลักที่มีความสำคัญต่อการยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ และมีจำนวนศาสนิกผู้นับถือจำนวนมากทั่วโลก มีอยู่ 3 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม ซึ่งแต่ละศาสนานั้นก็มีความเชื่อและหลักปฏิบัติของตนที่แตกต่างกันไป

แนวคิดในการนำเสนอทรรศนะเรื่องการล้างบาปในพระพุทธศาสนานี้ เนื่องมาจากหลายศาสนาในโลกมีคำสอนที่เชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างทุกสิ่ง และมีศาสดาเป็นผู้ไถ่บาป หรือการที่ศาสนิกของตนกระทำผิดแล้วสามารถกระทำตนให้บริสุทธิ์ด้วยการสารภาพบาปหรือล้างบาปในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ได้ ทำให้เกิดข้อสงสัยและเป็นประเด็นที่มักจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันบ่อยครั้งว่า “ บาปที่บุคคลทำแล้ว ล้างได้จริงหรือ”

ดังนั้น ในฐานะที่นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ที่ทราบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ดังที่นักศึกษาได้ศึกษาผ่านมาแล้ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาแนวคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในทรรศนะเรื่องการล้างบาป และวิธีการทำตนให้บริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนา โดยเปรียบเทียบจากแนวความคิดหรือคำสอนเรื่องการล้างบาปในศาสนาอื่นที่มีการกล่าวถึง เพื่อเสริมความรู้ให้นักศึกษามีมุมมองในเรื่องนี้ได้กว้างขึ้น อีกทั้งยังจะสามารถปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ก่อให้เกิดความสำรวมระวังในการกระทำบาปยิ่งขึ้น และเพื่อการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขในโลกนี้และโลกหน้า

6.1 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในศาสนาอื่น

ในหัวข้อที่ 6.1 นี้ นักศึกษาจะได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเรื่องความจำเป็นในการมีศาสนาโดยรวม เรื่องการล้างบาปในศาสนาอื่นๆ ที่มีการกล่าวถึงเรื่องการล้างบาป ซึ่งในที่นี้ ขอยกตัวอย่างเพียง 2 ศาสนาที่มีการกล่าวถึงอย่างเด่นชัด คือ ศาสนาคริสต์และศาสนาพราหมณ์ ส่วนเรื่องการเปรียบเทียบคำสอนระหว่างศาสนานั้น มิได้มุ่งเน้นที่จะยกคำสอนของศาสนาใดศาสนาหนึ่งขึ้นมาเพื่อข่มคำสอนของศาสนาอื่น แต่เป็นการสะท้อนมุมมองของคำสอนที่แตกต่างกัน เพื่อให้นักศึกษาได้พิจารณาเปรียบเทียบด้วยตนเอง และมีมุมมองในศาสนาอื่นๆ ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

6.1.1 ความจำเป็นที่ต้องมีศาสนา

นักศึกษาควรทำความเข้าใจพื้นฐานของศาสนาโดยรวมก่อนว่า สังคมมนุษย์มีความจำเป็นอย่างไรจึงต้องมีศาสนา เพื่อเชื่อมโยงเนื้อหาในหัวข้อนี้กับหลักคำสอนที่ว่าด้วยเรื่องการล้างบาปในศาสนาอื่นได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

มนุษยโลกนิยมอยู่กันเป็นสังคม นับตั้งแต่สังคมเล็กๆ เช่นสังคมในครอบครัวเป็นต้น คนในสังคมมีความเกี่ยวข้องกันโดยเป็นบิดา มารดา บุตร ธิดา ภรรยา สามี เป็นอาจารย์และศิษย์ เป็นเพื่อนเป็นมิตรกัน เป็นต้น และหน้าที่หลักของคนในสังคม คือ ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินประกอบการงานไปตามความถนัดของตนเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดในโลกใบนี้

คนในสังคมมีความแตกต่างกันทั้งรูปร่างหน้าตา สติปัญญา ฐานะทางสังคม และอุปนิสัยก็ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นไปตามกฎแห่งกรรมอย่างที่นักศึกษาได้ทำความเข้าใจมาแล้วในบทเรียนที่ผ่านมา ความแตกต่างนี้ทำให้พฤติกรรมของมนุษย์ในสังคมมีความหลากหลายและเป็นเหตุนำมาซึ่ง การกระทบกระทั่ง เกิดความขัดแย้งกันทั้งทางความคิดและการกระทำ อันนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง หรือวิวาทบาดหมางกันในที่สุด เมื่อเกิดกรณีความขัดแย้งดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการทำกติกาสังคมขึ้น เพื่อกำหนดขอบเขต และควบคุมความประพฤติของคนในสังคม ทั้งนี้เพื่อให้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ซึ่งกติกาสังคมที่ถูกกำหนดขึ้น อาจจะเป็นกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ตลอดจนจารีตประเพณีต่างๆ ที่เหมาะสมกับสภาพสังคมในยุคนั้นๆ

แม้จะมีการกำหนดกติกาสังคมขึ้นมาอย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ยังคงไม่เคารพกติกาที่กำหนดไว้ อาจจะล่วงละเมิดหรือล้มเลิกกติกานั้นเสียเองก็ได้ เพราะกติกานั้น กำหนดขอบเขตไว้เพียงควบคุมความประพฤติทางกาย ทางวาจาเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนในการควบคุมความประพฤติทางใจโดยตรง ซึ่งใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ เพราะการกระทำดีหรือชั่วนั้น ขึ้นอยู่ที่จิตใจ

ดังที่ได้พรรณนามาข้างต้น สรุปได้ว่า มนุษย์จำเป็นจะต้องมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นเครื่องกำหนดขอบเขตความประพฤติ ครอบคลุมทั้งกาย วาจา และใจ ศาสนาจึงมีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการดำรงอยู่ของสังคมที่สงบสุข ดังนั้นศาสนา ทุกศาสนาล้วนมีความเหมือนกันในเรื่องการยึดเหนี่ยวจิตใจ ส่วนแนวทางในการปฏิบัตินั้นอาจจะมีความแตกต่างกันตามความเชื่อของแต่ละศาสนา และศาสนาใดจะมีกรอบความคิดที่ถูกต้องนั้น นักศึกษาจะต้องใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผลวิเคราะห์ด้วยตนเอง

แนวคิดในการนำเสนอเรื่องการล้างบาปในศาสนาต่างๆ ในโลก มาจากการที่หลายศาสนาในโลก มีความเชื่อเรื่องการล้างบาป หรือการทำตนให้บริสุทธิ์หลังจากที่ทำบาป ซึ่งแต่ละศาสนาก็มีมุมมอง มีแนวคิดที่แตกต่างกัน ในส่วนของพระพุทธศาสนา ก็มีมุมมองที่แตกต่างออกไปอีก ในเบื้องต้นนี้จะนำเสนอมุมมองเรื่องการล้างบาปในศาสนาอื่นๆ ที่มีปรากฏเรื่องการล้างบาปที่เห็นได้ชัดเจน คือ ศาสนาคริสต์และศาสนาพราหมณ์

6.1.2 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในศาสนาคริสต์

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่อยู่ในระดับต้นที่มีผู้นับถือมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก เป็นศาสนาประเภทเทวนิยม (Monotheism) มีความเชื่อเรื่องการนับถือพระเจ้าองค์เดียว คือ ยะโฮวาห์ (Jehovah) เป็นผู้ทรงสร้างโลก สร้างมนุษย์ และสรรพสิ่งในสากลจักรวาล เป็นผู้ประทานข้อบัญญัติแก่มนุษย์ โดยผ่านทางศาสดาพยากรณ์ (Prophets) และศาสนทูตต่างๆ ในแต่ละยุค แต่ละสมัย เรื่อยมาตั้งแต่โมเสสจนถึงพระเยซู

เรื่องการล้างบาปในศาสนาคริสต์นั้น สืบเนื่องมาจากคำสอนของศาสนาที่สอนให้คนมีความเชื่อและศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างแรงกล้า และมีความเชื่อเรื่องการไถ่บาป และล้างบาป เพราะเหตุที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ และมีพระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้าที่ลงมารับโทษทัณฑ์เพื่อไถ่บาปแทนมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์เกิดมาพร้อมกับบาปที่ติดมาจากอาดัมกับอีวา จึงจำเป็นต้องมีการล้างบาปเกิดขึ้น

ศาสนาคริสต์มีพิธีกรรมที่สำคัญ ที่เรียกว่า พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์ 5 ประการ แต่ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะศีลที่เกี่ยวข้องและมีเนื้อหาในเรื่องการล้างบาปเท่านั้น

พิธีรับศีลล้างบาป หรือศีลจุ่ม (Baptism) คือ พิธีกรรมที่ทำเมื่อตอนเป็นทารก หรือเมื่อเข้าเป็นคริสตศาสนิกชน พิธีนี้กระทำตามแบบของพระเยซูเมื่อครั้งก่อนที่จะออกเทศนา เพราะเชื่อว่ามนุษย์เกิดมามีบาปติดตัวมาทุกคน ติดบาปมาจากมนุษย์คู่แรกของโลก จึงต้องทำพิธีชำระล้างบาปที่ติดมาแต่กำเนิด กระทำเพียงครั้งเดียวเมื่อเข้าเป็นคริสตศาสนิกชน ในนิกายคาทอลิกปัจจุบัน ไม่จุ่มตัวในน้ำ แต่ใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ เทบนศีรษะเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการล้างบาป ศีลนี้สำคัญที่สุด ผู้ใดไม่ได้รับศีลล้างบาป จะไม่ได้ชีวิต นิรันดร นอกจากนี้ในศาสนาคริสต์ยังมีความเชื่อว่า คริสตศาสนิกชนที่ทำผิดพระบัญญัติหรือผิด พระประสงค์ของพระเจ้าถือว่าเป็นบาป จะต้องประกอบพิธีศีลแก้บาป เพื่อจะได้รับการอภัยบาปจากพระเจ้าและเพื่อความบริสุทธิ์ของตนเอง

พิธีศีลแก้บาป (Penance) คือ พิธีสารภาพบาป หรือล้างบาปด้วยวิธีสารภาพบาปที่ตนทำไว้แก่บาทหลวง โดยสารภาพว่าตนได้ทำผิดอะไรบ้าง และสัญญาว่าจะไม่ทำผิดอีกต่อไป ในนิกายคาทอลิก สำหรับผู้ที่กระทำบาป ประสงค์จะได้รับการอภัยบาป ต้องไปสารภาพบาปนั้นต่อนักบวชด้วยความสำนึกผิดอย่างแท้จริง เพราะถือว่านักบวชได้รับอำนาจในการยกบาปโดยตรงจากพระสันตปาปา ซึ่งเป็นผู้แทนของพระเยซูคริสต์ นักบวชจะอำนวยพรยกบาป ตลอดจนตักเตือนสั่งสอนมิให้ทำบาปอีก และจะกำหนด กิจศาสนาให้กระทำเพื่อใช้โทษ แต่หากผู้ใดสารภาพด้วยความไม่จริงใจหรืออำพรางบาป ถือว่าเป็นบาปอย่างหนัก

พิธีกรรมเริ่มด้วยคำอธิบายว่า บาปกรรมใดๆ ที่กระทำไว้จะปลดเปลื้องออกไปด้วยการสารภาพต่อผู้อื่น ผู้ที่จะเข้ารับคำสารภาพ จะต้องตั้งอยู่ในความเมตตากรุณา ยอมรับความผิดที่คนอื่นมาสารภาพแก่ตน แล้วยกความผิดนั้นให้ เช่นเดียวกับการตัดสินคดีในศาลหลวง ถ้าจำเลยผู้มีความผิดได้สารภาพผิด ศาลจะลดโทษให้เป็นประโยชน์แก่จำเลย แต่ในทางศาสนา ซึ่งผิดจากศาลหลวง คือถ้าสารภาพแล้ว ผู้รับสารภาพก็ยอมยกโทษให้

พิธีสารภาพบาปมีอธิบายตามตำนานว่า ครั้งหนึ่งพระเยซูเสด็จไปรักษาโรคให้แก่คนเป็นโรคเรื้อน และคนตาบอดด้วยอำนาจจิต คนไข้หายจากโรคร้าย คนตาบอดก็กลับเปิดตาได้ อาการรักษาโรคของ พระเยซู กำหนดว่า พระองค์ทรงเมตตาต่อคนทั้งหลายไม่เลือกหน้า ผู้เจ็บไข้ก็ดี ผู้ตาบอดก็ดี ได้ชื่อว่า เป็นผู้มีบาปอันกระทำไว้แล้ว พระเจ้าทรงลงโทษให้มีบาป พระเจ้านั่นเองจะเป็นผู้ประทานโทษยกบาปให้ ตามตำนานอ้างคำพูดของพระเยซูที่มีปรากฏในคัมภีร์มัทธาย เมื่อทรงรักษาโรคให้แก่คนไข้ว่า

“ บาปของเจ้า เราได้ยกโทษให้แล้ว”

ความในคัมภีร์มัทธาย ยังปรากฏอีกตอนหนึ่งว่า

“ ความตายและการเสด็จมาเกิดใหม่ (การฟื้นชีพขึ้นมา) ของพระองค์ สามารถจะชำระล้างบาปของดวงวิญญาณที่มีบาปให้หมดบาปนั้นได้ ขอพระองค์ทรงโปรดยกหนี้ให้แก่พวกเราทั้งหลายด้วย”

การสารภาพบาป แต่ก่อนทำในเวลาที่ต้องการเปลื้องบาปเมื่อมีบาป นับตั้งแต่ พ.ศ.1758 เป็นต้นมา ให้ประสกสีกาเข้าทำพิธีสารภาพบาปปีละครั้ง ฝ่ายออร์ธอดอกบางสาขา ทำปีละ 4-5 ครั้งก็มี และไม่นิยมทำรวมกัน ต่างฝ่ายต่างทำ ผู้สารภาพจะนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าแท่น พระผู้รับสารภาพบาปเข้ามานำผ้าคลุมของท่านวางลงบนไหล่ผู้สารภาพ แล้วประกาศความบริสุทธิ์ แสดงว่าผู้สารภาพหมดบาป

ฝ่ายนิกายคาทอลิก พระผู้รับคำสารภาพบาปจะปล่อยให้ผู้สารภาพกล่าวคำสารภาพอยู่ตามลำพัง พระยืนเฝ้าชำเลืองดูอยู่ห่างๆ ไม่ต้องทำพิธีอันใดให้แก่ผู้สารภาพ บางทีผู้สารภาพอยู่นอกม่าน พระฟังเสียงสารภาพอยู่ในม่าน เปล่งเสียงรับรู้คำสารภาพให้ทะลุม่านออกไปว่า

“ พระจิต ได้รับบาปของท่านแล้ว บาปที่ท่านทำให้แก่ผู้อื่นก็ได้ยกโทษให้แล้ว”

คาทอลิกที่มีศรัทธาแก่กล้าบางคน ทำพิธีสารภาพบาปกันอาทิตย์ละครั้ง

ฝ่ายนิกายโปรเตสแตนต์ ใช้วิธีสารภาพเป็นหมู่คณะ มานั่งพร้อมกันหน้าแท่นบูชา แล้วกล่าว คำสารภาพว่า

“ ขอให้เปลื้องโทษให้แก่พวกข้าพเจ้า ขอให้ยกบาปทั้งหมดของพวกข้าพเจ้า”

ต่อจากนั้น พระสารภาพบาปแทนกลุ่มชนว่า

“ พวกข้าพเจ้า มิได้กระทำในสิ่งที่ควรกระทำ ได้ทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ข้าแต่พระองค์ พระองค์เป็นผู้ทรงพระกรุณาแก่พวกข้าพเจ้า”

เป็นอันเสร็จพิธี ในส่วนของพิธีกรรมหรือหลักการปฏิบัติในแต่ละนิกายหรือในแต่ละแห่งอาจจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดบ้าง ในที่นี้ขอกล่าวโดยรวมๆ อาจจะไม่สมบูรณ์ทั้งหมด

6.1.3 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู เป็นอีกศาสนาหนึ่งที่มีความเชื่อเรื่องการล้างบาปมาอย่างยาวนาน ในฐานะที่เป็นศาสนาที่เก่าแก่มากที่สุดในโลกศาสนาหนึ่ง มีอายุกว่า 4,000 ปี ศาสนานี้มีวิวัฒนาการอันยาวนานผ่านขั้นตอนทางประวัติศาสตร์มาหลายขั้นตอน ตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน

ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยมนับถือพระเจ้าหลายองค์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ดั้งเดิมเป็นเอกเทวนิยม คือ นับถือพระพรหมองค์เดียวเท่านั้น ต่อมามีวิวัฒนาการกลายเป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยม นับถือเทพเจ้ามากมาย แต่เทพผู้เป็นใหญ่มี 3 องค์ คือ พระพรหม ผู้สร้างโลก พระศิวะ ผู้ทำลาย พระวิษณุ ผู้รักษาสิ่งต่างๆ ให้เป็นปกติ เทพทั้ง 3 องค์รวมกันเรียกว่า ตรีมูรติ

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาเดียวกัน โดยศาสนาฮินดูพัฒนามาจากศาสนาพราหมณ์และเกิดในยุคพระเวท พวกอารยันซึ่งเป็นพวกผิวขาวได้เดินทางมาจากตอนใต้ของรัสเซียเข้ามาขับไล่พวกดราวิเดียนซึ่งเป็นพวกผิวดำ และเป็นชนพื้นเมืองเดิมของพวกอินเดีย พวกดราวิเดียนบางพวกหนีไปอยู่ ศรีลังกาและไปเป็นชนพื้นเมืองเดิมของประเทศศรีลังกา บางพวกได้สืบเชื้อสายผสมผสานเผ่าพันธุ์กับพวกอารยันกลายเป็นคนอินเดียในปัจจุบัน คนอารยันนับถือพระอาทิตย์ ส่วนพวกชนพื้นเมืองเดิมนับถือไฟ พวกอารยันเห็นว่าความเชื่อของตนเข้ากันได้กับพวกดราวิเดียน จึงได้เผยแพร่ความเชื่อของตนโดยชี้ให้เห็นว่าดวงไฟที่ยิ่งใหญ่นั้นคือดวงอาทิตย์ จึงควรนับถือพระอาทิตย์ซึ่งเป็นที่มาของไฟทั้งปวงในโลกมนุษย์ ทำให้แนวความคิดของชนพื้นเมืองเดิมกับพวกอารยันผสมผสานเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็น

ศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีความเชื่อว่า บาปสามารถล้างได้เช่นเดียวกับศาสนาคริสต์ แต่มีพิธีกรรมทางศาสนาที่แตกต่างกัน ซึ่งขั้นตอนพิธีกรรมโดยละเอียดนั้น ไม่ค่อยมีปรากฏมากนัก ทราบเพียงว่า ศาสนิกของศาสนาพราหมณ์ในสมัยก่อน ถือว่าการได้ลงอาบน้ำชำระกายในแม่น้ำคงคามหานที เป็นการชำระมลทิน ก่อให้เกิดความบริสุทธิ์ เพราะถือว่าแม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลมาจากพระโอษฐ์ของพระพรหมหรือพระศิวะที่สถิตอยู่บนเขาไกรลาส แม้คนใกล้ตาย ก็จะถูกหามมายังริมฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อลอยอังคารเมื่อศพถูกเผาแล้ว ถือว่าเป็นการล้างบาปครั้งสุดท้าย แม้ปัจจุบันนี้พิธีกรรมการล้างบาปในทำนองที่กล่าวมาแล้ว ยังคงปรากฏอยู่มากในประเทศอินเดีย เป็นพิธีกรรมที่ยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู มีผู้คน นับแสนคนไปรวมกันยังฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อประกอบพิธีล้างบาปตามความเชื่อของตน

6.2 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในศาสนาพุทธ

พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาที่มุ่งสอนให้คนทุกคนมีความประพฤติดีงามทั้งกาย วาจา และใจ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ให้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเป้าหมายสูงสุดคือการกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป โดยนัยนี้ถือว่าเป็นการล้างบาป ในตัวอยู่แล้ว แต่มิได้ใช้คำว่าล้างบาปโดยตรงเท่านั้น เพราะคำนี้เป็นคำของศาสนาพราหมณ์ที่มีอยู่มาก ในอินเดียก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะบังเกิดขึ้น

ดังนั้น นักศึกษาจึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในพระพุทธศาสนา เพื่อนักศึกษาจะได้เข้าใจหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มีคำสอนที่เหมือนหรือแตกต่างจากคำสอนในศาสนาอื่นอย่างไร และสามารถตอบคำถามเรื่องการล้างบาปในพระพุทธศาสนาแก่ผู้ที่สงสัยให้เข้าใจจนหายสงสัยได้ นอกจากนี้จะได้นำความรู้ที่ได้นี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง

6.2.1 ความหมายของคำว่าล้างบาปในพระพุทธศาสนา

อันที่จริง คำว่า ล้างบาป ไม่ได้มีกล่าวถึงโดยตรงในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุที่พระองค์มุ่งเน้นการกระทำตนให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะเป็นสำคัญอยู่แล้ว ซึ่งจะหมายถึงการที่กำจัดกิเลสอาสวะซึ่งเป็นตัวก่อบาปให้หมดไปจากใจ อันเป็นนัยของการล้างบาปก็ได้ แต่มิได้หมายถึงการล้างบาปที่เกิดขึ้นจากการกระทำชั่ว มีวิบากเป็นผลแล้ว ซึ่งในลักษณะนี้ไม่สามารถ ล้างบาปได้อย่างที่เข้าใจโดยทั่วไป

ส่วนคำว่า ล้างบาป หรือบางทีใช้คำว่า ลอยบาปนั้น เป็นคำในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นศาสนาเก่าแก่ที่ชาวอินเดียนับถือกันมากในสมัยนั้น และมักจะประกอบพิธีการล้างบาปในแม่น้ำคงคาอยู่เสมอ เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วได้เผยแผ่ธรรมะไปทั่วประเทศอินเดีย วิธีการอย่างหนึ่งที่พระองค์ทรงสอนคนต่างศาสนา คือ การใช้ลักษณะคำเดิมของศาสนานั้น อย่างคำว่า ล้างบาป ลอยบาปของศาสนาพราหมณ์ เป็นต้น ทรงใช้คำนี้กับพวกพราหมณ์ แต่ทรงบอกวิธีการปฏิบัติที่แตกต่างและดีกว่า การที่พระพุทธองค์ทรงกระทำเช่นนั้นก็เพื่อให้พราหมณ์เปิดใจยอมรับก่อน ซึ่งเมื่อได้รับฟังธรรมะจากพระองค์แล้วก็จะเข้าไปอยู่ในใจได้ง่าย จนในที่สุดพราหมณ์ก็หันมานับถือพระรัตนตรัย

ก่อนที่จะศึกษาเรื่องวิธีการล้างบาปในพระพุทธศาสนา นักศึกษาควรทำความเข้าใจความหมายของคำว่าล้างบาปในลักษณะที่แยกคำ เพื่อให้ได้คำแปลและความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากคำนี้ยังไม่มีใช้ในพระพุทธศาสนาดังที่กล่าวมาแล้ว จึงจำเป็นจะต้องให้คำจำกัดความใหม่

ล้างบาป ประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ คำว่า ล้าง และคำว่า บาป หากแยกคำแล้ว จะได้ความว่า

ล้าง1) แปลว่า ทำให้หมดสิ้นไป โดยใช้สิ่งเช่นน้ำหรือไฟ เป็นต้น และมีกรรมวิธีต่างๆ เช่น กวาดล้าง ชะล้าง ชำระล้าง ล้างกลิ่น ล้างคาว ล้างถู โดยปริยายหมายถึง ลักษณะที่คล้ายคลึง เช่น ฆ่าล้างโคตร สงครามล้างชาติ

ส่วนคำว่า บาป มีคำแปลและความหมายได้หลายนัย คือ

บาป2)) แปลว่า กรรมที่ทำให้สัตว์ถึงทุคติ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปอบาย

บาป คือ ความชั่ว ความผิด ความมัวหมอง กรรมชั่ว กรรมไม่ดี ซึ่งเมื่อทำแล้วเป็นเหตุให้ถึง ทุคติภูมิ เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับบุญ

บาป มีคำอื่นที่มีความหมายทำนองเดียวกัน เช่น อกุศลกรรม กรรมอันลามก ธรรมดำ

บาป แปลว่า ชั่ว เลว เมื่อกล่าวตามหลักพระพุทธศาสนา อาจแบ่งความหมายได้เป็น 3 ประการ

คือ 1.โดยสภาพของจิต ได้แก่ ความเศร้าหมองแห่งจิต

2.โดยเหตุ ได้แก่ การทำความชั่วทุกอย่าง

3.โดยผล ได้แก่ ความทุกข์

คำว่า บาป อาจจะเทียบเคียงกับสิ่งของที่เสีย ที่มีชื่อเรียกต่างๆ กันไป เช่น บ้านเสียเราเรียกบ้านชำรุด อาหารเสียเราเรียกอาหารบูด ฯลฯ คำจำพวกที่ว่า บูด ชำรุด แตกหัก ผุพัง เน่า ขาด ขึ้นรา ฯลฯ ถ้ากล่าวโดยรวม เรียกว่า เสีย หมายความว่า สิ่งที่ไม่ดี ส่วนอาการเสียของจิตก็เหมือนกัน เราเรียกแยกได้หลายอย่าง เช่น จิตเศร้าหมอง จิตเหลวไหล ใจร้าย ใจดำ ใจขุ่นมัว ฯลฯ แล้วแต่จะบอกอาการทางไหน คำว่า เศร้าหมอง เหลวไหล ต่ำทราม ร้ายกาจ เป็นคำบอกว่าจิตเสีย ซึ่งอาการเสียของจิตนี้ เราเรียกสั้นๆ ว่า บาป

จากคำแปลและคำความหมายของบาปที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น สามารถสรุปความหมายที่เป็นสาระสำคัญที่เห็นภาพได้ชัดเจนของบาป คือ อาการเสียของจิต อาการที่จิตมัวหมอง คือ การที่ใจมีคุณภาพต่ำลง ไม่ว่าจะเสียในแง่ไหนก็เรียกว่าบาปทั้งสิ้น

หากรวมความหมายของคำว่า ล้างบาป ก็จะหมายถึง การกำจัดกิเลสอาสวะอันเป็นเหตุแห่งการทำความชั่วให้หมดสิ้นไป มีผลทำให้คุณภาพใจสูงขึ้น มีกาย วาจา ใจสะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งหมดกิเลส ซึ่งความหมายที่กล่าวสรุปมานี้ มีความหมายเทียบเคียงกับคำว่า ผู้ล้างบาป ที่มีกล่าวไว้ใน ทุติยโสเจยยสูตร3) ว่า

“ ภิกษุทั้งหลาย โสไจยะ คือ ความสะอาด 3 อย่าง

บุคคลผู้สะอาดทางกาย สะอาดทางวาจา สะอาดทางใจ

ไม่มีอาสวะ เป็นคนสะอาดพร้อมด้วยคุณธรรมของคนสะอาด

ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ผู้ล้างบาปแล้ว”

จากพระสูตรนี้สามารถสรุปได้ว่า ผู้ล้างบาป หมายถึง ผู้ที่กำจัดกิเลสให้หมดสิ้น มีความสะอาดบริสุทธิ์ กาย วาจา และใจแล้ว ส่วนความหมายของการล้างบาปจากพระสูตรนี้น่าจะหมายถึง การกำจัดกิเลสอาสวะหมดสิ้นไป จนกาย วาจา ใจ สะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นความหมายที่ตรงกับคำสรุปดังที่กล่าวมาแล้ว

6.2.2 การกำเนิดบาปในพระพุทธศาสนา

จากการที่นักศึกษาได้เรียนรู้ทรรศนะการล้างบาปในศาสนาต่างๆ ที่ผ่านมา จะเห็นว่าในเรื่องการกำเนิดบาปในแต่ละศาสนามีความเชื่อที่ต่างกัน ศาสนาที่นับถือพระเจ้าอย่างศาสนาคริสต์และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มักจะเชื่อว่า บาปเกิดจากการที่ผิดคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า เช่น ศาสนาคริสต์เชื่อว่า บาปเกิดจากการที่อาดัมกับอีวาแอบกินแอปเปิ้ลในสวนเอเดน ซึ่งเป็นการผิดคำสั่งพระเจ้า ทำให้มีบาปติดตัวมาถึงลูกหลานและมนุษย์ทั่วโลก โดยนัยนี้ศาสนาคริสต์เชื่อว่า บาปตกทอดทางสายเลือด ดังนั้นมนุษย์ที่เกิดใหม่จะต้องรับศีลล้างบาป หรือคำสอนที่ว่า พระเจ้าทรงไว้ซึ่งสิทธิ์ขาดที่จะยกเลิกบาปให้ใครๆ ได้ โดยการไถ่บาป ขอเพียงอย่างเดียว คือ ให้ผู้นั้นภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง มีความรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริง ทรงเห็นกลไกความเป็นไปของกฎธรรมชาติ เป็นผลทำให้พระองค์ทรงรู้จักธรรมชาติของกิเลส อันเป็น ต้นเหตุแห่งการเกิดบาปทั้งหลายได้อย่างถูกต้องตรงความเป็นจริง และสามารถกำจัดกิเลสเหล่านั้นออกไป โดยสิ้นเชิงและเด็ดขาด พระองค์ทรงสรุปเรื่องการกำเนิดบาปไว้อย่างชัดเจนว่า

“ นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต

บาปย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ทำบาป4)

“ อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ

ใครทำบาป คนนั้นก็เศร้าหมองเอต”

“ อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ

ใครไม่ทำบาป คนนั้นก็บริสุทธิ์”5)

จากพระพุทธวจนะนี้ เป็นเครื่องยืนยันการค้นพบของพระองค์ว่า บาปเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ใช่สิ่งที่ติดต่อกันได้ ใครทำบาปคนนั้นก็ได้รับบาปเอง ใครไม่ทำบาปก็รอดตัวไป หากพ่อทำบาปก็เป็นกรรมของพ่อ จะไม่ตกไปถึงลูก เหมือนพ่อกินข้าวอิ่ม ลูกก็ไม่ได้อิ่มด้วย ดังนั้นสรุปว่า ตามความเห็นของพระพุทธศาสนา บาปเกิดขึ้นที่ตัวผู้ทำเอง คือ เกิดจากกิเลสในใจของผู้ทำ ไม่เกี่ยวกับบุคคลอื่น ถ้าใครทำชั่ว บาปก็จะกัดกร่อนใจผู้นั้น ให้ใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว ทำให้เกิดทุกข์ทรมาน ขาดประสิทธิภาพ

6.2.3 บาปเกิดได้ 3 ทาง

ดังที่ทราบแล้วว่า บาปเกิดจากกิเลสภายในใจ คือ โลภะ โทสะ โมหะ บังคับจิตใจมนุษย์ให้กระทำความชั่วทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เป็นผลให้เกิดความเดือดร้อนแก่จิต ทำให้จิตอยู่ในสภาวะ เศร้าหมองไม่ผ่องใส หนทางแห่งการทำบาป ทำความชั่ว ทำความไม่ดีนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนา เรียกว่า อกุศลกรรมบถ มี 10 ประการ แบ่งออกเป็น 3 ทาง คือ กายกรรม 3 วจีกรรม 4 และมโนกรรม 3 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. กายกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติไม่ดีที่แสดงออกทางกาย 3 ประการ ได้แก่

(1) ปาณาติบาต ทำสัตว์ให้ตกล่วง คือ ฆ่าสัตว์

(2) อทินนาทาน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย

(3) กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม

2. วจีกรรม 4 หมายถึง ความประพฤติไม่ดีที่แสดงออกทางวาจา 4 ประการ ได้แก่

(4) มุสาวาท พูดเท็จ

(5) ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด

(6) ผรุสวาจา พูดคำหยาบพูดเพ้อเจ้อ

(7) สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ

3. มโนกรรม 3 หมายถึง ความประพฤติไม่ดีที่เกิดขึ้นในใจ 3 ประการ ได้แก่

(8) อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา

(9) พยาบาท ปองร้ายเขา

(10) มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม

สรุปว่า ทางที่จะทำชั่ว ทำบาปได้ มี 3 ทาง เมื่อนักศึกษาทราบดังนี้แล้ว จะต้องสำรวมระวัง ควบคุมกาย วาจา ใจ ไม่ให้พลาดพลั้งไปกระทำบาปอย่างเด็ดขาด โดยประพฤติตนตามหลักกุศลกรรมบถ 10 คือ ประพฤติตรงข้ามกับอกุศลกรรมบถ 10 หรือประพฤติตามหลักสุจริต คือ กายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต อันเป็นความประพฤติเพื่อความสะอาด ตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังที่กล่าวไว้ใน จุนทสูตร6) ว่า

พระศาสดาประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของนายจุนทกัมมารบุตร นายจุนทกัมมารบุตรได้กล่าวถึง ความสะอาด และวิธีการทำความสะอาดของพราหมณ์ ซึ่งต่างจากความสะอาดของพระอริยะ

พระศาสดาตรัสถึงความไม่สะอาดของพระอริยะ คือ การกระทำทุจริต 3 ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ วิธีการทำความสะอาดของพระอริยะ หมายถึง ทำความสะอาดทางกาย คือไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม

ทำความสะอาดทางวาจา คือการละจากการพูดเท็จ ละจากการพูดส่อเสียด ละจากการพูดคำหยาบ ละจากการพูดเพ้อเจ้อ

ทำความสะอาดทางใจ คือ ไม่อยากได้ของคนอื่น ไม่มีความมุ่งร้ายคนอื่น และมีความเห็นถูก จากพระสูตรนี้ นักศึกษาจะเห็นว่า สิ่งที่ควรจะทำให้สะอาดบริสุทธิ์ มี 3 ทาง คือ กาย วาจา และใจ และทางแห่งการทำความชั่วก็มีอยู่ 3 ทางหลักๆ เช่นกัน

6.2.4 พระพุทธศาสนาปฏิเสธการล้างบาปอย่างศาสนาอื่น

ส่วนในประเด็นที่ว่า ในความเชื่อของศาสนาที่เชื่อว่า บาปสามารถสืบทอดมาถึงมนุษย์คนอื่นได้ มนุษย์เกิดมาจะต้องทำพิธีล้างบาป หรือความเชื่อที่ว่า ศาสดาเป็นผู้เกิดมาเพื่อไถ่บาปนั้น ในประเด็นนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้อธิบายไว้ดังนี้

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ

“ ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ เป็นเรื่องเฉพาะตัว”

นาญฺโญ อญญํ วิโสธเย

“ ใครจะไถ่บาป ทำให้คนอื่นบริสุทธิ์ไม่ได้”

พระพุทธวจนะนี้ ปฏิเสธทรรศนะที่ว่า บาปของคนหนึ่งจะตกทอดไปยังอีกคนหนึ่งได้ และปฏิเสธทรรศนะที่ว่า บาปที่คนหนึ่งทำแล้วจะมีผู้หนึ่งผู้ใดมาไถ่ถอนให้ได้

ส่วนในทรรศนะเรื่องการล้างบาปของศาสนาที่เชื่อเรื่องล้างบาปด้วยการลงอาบน้ำในแม่น้ำ ศักดิ์สิทธิ์ พระองค์ทรงปฏิเสธความเชื่อดังกล่าวเช่นกัน ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในพระสูตรชื่อ วัตถูปมสูตร7) มีใจความว่า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ (ผู้มีความเห็นว่า คนที่อาบน้ำในแม่น้ำสุนทริกาย่อมละบาปได้) นั่งอยู่ใกล้ที่ประทับ ได้ฟังพระดำรัสว่าด้วยเครื่องอาบอันเป็นภายใน จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ท่านพระโคดมจะเสด็จไปยังแม่น้ำพาหุกาเพื่อจะสรงสนานหรือ

พ. จะมีประโยชน์อะไรด้วยแม่น้ำพาหุกาเล่า แม่น้ำพาหุกาจักทำประโยชน์อะไรได้

สุ. แม่น้ำพาหุกา ชนเป็นอันมากยอมรับว่าให้ความบริสุทธิ์ได้ ยอมรับว่าเป็นบุญ จึงพากันไปลอยบาปกรรมของตนในแม่น้ำพาหุกา

พ. คนพาลมีบาปกรรมมุ่งไปยังแม่น้ำพาหุกา แม่น้ำคยา ท่าน้ำอธิกักกะ แม่น้ำสุนทริกา แม่น้ำสรัสดี ท่าน้ำปยาคะ หรือแม่น้ำพาหุมดี แม้เป็นนิตย์ ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ แม่น้ำสุนทริกา ท่าน้ำปยาคะ หรือแม่น้ำพาหุกา จักทำอะไรได้ จะชำระบุคคลผู้มีเวร ทำกรรมอันหยาบช้า ผู้มีกรรมอันเป็นบาปนั้นให้บริสุทธิ์ไม่ได้เลย ผัคคุณฤกษ์ (ถือกันว่าผู้อาบน้ำในฤกษ์นี้ย่อมชำระบาปที่ทำมาทั้งปีได้) อุโบสถ (การจำศีลตามกาล) วัตร (ความประพฤติ) ย่อมสำเร็จแก่ผู้บริสุทธิ์มีการงานอันสะอาดทุกเมื่อ

ท่านจงอาบน้ำในคำสอนของเรานี้ จงทำความเกษมในสัตว์ทั้งปวงเถิด ถ้าท่านไม่กล่าวเท็จ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ให้ เป็นผู้มีความเชื่อ (ตามเหตุผล) ไม่ตระหนี่ไซร้ ท่านจักต้องไปอาบน้ำในแม่น้ำคยาทำไม แม้การดื่มน้ำแม่น้ำคยาจักช่วยอะไรท่านได้

จากพระสูตรนี้สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การอาบน้ำไม่ว่าจะอาบที่ไหน อาบอย่างไร ใช้น้ำอะไร ก็เป็นเพียงการอาบน้ำเท่านั้น เป็นกิริยากลางๆ ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นบาป เพราะทำให้สะอาดเพียงแค่ร่างกายเท่านั้น หาได้ทำให้จิตใจสะอาดขึ้นไม่

2. หากน้ำล้างบาปได้จริง สัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในน้ำตลอดชีวิต เกิดในน้ำ กินอยู่ เจริญเติบโตและตายในน้ำ ก็เป็นผู้บริสุทธิ์สะอาดและได้ไปสวรรค์กันหมด ทั้งที่ความจริงสัตว์น้ำจำนวนมากต่างก็ทำบาปด้วยการกินซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ดังคำพังเพยที่ว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หากน้ำล้างบาปได้ แหล่งอบายมุขบางแห่งจะไม่กลายเป็นแหล่งบุญกุศลไปหรือ

3. บาปกรรมอยู่ที่จิตใจซึ่งเป็นนามธรรม ไม่อาจชำระด้วยน้ำซึ่งเป็นรูปธรรม มีแต่ธรรมะที่เป็นนามธรรมด้วยกันจึงจะสามารถชำระล้างจิตใจได้ ยิ่งอาบด้วยธรรมะ คือ ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนามากเพียงใด จิตใจก็ยิ่งสะอาดขึ้นเพียงนั้น

4. ผู้ที่ยังทำบาปกรรมอยู่ ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ แม้จะอาบน้ำ รดน้ำมนต์ 9 วัด หรือทำพิธีสะเดาะเคราะห์แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นคนไม่สะอาดอยู่ดี กายของเขาไม่สะอาดเพราะยังประพฤติกายทุจริต วาจาของเขาไม่สะอาด เพราะยังกล่าววจีทุจริต ใจของเขาไม่สะอาด เพราะยังมีความโลภ ความพยาบาท ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรมอยู่ตราบใด เมื่อเว้นจากบาปทั้งปวง บำเพ็ญบุญเป็นประจำ แม้จะไม่ได้ อาบน้ำ ไม่ได้รดน้ำมนต์ ก็ชื่อว่าเป็นคนสะอาดอยู่เสมอ

จากเนื้อหาที่กล่าวมาแล้วนั้น นักศึกษาคงจะเข้าใจหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องการล้างบาปได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นว่า พระพุทธองค์มิได้ทรงใช้คำว่า ล้างบาปโดยตรง หากแต่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความหมายในลักษณะของการล้างบาปอยู่แล้ว และจุดหมายปลายทางของการล้างบาปโดยนัยของพระพุทธศาสนาก็เพื่อกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปจากใจ

6.2.5 การทำบุญละลายบาป

ก่อนที่จะศึกษาเรื่องการล้างบาปในหัวข้อต่อไป ในหัวข้อนี้อยากจะชี้ประเด็นสำคัญในเรื่องของการทำบุญละลายบาป ซึ่งมีการกล่าวถึงกันมากในหนังสือหลายเล่ม ที่เกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะโดยทั่วไปแล้วจะเข้าใจว่า บาปที่เกิดจากการทำชั่ว มีผลเป็นวิบากแล้วนั้นไม่สามารถล้างได้ จึงเชื่อว่าบาปล้างไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะหมายถึงบาปในลักษณะที่เป็นผล แต่ในกรณีของวิชากฎแห่งกรรมนั้น มิได้หมายถึงบาปในลักษณะดังกล่าวนั้น แต่หมายถึงการกำจัดกิเลสตัวก่อให้เกิดบาปอันเป็นความหมายในลักษณะที่เป็นเหตุ ซึ่งนักศึกษาจะได้มีความเข้าใจที่ตรงกัน

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงสอนให้คนละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส เพื่อการกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป แต่ในการดำเนินชีวิตจริงของบุคคลทั่วไปไม่ได้ทำความดีแต่เพียงอย่างเดียวได้ตลอด แต่มักจะทำความดีปนความชั่วสลับกันไป ดังนั้นเวลากรรมส่งผล ก็จะส่งผลไม่ต่อเนื่อง จะส่งผลสลับปรับเปลี่ยนกันระหว่างบุญกับบาป ตามการกระทำของแต่ละบุคคล บางครั้งบางคนกำลังเจริญก้าวหน้าในชีวิต แต่บาปก็มาตัดรอนให้ชีวิตพบอุปสรรคแบบทันด่วน ทำให้เกิดคำถามที่กล่าวถึงกันมากนอกจากคำถามเรื่องการล้างบาป ในกรณีที่ทำความชั่วมากกว่าความดี คือ นึกถึงความดีไม่ค่อยออก จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างมีความสุข เพราะบาปที่ทำไปแล้วไม่สามารถล้างได้ แม้จะยังไม่สามารถทำความดีให้ยิ่งยวดที่จัดอยู่ในขั้นล้างบาปได้ก็ตาม

โดยปรกติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ทำดีอย่างต่อเนื่อง จนความดีเต็มเปี่ยมสามารถกำจัดกิเลสตัวก่อบาปให้หมดสิ้นไปได้ จึงจะได้ชื่อว่าสิ้นสุดกิจของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นวิธีแก้ไข บาปอกุศลที่ได้กระทำไปแล้วตามหลักพระพุทธศาสนา คือ ประการแรก ต้องเห็นโทษของบาปกรรมนั้น แล้วยอมรับผิดเสียก่อน และตั้งใจว่าจะไม่ทำผิดอย่างนั้นอีก วิธีการแก้ไขต่อไป คือ ต้องฝึกทำความดีให้มากขึ้น เพื่อให้คุ้นกับการทำความดีกระทั่งมีบุญมาก ทำให้ผลแห่งกรรมชั่วตามส่งผลไม่ทัน ดังที่ผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนา ใช้คำว่า การละลายบาป แม้ยังล้างบาปตามนัยของพระพุทธศาสนาดังที่กล่าวมาแล้วได้ไม่หมด แต่สามารถละลายบาปให้เจือจางได้ เพราะหากไม่ทำดีให้ยิ่งขึ้นไปแล้ว โอกาสที่บาปจะส่งผลก็มีมาก เมื่อบาปส่งผลแล้วจะให้ทำความดีได้อย่างเต็มที่ก็เป็นเรื่องยาก วิธีการละลายบาปนี้ มีกล่าวไว้ใน โลณกสูตร8) ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่างว่าคนใส่เกลือลงไปในถ้วยน้ำเล็กๆ หนึ่งก้อน ท่านทั้งหลายจะสำคัญว่ากระไร น้ำอันน้อยในถ้วยน้ำนั้นจะกลายเป็นน้ำเค็มไม่น่าดื่มไปเพราะเกลือก้อนนั้นใช่ไหม

ภิ. เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า

พ. เพราะเหตุไร ภิ. เพราะเหตุว่า น้ำในถ้วยน้ำนั้นมีน้อย มันจึงเค็มได้ เพราะเกลือก้อนนั้น

พ. ต่างว่าคนใส่เกลือก้อนขนาดเดียวกันนั้นลงไปในแม่น้ำคงคา ท่านทั้งหลายจะสำคัญว่ากระไร น้ำในแม่น้ำคงคานั้นจะกลายเป็นน้ำเค็ม ดื่มไม่ได้เพราะเกลือก้อนนั้นหรือ

ภิ. หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า

พ. เพราะเหตุอะไร

ภิ. เพราะเหตุว่า น้ำในแม่น้ำคงคามีมาก น้ำนั้นจึงไม่เค็มเพราะเกลือก้อนนั้น

พ. ฉันนั้นนั่นแหละ ภิกษุทั้งหลาย บาปกรรมแม้ประมาณน้อย บุคคลลางคนทำแล้ว บาปกรรมนั้นย่อมนำไปนรกได้ ส่วนบาปกรรมประมาณน้อย อย่างเดียวกันนั้น ลางคนทำแล้ว กรรมนั้นเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม ไม่ปรากฏผลมากต่อไปเลย

จากพระสูตรนี้ ทำให้ทราบวิธีการแก้ไขบาปที่เกิดจากการทำชั่วที่เรียกว่า การละลายบาป ก็คือ การตั้งใจทำความดีสั่งสมบุญให้มากเข้าไว้ ให้บุญกุศลนั้นมาเจือจางบาปลงไป การทำบุญอุปมาเสมือน เติมน้ำ ทำบาปอุปมาเสมือนเติมเกลือ เมื่อเราทำบาป บาปนั้นก็ติดตัวเราไป ไม่สูญหายไปไหน ไม่มีใคร ไถ่แทนได้ ฉะนั้นเราจะต้องหมั่นสร้างบุญกุศลให้มาก เพื่อมาเจือจางบาปให้หมดฤทธิ์ลงไปให้ได้ อุปมาเหมือนเกลือกับน้ำในแม่น้ำ แม้เกลือจะยังมีอยู่ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่ก็ไม่มีผล

ถึงแม้ว่าจะเจือจางบาปด้วยความดีได้ ถึงอย่างนั้น บางคนแม้จะรู้ว่าอะไรเป็นความดี แต่ไม่ยอมทำหรือทำได้เพียงเล็กน้อยเพราะไม่อาจฝืนอำนาจกิเลสได้ การทำความดีให้มากๆ เพื่อไปละลายบาปกรรมจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ดังนั้นวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือ อย่าทำบาป หรือพยายามทำบาปให้น้อยที่สุด ด้วยการมีสติพิจารณาผลดีผลเสียให้รอบคอบก่อนลงมือกระทำสิ่งใดลงไปทุกครั้ง

6.2.6 วิธีการล้างบาปด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา

นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องการล้างบาปมาตามลำดับแล้ว ในหัวข้อนี้ นักศึกษาจะได้เรียนรู้วิธีการ ล้างบาปตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มุ่งหมายเพื่อการกำจัดกิเลสอาสวะ เพื่อความบริสุทธิ์ กาย วาจา และใจ เป็นบุคคลผู้พ้นทุกข์ มีชีวิตที่สมบูรณ์ และมิต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป คำสอนในพระพุทธศาสนา มุ่งเน้นให้ผู้ประพฤติกระทำตนให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ ด้วยการกำจัดกิเลสอาสวะ ตามหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาที่มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เมื่อสรุปย่อคำสอนในพระไตรปิฎกทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์แล้ว มีหลักปฏิบัติที่เป็นแม่บทสำคัญ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 อันประกอบด้วย

1. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูกในเบื้องต้น หมายถึง เห็นถูกในเรื่อง พ่อแม่มีพระคุณจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว นรกสวรรค์มี โลกนี้โลกหน้ามีจริง และความเห็นถูกเบื้องสูง คือ เห็นทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีการปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์

2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริถูก หมายถึง มีความคิดออกจากกาม คิดไม่ผูกพยาบาท คิดไม่เบียดเบียน คิดไม่ทำร้ายให้ใครเดือดร้อน

3. สัมมาวาจา คือ วาจาถูก หมายถึง ไม่พูดปด ไม่พูดส่อเสียด ให้เขาแตกแยก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ อวดอ้างความดีของตัว หรือทับถมผู้อื่น

4. สัมมากัมมันตะ การงานถูก หมายถึง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ และประพฤติพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการเสพเมถุน

5. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตถูก หมายถึง เลิกการประกอบอาชีพเลี้ยงชีวิตในทางที่ผิด แล้วประกอบอาชีพในทางที่ถูก

6. สัมมาวายามะ ความเพียรถูก หมายถึง เพียรป้องกันบาปอกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป เพียรสร้างกุศลคุณความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น และเพียรบำรุงกุศลคุณความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้น

7. สัมมาสติ ความระลึกถูก หมายถึง ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่าน มีสติรู้ตัวอยู่เสมอหมั่นตามเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมอยู่เสมอ

8. สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นถูก หมายถึง มีใจตั้งมั่นหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ตามเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จนบรรลุฌานขั้นต่างๆ ไปตามลำดับ จากสมาธิที่เป็นโลกิยะไปสู่สมาธิที่เป็นโลกุตตระ อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นคำสอนเป็นหลักปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ทั้งปวง หรือเป็นวิธีการปฏิบัติสำคัญเพื่อการล้างบาป ซึ่งยังสามารถสรุปย่อลงมาเป็นหลักปฏิบัติ 3 ข้อ ที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนี้

สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ จัดอยู่ใน ศีล

สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ จัดอยู่ใน สมาธิ

สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ จัดอยู่ใน ปัญญา

หรืออีกนัยหนึ่งที่รู้จักกันทั่วไปในหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา คือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส ไตรสิกขานี้ถือว่า เป็นหัวใจหลักของพระพุทธศาสนา เป็นสุดยอดการปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำให้พระภิกษุใคร่ครวญศึกษาอยู่ตลอดเวลา เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ และถือว่าเป็นข้อปฏิบัติเพื่อการล้างบาปดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะผลสุดท้ายของการปฏิบัติตามไตรสิกขา คือ กำจัดกิเลสอาสวะอันเป็นเหตุเกิดบาปได้หมดสิ้น วิธีการปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ ต่อเนื่องถึงกันไปตามลำดับ จะต้องทำให้สมบูรณ์ทุกข้อ ซึ่งสามารถสรุปเป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อการล้างบาปได้ดังนี้

ข้อปฏิบัติในการล้างบาป

1. รักษาศีลยิ่งชีวิต หมั่นฝึกฝนพฤติกรรมของตนเอง ด้วยการควบคุมกาย วาจา และใจให้สะอาดบริสุทธิ์ หากคนทั่วไปก็รักษาศีล 5 หรือศีล 8 ในวันพระ สามเณรรักษาศีล 10 และพระภิกษุรักษา ศีล 227 โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการรักษาศีล เพราะศีล เป็นประดุจลู่ชีวิตที่จะนำพาผู้ปฏิบัติให้มุ่งตรง สู่จุดหมายปลายทาง

หลักการของศีล คือ ความสะอาด

ความสะอาดของศีลตามหลักของพระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่ความสะอาดแบบตื้นๆ แต่เป็นความสะอาดในระดับลึก ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า บุคคลแม้จะอาบน้ำวันละร้อยหน แต่ถ้ายังฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม บุคคลนั้นยังไม่ชื่อว่า เป็นผู้สะอาดกาย และแม้บุคคลใดแปรงฟัน วันละพันหน แต่ยังกล่าวคำโกหก พูดเพ้อเจ้อ นินทาชาวบ้าน พูดส่อเสียด บุคคลนั้นก็ยังไม่ชื่อว่า มีปากที่สะอาดแล้ว เพราะฉะนั้น ความสะอาดตามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง ความสะอาดทั้งกาย ทั้งวาจา และใจที่เกิดจากการรักษาศีล เป็นความสะอาดที่ไม่ทำให้กาย วาจา ใจ ของเราต้องไปติดบาปใดๆ ทั้งสิ้น

ศีลนี้ มีความสะอาดเป็นเบื้องต้น ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ความสะอาดกาย ความสะอาดวาจา ความสะอาดใจ เป็นเครื่องปรากฏย่อมถึงการนับว่า ปรากฏโดยความเป็นของสะอาด (อรรถกถาสีลมยญาณนิทเทส ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค) หมายถึงการละชั่วจากบาปอกุศลทั้งปวงโดยมีศีลเป็นกรอบของการดำเนินชีวิต จัดว่าเป็นความดีขั้นต้นที่จะทำให้ชีวิตของเราไม่มีจุดด่างพร้อย เป็นชีวิตที่สะอาดจากบาปอกุศล การรักษาศีล เรียกว่าเป็นการล้างบาปในขั้นต้น

2. ฝึกจิตเจริญสมาธิภาวนา คือ ฝึกควบคุมจิตใจ ด้วยการทำใจให้สงบเป็นอารมณ์เดียวอย่างต่อเนื่องตามหลักสติปัฏฐาน 4 คือ หมั่นพิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จนเกิดผลของการปฏิบัติไปตามลำดับกระทั่งเกิดความรู้แจ้งในหลักพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า วิชชา เหตุที่ต้องฝึกควบคุมใจเพราะพฤติกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้น มาจากความตั้งใจเป็นสำคัญ เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าจิตใจได้รับการพัฒนาให้ดีงามแล้ว ก็จะสามารถควบคุมดูแลและนำพฤติกรรมไปในทางที่ดีงามด้วย

หลักการของสมาธิ คือ ความสว่าง

สมาธิเป็นเรื่องของความสว่าง ถ้าความสว่างภายในไม่เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถมองเห็นหนทางอริยมรรค อันเริ่มต้นจากดวงปฐมมรรคไปจนถึงพระธรรมกายได้ ถ้าจะเปรียบว่า จะต้องสว่างในระดับไหน สามารถอุปมาได้ว่า ต้องสว่างเท่ากับพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน แต่ถ้าจะให้สว่างจนสามารถมองเห็นอดีตชาติได้ก็ต้องอุปมาความสว่างนั้น เหมือนกับนำพระอาทิตย์ หรือพระจันทร์มาเรียงกันเต็มท้องฟ้า เป็นร้อยเท่า พันเท่า อสงไขยเท่า เพราะความสว่างนี้ยิ่งสว่างมาก ก็จะนำไปสู่ปัญญาอันบริสุทธิ์ ดังพุทธพจน์ที่กล่าวถึงความสว่างจากสมาธิ ที่มีปรากฏใน อุปักกิเลสสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ว่า

“ ดูก่อนอนุรุทธะ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า สมัยใด เรามีสมาธิ นิดหน่อย สมัยนั้น เราก็มีจักษุนิดหน่อย ด้วยจักษุนิดหน่อย เรา นั้นจึงรู้สึกแสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิดหน่อย ส่วนสมัยใด เรามีสมาธิหาประมาณมิได้ สมัยนั้น เราก็มีจักษุหา ประมาณมิได้ ด้วยจักษุหาประมาณมิได้เรานั้นจึงรู้สึกแสง สว่างหาประมาณมิได้ แลเห็นรูปหาประมาณมิได้ ตลอดกลาง คืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้างตลอดทั้งกลางคืน และกลางวันบ้าง”

การนั่งสมาธิ จัดเป็นความดีขั้นกลาง ที่จะเป็นต้นทางนำชีวิตของเราให้อยู่ในกรอบแห่งศีลได้อย่างบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น เพราะใจจะรักษาความประพฤติทางกาย และวาจาให้เรียบร้อยดีงามได้ดียิ่งขึ้น การรักษาศีลที่สะอาดบริสุทธิ์เป็นการควบคุมกาย วาจา ซึ่งส่งผลถึงใจให้หยุดนิ่งได้ในระดับหนึ่ง เมื่อได้นั่งสมาธิมากยิ่งขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้ใจหยุด ใจสว่างได้ง่าย ได้ดีขึ้น ศีลและสมาธิมีส่วนในการสนับสนุนซึ่งกันและกัน การนั่งสมาธิจัดว่าเป็นการล้างบาปในขั้นกลางก็ได้

3. พัฒนาปัญญาให้รู้แจ้ง คือ ปัญญาเป็นตัวนำทางที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และควบคุมพฤติกรรมทั้งหมด เป็นตัวปลดปล่อยจิตให้หลุดพ้นจากความไม่รู้(อวิชชา) จิตใจจะสงบโล่งและเป็นอิสระ ปัญญาพัฒนาต่อจากการทำสมาธิ เมื่อทำสมาธิได้ดีจนเกิดความสว่างในใจ ยิ่งสว่าง ปัญญาก็ยิ่งเพิ่มพูนมาก ความรู้เห็นตามความเป็นจริงก็มากขึ้นตามลำดับ

หลักการของปัญญา คือ ความสงบ

ความสงบ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ปัญญาที่เกิดจากความจำ หรือปัญญาที่เกิดจากความคิด แต่เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นสภาวธรรมภายใน ปัญญาที่เกิดจากการเห็นสภาวธรรมนี้เอง ทำให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริงในสิ่งทั้งปวง ยิ่งรู้เห็นมากเพียงใด ใจก็ยิ่งสงบเพียงนั้น เพราะรู้เท่าทันทุกอย่าง เห็นอะไรก็รู้ทันหมด เพราะโลกทั้งโลกยังเล็กกว่าใจคน เพราะสายตาคนมีมุมมองได้ในระดับ 180 องศา แต่ถ้าหลับตาภายนอกเปิดตาภายในขยายใจให้คลุมโลก แล้วมองเข้าไปข้างในตัวก็จะเห็นความเป็นจริงทั้งหมดโดยมิต้องลืมตา โลกก็จะเล็กเท่าลูกมะขามป้อม มีพุทธวจนะที่กล่าวถึงความสงบใน ปฐมโรหิตัสสสูตร ว่า

“ ที่สุดแห่งโลก บุคคลไม่พึงถึงได้ด้วยการเดินทางไปในกาลไหนๆ แต่ว่า ยังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกแล้ว จะพ้นจากทุกข์ได้เป็นไม่มี เพราะ เหตุนั้นแล ท่านผู้มีปัญญาดี รู้แจ้งโลก ถึงที่สุดแห่งโลก อยู่จบ พรหมจรรย์ รู้ที่สุดแห่งโลกแล้ว เป็นผู้สงบ ย่อมไม่ปรารถนาโลกนี้ และโลกอื่น”

เมื่อมีศีลบริสุทธิ์มากเข้า จิตใจก็ผ่องใส ดวงปัญญาก็สว่างไสว ทำให้มองเห็นความเป็นจริงของชีวิต เห็นทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ เห็นความดับทุกข์ และเห็นวิธีการดับทุกข์ ทำให้ใจสงบจากกิเลสอาสวะ งดเว้นจากการทำบาปทั้งปวง และสามารถนำพาชีวิตให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะอันเป็นต้นเหตุของการทำบาปทั้งปวง ไปสู่ฝั่งแห่งนิพพานได้ในที่สุด ในเรื่องของการทำปัญญาให้แจ้ง จะถือว่าเป็นการล้างบาปในระดับลึก ในขั้นสูงสุดก็ว่าได้

สรุปว่า การอธิบายเรื่องการล้างบาปที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก อาจจะไม่สามารถอธิบายให้สมบูรณ์ทั้งหมด เพราะเป็นประเด็นใหม่ที่แตกต่างจากแนวคิดอื่นๆ แต่ก็พอเป็นแนวทางให้นักศึกษาได้ทำความเข้าใจเรื่องการล้างบาปในพระพุทธศาสนา ถึงแม้พระองค์มิได้ใช้คำโดยตรง แต่ก็สามารถเทียบเคียงได้ตามหลักคำสอน ที่มุ่งการกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปจากใจ เป็นบุคคลผู้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะแล้วดังที่กล่าวมาแล้วในหัวข้อของความหมายของการล้างบาป

นอกจากนี้นักศึกษายังได้ทำความเข้าใจวิธีการล้างบาปด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 ที่สรุปลงเหลือหลักในการปฏิบัติที่เรียกว่าไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มตั้งแต่มีความสะอาดกาย วาจา ที่ส่งผลถึงใจ จนเกิดมีความสว่างทั้งภายนอกและภายใน แล้วผลจากความสะอาดกาย วาจา ที่เกิดจากการรักษาศีล และความสว่างที่เกิดจากการทำสมาธินี้ จะกลายเป็นความสงบอย่างยิ่งด้วยปัญญา ที่เกิดขึ้นในตัวบุคคล จึงทำให้รู้เท่าทันกิเลสตัวก่อบาปอกุศล เมื่อมองเห็นรู้เท่าทันตลอดเวลา บาปก็ถูกกำจัดขัดเกลาออกไปจากใจ จนใจเกลี้ยงเกลาปลอดจากอาสวะกิเลสทั้งหลาย ซึ่งถือว่าเป็นการล้างบาป กำจัดบาปให้หมดไป ความบริสุทธิ์ก็จะเกิดอย่างถาวร ไม่กลับมาทำบาปอีก ดังเช่นพระอรหันต์ทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น เรื่องกฎแห่งกรรม เป็นเรื่องที่นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง เพราะมีผลต่อการดำเนินชีวิต หากเผลอทำผิดทำชั่วเข้า ก็จะเป็นอันตรายได้รับความทุกข์ทรมานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ทางที่ดี หากได้ทำผิดพลาดไว้มากในอดีตก็ควรจะสั่งสมความดีเพื่อเป็นการละลายบาปให้เจือจาง และทางที่ดีควรจะรีบกำจัดบาป ล้างบาปให้หมดสิ้นไป เพื่อความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตในสังสารวัฏและเพื่อความดับทุกข์ มุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือ พระนิพพานหลังจากนักศึกษาได้ศึกษาบทที่ 6 ทรรศนะเรื่องการล้างบาปในพระพุทธศาสนา จบโดยบริบูรณ์แล้ว

1) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, (กรุงเทพฯ นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น, 2546), หน้า 1005.
2) พระธรรมกิติวงศ์, (ทองดี สุรเตโช ปธ. 9 ราชบัณฑิต), คำวัด (กรุงเทพฯ : เลี่ยงเซียง
3) ทุติยโสเจยยสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 หน้า 540.
4) เรื่องนายพรานกุกกุฏมิตร, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 40.
5) เรื่องอุบาสกชื่อจุลกาล, ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 222
6) จุนทสูตร, อังคุตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 หน้า 427.
7) วัตถูปมสูตร, มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์, มก. เล่ม 17 หน้า 437.
8) โลณกสูตร, อังคุตรนิกาย ติกนิกาย, มก. เล่ม 34 หน้า 492.
gl203/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki