gl203:5 [Dou book online]
 

บทที่ 5 กรรมหมวดที่ 3 กรรมให้ผลตามกาลเวลา

เนื้อหาบทที่ 5 กรรมหมวดที่ 3 กรรมให้ผลตามกาลเวลา

  • 5.1 ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
    • 5.1.1 ความหมายของทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
    • 5.1.2 ลักษณะของทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
      • 1) ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
      • 2) อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
  • 5.2 อุปปัชชเวทนียกรรม
    • 5.2.1 ความหมายของอุปปัชชเวทนียกรรม
    • 5.2.2 ลักษณะของอุปปัชชเวทนียกรรม
      • 1) อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรม
      • 2) อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายกุศลกรรม
  • 5.3 อปรปริยายเวทนียกรรม
    • 5.3.1 ความหมายของอปรปริยายเวทนียกรรม
    • 5.3.2 ลักษณะของอปรปริยายเวทนียกรรม
      • 1) อปรปริยายเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรม
      • 2) อปรปริยายเวทนียกรรมฝ่ายกุศลกรรม
  • 5.4 อโหสิกรรม
    • 5.4.1 ความหมายของอโหสิกรรม
    • 5.4.2 ลักษณะของอโหสิกรรม
      • 1) อโหสิกรรมฝ่ายอกุศลกรรม
      • 2) อโหสิกรรมฝ่ายกุศลกรรม

แนวคิด

1. การให้ผลของกรรมเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจได้ง่าย แต่ก็อาจจะเห็นตัวอย่างจากในสังคมได้ เช่น บางคนเกิดมาอยู่ในฐานะร่ำรวย แต่ก็มีเหตุให้ลำบากยากจนในภายหลัง เป็นต้น เพราะกรรมมีกำหนดระยะเวลาในการให้ผลแก่บุคคลที่กระทำกรรมไว้

2. อกุศลกรรมหรือกุศลกรรมที่บุคคลได้กระทำไว้ไม่ได้สูญหายไปไหน เพียงแต่กรรมนั้นมีระยะเวลาในการให้ผลที่ชัดเจน เช่น บางประเภทให้ผลรวดเร็วภายในชาตินี้ บางประเภทจะให้ผลในชาติต่อไปแล้วก็หมดกำลังในการให้ผล และบางประเภทจะคอยติดตามให้ผลในชาติต่อๆ ไปเมื่อมีโอกาสให้ผลอย่างไม่มีวันสิ้นสุด แต่ถ้ากรรมทั้ง 3 ประเภทข้างต้นไม่สามารถให้ผลได้ ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมที่หมดประสิทธิภาพในการให้ผลไปในที่สุด

3. การศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมจากเรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ที่มีปรากฏหลักฐานอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้เห็นภาพการให้ผลของกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเทียบเคียงภาคทฤษฎีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบาย ความหมาย ลักษณะ และประเภทของทิฏฐธรรมเวทนียกรรม อุปปัชชเวทนียกรรม อปรปริยายเวทนียกรรม และอโหสิกรรมได้

2. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถวิเคราะห์เรื่องราวในพระไตรปิฎกเข้ากับทฤษฎีเรื่องกฎแห่งกรรมที่ศึกษาผ่านมาได้

ปัจจุบันคนในสังคมจำนวนไม่น้อยเริ่มไม่เชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว บางคนคิดว่า ผลของ กรรมไม่มี ตายแล้วไม่มีการเกิดอีก เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ จึงมีความเห็นคล้อยตามคำกล่าวที่ว่า คนทำชั่วได้ชั่วมีที่ไหน คนทำชั่วได้ดีมีถมไป ผลของกรรมไม่มี ตายแล้วสูญ เมื่อมีความคิดและมีความเชื่อเช่นนี้ หลายคนจึงรู้สึกท้อแท้ที่จะทำความดี แต่จากการศึกษาเนื้อหาในบทเรียนที่ผ่านมา นักศึกษาจะพบว่าเรื่องของกรรมมีความซับซ้อนมาก เพราะกรรมก็มีหน้าที่และลำดับในการให้ผลอย่างชัดเจนที่จะคอยให้ผลแก่ทุกคนที่กระทำ ไม่ว่าจะเป็นอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมก็ตามทั้งในอดีตชาติและในปัจจุบันชาติ ไม่มีใครสามารถหลบหนีไปได้ เนื่องจากจิตเป็นสภาพที่สะสมกิเลสและกรรม และทำหน้าที่สืบทอดกรรมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ากรรมนั้นจะให้ผลเสร็จสิ้น เช่น เมื่อเราแอบขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่มีใครรู้เห็น เราอาจจะคิดว่ารอดตัวไป เพราะไม่มีใครจับได้ แต่ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า จิตเป็นสภาพที่สืบทอดกิเลสและกรรม ดังนั้นกรรมที่เราได้กระทำไว้จึงไม่ได้สูญหายไปไหน แต่จะให้ผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน และเมื่อถึงเวลาที่กรรมให้ผลก็จะทำให้เราสูญเสียทรัพย์สินโดยที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เช่น ลงทุนทำอะไรก็ขาดทุนอยู่เสมอ หรือถูกปล้น ถูกลักขโมยทรัพย์สิน เป็นต้น

การศึกษาเรื่องของกรรมจะทำให้เราแน่ใจได้ว่า กรรมนั้นจะให้ผลอย่างแน่นอน ถึงแม้กรรมนั้นอาจจะไม่ได้ให้ผลทันทีในชาติที่ทำอกุศลกรรม แต่อกุศลกรรมนั้นสามารถติดตามให้ผลข้ามภพชาติได้ เพียงแต่จะให้ผลเมื่อไรเท่านั้น เพราะชาตินี้เขายังมีปโยคสมบัติ1) ประกอบกับกุศลกรรมที่เคยกระทำมาในอดีตชาติยังมีกำลังให้ผลอยู่ อกุศลกรรมที่กระทำใหม่นั้นก็ยังต้องรอโอกาสที่จะให้ผลไปก่อน ต่อเมื่อการให้ผลของการกระทำกุศลกรรมของเขาหมดกำลังลง เขาย่อมได้รับผลของอกุศลกรรมนั้นแน่นอน ดังคำกล่าวที่ว่า

“ คนที่ทำกรรมชั่วมักจะไม่เชื่อเรื่องการให้ผลของกรรมตราบใดที่กรรมชั่วนั้นไม่ให้ผล เนื่องจากผลของกุศลกรรมเก่ายังให้ผลไม่หมด ทำให้ลำพองใจคิดว่าผลของกรรมชั่วไม่มี ชาติหน้าก็ไม่มีทำชั่วอย่างไรก็ไม่มีผล เพราะไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ส่วนผู้ที่ทำกรรมดีก็ภาวนาให้กรรมดีที่ได้กระทำนั้นให้ผลไวๆ เมื่อกรรมดียังไม่ให้ผล ก็เกิดความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง และคิดว่าผลของกรรมดีไม่มีอีกเช่นกัน ” ซึ่งคำกล่าวนี้เป็นไปตามพระพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ ปาโปปิ ปสฺสตี ภทฺรํ ยาว ปาปํ น ปจฺจติ

ยทา จ ปจฺจตี ปาปํ อถ (ปาโป) ปาปานิ ปสฺสติ

ภทฺโรปิ ปสฺสตี ปาปํ ยาว ภทฺรํ น ปจฺจติ

ยทา จ ปจฺจตี ภทฺรํ อถ (ภทฺโร) ภทฺรานิ ปสฺสติ.

แม้คนผู้ทำบาป ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดกาลที่บาปยังไม่

เผล็ดผล แต่เมื่อใด บาปเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นบาป

ว่าชั่ว ฝ่ายคนทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่

กรรมดียังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด กรรมดีเผล็ดผล เมื่อนั้น

เขาย่อมเห็นกรรมดีว่าดี ”2)

ดังนั้น จึงควรเชื่อมั่นในเรื่องการให้ผลของกรรมว่าจะให้ผลแก่ผู้กระทำอย่างแน่นอน อย่าไปคิดเปรียบเทียบคนอื่นที่เขามีฐานะดีหรือมีความสุขกว่าเรา ทั้งๆ ที่เราก็ทำบุญมามากมาย ซึ่งบางคนที่เราคิดว่าเขาดีกว่าเราอาจจะไม่ค่อยได้ทำบุญก็ได้ ความคิดเช่นนี้จะทำให้ชีวิตของเราประสบแต่ทุกข์ ยากที่จะมีความสุขในชีวิตได้และอาจทำให้คิดประชดประชันชีวิตด้วยการกระทำอกุศลกรรม ซึ่งก็จะทำให้เราต้องได้รับทุกข์โทษต่อไปอีกอย่างยาวนาน แต่ถ้าเราเปลี่ยนความคิดมาคิดในทางที่ดี มุ่งมั่นทำดีสั่งสมบุญบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ความสุขความเจริญก็จะเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน เปรียบเหมือนต้นกล้าที่บุคคลปลูกขึ้นมา ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าต้นกล้าที่ปลูกไว้จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาแก่คนทั้งหลายได้ อกุศลกรรมหรือกุศลกรรมที่บุคคลกระทำไว้ก็ต้องมีระยะเวลาในการให้ผลเช่นกัน

ในบทที่ 5 นี้ นักศึกษาจะได้ศึกษาหมวดของกรรมให้ผลตามกาลเวลา ซึ่งเป็นหมวดสุดท้ายที่จะทำให้เห็นว่า อกุศลกรรมหรือกุศลกรรมที่บุคคลกระทำไว้จะมีระยะเวลาของการให้ผลอย่างไร เพื่อให้นักศึกษาได้ศึกษาและเข้าใจถึงความซับซ้อนของการให้ผล ซึ่งมีเนื้อหาต่อจากบทที่ 3 และบทที่ 4 ที่ได้ศึกษาผ่านมาแล้ว

การให้ผลของกรรมในหมวดนี้ภาษาบาลีเรียกว่า ปากกาลจตุกกะ เป็นกรรมที่ให้ผลตามกาลเวลา ซึ่งเป็นกรรมในหมวดที่ 3 มีเนื้อหาที่ต่อจากกิจจจตุกกะที่กล่าวถึงหมวดของกรรมให้ผลตามหน้าที่ และปากทานปริยายจตุกกะที่กล่าวถึงหมวดของกรรมให้ผลตามลำดับ ซึ่งกรรมให้ผลตามกาลเวลานี้ มีอยู่ 4 ประเภท คือ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม (กรรมที่ให้ผลในชาตินี้) อุปปัชชเวทนียกรรม (กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า) อปรปริยายเวทนียกรรม (กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป) อโหสิกรรม (กรรมที่เลิกให้ผล) ในเรื่องของกรรมให้ผลตามกาลเวลา เมื่อได้ศึกษาแล้วจะทำให้ทราบถึงความสลับซับซ้อนในการให้ผลของกรรมดังในเนื้อหาของปากกาลจตุกกะที่จะได้กล่าวต่อไปนี้

5.1 ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม

5.1.1 ความหมายของทิฏฐธรรมเวทนียกรรม

ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน คือให้ผลในชาตินี้ เป็นกรรมที่ให้ผลรวดเร็วเป็นปัจจุบันทันด่วน เมื่อบุคคลกระทำแล้วย่อมจะได้รับผลแห่งกรรมที่กระทำในชาติปัจจุบันนี้ ไม่ต้องรอรับผลในชาติหน้าหรือชาติไหน เป็นกรรมที่ให้ผลทันตาเห็น

5.1.2 ลักษณะของทิฏฐธรรมเวทนียกรรม

จากความหมายข้างต้นอาจเปรียบทิฏฐธรรมเวทนียกรรมเหมือนนายพรานเนื้อที่ยิงเนื้อด้วย ลูกศร ถ้าลูกศรถูกเนื้อก็จะทำให้เนื้อตัวนั้นล้มลงในที่นั้น นายพรานเนื้อก็จะถลกหนังของเนื้อตัวนั้นออก เฉือนเป็นชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ ถือเอาเนื้อนั้นไปเลี้ยงครอบครัว แต่ถ้าลูกศรที่ยิงไปไม่ถูก เนื้อตัวนั้นก็จะหนีไปโดยไม่หันกลับมาดูอีก ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมก็เช่นกันที่มีอำนาจให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมในปัจจุบันชาติ เพราะไม่มีอำนาจให้ผลในภพชาติหน้า ถ้าทิฏฐธรรมเวทนียกรรมไม่ได้ให้ผลในปัจจุบันชาตินี้ ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไปทันที

ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมเกิดจากเจตนาที่ประกอบอยู่ในปฐมชวนจิตดวงที่ 1 เนื่องจากการกระทำต่างๆ ทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรม ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางวาจา และทางใจ ย่อมจะมีชวนจิตเกิดขึ้น 7 ครั้งเสมอ ซึ่งมีมากมายนับไม่ถ้วนในการกระทำอย่างหนึ่ง3) ในหนังสือกรรมทีปนีได้อ้างถึงอรรถกถาอรรถสาลินีว่า

ทิฏฺฐธมฺมเวทนียํ ปฐมํ ชวนํ ภเว

ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมนั้น ได้แก่ เจตนาที่ประกอบอยู่ในชวนจิตดวงที่ 14)

จากคำกล่าวของอรรถกถาจารย์นั้นทำให้ทราบถึงลักษณะของทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่ให้ผลเพียงแค่ในชาติปัจจุบันนี้เท่านั้น เพราะกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา ซึ่งประกอบอยู่ในชวนจิตดวงที่ 1 นี้มีกำลังน้อย ไม่มีกำลังมากเหมือนชวนะดวงที่ 2-3-4-5-6-7 เพราะเป็นชวนะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมในชาติหน้าหรือชาติต่อๆ ไปได้ ซึ่งทิฏฐธรรมเวทนียกรรมมี 2 ประเภท ได้แก่

1)ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม กรรมที่บันดาลให้ได้รับผลในปัจจุบันชาตินี้ทันที เพราะกรรมประเภทนี้มีกำลังในการให้ผลมาก จึงสามารถที่จะบันดาลให้บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมได้รับผลภายใน 7 วันอย่างแน่นอน แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ

- ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรม

ผลแห่งกรรมจะบันดาลให้บุคคลที่กระทำกรรมได้รับความทุกข์เดือดร้อนภายใน 7 วัน ดังเช่นกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก เรื่องพระเจ้าสุปปพุทธศากยะ5)

พระเจ้าสุปปพุทธศากยะเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองเมืองเทวทหะ เป็นพระบิดาของพระเทวทัตและพระนางยโสธรา พระองค์ได้ผูกอาฆาตพยาบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเหตุ 2 ประการ คือ พระพุทธองค์ทิ้งพระนางยโสธราออกบวชและยังผูกเวรกับพระเทวทัต วันหนึ่งจึงเสด็จเข้าไปปิดทางเสด็จบิณฑบาตของพระพุทธองค์ ด้วยการนั่งเสวยน้ำจัณฑ์ในระหว่างทาง ถึงแม้จะมีคนกราบทูลห้าม แต่พระองค์ก็ยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น พระพุทธองค์จึงเสด็จกลับไป

หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ พระเจ้าสุปปพุทธะได้ทำกรรมหนัก ในวันที่ 7 จะถูกธรณีสูบที่ใกล้เชิงบันไดในปราสาท”เมื่อพระเจ้าสุปปพุทธะทรงทราบคำตรัสของพระพุทธองค์จากจารบุรุษ จึงเสด็จหนีขึ้นไปอยู่บนปราสาทชั้นที่ 7 และรับสั่งให้พวกมหาดเล็กเฝ้าที่เชิงบันได เพื่อห้ามไม่ให้พระองค์ลงไปข้างล่างตลอด 7 วัน โดยมุ่งหมายเพื่อให้พระดำรัสของพระพุทธองค์เป็นเท็จ

เมื่อถึงวันที่ 7 ม้ามงคลของพระเจ้าสุปปพุทธะเกิดคึกคะนองขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่พอม้ามงคลเห็นพระเจ้าสุปปพุทธะที่หน้าต่างก็เงียบสงบลง พระองค์จึงมีความประสงค์ที่จะลงไปจับม้ามงคล เมื่อพระองค์กำลังจะลง ประตูปราสาทได้เปิดออกเอง พวกคนแข็งแรงที่อยู่ตรงประตูเห็นเช่นนั้นก็ช่วยกันจับพระองค์ไว้ แต่ด้วยอำนาจของกรรม ทำให้พระองค์คะมำหน้าลงพร้อมทั้งแผ่นดินได้แยกออกแล้วสูบพระองค์ลงไปสู่อเวจีมหานรกทันที พระเจ้าสุปปพุทธะได้ทำกรรมหนัก คือ การผูกโกรธอาฆาตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ต้องไปเกิดในอเวจีมหานรก เพราะกรรมนั้นเป็นปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่มีกำลังมาก จึงทำให้ผู้ที่กระทำกรรมได้รับผลในปัจจุบันชาตินี้ทันที

- ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายกุศลกรรม

ผลแห่งกรรมจะบันดาลให้บุคคลที่กระทำกรรม ให้ได้รับความสุขความเจริญอย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน ดังเช่นกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก เรื่องกาฬวฬิยเศรษฐี6)

ในสมัยพุทธกาล มีชายยากจนคนหนึ่งชื่อ กาฬวฬิยะ ทำงานหาเงินด้วยความยากลำบากวันหนึ่งภรรยาของเขาได้เตรียมข้าวยาคูและผักดองเพื่อเป็นอาหารให้กับเขา ในวันนั้นพระมหากัสสปเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ และปรารถนาจะสงเคราะห์คนยาก พระเถระเห็นภรรยาของนายกาฬวฬิยะ จึงไปยืนที่ประตูบ้าน แต่วันนั้นนายกาฬวฬิยะออกไปทำงานนอกบ้าน ภรรยาของเขาเห็นพระเถระมายืนอยู่หน้าประตูบ้าน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงถวายอาหารทั้งหมด แล้วไปบอกสามีด้วยความดีใจ

เมื่อนายกาฬวฬิยะทราบความที่ภรรยาของตนได้ถวายอาหารแก่พระมหากัสลัปะแล้ว เขาก็มีจิตอนุโมทนา พระมหากัสสปะรับภัตตาหารแล้วก็นำไปถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก พระพุทธองค์ทรงแบ่งให้ภิกษุทั้งหลายได้ขบฉันด้วย นายกาฬวฬิยะตามไปที่พระวิหารในขณะที่พระภิกษุฉันเสร็จพอดี จึงมีโอกาสได้รับประทานอาหารในส่วนที่เหลือ พระมหากัสสปะกราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงอานิสงส์ที่นายกาฬวฬิยะจะได้รับต่อหน้าเขาในเวลานั้น พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ว่า อีก 7 วัน เขาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเศรษฐี เมื่อเขาได้ยินดังนั้นก็ปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเหตุการณ์ก็เป็นจริง เพราะภรรยาของนายกาฬวฬิยะได้อาสาพระราชาเพื่อนำอาหารของพระองค์ไปให้นักโทษที่ถูกเสียบอยู่บนหลาวในป่าช้าที่เต็มไปด้วยอมนุษย์

ในระหว่างทางมียักษ์ตนหนึ่งฝากให้นางช่วยประกาศว่า ภรรยาของเขาซึ่งเป็นบุตรสาวของสุมนเทพได้คลอดบุตรเป็นชายแล้ว ด้วยความที่สุมนเทพมีความปีติยินดีที่ได้หลานชาย จึงยกขุมทรัพย์ที่อยู่ใต้ต้นไทรให้แก่นางที่นำข่าวอันเป็นมงคลมาให้ หลังจากที่นางให้อาหารแก่นักโทษที่นั่งอยู่บนหลาวแล้ว ก็ได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระเจ้าพิมพิสาร และเมื่อขุดทรัพย์สมบัติมากมายขึ้นมา ทั้งสองสามีภรรยาจึงได้รับฉัตรเศรษฐีจากพระองค์ให้เป็นเศรษฐีประจำเมือง มีชื่อว่า ธนเศรษฐี นับแต่นั้นมานายกาฬวฬิยะและภรรยาก็ได้รับความสุขสบายตลอดชีวิต ด้วยปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายกุศลกรรมที่กระทำไว้ จึงทำให้ได้รับผลแห่งกุศลกรรมนั้นเป็นเศรษฐีในปัจจุบันชาตินี้

ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม เป็นกรรมที่มีกำลังมาก สามารถที่จะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมไว้ภายในกำหนดเวลา 7 วันเท่านั้น

2)อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือ กรรมที่บันดาลให้ได้รับผลหลังจากที่กระทำไว้แล้วเกิน 7 วัน ภายในปัจจุบันชาตินี้ เพราะกรรมประเภทนี้มีกำลังน้อยกว่ากรรมประเภทแรก จึงให้ผลแก่ผู้กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมหลังจากวันที่ 7 ไปแล้ว โดยมีกำหนดการให้ผล ดังนี้

1. อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรมทั้งฝ่ายอกุศลกรรมและฝ่ายกุศลกรรม ที่บุคคลกระทำแล้วในปฐมวัย บางชนิดอาจบันดาลให้บุคคลที่กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมให้ได้รับผลในปฐมวัย บางชนิดก็ให้ได้รับผลในมัชฌิมวัย บางชนิดก็ให้ได้รับผลในปัจฉิมวัย

2. อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรมทั้งฝ่ายอกุศลกรรมและฝ่ายกุศลกรรม ที่บุคคลกระทำแล้วในมัชฌิมวัย บางชนิดก็อาจบันดาลให้บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมนั้นให้ได้รับผลในตอนมัชฌิมวัย บางชนิดก็ให้ได้รับผลในตอนปัจฉิมวัย

3. อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรมทั้งฝ่ายอกุศลกรรมและฝ่ายกุศลกรรม ที่บุคคลกระทำแล้วในปัจฉิมวัย บางชนิดย่อมสามารถดลบันดาลให้บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมให้ได้รับผลในปัจฉิมวัย

จากระยะเวลาการให้ผลของกรรมดังกล่าว เพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นจะขอยกกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกในเรื่อง กรรมทันตาเห็นของคนชอบกินเนื้อ7)

ในสมัยพุทธกาล ชายคนหนึ่งมีอาชีพฆ่าสัตว์ขาย ตัวเขาเองทำหน้าที่เพชฌฆาต ทุกวันหลังจาก ฆ่าสัตว์ เมื่อแล่เนื้อแยกส่วนต่างๆ ขายเสร็จแล้ว เขาจะเลือกเนื้อสันเก็บไว้ให้ภรรยาประกอบอาหารสำหรับรับประทานในครอบครัว เขาประกอบอาชีพนี้เป็นเวลานานถึง 45 ปี โดยที่ตลอดชีวิตเขาไม่เคยมีความคิดที่จะทำทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่พระพุทธองค์ก็ประทับอยู่ในพระมหาวิหารเวฬุวัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลไปจากบ้านของเขา และตัวเขาเองก็เคยเห็นพระพุทธองค์และเหล่าพระภิกษุอยู่ เนืองๆ แต่เขาก็ไม่เคยแม้แต่จะฟังธรรมหรือยกมือไหว้

ชายผู้นี้บริโภคอาหารโดยเฉพาะเนื้อที่เขาลงมือฆ่าด้วยตัวเองเท่านั้น จะไม่บริโภคอาหารอย่างอื่นเลย วันหนึ่งเขาขายเนื้อหมดแล้ว ได้เลือกเนื้อก้อนหนึ่งมอบให้ภรรยาสำหรับประกอบอาหาร แล้วจึงไปอาบน้ำชำระร่างกาย หมายใจว่าเมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็จะได้บริโภคอาหารที่ภรรยาทำไว้เสร็จพอดี แต่ในระหว่างที่เขาอาบน้ำอยู่ เพื่อนสนิทของเขามาที่บ้านและเอ่ยปากขอซื้อเนื้อต่อภรรยาเขา ซึ่งภรรยาเขาได้บอกไปว่า ไม่มีเนื้อที่จะขายคงเหลือแต่เนื้อสำหรับประกอบอาหารให้ผู้เป็นสามี เพื่อนของเขาไม่ฟังอะไรวางเงินไว้แล้วหยิบเนื้อนั้นไป

สามีเมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จกลับมา หวังจะบริโภคอาหารเห็นสำรับอาหารแต่ไม่มีเนื้อจึงถามภรรยา เมื่อภรรยาบอกว่าเพื่อนของเขาเอาไปเสียแล้ว โดยไม่ฟังคำอธิบายอะไร เขามีอารมณ์ขุ่นมัวและฉุนเฉียวด้วยความหิว ลุกขึ้นคว้ามีดเดินลงจากเรือน อ้อมไปยังหลังบ้านที่มีโคผูกไว้ เมื่อไปถึงโคตัวนั้นเขาเอามือล้วงเข้าไปในปากโค ดึงลิ้นมันออกมา เฉือนด้วยมีดจนลิ้นนั้นขาด แล้วนำไปส่งให้ภรรยาเพื่อประกอบอาหาร ส่วนโคเมื่อถูกตัดลิ้นมันถึงกับอ้าปากร้องอย่างทรมานด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลไม่หยุด และในที่สุดมันไม่สามารถทนพิษความเจ็บปวดได้จึงขาดใจตาย

เมื่อภรรยาของเขาประกอบอาหารเสร็จแล้ว เขาจึงนั่งบริโภคด้วยความหิวโหย แต่เขาบริโภคอาหารเข้าไปได้่เพียงแค่สามคำเท่านั้น ทันใดนั้นเองลิ้นของเขาได้ขาดร่วงออกมาจากปากลงสู่จานข้าว เลือดพุ่งกระฉูด เขาอ้าปากร้องลั่น คลานรอบบ้าน มีเลือดและน้ำตาไหลนองพื้น ได้รับความทุกข์ทรมานเจ็บปวดยิ่งนัก และในที่สุดเขาได้ล้มลงสิ้นใจตายไปต่อหน้าภรรยาและลูกๆ

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมจะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือ กุศลกรรมให้ได้รับผลในชาตินี้ แต่ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมจะสามารถให้ผลได้นั้น จะต้องประกอบด้วยลักษณะ 4 ประการ8) ดังนี้

1. เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่ไม่ได้ถูกเบียดเบียนจากกรรมที่ตรงข้ามกัน หมายความว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่เป็นกุศลกรรม จะไม่ถูกเบียดเบียนจากทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่เป็นอกุศลกรรม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมที่จะมีโอกาสให้ผลแก่บุคคลที่กระทำกรรมให้ได้รับผลที่ตนกระทำไว้ในปัจจุบันชาตินี้ แต่ถ้าถูกเบียดเบียนแล้วก็จะไม่สามารถให้ผลได้ และกลายเป็นอโหสิกรรมไป

2. เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่มีกำลังเป็นพิเศษ เพราะได้รับความสนับสนุนส่งเสริมจากวิบัติ 4 ประการ9) และสมบัติ 4 ประการ10) ซึ่งถ้าเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายกุศลกรรม ก็ต้องประกอบด้วยสมบัติ 4 ประการ จึงจะสามารถให้ผลแก่บุคคลที่กระทำกุศลกรรมได้ แต่ถ้าเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรมที่ประกอบด้วยสมบัติ 4 ประการอย่างนี้แล้ว ย่อมจะไม่สามารถให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมได้

3. เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่มีกำลังแรงมากด้วยอำนาจแห่งปุญญาภิสังขาร หมายความว่า บุคคลที่มีความตั้งใจเพียรพยายามที่จะทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรม จิตของเขาในขณะนั้นย่อมมีกำลังแรงมากที่สามารถให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมในปัจจุบันชาตินี้ได้ แต่ถ้าไม่ประกอบด้วยปุญญาภิสังขารแล้ว ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมย่อมไม่มีกำลังมากพอที่จะให้ผลในปัจจุบันชาตินี้ ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไป

4. เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมที่สำเร็จลงด้วยอำนาจแห่งการกระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมต่อบุคคลที่ประกอบด้วยคุณวิเศษทั้งหลาย หมายความว่า ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรม ก็ต้องสำเร็จลงด้วยการประกอบกรรมชั่วอย่างร้ายแรงต่อบุคคลที่ประกอบด้วยคุณวิเศษ เช่น นันทยักษ์ที่ตีศีรษะพระสารีบุตรผู้กำลังเข้านิโรธสมาบัติ จึงทำให้ถูกธรณีสูบ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรมฝ่ายกุศลกรรม ก็ต้องเป็นกรรมที่สำเร็จลงด้วยการประกอบความดีอย่างหนักต่อบุคคลที่ประกอบด้วยคุณวิเศษ เช่น มหาทุคคตะมีความตั้งใจอย่างมากที่จะถวายทาน และได้ถวายทานแด่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้กลายเป็นมหาเศรษฐีมีทรัพย์มาก เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมจะสามารถให้ผลในปัจจุบันชาตินี้ได้ ก็ต่อเมื่อประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการนี้ แต่ถ้าไม่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการนี้ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมย่อมไม่สามารถที่จะให้ผลเกิดขึ้นได้ในปัจจุบันชาตินี้ ซึ่งถ้าให้ผลไม่ได้ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมทันที

5.2 อุปปัชชเวทนียกรรม

5.2.1 ความหมายของอุปปัชชเวทนียกรรม

อุปปัชชเวทนียกรรม หมายถึง กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า เป็นกรรมที่บุคคลกระทำแล้วย่อมได้รับผลแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในชาติหน้าต่อจากชาตินี้อย่างแน่นอน

5.2.2 ลักษณะของอุปปัชชเวทนียกรรม

อุปปัชชเวทนียกรรมเป็นกรรมที่ให้ผลในชาติที่ 2 นับจากชาติปัจจุบันนี้ ด้วยอำนาจเจตนาที่อยู่ในชวนจิตดวงที่ 7 หมายความว่า เมื่อบุคคลได้ทำอกุศลกรรม หรือกุศลกรรมในปัจจุบันชาตินี้ และเจตนาที่อยู่ในชวนจิตดวงที่ 1 คือ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมไม่มีโอกาสที่จะให้ผลในชาตินี้ จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเจตนากรรมที่อยู่ในชวนจิตดวงที่ 7 คืออุปปัชชเวทนียกรรมที่จะให้ผลในชาติที่ 2 คือชาติที่เกิดต่อจากชาตินี้ ตามสมควรแก่กรรมที่ได้กระทำไว้ อุปปัชชเวทนียกรรมแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายเหมือนกับกรรมประเภทอื่น คือ

1)อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรม ได้แก่ บาปชนิดหนัก คือ อนันตริยกรรม 5 และนิตยมิจฉาทิฏฐิกรรม ดังกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก เรื่องปรโลกของนันทิยอุบาสกและนางเรวดี11)

ในอดีตกาลที่กรุงพาราณสี มีตระกูลมั่งคั่งใหญ่โตตระกูลหนึ่ง เป็นตระกูลสัมมาทิฏฐิ มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เมื่อบุตรชายของตระกูลเศรษฐีนี้ที่ชื่อ นันทิยะ เจริญวัยขึ้น บิดามารดาจึงสู่ขอนางเรวดีมาเป็นสะใภ้ของตน แต่นางเป็นคนไม่มีศรัทธา มีความตระหนี่ นันทิยะจึงไม่ปรารถนาที่จะแต่งงานด้วย บิดามารดาของเขาจึงออกอุบายให้นางเรวดีอยู่ในบ้านและให้นางแกล้งทำเป็นคนมีศรัทธา หมั่นอุปัฏฐากบำรุงพระภิกษุสงฆ์ นางจึงฝืนใจทำ ทั้งๆ ที่ใจจริงไม่ได้มีความเคารพเลื่อมใส นันทิยะเมื่อเห็นนางมีจิตเลื่อมใสแล้ว จึงยอมแต่งงานกับนาง

เมื่อบิดามารดาของนายนันทิยะเสียชีวิตลง ความเป็นใหญ่ทุกอย่างในเรือนจึงตกอยู่กับนาง ส่วนนายนันทิยะได้บำเพ็ญทานอย่างเต็มที่เป็นประจำ ยิ่งทำก็ยิ่งมีศรัทธาเพิ่มขึ้น คราวหนึ่งเขาได้สร้างศาลาจตุรมุขหลังใหญ่ 4 หลัง ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พร้อมด้วยตั่งเตียง ที่นั่ง ที่นอน และอุปกรณ์ต่างๆ ครบถ้วนบริบูรณ์ ในวันฉลองศาลาได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อจะถวายศาลาจึงหลั่งน้ำทักษิโณทกลงบนพระหัตถ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในขณะนั้นเอง ทิพยวิมานของนันทิยอุบาสก ซึ่งประดับด้วยรัตนะ 7 มีความยาวและความกว้างด้านละ 12 โยชน์ มีความสูง 100 โยชน์ พร้อมด้วยเหล่าเทพอัปสรหนึ่งพัน ได้บังเกิดขึ้นเพื่อเขา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทันที

ครั้งหนึ่ง เขาต้องไปค้าขายต่างเมืองนานหลายวัน จึงบอกนางเรวดีให้ดูแลเรื่องการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์และให้ทานแก่คนยากไร้แทนตน ซึ่งนางก็รับคำแต่ก็ให้ทานอยู่สองสามวัน แล้วก็ไม่ให้อาหารสำหรับคนยากไร้อีกต่อไป นอกจากนั้นนางยังไม่มีความเคารพในทาน นางจึงถวายข้าวสุกและอาหารที่เหลือจากการบริโภคใส่บาตรพระ พระภิกษุเห็นว่าเป็นของเดน ไม่ควรแก่การฉัน เมื่อกลับถึงวัดท่านจึงเทอาหารเหล่านั้นทิ้ง นางเรวดีเมื่อทราบความที่พระภิกษุเทอาหารทิ้ง นางจึงได้โอกาสด่าบริภาษพระภิกษุเหล่านั้น แล้วเลิกการให้ทานอีกต่อไป

เมื่อนายนันทิยะกลับมา ได้ทราบความเป็นจริงทั้งปวง จึงไล่นางออกไปจากเรือน แล้วถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข และให้ทานแก่คนยากไร้เช่นเดิม เมื่อนายนันทิยะเสียชีวิตลง ได้ไปบังเกิดในวิมานของตนบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นางเรวดีก็กลับมารับมรดกครอบครองสมบัติทั้งหมด และได้เลิกให้ทานทุกอย่าง เที่ยวด่าบริภาษภิกษุสงฆ์ วันหนึ่งขณะที่นางกำลังนอนอยู่ ได้ยินเสียงดังมาจากด้านบนว่า “ จากนี้ไปอีก 7 วัน นางเรวดีจะต้องตาย แล้วไปตกนรก” เมื่อมหาชนได้ยินต่างก็สลดใจ และพากันหวาดสะดุ้งกลัว

นางเรวดีเมื่อได้ยินเสียงนั้น จึงขึ้นปราสาทปิดประตู เมื่อถึงวันที่ 7 ท้าวเวสสุวรรณบัญชาให้ยักษ์ 2 ตน ไปนำตัวนางเรวดีมาให้มหาชนดูทั่วพระนคร แล้วเหาะพาไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แสดงวิมานและสมบัติของนายนันทิยะให้นางเห็น แล้วส่งนางไปที่อุสสทนรก ซึ่งบุรุษของพญายมได้โยนนางลงอุสสทนรก ถูกนายนิรยบาลตัดมือ เท้า หู จมูก และถูกฝูงกาจิกกิน นางเรวดีผู้ไม่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไม่ได้ให้ทานและเที่ยวด่าบริภาษพระภิกษุ การกระทำของนางในครั้งนี้เป็นอกุศลกรรมที่หนักมากจนเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมที่ทำให้นางต้องตกนรกไปรับโทษอย่างแสนสาหัส

2)อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายกุศลกรรม ได้แก่ บุญชนิดหนัก คือ มหัคคตกุศล 8 ที่บุคคลใดได้บำเพ็ญเพียรจนได้สำเร็จฌานแล้ว บุคคลนั้นเมื่อละจากโลกนี้แล้ว เขาย่อมไปบังเกิดบนพรหมโลกด้วยอำนาจของฌานสมาบัติขั้นสูงสุดที่ตนทำได้ ส่วนฌานกุศลที่มีกำลังต่ำลงมาก็กลายเป็นอโหสิกรรมดังกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก เรื่อง ราชธิดาทำลายตบะของดาบส12)

ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพราหมณ์มหาศาลชื่อ อุทิจจะ เมื่อศึกษาสำเร็จศิลปศาสตร์แล้ว จึงออกบวชเป็นดาบสอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมจนได้ฌานและอภิญญา ในป่านั้นมีแม่เนื้อตัวหนึ่งมาเคี้ยวกินหญ้าที่เจือน้ำเชื้อของดาบสในสถานที่ถ่ายปัสสาวะของดาบสแล้วดื่มน้ำ นางเนื้อนั้นมีจิตรักใคร่ผูกพันในดาบส จึงตั้งครรถ์ เมื่อนางเนื้อคลอดบุตรเป็นมนุษย์ผู้ชาย ดาบสจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อิสิสิงคกุมาร และเลี้ยงดูจนเจริญวัยจึงให้บวชเป็นดาบส และสั่งสอนในกสิณบริกรรม ในไม่ช้าฌานและอภิญญาก็เกิดขึ้น อิสิสิงคดาบสได้ฝึกเข้าฌาน ประลองฌานจนเกิดความชำนาญ เป็นเหตุให้อาสนะท้าวสักกะแสดงอาการร้อน เมื่อท้าวสักกะทรงทราบเหตุ ก็เกรงว่าตนเองจักหมดอำนาจ เพราะบารมีและศีลของดาบส จึงคิดจะทำลายศีลของดาบสโดยการ ห้ามฝนไม่ให้ตกในกาสิกรัฐตลอด 3 ปี ทำให้ชาวเมืองเดือดร้อน จึงไปกราบทูลพระราชา จากนั้นท้าวสักกเทวราชก็มาบอกแก่พระราชาว่า อิสิสิงคดาบส มีตบะกล้าแข็ง เพ่งดูอากาศ ฝนจึงไม่ตก จึงต้องทำลายตบะของพระดาบสเสีย” พระราชาจึงให้พระธิดาพระนามว่า นฬินิกา ไปทำลายตบะดาบส

วันหนึ่ง ดาบสพระโพธิสัตว์ให้อิสิสิงคดาบสผู้เป็นบุตรเฝ้าอยู่ที่อาศรม ตนเองเข้าไปสู่ป่าเพื่อหาผลไม้น้อยใหญ่ พระราชธิดานฬินิกาที่ปลอมตัวเป็นฤๅษีจึงได้โอกาสเข้าไปในอาศรมของดาบส และทำลายตบะของดาบสได้สำเร็จ เมื่อหลอกทำลายศีลของดาบสให้วิบัติได้แล้วจึงรีบกลับพระนคร พระโพธิสัตว์กลับมาเห็นอิสิสิงคะนอนบ่นเพ้อรำพันอยู่ ก็ทราบว่า ศีลของดาบสนี้ เห็นทีจักถูกผู้หญิงคนหนึ่งทำลายให้ขาดเสียแล้วเป็นแน่ ดังนี้เมื่อจะกล่าวสอนดาบสนั้น จึงกล่าวว่า

ดูก่อนลูกรัก ก็ภูตคือพวกยักษ์นั้นย่อมเที่ยวไปในมนุษยโลก โดยรูปแปลกไว้ ก็เพื่อเคี้ยวกิน พวกคนที่ตกไปสู่อำนาจของตน นรชนผู้มีปัญญา ไม่พึงคบหาพวกภูตคือยักษ์เหล่านั้น การประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมฉิบหายไป เพราะถึงความเกาะเกี่ยวกันเช่นนั้น ดังนั้นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ควรลุ่มหลงพวกฤๅษีที่ปลอมตัวมาหลอก เพราะหากลุ่มหลงก็จะทำให้ละทิ้งตบะและเดชแห่งสมณะ เจ้าถูกนางยักษิณีนั้นพบเห็นแล้ว แต่ยังไม่ถูกเคี้ยวกิน”

อิสิสิงคดาบสได้ฟังดังนั้นเกิดความกลัวกลับได้สติ จึงตั้งใจเจริญพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แล้วกลับได้ฌานและอภิญญาอีกครั้งหนึ่ง เจริญพรหมวิหารอยู่จนตลอดชีวิต เมื่อถึงคราวละโลก ฌานสมาบัติซึ่งเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายกุศล ก็ทำให้ได้ไปบังเกิดบนพรหมโลก

สำหรับการให้ผลของอุปปัชชเวทนียกรรมนั้น อุปปัชชเวทนียกรรมทั้ง 2 ฝ่าย จะให้ผลตามลำดับหนักเบา คือ เมื่อบุคคลกระทำกรรมอันเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรมไว้หลายประการ ครั้นเมื่อเขาตายแล้ว อุปปัชชเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรมชนิดที่หนักที่สุดย่อมให้ผล คือชักนำให้บุคคลนั้นไปเกิดในนรกทันที ต่อเมื่ออกุศลกรรมชนิดหนักที่สุดให้ผลแล้ว อกุศลกรรมชนิดเบารองลงมาก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ประกอบอนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการ เมื่อเขาตายไปแล้ว สังฆเภทซึ่งเป็นกรรมที่มีโทษหนักที่สุด ย่อมให้ผลชักนำให้บุคคลผู้นั้นไปเกิดในนรกทันที13) ส่วนอนันตริยกรรมที่เหลือก็จะกลายเป็นอโหสิกรรม จะไม่มีโอกาสให้ผลแก่เขาเลย

5.3 อปรปริยายเวทนียกรรม

5.3.1 ความหมายของอปรปริยายเวทนียกรรม

อปรปริยายเวทนียกรรม มาจากคำ 3 คำ คือ อประ หมายถึง ภพอื่น ชาติอื่น ปริยายะ หมายถึง วาระ กำหนดระยะเวลา และเวทนียะ หมายถึง กรรมที่จะเสวยผล เมื่อรวมความแล้วก็จะหมายถึง กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป คือตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป

5.3.2 ลักษณะของอปรปริยายเวทนียกรรม

อปรปริยายเวทนียกรรม เป็นกรรมที่ให้ผลในชาติที่ 3 นับจากปัจจุบันชาตินี้เป็นต้นไป เมื่อบุคคลทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมประเภทนี้แล้ว กรรมนั้นจะยังไม่ให้ผลในชาติปัจจุบัน และชาติหน้าซึ่งถัดจากชาติปัจจุบัน แต่จะให้ผลในชาติที่ 3 เป็นต้นไป โดยไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยอำนาจของเจตนากรรมในชวนจิตดวงที่ 2 ถึงดวงที่ 6 โดยจะติดตามบุคคลที่กระทำกรรมไปในทุกหนทุกแห่ง และเมื่อได้โอกาสก็จะให้ผลทันที เปรียบเหมือนนายพรานสุนัข เมื่อเห็นเนื้อแล้วก็ปล่อยสุนัขให้ไล่เนื้อ เมื่อสุนัขไล่ตามไปทันในที่ใด ก็จะกัดเนื้อล้มลงในที่นั้น อปรปริยายเวทนียกรรมก็เช่นกัน เป็นกรรมที่ผู้ใดกระทำแล้วก็จะเป็นกรรมของผู้นั้นตลอดไป จะไม่มีการสูญสิ้นอันตรธานไปไหน เว้นไว้แต่บุคคลที่กระทำกรรมจะบรรลุเป็นพระอรหันต์หมดกิเลสดับขันธ์เข้าพระนิพพาน กรรมนี้จึงจะหมดโอกาสให้ผล ซึ่งเมื่ออปรปริยายเวทนียกรรมนี้ได้ช่องได้โอกาสตามทันบุคคลที่กระทำกรรมในชาติใดแล้ว ก็จะทำหน้าที่ให้ผลทันที ไม่ว่าบุคคลที่กระทำกรรมนั้นจะอยู่ในฐานะอย่างไรก็ตาม อปรปริยายเวทนียกรรมแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ

1) อปรปริยายเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลกรรม คือ กรรมชั่ว หรือกรรมฝ่ายบาป ที่จะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำกรรมให้ได้รับทุกข์โทษความเดือดร้อนตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไปทันที ดังเช่นกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก เรื่องตายเพราะกรรมเก่าตามทัน14)

ในสมัยพุทธกาล พระภิกษุกลุ่มหนึ่งมีความปรารถนาที่จะเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงพากันโดยสารเรือเดินสมุทรลำใหญ่เพื่อไปยังเมืองสาวัตถี วันหนึ่งในขณะที่แล่นอยู่กลางทะเล เรือได้หยุดนิ่งโดยไร้สาเหตุและไม่สามารถแล่นต่อไปได้ นายเรือจึงสั่งลูกเรือให้ตรวจตราเรือเพื่อหาจุดชำรุด แต่แม้จะตรวจดูจนทั่วเรืออยู่หลายรอบก็ไม่ปรากฏว่าเรือมีอาการชำรุดแต่อย่างใด เมื่อไม่เห็นวิธีการที่จะสามารถทำให้เรือแล่นต่อไปได้ นายเรือจึงเรียกผู้โดยสารทั้งหมดมารวมตัวกันเพื่อแจ้งให้พวกเขารับทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และเพื่อให้ทุกคนช่วยกันระดมความคิดในการหาทางแก้ไข ซึ่งในที่สุดได้มีผู้หนึ่งกล่าวขึ้นว่าในเรือน่าจะมีคนที่เป็นกาลกิณีอยู่จึงทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เมื่อทุกคนเห็นพ้องตรงกัน จึงทำสลากขึ้นมาให้ทุกคนจับ ปรากฏว่า ภรรยาสาวของนายเรือจับได้ถึง 3 ครั้ง นายเรือไม่อาจปล่อยให้ลูกเรือคนอื่นได้รับอันตราย โดยเห็นแก่ภรรยาของตนเพียงคนเดียว จึงตัดสินใจให้คนเอาถังที่บรรจุทรายจนเต็มผูกคอนางเอาไว้ แล้วจับโยนลงในมหาสมุทรจมหายไป เรือจึงแล่นไปได้ตามปรกติ

เหล่าพระภิกษุซึ่งโดยสารเรือลำนั้นมา เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงบังเกิดความสังเวชสงสารนาง และพากันสงสัยถึงเหตุที่ทำให้เรือไม่แล่นทั้งที่ไม่ได้ชำรุด กับเหตุที่นางต้องตายในวัยสาวด้วยเหตุที่ไม่สมควร เมื่อเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้กราบทูลเล่าเรื่องราวที่พวกตนได้พบเห็นให้พระพุทธองค์ทรงทราบ แล้วทูลถามเหตุที่ทำให้ภรรยานายเรือถูกโยนลงทะเลจนถึงแก่ความตาย

พระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าถึงบุพกรรมของนางให้แก่ภิกษุเหล่านั้นฟังว่า ในอดีตชาติ นางเกิดเป็นภรรยาของหนุ่มชาวนาคนหนึ่ง ได้ทำหน้าที่ของแม่บ้านอย่างดี คราวหนึ่งนางได้สุนัขพเนจรมาตัวหนึ่ง จึงเลี้ยงดูด้วยความเมตตาจนสุนัขนั้นมีความรักใคร่ในตัวนาง เมื่อนางจะไปในที่ใด สุนัขนั้นก็จะติดตามไปทุกแห่ง และไม่ว่านางจะทำการงานสิ่งใด สุนัขนั้นก็จะนอนเฝ้าดูนางอยู่เสมอ พวกเด็กหนุ่มเห็นเช่นนั้น จึงพากันพูดล้อเลียนนาง ทำให้นางรู้สึกอับอายมาก จึงคว้าไม้ไล่ตีสุนัขเพื่อไม่ให้ตามมาอีก แต่เนื่องจากสุนัขตัวนี้เคยเป็นสามีของนางในอดีตชาติ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่โกรธหรือหลบหนี แต่กลับยังคอยติดตามนางเช่นเดิม

นางโกรธสุนัขมากที่ชอบติดตามไปทุกที่ ในวันหนึ่งเมื่อนางนำอาหารไปส่งสามีที่ทุ่งนาจึงแสร้งทำเป็นเรียก เมื่อสุนัขเห็นเข้าก็มาหาและตามไปโดยไม่ลังเล นางจึงเอาเชือกผูกคอสุนัขกับถังที่บรรจุทรายจนเต็ม แล้วผลักสุนัขตกลงไปในน้ำ เพราะกรรมนั้น ทำให้นางต้องไปเกิดในอบายภูมิเป็นเวลายาวนาน เมื่อวิบากกรรมลดลงก็มาเกิดเป็นมนุษย์และได้มาเป็นภรรยาของนายเรือในชาติปัจจุบัน กรรมที่นางทำกับสุนัขนั้นได้กลายเป็นอปรปริยายเวทนียกรรม ทำให้นางถูกจับโยนลงทะเลโดยมีเชือกผูกคอเข้ากับหม้อบรรจุทรายจนถึงแก่ความตายเหมือนกัน

2) อปรปริยายเวทนียกรรมฝ่ายกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายดีหรือกรรมฝ่ายบุญที่จะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำกรรมให้ได้รับความสุขความเจริญตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไปทันที ดังเช่นกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกเรื่องพระนางมัลลิการาชเทวี15)

พระนางมัลลิกาเทวีเป็นผู้ที่จัดแจงการถวายอสทิสทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งถือเป็นกุศลกรรมอันยิ่งใหญ่ เพราะการถวายทานเช่นนี้จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ นอกจากนั้นพระนางยังได้ประกอบคุณงามความดีสร้างบุญกุศลเอาไว้มากมาย แต่ได้หลอกลวงพระเจ้าปเสนทิโกศลในเรื่องที่พระนางยินดีในสัมผัสของสุนัข แม้ว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลจะไม่ติดใจ แต่กรรมลามกนั้นได้ติดอยู่ในใจพระนางไปจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต ทำให้ต้องไปเกิดในอเวจีมหานรกถึง 7 วันมนุษย์ แล้วจึงไปเสวยผลบุญบนสวรรค์ชั้นดุสิต การไปสู่สวรรค์ชั้นนี้ถือว่าเป็นอปรปริยายเวทนียกรรมของพระนาง ซึ่งให้ผลในชาติที่ 3 เป็นต้นไป

5.4 อโหสิกรรม

5.4.1 ความหมายของอโหสิกรรม

อโหสิกรรม คือ อกุศลกรรมหรือกุศลกรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว หรือเป็นกรรมที่รอให้ผลอยู่ แต่ไม่มีโอกาสให้ผล หากว่าล่วงเลยเวลาในการให้ผลก็จะเป็นอโหสิกรรมไป คือ เลิกให้ผล เพราะไม่มีโอกาสให้ผลได้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

5.4.2 ลักษณะของอโหสิกรรม

จากความหมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอาจเปรียบอโหสิกรรมเหมือนเมล็ดพืชที่เก็บไว้นานเกินไปหรือถูกคั่วให้สุกด้วยไฟแล้ว เมล็ดพืชนั้นเมื่อนำไปปลูกก็ไม่สามารถเจริญงอกงามขึ้นได้แม้ว่าได้ดินได้น้ำดีเพียงใดก็ตาม อโหสิกรรมก็เช่นกันไม่สามารถจะให้ผลได้ หรือหยุดการให้ผล เพราะอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมนั้นได้ให้ผลไปแล้ว หรือเพราะไม่สามารถให้ผลได้ หรือเพราะไม่มีโอกาสที่จะให้ผล ซึ่งในหนังสืออภิธรรมปริจเฉทที่ 5 ว่าด้วยเรื่องวิถีมุตตสังคหวิภาค ได้อ้างถึงอโหสิกรรมในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคบาลี16) ที่แสดงไว้ว่า

1.อโหสิกมฺมํ นาโหสิกมฺมวิปาโก กรรมที่ได้ให้ผลแล้ว คือผลกรรมในอดีตชาติที่ให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมนั้นให้ได้รับทุกข์สุขแล้ว เช่น ได้ตกนรกไปแล้ว หรือไปเกิดบนสวรรค์แล้ว กรรมนั้นย่อมเป็นอโหสิกรรม หรือเมื่อกรรมที่มีกำลังมากกว่าให้ผลแล้ว กรรมที่มีกำลังน้อยรองลงมาก็เลิกให้ผล เช่น ได้ตติยฌานกุศลกรรม ปฐมฌานกุศลกรรม และทุติยฌานกุศลกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่มีกำลังน้อยกว่าก็ไม่สามารถให้ผลได้ จึงเป็นอโหสิกรรมไป

2.อโหสิกมฺมํ นตฺถิกมฺมวิปาโก กรรมที่ไม่ให้ผล คือผลของอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมที่บุคคลได้กระทำไว้แล้วในชาติปัจจุบัน แต่ไม่สามารถให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมให้ได้รับทุกข์สุข เช่น กิริยาจิต แม้จะกระทำสักเท่าใดก็ตาม ก็เป็นกิริยาทั้งหมด ไม่ทำให้เกิดวิบาก และไม่สามารถให้ผลได้ จึงเป็นอโหสิกรรม หรือในบางครั้งมีกรรมอื่นที่มีโอกาสได้ช่องในการให้ผล หมายถึง กุศลกรรมที่บุคคลได้กระทำไว้หยุดให้ผลชั่วคราว เนื่องจากเขาได้กระทำอกุศลกรรมที่ร้ายแรงมาก จึงเปิดโอกาสให้อกุศลกรรมที่มีกำลังแรงให้ผลก่อน กุศลกรรมที่บุคคลกระทำไว้จึงกลายเป็นอโหสิกรรม หรือถ้าขณะที่อกุศลกรรมกำลังให้ผลอยู่ก็จะหยุดให้ผลชั่วคราว เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำกุศลกรรมที่มีกำลังแรง จึงเปิดโอกาสให้กุศลกรรมที่มีกำลังแรงให้ผลก่อน อกุศลกรรมที่กำลังให้ผลอยู่จึงกลายเป็นอโหสิกรรม

3.อโหสิกมฺมํ นภวิสฺสติกมฺมวิปาโก หมายถึง ผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมในชาติอนาคตไม่มีแล้ว เช่น องคุลิมาลฆ่าคน ผลของกรรมที่ฆ่ามนุษย์นั้น ไม่สามารถให้ผลได้ เพราะเป็นพระอรหันต์แล้ว ทำให้สิ้นภพสิ้นชาติ กรรมที่ทำเอาไว้นั้นตามให้ผลไม่ได้อีก คือไม่ต้องเกิดอีก กรรมนั้นไม่มีผู้รับสนอง จึงเป็นอโหสิกรรมไป เปรียบเหมือนบุคคลวิ่งหนีสุนัข สามารถข้ามไปอีกฝั่งได้แล้ว ซึ่งเหลือวิสัยที่สุนัขจะไล่ตามได้ เมื่อบุคคลผู้นั้นไม่กลับมาฝั่งนี้อีก สุนัขซึ่งเฝ้าคอยอยู่ก็จะตายไปเอง

ดังนั้น กรรมทั้งหลายที่บุคคลกระทำไว้ ถ้าล่วงเลยเวลาในการให้ผลของกรรมแต่ละกรรมดังที่กล่าวมาแล้ว กรรมเหล่านั้นย่อมไม่มีโอกาสที่จะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำกรรมได้ กรรมทั้งหลายนั้นก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไป ดังนัยที่แสดงไว้ใน สัมโมหวิโนทนี ว่า

“ ก็บรรดากรรมทั้งหลายแม้มาก มีทิฏฐธัมมเวทนียกรรม เป็นต้นนั้น กรรมอย่างหนึ่งให้ผลในภพปัจจุบันแล้ว กรรมที่เหลือย่อมไม่ให้ผล กรรมอย่างหนึ่งให้ผลเป็นอุปปัชชเวทนียะให้ปฏิสนธิแล้ว กรรมที่เหลือทั้งหลายย่อมไม่ให้ผล กรรมอย่างหนึ่งให้เกิดในนรกด้วยอนันตริยกรรมหนึ่งแล้ว กรรมทั้งหลายที่เหลือย่อมไม่ให้ผล บรรดาสมาบัติ 8 สมาบัติหนึ่งให้ผลเกิดในพรหมโลก กรรมที่เหลือย่อมไม่ให้ผล ด้วยเหตุนี้ท่านจึงกล่าวว่า กัมมวิบากไม่ได้มีแล้ว”17)

เพราะฉะนั้น อโหสิกรรม จึงได้แก่ ทิฏฐธรรมเวทนียกรรมอุปปัชชเวทนียกรรม และอปรปริยายเวทนียกรรม ทั้งฝ่ายกุศลกรรมและฝ่ายอกุศลกรรมซึ่งล่วงเลยเวลาที่กำหนดไว้โดยไม่มีโอกาสที่จะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำกรรมได้คือเป็นกรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผลไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นฝ่ายอกุศลกรรมหรือฝ่ายกุศลกรรมก็ตามหากว่าล่วงเลยเวลากำหนดที่จะให้ผลแล้วก็จะไม่มีโอกาสที่จะให้ผลอีกต่อไป อีกประการหนึ่งแม้ว่ากรรมนั้นยังไม่ให้ผลแต่หากว่าเจ้าของกรรมได้เข้าสู่พระนิพพานแล้วกรรมนั้นก็จะไม่มีโอกาสให้ผล กลายเป็นอโหสิกรรม ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือ

1)อโหสิกรรมฝ่ายอกุศลกรรม คือ อกุศลกรรมทุกชนิดที่บุคคลกระทำไว้แล้ว เมื่อล่วงเลยเวลาที่กำหนดในการให้ผลแล้ว โดยที่ไม่มีโอกาสจะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมได้ อกุศลกรรมนั้นจัดเป็นอโหสิกรรมฝ่ายอกุศลกรรม ดังกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก เรื่องพระมาลกติสสะ18)

พระมาลกติสสะเกิดในครอบครัวพรานมีบ้านอยู่ในเส้นทางที่พระภิกษุแห่งคเมณฑวาสีวิหารในโรหณชนบท ออกบิณฑบาต เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ครองเรือนและมีอาชีพเป็นนายพรานทำบ่วงสำหรับดักสัตว์ และฝังหลาวไว้ในที่ต่างๆ อย่างละ 100 ได้สั่งสมบาปเป็นอันมาก วันหนึ่งเขาถือไฟและเกลือออกจากบ้านเข้าไปในป่า ฆ่าเนื้อที่ติดบ่วง ทำให้สุก แล้วบริโภค รู้สึกกระหายน้ำจึงเข้าไปในคเมณฑวาสีวิหาร แต่ไม่ได้น้ำดื่มเลย ทั้งที่ในโรงน้ำสำหรับดื่มมีหม้อน้ำราว 10 หม้อ จึงโกรธและกล่าวโทษว่ามีพระภิกษุอยู่ตั้งมาก แต่ไม่มีน้ำดื่มเพียงบรรเทาความกระหาย สำหรับผู้มาเพื่อหวังจะดื่ม พระจูฬบิณฑปาติกติสสเถระฟังถ้อยคำของเขาแล้วจึงเข้าไปหาเขา เห็นหม้อน้ำดื่มที่มีอยู่ประมาณ 10 หม้อ มีน้ำอยู่เต็มหม้อ จึงคิดว่า สัตว์นี้ชะรอยจะเป็นชีวมานเปรต จึงกล่าวว่า

“ อุบาสก ถ้าท่านกระหายน้ำ ก็จงดื่มเถิด แล้วยกหม้อขึ้นรดลงที่มือของเขา แต่เพราะกรรมของเขา น้ำดื่มที่เขาดื่มแล้ว ก็ระเหยเหมือนน้ำที่ใส่ลงในกระเบื้องร้อน เมื่อเขาดื่มน้ำในหม้อทั้งหมด ความกระหายก็ไม่หายขาด”

พระเถระจึงกล่าวกับเขาว่า

ดูก่อนอุบาสก ท่านทำกรรมหยาบช้าเพียงไรไว้ ท่านจึงเกิดเป็นเปรตในปัจจุบันทีเดียว วิบากจักเป็นเช่นไร”

เขาฟังคำของพระเถระแล้ว เกิดความสังเวช ไหว้พระเถระ แล้วรื้อเครื่องมือสำหรับดักสัตว์ทิ้ง กลับไปที่บ้านตรวจดูบุตรและภรรยา แล้วทำลายหอก ทิ้งประทีป เนื้อ และนกไว้ในป่า กลับไปหาพระเถระ และขอบรรพชา พระเถระให้ตจปัญจกกรรมฐานแล้วให้เขาบวช เมื่อบวชแล้ว ยินดีเรียนพุทธพจน์ วันหนึ่งได้ฟังเทวทูตสูตร ซึ่งกล่าวถึงการเสวยทุกข์ในนรก จึงเกิดความกลัว ได้ถามธุระในพระศาสนากับพระเถระ เมื่อพระเถระตอบว่าธุระในพระศาสนามี 2 อย่าง คือ วิปัสสนาธุระ และคันถธุระ ท่านกล่าวว่าคันถะเป็นภาระของผู้สามารถ แต่ศรัทธาของท่านอาศัยทุกข์เป็นเหตุ จะขอบำเพ็ญวิปัสสนาธุระ แล้วขอกรรมฐาน

พระเถระบอกกรรมฐานแก่ท่าน เมื่อรับกรรมฐานแล้วกระทำกรรมในวิปัสสนา และบำเพ็ญวัตรโดยกระทำวัตรที่จิตตลบรรพตมหาวิหารวันหนึ่ง ทำที่คเมณฑวาสีมหาวิหารวันหนึ่ง ทำที่โคจรคามมหาวิหารวันหนึ่ง พอถีนมิทธะครอบงำ จึงทำใบไม้ให้ชุ่มน้ำวางไว้บนศีรษะ นั่งเอาเท้าแช่น้ำ เพราะกลัววัตรจะเสื่อม วันหนึ่งทำวัตรตลอด 2 ยาม ที่จิตตลบรรพตวิหาร เมื่อเริ่มจะหลับ ในเวลาใกล้รุ่งจึงนั่งวางใบไม้สดไว้บนศีรษะ เมื่อสามเณรกำลังท่องบ่นอรุณวติสูตรอยู่ ได้ยินว่า จงพากเพียร พยายามบากบั่นในพระพุทธศาสนาจงกำจัดกองทัพของมฤตยูเหมือนกุญชรกำจัดเรือนไม้อ้อฉะนั้น ผู้ใดไม่ประมาทในพระธรรมวินัยนี้อยู่ จักละชาติสงสาร ทำที่สุดทุกข์ได้ ท่านจึงเกิดปีติขึ้นว่า คำนี้จักเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสโปรดภิกษุผู้ปรารภความเพียรเช่นกับเรา ดังนี้แล้วทำฌานให้บังเกิด กระทำฌานนั้นให้เป็นบาทแล้วดำรงอยู่ในอนาคามิผล พยายามสืบๆ ไป ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา

กรรมที่พระมาลกติสสะได้เคยฆ่าสัตว์เอาไว้มากมายในครั้งที่เป็นนายพรานล่าเนื้อนั้นได้กลายเป็นอโหสิกรรมฝ่ายอกุศลกรรม เนื่องจากไม่มีโอกาสที่จะส่งผลได้ เพราะท่านได้เจริญกรรมฐานจนได้ฌานบรรลุเป็นพระอนาคามี ซึ่งกุศลกรรมนี้เป็นกรรมแรง มีกำลังมาก จึงมีโอกาสในการส่งผลก่อนและทำให้กรรมที่เคยฆ่าสัตว์เอาไว้มากมายในอดีตไม่มีโอกาสในการส่งผล จึงกลายเป็นอโหสิกรรม

2)อโหสิกรรมฝ่ายกุศลกรรม คือ กุศลกรรมทุกชนิดที่บุคคลกระทำไว้แล้ว เมื่อล่วงเลยเวลาที่กำหนดให้ผลไว้ โดยไม่มีโอกาสที่จะให้ผลให้แก่บุคคลที่กระทำกุศลกรรมได้ กุศลกรรมนั้นจัดเป็นอโหสิกรรมฝ่ายกุศลกรรม ดังกรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก เรื่องกาฬเทวิลดาบส

กาฬเทวิลดาบสผู้ได้ฌานสมาบัติที่ 8 ท่านเป็นอาจารย์ของพระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาของ เจ้าชายสิทธัตถะ การที่ท่านกาฬเทวิลดาบสได้บรรลุฌานสมาบัตินั้น ทำให้ต้องไปสู่พรหมโลก ซึ่งมีอายุขัยที่ยาวนานมาก และการบรรลุฌานก็เป็นครุกรรม แม้ว่าท่านกาฬเทวิลดาบสจะได้บรรลุฌานที่ 1 จนถึงฌาน ที่ 7 ซึ่งถือว่าเป็นอุปปัชชเวทนียกรรมที่สามารถส่งผลได้ แต่ก็ต้องกลายเป็นอโหสิกรรม เพราะฌานสมาบัติ ที่ 8 เพียงฌานเดียวเท่านั้นที่เข้าทำหน้าที่ส่งผลให้ท่านไปบังเกิดเป็นพรหม เปรียบเสมือนกับว่าท่านดาบสมีข้าวอยู่ 8 คำ เมื่อบริโภคไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกอิ่มที่คำที่ 8 ซึ่งเป็นคำสุดท้ายพอดี ส่วนคำที่ 1-7 ก็เป็นตัวช่วย เสริม จึงกลายเป็นอโหสิกกรรม

จากการศึกษาในบทเรียนนี้ พอจะสรุปได้ว่า กรรมแต่ละชนิดนั้นให้ผลในลักษณะใด ดังนี้

ปากกาลจตุกกะ คือ กรรมที่ให้ผลตามกาลเวลา ซึ่งเป็นกรรมในหมวดที่ 3 โดยมีเนื้อหาที่ต่อจากกิจจจตุกกะที่กล่าวถึงหมวดของกรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ และปากทานปริยายจตุกกะที่กล่าวถึงหมวดของกรรมที่ให้ผลตามลำดับ ซึ่งกรรมให้ผลตามกาลเวลานี้มีอยู่ 4 ประเภท คือ

ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบันชาติ ซึ่งเปรียบเหมือนกับต้นไม้ที่มีอายุน้อย ยืนต้นอยู่ได้ไม่นานประเภทที่ 1 เพราะเป็นกรรมที่มีกำลังอ่อน ไม่สามารถที่จะให้ผลข้ามชาติได้ มีกำลังให้ผลเฉพาะในชาตินี้เท่านั้น เมื่อบุคคลใดก็ตามที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรม ย่อมได้รับผลทั้งที่เป็นทุกข์หรือเป็นสุขในปัจจุบันชาตินี้ โดยไม่ต้องรอจนถึงชาติหน้า

อุปปัชชเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติหน้า ซึ่งเปรียบเหมือนกับต้นไม้ที่มีอายุน้อย ยืนต้นอยู่ได้ไม่นานประเภทที่ 2 เพราะเป็นกรรมที่มีกำลังอ่อน แต่ก็มีกำลังที่มากกว่าประเภทแรก เนื่องจากกรรมประเภทนี้ให้ผลเฉพาะในชาติหน้าเท่านั้น เมื่อให้ผลแล้วก็หมดกำลังในการให้ผลเพียงแค่นั้น ถ้าบุคคลใดก็ตามที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมประเภทนี้แล้ว ย่อมทำให้บุคคลที่กระทำกรรมไปเกิดในทุคติภูมิหรือสุคติภูมิในชาติหน้า ซึ่งจะต้องไปเกิดต่อจากปัจจุบันชาตินี้อย่างแน่นอน

อปรปริยายเวทนียกรรม คือ กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป คือ ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป ซึ่งเปรียบเหมือนต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่ได้นานกว่าต้นไม้ทั้ง 2 ประเภทข้างต้น เพราะเป็นกรรมที่มีกำลังมากกว่ากรรม 2 ประเภทข้างต้น จึงสามารถให้ผลแก่บุคคลที่กระทำกรรมได้ตั้งแต่ชาติที่ 3 เป็นต้นไป และเมื่อถึงกำหนดเวลาการให้ผลก็จะยังให้ผลไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าได้โอกาสเมื่อไรก็จะให้ผลเมื่อนั้น ต่อเมื่อหมดกิเลสบรรลุพระอรหันต์เข้าพระนิพพาน กรรมประเภทนี้จึงเป็นอันสิ้นสุดการให้ผลเมื่อนั้น ซึ่งถ้าบุคคลใดกระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมประเภทนี้แล้ว ย่อมทำให้บุคคลที่กระทำกรรมได้รับความทุกข์หรือความสุขได้ในชาติที่ 3 เป็นต้นไป

อโหสิกรรม คือ กรรมที่เลิกให้ผล เพราะไม่มีโอกาสให้ผลได้ทั้งอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล ซึ่งเปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่เก็บไว้นานเกินไป หรือถูกคั่วให้สุกด้วยไฟแล้ว เมล็ดพืชนั้นเมื่อนำไปปลูกก็ไม่สามารถเจริญงอกงามขึ้นได้แม้ว่าได้ดินได้น้ำดีเพียงใดก็ตาม เพราะอโหสิกรรมนี้ถึงแม้จะสำเร็จเป็นตัวกรรมก็ตาม แต่ไม่มีโอกาสให้ผล เนื่องจากมีกรรมอื่นที่มีกำลังแรงมากกว่ามาให้ผลก่อน จึงกลายเป็นกรรมที่หมดประสิทธิภาพที่จะให้ผลทันทีไม่ว่าจะเป็นอโหสิกรรมฝ่ายกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตาม

ดังนั้น เมื่อศึกษาการให้ผลของกรรมแล้ว จะเห็นว่าการให้ผลของกรรมมีความซับซ้อนมาก ซึ่งเป็นการยากมากที่บุคคลทั่วไปจะเข้าใจได้ง่าย และด้วยเหตุที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการให้ผลของกรรม จึงทำให้เกิดความคิดเปรียบเทียบแล้วก็น้อยใจในโชคชะตาชีวิตของตนที่เกิดมามีชีวิตที่ลำบาก กระทั่งเกิดการประชดประชันชีวิตคิดว่า “ ทำดีไม่ได้ดี ” ซึ่งการคิดเช่นนี้ถือว่าเป็นความคิดที่ผิดและเป็นอันตรายกับชีวิต เพราะในความเป็นจริงนั้นกรรมไม่ได้สูญหายไปไหน แต่กำลังรอการให้ผลอยู่กับทุกการกระทำที่บุคคลกระทำขึ้น

จากการที่ได้ศึกษาเรื่องของกรรมในแต่ละหมวดที่ผ่านมาตั้งแต่ในบทที่ 3 จนกระทั่งมาถึงบทนี้ จะเห็นว่ากรรมไม่ได้สูญหายไปไหน แต่กำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกรรมแต่ละหมวดก็มีหน้าที่ มีลำดับและมีระยะเวลาในการให้ผลที่ชัดเจน เปรียบเหมือนการปลูกต้นไม้ที่กว่าต้นไม้ชนิดนั้นๆ ที่ปลูกขึ้นมาจะเจริญเติบโตขึ้นมาให้ร่มเงา แผ่กิ่งก้านสาขาได้นั้นต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโตเป็นเดือนเป็นปี กรรมก็เช่นกัน มีหน้าที่ มีลำดับและมีระยะเวลาในการให้ผลแก่บุคคลที่กระทำอกุศลกรรมหรือกุศลกรรมให้ได้รับทุกข์หรือสุขอย่างแน่นอน ไม่มีใครสามารถที่จะหนีกรรมที่ตนกระทำไว้ได้ ดังเช่นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ

น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวิสฺส

น วิชฺชเต โส ชคติปฺปเทโส

ยตฺรฏฺฐิโต มุจฺเจยฺย ปาปกมฺมา.

บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้

หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ หนีเข้าไปสู่ซอก

แห่งภูเขา ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ (เพราะ)เขาอยู่แล้วในประเทศแห่ง

แผ่นดินใด พึงพ้นจากกรรมชั่วได้ ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่”19)

เพราะฉะนั้น เมื่อได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นอัตภาพที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างความดี จึงไม่ควรน้อยใจในโชคชะตาที่ตนเองได้รับในปัจจุบัน แต่ควรที่จะหมั่นสั่งสมบุญทุกๆ บุญอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องไปจนตลอดชีวิตละบาปอกุศลทุกชนิด และทำใจของตนให้ผ่องใสอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดบุญกุศลที่กระทำเอาไว้ได้ช่องสบโอกาสในการให้ผล ก็จะทำให้ชีวิตของเราได้รับแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ถึงแม้จะได้ทำบาปอกุศลมาในอดีตก็ตาม บาปอกุศลนี้ก็จะไม่มีโอกาสในการให้ผลอีกต่อไป

1) ปโยคสมบัติ, คือ การเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรในการประกอบหน้าที่การงาน.
2) เรื่องอนาถบิณฑิกเศรษฐี, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 21.
3) ชวนะ คือ การเสพอารมณ์ของจิตที่เป็นกุศล อกุศลและอัพยากฤต โดยปกติในการเสพอารมณ์วาระหนึ่งจะมี 7 ชวนะซึ่งอาจเปรียบชวนะเหมือนกับบุรุษที่กำลังกินอาหารอยู่อย่างเอร็ดอร่อย ชวนะก็เช่นกันที่ทำหน้าที่ในการเสพอารมณ์ของจิตที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นการกระทำที่เป็นบุญหรือเป็นบาปก็เกิดขึ้นที่ชวนะจิตทั้ง 7 นี้.
4) พระพรหมโมลี, กรรมทีปนี, (กรุงเทพฯ : สามัคคีสาร (ดอกหญ้า), 2541), เล่ม 1 หน้า 241.
5) เรื่องเจ้าสุปปพุทธศากยะ, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 61.
6) เทวทหสูตร, อรรถกถามัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 หน้า 28.
7) เรื่องบุตรของนายโคฆาตก์, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 43 หน้า 5.
8) พระพรหมโมลี, หนังสือกรรมทีปนี, (กรุงเทพฯ : สามัคคีสาร (ดอกหญ้า), 2541), เล่ม 1 หน้า 245.
9) วิบัติ 4 ประการ คือ 1.คติวิบัติ การเกิดในทุคติภูมิ 2.อุปธิวิบัติ ผู้ที่เกิดมามีร่างกายที่พิการไม่สมประกอบ 3.กาลวิบัติ การได้เกิดในยุคสมัยที่พระราชาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้คุณค่าของพระพุทธศาสนา 4.ปโยควิบัติ การประกอบความเพียรพยายามในทางที่ผิด.
10) สมบัติ 4 ประการ คือ 1.คติสมบัติ การได้เกิดในสุคติภูมิ 2.อุปธิสมบัติ ผู้ที่เกิดมามีร่างกายที่สวยงาม ไม่พิกลพิการ 3.กาลสมบัติ การได้เกิดในยุคสมัยที่บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข พระราชาเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้คุณค่าพระพุทธศาสนา 4.ปโยคสมบัติ การประกอบความเพียรพยายามในทางที่ถูกต้อง.
11) เรื่องนายนันทิยะ, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 419.
12) นฬินิกาชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 62 หน้า 1.
13) คำอธิบายรายละเอียดเรื่องนี้ได้กล่าวไว้กล่าวไว้แล้วในบทที่ 4 .
14) , 19) เรื่องชน 3 คน, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 54.
15) เรื่องพระนางมัลลิกาเทวี, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 166.
16) ขุนสรรพกิจโกศล, ปริจเฉทที่ 5 วิถีมุตตสังคหวิภาค, (กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2534), หน้า 55.
17) กรรมในปฏิสัมภิทามรรค, อรรถกถาพระอภิธรรมปิฎก วิภังค์, มก. เล่ม 78 หน้า 732.
18) นีวรณปหานวรรค อรรถกถาสูตร, อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่ม 32 หน้า 58.
gl203/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki