gl203:4 [Dou book online]
 
สารบัญ

บทที่ 4 กรรมหมวดที่ 2 กรรมให้ผลตามลำดับ

เนื้อหาบทที่ 4 กรรมหมวดที่ 2 กรรมให้ผลตามลำดับ

  • 4.1 ครุกรรม
  • 4.1.1 ความหมายของครุกรรม
  • 4.1.2 ลักษณะของครุกรรม
  • 4.1.3 ครุกรรมฝ่ายอกุศลกรรม
  • 4.1.4 ครุกรรมฝ่ายกุศลกรรม
  • 4.2 อาสันนกรรม
  • 4.2.1 ความหมายของอาสันนกรรม
  • 4.2.2 ลักษณะของอาสันนกรรม
  • 4.2.3 อาสันนกรรมฝ่ายอกุศลกรรม
  • 4.2.4 อาสันนกรรมฝ่ายกุศลกรรม
  • 4.3 อาจิณณกรรม
  • 4.3.1 ความหมายของอาจิณณกรรม
  • 4.3.2 ลักษณะของอาจิณณกรรม
  • 4.3.3 อาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรม
  • 4.3.4 อาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรม
  • 4.4 กตัตตากรรม
  • 4.4.1 ความหมายของกตัตตากรรม
  • 4.4.2 ลักษณะของกตัตตากรรม
  • 4.4.3 กตัตตากรรมฝ่ายอกุศลกรรม
  • 4.4.4 กตัตตากรรมฝ่ายกุศลกรรม

แนวคิด

1. กรรมที่แต่ละบุคคลกระทำลงไป นอกจากจะให้ผลตามหน้าที่แล้ว ยังมีการให้ผลตามลำดับอีก หากกรรมใดมีแรงกรรมหนักกว่าไม่ว่าจะกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมจะส่งผลก่อน

2. การศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมจากเรื่องราวเกิดขึ้นจริงในสมัยพุทธกาล ที่มีปรากฏหลักฐานอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะทำให้สามารถเห็นภาพการให้ผลของกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเทียบเคียงภาคทฤษฎีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบาย ความหมาย ลักษณะ และประเภทของครุกรรม อาสันนกรรม อาจิณณกรรม และกตัตตากรรมได้

2. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถเปรียบเทียบกรรมแต่ละประเภทว่ามีการให้ผลแตกต่างกันอย่างไร

3. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถวิเคราะห์เรื่องราวในพระไตรปิฎกเข้ากับทฤษฎีเรื่องกฎแห่งกรรมที่ศึกษาผ่านมาได้

จากเนื้อหาในบทเรียนที่ 3 นักศึกษาจะเห็นว่า กรรมก็มีหน้าที่ในการทำงานเพื่อส่งผลให้มนุษย์มีสภาพที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการกระทำของแต่ละคนที่ทำไว้ทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ ซึ่งเราอาจเห็นตัวอย่างได้ในสังคมปัจจุบัน ทำให้เกิดความสงสัยว่า ชีวิตบางคนดำเนินมาด้วยดีตลอด แต่กลับมีบางช่วงที่เกิดปัญหามากมายเข้ารุมเร้าในชีวิต ดังสุภาษิตที่ว่า เคราะห์ซ้ำ กรรมซัด ทำให้ชีวิตเกิดการพลิกผันจากมหาเศรษฐีกลับกลายมาเป็นยาจก หรือบางคนจากชีวิตอดอยากยากจนมาตลอด แต่กลับประสบความสุขความสำเร็จได้อย่างที่ตนเองก็ไม่คาดฝันมาก่อน ชีวิตของมนุษย์จึงมีการแปรเปลี่ยนอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา เพราะถ้าเมื่อใดกุศลกรรมที่เคยสะสมมาในอดีตชาติลดน้อยลง และในปัจจุบันชาติมิได้ทำเพิ่มขึ้นอีก อกุศลกรรมที่เคยทำเอาไว้ก็จะได้โอกาสให้ผลทันที แต่ถ้ากุศลกรรมในอดีตชาติทำเอาไว้มาก และในปัจจุบันชาตินี้ ก็ได้สั่งสมอย่างต่อเนื่อง อกุศลกรรมที่เคยทำเอาไว้ก็จะไม่ได้โอกาสให้ผลได้

เพราะฉะนั้น กรรมทั้งที่เป็นกุศลและอกุศลจึงมีกำลังที่จะติดตัวไปทุกหนทุกแห่งเหมือนเงาติดตามตัว ซึ่งถ้าใครประมาทเพลิดเพลินในการดำเนินชีวิต ไม่คำนึงถึงกรรมที่จะให้ผลแล้ว ก็อาจจะทำให้พลาดพลั้งไปทำบาปอกุศลได้ ยิ่งถ้าได้ทำกรรมที่หนัก มีกำลังแรงมาก ก็จะยิ่งทำให้กรรมนั้นตามมาให้ผลอย่างทันทีทันใด ชีวิตที่เคยสุขสบายก็จะมีอุปสรรคปัญหาต่างๆ เข้ามารุมเร้าในชีวิต หรือถ้าละโลกไปตอนนั้นก็จะต้องรับทุกข์โทษอย่างทรมานแสนสาหัสในอบายภูมิเป็นเวลายาวนาน นักศึกษาจึงควรที่จะศึกษาการให้ผลของกรรม เพื่อที่จะทำให้ชีวิตไม่ได้ไปผิดพลาดทำในสิ่งที่ไม่ดีอีกต่อไป

ดังนั้น เนื้อหาในบทที่ 4 นี้ จะได้กล่าวถึงประเภทของกรรมที่ให้ผลตามลำดับ กล่าวคือ กรรมที่แต่ละบุคคลทำนั้นจะมีลำดับการให้ผล จะให้ผลอย่างไรนั้น นักศึกษาจะได้ศึกษากันในบทเรียนนี้ ซึ่งกรรมที่ให้ผลตามลำดับนั้นมีกฎธรรมชาติว่า กรรมใดหนักกรรมนั้นจะให้ผลก่อน ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ไม่ว่ากรรมนั้นจะทำก่อนหรือทำทีหลัง ถ้ากรรมนั้นหนัก แม้ทำทีหลังก็ให้ผลก่อน และกรรมที่หนักรองลงมาก็จะให้ผลเป็นลำดับต่อไป ซึ่งกรรมนี้จะจัดลำดับการให้ผลโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีใครคอยพิพากษาแยกแยะหรือชั่งตวงแต่อย่างใด แต่กรรมจะเป็นตัวกำหนดโดยตัวของกรรมเอง

กรรมให้ผลตามลำดับนี้ เป็นกรรมหมวดที่ 2 ต่อจากกรรมให้ผลตามหน้าที่ ที่กล่าวมาแล้วในบทที่ 3 ซึ่งกรรมประเภทนี้ ภาษาบาลีเรียกว่า ปากทานปริยายจตุกกะ เป็นกรรมที่ให้ผลตามลำดับ โดยที่กรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมย่อมมีลำดับในการให้ผล ซึ่งในบรรดากรรมเหล่านั้น กรรมที่มีกำลังแรงมากย่อมให้ผลเป็นลำดับแรก กรรมชนิดใดมีกำลังแรงรองลงมาก็ส่งผลเป็นลำดับรองลงมา โดยกรรมที่ให้ผลตามลำดับนี้มีอยู่ 4 ประเภท คือ ครุกรรม ได้แก่ กรรมหนัก อาสันนกรรม ได้แก่ กรรมที่ใกล้จะตาย อาจิณณกรรม ได้แก่ กรรมที่กระทำเป็นประจำสม่ำเสมอ กตัตตากรรม ได้แก่ กรรมที่สักแต่ว่ากระทำโดยไม่มีเจตนา ซึ่งกรรมทั้ง 4 ประเภทนี้จะให้ผลตามลำดับอย่างไร นักศึกษาจะได้ศึกษาในบทเรียนนี้ต่อไป

4.1 ครุกรรม

4.1.1 ความหมายของครุกรรม

ครุกรรม หมายถึง กรรมที่กำลังแรงมากหรือกรรมที่หนักมาก สามารถที่จะให้ผลแก่ผู้เป็นเจ้าของกรรมเป็นลำดับแรก โดยกรรมอื่นๆ ไม่มีอำนาจที่จะสามารถขวางกั้นการให้ผลแห่งครุกรรมได้

4.1.2 ลักษณะของครุกรรม

ครุกรรมนี้เป็นกรรมหนักที่สุด เป็นกรรมที่มีกำลังแรงที่สุดและจะให้ผลเป็นลำดับแรก ซึ่งไม่มีกรรมใดที่จะสามารถให้ผลได้ก่อน เพราะมีกำลังในการให้ผลน้อยกว่าครุกรรม โดยอาจจะเปรียบครุกรรมเหมือนก้อนกรวดหรือก้อนเหล็ก แม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดที่โยนลงห้วงน้ำ ย่อมไม่สามารถจะลอยขึ้นเหนือน้ำได้ แต่จะจมลงใต้น้ำอย่างเดียว ครุกรรมก็เช่นกันต้องให้ผลก่อนกรรมอื่น เว้นไว้แต่จะเป็นครุกรรมด้วยกัน ซึ่งถ้าครุกรรมใดมีกำลังแรงกว่า ครุกรรมนั้นก็จะมีอำนาจในการให้ผลมากกว่า ส่วนครุกรรม ที่มีกำลังอ่อนกว่าก็จะทำหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมครุกรรมที่มีกำลังแรงนั้น แม้ว่าจะเป็นครุกรรมที่ทำหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมครุกรรมที่มีกำลังมากกว่า แต่ถ้าไม่มีครุกรรมที่มีกำลังแรงกว่ามาให้ผล ครุกรรมนั้นก็จะทำหน้าที่ให้ผลแก่ผู้กระทำครุกรรม

ครุกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ครุกรรมฝ่ายอกุศลกรรมและครุกรรมฝ่ายกุศลกรรม ครุกรรมฝ่ายอกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายชั่วหรือฝ่ายบาป ซึ่งจะให้ผลในภพชาติต่อไปอย่างแน่นอน โดย ครุกรรมนั้นจะชักนำให้ผู้ที่ทำครุกรรมไว้ไปบังเกิดในทุคติภูมิ ส่วนครุกรรมฝ่ายกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายดีหรือฝ่ายบุญ ซึ่งก็จะให้ผลในภพชาติต่อไปเช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่ครุกรรมนั้นจะชักนำให้ไปเกิดในสุคติภูมิ โดยที่ไม่มีกรรมใดจะมาขัดขวางได้

4.1.3 ครุกรรมฝ่ายอกุศลกรรม

ครุกรรมฝ่ายอกุศลกรรม มี 2 ชนิด ได้แก่

1. นิตยมิจฉาทิฏฐิกรรม คือ การที่มีความเห็นผิดอย่างแรงกล้า เช่น มีความเห็นผิดว่ากรรมไม่มีผล การกระทำทั้งหลายไม่ถือว่าเป็นความดีเป็นความชั่วหรือเป็นบุญเป็นบาป เป็นต้น นิตยมิจฉาทิฏฐิกรรมนี้ มี 3 อย่าง คือ

1.1 นัตถิกทิฏฐิ การมีความเห็นผิดว่า การทำดีทำชั่วย่อมไม่มีผล ในสมัยพุทธกาลท่านอชิตเกสกัมพลได้ประกาศลัทธินี้ เป็นการปฏิเสธการกระทำของมนุษย์ เพราะการทำความดีความชั่วนี้ ไม่มีผลที่จะทำให้มนุษย์ได้รับสุขหรือทุกข์

1.2 อเหตุกทิฏฐิ การมีความเห็นผิดว่า สัตว์ทั้งหลายที่กำลังเป็นไปอยู่นี้ไม่ได้อาศัยเหตุใดเลย ในสมัยพุทธกาลท่านมักขลิโคศาลได้ประกาศลัทธินี้ ซึ่งเป็นการปฏิเสธเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน เพราะการที่มนุษย์มีความแตกต่างกันนั้น เป็นการเกิดขึ้นมาเอง ไม่ใช่เกิดจากการกระทำที่มนุษย์ทำไว้และไม่ใช่เกิดจากผลแห่งกรรมใดทั้งสิ้น

1.3 อกิริยาทิฏฐิ การมีความเห็นผิดว่า การกระทำต่างๆ ของสัตว์นั้นไม่สำเร็จเป็นบุญเป็นบาปแต่อย่างใด ในสมัยพุทธกาลท่านปูรณกัสสปะ ได้ประกาศลัทธินี้ ซึ่งเป็นการปฏิเสธการกระทำของมนุษย์ว่า ไม่เป็นบุญเป็นบาป เพราะบุญและบาปไม่มี

2. อนันตริยกรรม คือ กรรมหนัก ที่มีอำนาจให้ผลในภพชาติต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มี 5 ประการ คือ

2.1 มาตุฆาต การฆ่ามารดาผู้ให้กำเนิด

2.2 ปิตุฆาต การฆ่าบิดาผู้ให้กำเนิด

2.3 อรหันตฆาต การฆ่าพระอรหันต์

2.4 โลหิตุปบาท การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต

2.5 สังฆเภท การทำให้สงฆ์แตกแยกกัน

2.1 มาตุฆาต ดูรายละเอียดที่ปิตุฆาต

2.2 ปิตุฆาต

มาตุฆาต และปิตุฆาต การฆ่ามารดาและบิดา หมายถึงมารดาและบิดาผู้ให้กำเนิดเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงมารดาและบิดาผู้คอยเลี้ยงดูหรือผู้มีพระคุณในภายหลัง ซึ่งไม่ว่าผู้ฆ่าจะทราบหรือไม่ทราบว่าผู้ที่ตนฆ่าไปนั้น เป็นมารดาหรือบิดาของตนก็ตาม ก็จัดเป็นอนันตริยกรรมทั้งสิ้น

มาตุฆาตและปิตุฆาตเน้นที่ผู้ฆ่าเป็นหลัก ถึงแม้จะใช้ให้ผู้อื่นฆ่า แต่ถ้าผู้ตายเป็นมารดาหรือบิดาของตน ผู้นั้นก็ต้องรับผลอนันตริยกรรม ส่วนผู้ที่รับคำสั่งให้เป็นผู้ฆ่าก็จะได้รับผลกรรมในส่วนที่ฆ่ามนุษย์ ซึ่งไม่ใช่อนันตริยกรรม แต่ถ้าผู้ตายเป็นมารดาหรือบิดาของผู้ที่ลงมือฆ่า ผู้ฆ่าก็ต้องได้รับผลอนันตริยกรรม ส่วนผู้ที่ใช้ให้ฆ่าย่อมได้รับผลกรรมในส่วนที่ฆ่ามนุษย์ ซึ่งไม่ใช่อนันตริยกรรม แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่ว่าในการฆ่านั้น ทั้งผู้ฆ่าและมารดาหรือบิดาจะต้องเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย จึงจะเป็นอนันตริยกรรม แม้จะมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาก็ตาม แต่ถ้าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่มนุษย์ ก็ไม่จัดเป็นอนันตริยกรรม

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

บุพกรรมของพระมหาโมคคัลลานะ1)

ในอดีตชาติของพระมหาโมคคัลลานะ ท่านได้เกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองพาราณสี ได้ดูแลปรนนิบัติมารดาบิดาอย่างดี ต่อมามารดาบิดารู้สึกสงสารลูกที่ต้องทำงานทุกอย่างคนเดียว จึงพูดกับลูกเพื่อให้นำหญิงสาวมาเป็นภรรยา ซึ่งท่านก็ได้ปฏิเสธเรื่องนี้กับมารดาบิดาอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจที่จะทัดทานมารดาบิดาได้จึงยอมให้มารดาบิดานำหญิงสาวมาเป็นภรรยาของตน

หญิงนั้นได้ทำการดูแลมารดาบิดาของสามีอยู่เพียง 2-3 วันเท่านั้น ก็ได้ทำการยุยงสามีให้เกิดความเข้าใจมารดาบิดาผิด ด้วยการเอาอาหารและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ มาวางให้รกรุงรังเลอะเทอะไปทั่วทั้งบ้าน เมื่อสามีกลับมาก็ถามภรรยา นางก็บอกว่ามารดาบิดาทำ ซึ่งช่วงแรกท่านก็ยังไม่เชื่อ แต่เมื่อภรรยาทำอยู่อย่างนั้นบ่อยๆ จึงทำให้ท่านเชื่อภรรยาในที่สุด และได้หาอุบายในการฆ่ามารดาบิดาด้วยการพาท่านทั้งสองเดินทางไปหาญาติ แต่เมื่อถึงกลางดงป่าก็ได้ลงจากรถแล้วทำเสียงปลอมเป็นโจรมาทุบตีมารดาบิดา ทั้งๆ ที่ท่านทั้งสองร้องให้ลูกหนีไปด้วยความเป็นห่วงลูกมากกว่าชีวิตของตน แต่ลูกก็หามีสำนึกไม่ ทุบมารดาบิดาจนถึงแก่ความตาย แล้วทิ้งศพไว้กลางดงป่านั้น

เมื่อท่านละจากชาตินั้นก็ได้ตกไปเสวยทุกข์อยู่ในอเวจีมหานรกหลายแสนปี และเมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ถูกทุบตีจนร่างแหลกเหลวถึงหลายร้อยชาติ จนกระทั่งมาเกิดในชาติสุดท้ายนี้แม้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็ยังถูกพวกโจรทุบตีจนร่างแหลกเหลวและนิพพานในที่สุด

อนันตริยกรรมที่พระมหาโมคคัลลานะกระทำไว้ในอดีตชาติ คือ มาตุฆาตและปิตุฆาต เป็นกรรมหนักและมีกำลังแรงมาก จึงให้ผลก่อนกรรมอื่น ทำให้ท่านตายจากชาตินั้นแล้วต้องตกอเวจีมหานรกอันยาวนาน และเมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องถูกคนอื่นทำร้ายร่างกายมาจนกระทั่งชาติสุดท้าย

2.3 อรหันตฆาต

อรหันตฆาต คือ การฆ่าพระอรหันต์ ซึ่งแม้ว่าท่านจะบรรลุเป็นพระอรหันต์แต่ยังไม่ทันได้บวชเป็นพระภิกษุก็เป็นอนันตริยกรรม ไม่ว่าจะมีเจตนาฆ่าหรือไม่ก็ตาม ถ้าหากเป็นผู้ลงมือฆ่าหรือเป็นต้นเหตุให้ท่านดับขันธ์ก็เป็นอนันตริยกรรม แต่หากว่าท่านเป็นพระอริยบุคคลชั้นอื่น คือพระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน ไม่ถือว่าเป็นอนันตริยกรรม แต่ก็เป็นกรรมหนักที่มีกำลังน้อยกว่าการฆ่าพระอรหันต์ และในกรณีที่มีการใช้ให้ผู้อื่นฆ่าหรือเป็นผู้ลงมือฆ่า ทั้งผู้ใช้ให้ฆ่าและผู้ที่ลงมือฆ่าก็ถือว่าได้ทำอนันตริยกรรมด้วยกัน ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งมีเงื่อนไขอยู่ว่าในการฆ่านั้น ผู้ฆ่าและพระอรหันต์ที่ถูกฆ่าจะต้องเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ส่วนถ้าผู้ฆ่าพระอรหันต์เป็นสัตว์เดรัจฉานไม่เป็นอนันตริยกรรม หรือผู้ฆ่าเป็นมนุษย์ได้ฆ่าพระอรหันต์ที่เป็นเทวดาหรือยักษ์ก็ดี ไม่เป็นอนันตริยกรรม

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

พวกเดียรถีย์ 500 กับโจร 500 คน2)

ในสมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งพวกเดียรถีย์ต่างพากันประชุมหาสาเหตุที่ทำให้ลาภสักการะของพวกตน เสื่อมลง แต่ลาภสักการะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับเจริญขึ้น ซึ่งทั้งหมดต่างลงความเห็นว่าต้นเหตุคือ พระมหาโมคคัลลานะ จึงทำการว่าจ้างให้พวกโจรฆ่าพระมหาโมคคัลลานะ

พวกโจรจึงไปล้อมที่อยู่ของพระโมคคัลลานะเพื่อจะฆ่า แต่ท่านเป็นผู้ที่มีฤทธิ์มากจึงหนีออกไปได้ทุกครั้ง แต่เมื่อพระโมคคัลลานะทราบบุพกรรมของตน จึงยอมให้พวกโจรทุบตีฆ่าท่านจนกระดูกแตกยับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เมื่อพวกเดียรถีย์และพวกโจรถูกลงโทษแล้ว ตายไปก็ไปบังเกิดในอเวจีมหานรกตามสมควรแก่กรรมที่ตนทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์

พวกเดียรถีย์และพวกโจรได้กระทำการฆ่าพระมหาโมคคัลลานะ ซึ่งถือได้ว่าเป็นกรรมหนัก คือ อนันตริยกรรม เพราะพระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอรหันต์ ถึงแม้จะเป็นกรรมในอดีตชาติของท่าน แต่ก็เป็นกรรมใหม่ที่ทำให้พวกเดียรถีย์และพวกโจรถูกจับลงโทษจนตาย เมื่อตายแล้วก็ยังต้องไปรับโทษในอเวจีมหานรกอันยาวนานอีก

2.4 โลหิตุปบาท

โลหิตุปบาท คือ การทำร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผลให้พระโลหิตห้อในพระวรกาย ทั้งนี้เป็นเพราะพระวรกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น อเภทกาย คือ เป็นพระวรกายที่ไม่แตกทำลาย โดยในขณะที่พระพุทธองค์ทรงมีพระชนมายุอยู่นั้น พระอวัยวะทั้งปวงจะไม่แตกทำลาย เว้นไว้แต่พระพุทธองค์ทรงมีพุทธานุญาตให้กระทำเพื่อรักษา แม้ว่าจะมีผู้ประทุษร้ายพระองค์ด้วยอาวุธหรือวิธีการใดๆ ก็ไม่อาจทำให้ร่างกายของพระองค์ปริแตกเป็นรอยบาดแผลเหมือนผิวกายของมนุษย์ทั่วไป แต่จะมีเพียงอาการฟกช้ำและห้อพระโลหิตเท่านั้น ซึ่งเพียงเท่านี้ผู้กระทำหรือผู้เป็นต้นเหตุให้พระพุทธองค์ห้อพระโลหิต ก็ถือว่าต้องอนันตริยกรรมแล้ว

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

เรื่องพระเทวทัตทำโลหิตุปบาท3)

พระเทวทัตได้ผูกเวรกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาหลายแสนชาติจนถึงชาติปัจจุบัน โดยในสมัยพุทธกาล เทวทัตราชกุมารมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากถึงกับทูลขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ภายหลังบำเพ็ญสมณธรรมจนได้โลกียฤทธิ์ แต่ด้วยกรรมที่ได้ผูกเวรกันเอาไว้มาส่งผล จึงทำให้พระเทวทัต มีความปรารถนาจะบริหารการคณะสงฆ์แทนพระพุทธองค์

คราวหนึ่งหลังจากที่ทำให้อชาตศัตรูกุมารเลื่อมใสในตนแล้ว ก็ได้ปีนขึ้นไปบนภูเขา โดยเลือกหินก้อนใหญ่เท่าเรือนยอดก้อนหนึ่ง แล้วนั่งจดจ้องคอยให้พระพุทธองค์เสด็จมา เมื่อพระพุทธองค์เสด็จผ่านมาก็ได้ผลักก้อนหินลงมาทันทีหมายจะปลงพระชนม์ เมื่อก้อนหินตกลงมาใกล้จะถึงพระองค์ ก็พลันบังเกิดมีศิลาใหญ่ 2 ก้อนผุดขึ้นมาจากปฐพี น้อมยอดเข้าหากันมาขวางกั้นทำให้ก้อนหินใหญ่นั้นหยุดในทันที ก้อนหินใหญ่นั้นได้แตกออกเป็นสะเก็ดกระจาย มีสะเก็ดหินชิ้นหนึ่งกระเด็นมาถูกปลายพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงทำให้พระพุทธองค์ห้อพระโลหิต

ดังนั้น พระเทวทัตจึงได้รับกรรมหนักขั้นโลหิตุปบาทต้องรับผลอนันตริยกรรม ต่อมาหมอชีวกโกมารภัจจ์ทำการผ่าพระฉวีวรรณ บริเวณที่ถูกสะเก็ดหินออกด้วยมีด รีดเอาพระโลหิตร้ายออกจากพระบาท การกระทำของหมอชีวกไม่จัดเป็นโลหิตุปบาท ไม่ต้องรับผลอนันตริยกรรม เพราะหมอชีวกมีกุศลเจตนา ต้องการถวายการรักษาพระพุทธองค์

2.5 สังฆเภท

สังฆเภท คือ การกระทำที่ทำให้พระภิกษุแตกกัน ซึ่งการทำให้สงฆ์แตกกันที่เป็นอนันตริยกรรมนั้น ผู้กระทำจะต้องเป็นพระภิกษุเท่านั้น หากเป็นผู้อื่นที่ไม่ใช่พระภิกษุ เช่น สามเณรหรือคฤหัสถ์ ก็ไม่จัดเป็นอนันตริยกรรม เป็นแต่เพียงได้สร้างกรรมหนักที่มีกำลังน้อยกว่าการที่พระภิกษุทำให้สงฆ์แตกกัน

พระภิกษุผู้กระทำสังฆเภทนั้น ต้องกระทำพร้อมด้วยเหตุ 5 ประการ4) ความเป็นสังฆเภทจึงจะสมบูรณ์ หากว่ากระทำไม่ครบเหตุ 5 ประการแล้ว ถึงแม้ว่าจะยุยงส่งเสริมให้ภิกษุทั้งหลายระส่ำระสายปั่นป่วนวิวาทสบประมาทกัน ด่าว่าโบยตีกัน ไม่พอใจกัน ไม่เข้าหน้าเข้าตากัน ต่างก็หันหน้าไปรูปละทิศละทาง ลักษณะอย่างนี้ ถือว่าเป็นอกุศลกรรม แต่ยังไม่เป็นสังฆเภท เนื่องจากสังฆเภทจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อกระทำเหตุครบ 5 ประการ คือ

1. กัมเมนะ คือ การกล่าวยุยงให้พระภิกษุสงฆ์ที่หลงเชื่อถ้อยคำของตนแยกออกกระทำสังฆกรรมอีกกลุ่มหนึ่งต่างหาก

2. อุทเทเสนะ คือ การกล่าวยุยงให้พระภิกษุสงฆ์ที่หลงเชื่อถ้อยคำของตนแยกออกไปสวดพระปาติโมกข์อีกกลุ่มหนึ่งต่างหาก

3. โวหะรันโต คือ การกล่าวเภทกรวัตถุทั้ง 18 ประการ มีดังต่อไปนี้

1. สิ่งที่ไม่ใช่ธรรม กล่าวว่า เป็นธรรม

2. สิ่งที่เป็นธรรม กล่าวว่า ไม่ใช่ธรรม

3. สิ่งที่ไม่ใช่วินัย กล่าวว่า เป็นวินัย

4. สิ่งที่เป็นวินัย กล่าวว่า ไม่ใช่วินัย

5. สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ กล่าวว่า ตรัสไว้

6. สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ กล่าวว่า ไม่ได้ตรัสไว้

7. สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เคยทำมา กล่าวว่า เคยทำมา

8. สิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยทำมา กล่าวว่า ไม่เคยทำมา

9. สิกขาบทที่ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ กล่าวว่า ทรงบัญญัติไว้

10. สิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ กล่าวว่า ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้

11. วัตถุไม่เป็นอาบัติ กล่าวว่า เป็นอาบัติ

12. วัตถุเป็นอาบัติ กล่าวว่า ไม่เป็นอาบัติ

13. อาบัติเบา กล่าวว่า เป็นอาบัติหนัก

14. อาบัติหนัก กล่าวว่า เป็นอาบัติเบา

15. อาบัติที่แก้ไขได้ กล่าวว่า แก้ไขไม่ได้

16. อาบัติที่แก้ไขไม่ได้ กล่าวว่า แก้ไขได้

17. อาบัติหยาบช้า กล่าวว่า เป็นอาบัติไม่หยาบช้า

18. อาบัติไม่หยาบช้า กล่าวว่า เป็นอาบัติหยาบช้า

4. อนุสาวเนนะ คือ การกล่าวกระซิบว่ากล่าวเล้าโลมใกล้หูของพวกภิกษุ เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายลุ่มหลงเชื่อถ้อยคำของตน และให้ถือลัทธิของตนซึ่งเป็นลัทธิที่ผิดจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

5. สลากัคคาเหนะ คือ การเขียนสลากให้พวกภิกษุจับ เพื่อไม่ให้ภิกษุเหล่านั้นเปลี่ยนใจกลับไปเข้าพวกเดิม จะได้ยึดมั่นอยู่ในพวกของตนที่กล่าวตู่พระพุทธพจน์นั้น อาการที่จับสลากก็เป็นเล่ห์กลเพื่อให้ภิกษุเหล่านั้นจับถูกสลากที่ตนต้องการให้จับ

ภิกษุผู้มุ่งที่จะทำสังฆเภท ได้กระทำเหตุครบ 5 ประการนี้แล้ว เมื่อภิกษุทั้งหลายผู้มีปัญญาทราม มีความเห็นตามลัทธิของภิกษุนั้น ซึ่งผิดจากพระพุทธพจน์ ได้พร้อมเพรียงกันแยกออกจากสงฆ์ คือ 9 รูปก็ดี หรือเกินกว่า 9 รูปก็ดี5)ไปทำสังฆกรรมต่างหากจากพระภิกษุที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ในกรณีเช่นนี้ พระภิกษุสงฆ์จึงจะได้ชื่อว่าแตกแยกออกจากกัน และพระภิกษุที่เป็นตัวการในเรื่องนี้ ย่อมได้ชื่อว่ากระทำสังฆเภท ต้องอนันตริยกรรม

แต่ถ้าในกรณีที่ภิกษุทั้งหลายแม้จะได้รับการยุยงจากภิกษุผู้มุ่งจะทำสังฆเภทแล้ว ก็ไม่ได้เชื่อถ้อยคำของภิกษุนั้น ยังมีความเคารพเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและยังปฏิบัติตามพระพุทธบัญญัติอยู่ แต่ว่าเกิดทะเลาะวิวาทขัดแค้นใจกันด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง จึงยกพวกแยกออกจากหมู่ไปอยู่ที่อื่นและทำสังฆกรรมต่างหาก กรณีเช่นนี้พระภิกษูผู้มุ่งจะทำร้ายสังฆเภทและกล่าวยุยงสงฆ์ให้แตกแยกกันนั้นไม่ต้องอนันตริยกรรม

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

เรื่องพระเทวทัตทำสังฆเภท6)

เทวทัตราชกุมารได้มีศรัทธาออกบวชพร้อมด้วยเจ้าศากยวงศ์ทั้ง 7 พระองค์ เมื่อพระเทวทัตบวชแล้วก็สามารถยังฌานโลกีย์ให้บังเกิดขึ้นได้ แต่กลับเกิดความปริวิตกในเรื่องลาภสักการะจึงคิดอยากจะปกครองสงฆ์เสียเอง จึงได้เข้าไปหาอชาตศัตรูกุมาร โดยใช้อิทธิปาฏิหาริย์จนทำให้อชาตศัตรูกุมารเลื่อมใสตน

เมื่อพระเทวทัตทำให้อชาตศัตรูกุมารเลื่อมใสแล้ว ก็ได้เข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อทูลขอปกครองสงฆ์ แต่กลับถูกพระพุทธองค์ตรัสห้าม ทำให้พระเทวทัตโกรธ น้อยใจและผูกอาฆาตในพระบรมศาสดาและได้ใช้วิธีการต่างๆ ในการปลงพระชนม์พระพุทธองค์ เช่น ให้อชาตศัตรูกุมารส่งราชบุรุษไปปลงพระชนม์ ปล่อยช้างนาฬาคีรีให้ไปทำร้ายพระองค์ และทำให้พระพุทธองค์ทรงห้อพระโลหิต แต่ก็ไม่สามารถที่จะปลงพระชนม์พระบรมศาสดาได้เลยสักครั้งเดียว

หลังจากนั้นพระเทวทัตจึงได้เข้าไปหาพรรคพวกมีพระโกกาลิกะเป็นต้น แล้วบอกว่า ตนจะทำสังฆเภทโดยการทูลขอวัตถุ 5 ประการนี้กับพระศาสดา แล้วจึงไปเข้าเฝ้าพระศาสดาเพื่อทูลขอวัตถุ 5 ประการ7) โดยอ้างเหตุเพื่อให้เป็นผู้มักน้อย สันโดษ เป็นต้น แต่พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาตและทรงให้ภิกษุทั้งหลายปฏิบัติตามความปรารถนาของตน ซึ่งเมื่อพระพุทธองค์ตรัสแล้วพระเทวทัตกลับปีติใจ นำเอาความนั้นไปประกาศแก่หมู่สงฆ์ ทำให้หมู่สงฆ์แตกออกเป็น 2 พวก คือ พวกที่ไร้ปัญญาก็มีความเห็นดีงามกับพระเทวทัต ส่วนพวกที่มีปัญญาก็กล่าวติเตียนพระเทวทัต

เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบความก็ตรัสห้ามพระเทวทัต แต่พระเทวทัตก็ไม่ได้หยุดการกระทำของตน กลับเข้าไปบอกพระอานนท์ว่าตนจะแยกทำสังฆกรรมต่างหาก เมื่อถึงวันอุโบสถพระเทวทัตก็ได้ประกาศท่ามกลางสงฆ์เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายจับสลากเลือกว่าจะอยู่กับฝ่ายใด จึงทำให้พระวัชชีบุตร 500 รูป ซึ่งเป็นผู้บวชใหม่หลงเชื่อถ้อยคำและได้ตามพระเทวทัตออกไปอยู่ที่คยาสีสะ แต่พระพุทธองค์ก็ได้ให้พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะไปตามภิกษุเหล่านั้นกลับมา ซึ่งพระอัครสาวกทั้งสองก็สามารถไปตามภิกษุเหล่านั้นกลับมาได้ พร้อมกับทำให้มีความเห็นที่ถูกต้อง

เมื่อพระเทวทัตทราบความนั้น โลหิตร้อนได้พุ่งออกจากปากของพระเทวทัตทันที ซึ่งภายหลังพระเทวทัตสำนึกผิด จึงเดินทางเพื่อจะมาเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาแต่ยังไม่ทันมาถึงที่ประทับของพระพุทธองค์ แผ่นดินได้สูบพระเทวทัตลงไปสู่อเวจีมหานรกในขณะนั้นนั่นเอง

พระเทวทัตผู้อยากเป็นใหญ่ จึงอยากจะปกครองสงฆ์ โดยได้วางแผนร่วมมือกับอชาตศัตรูกุมาร เพื่อปลงพระชนม์พระพุทธองค์ แต่เมื่อทำไปแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรพระพุทธองค์ได้ จึงได้ทำสังฆเภทแยกพระภิกษุออกมาอีกกลุ่มหนึ่งต่างหาก ซึ่งการกระทำของพระเทวทัตเป็นอนันตริยกรรม ด้วยผลกรรมนี้จึงทำให้พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบลงไปสู่อเวจีมหานรกได้รับโทษอย่างยาวนาน

อนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการนี้ อาจจะกล่าวโดยสรุปได้อย่างนี้ คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต และโลหิตุปบาท เป็นสาธารณอนันตริยกรรม คือเป็นอนันตริยกรรมที่ทำได้ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ส่วนสังฆเภทเป็นอสาธารณอนันตริยกรรม คือเป็นอนันตริยกรรมที่เฉพาะพระภิกษุเท่านั้น จึงจะกระทำสังฆเภทได้ บุคคลอื่นที่ไม่ใช่พระภิกษุไม่อาจทำอนันตริยกรรมที่เป็นสังฆเภทได้ ดังเช่นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระอุบาลีว่า

“ ดูก่อนอุบาลี ภิกษุณีทำลายสงฆ์ย่อมไม่ได้ แต่พยายามเพื่อจะทำลายได้ สิกขมานาก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้ สามเณรก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้ สามเณรีก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้ อุบาสกก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้ อุบาสิกาก็ทำลายสงฆ์ไม่ได้ แต่พยายามเพื่อจะทำลายได้ ดูก่อนอุบาลี ภิกษุปกตัตตะ มีสังวาสเสมอกัน อยู่ในสีมาเดียวกัน ย่อมทำลายสงฆ์ได้ ”8)

เมื่อผู้ใดทำอนันตริยกรรมทั้ง 5 ครบทุกประการแล้ว เมื่อตายไปสังฆเภทก็จะส่งผลก่อนและมีกำลังให้รับโทษตลอดกัป9) เมื่อใดกัปยังไม่สิ้นไป ผู้ที่ทำสังฆเภทก็ยังไม่พ้นจากอเวจีมหานรก เมื่อกัปสิ้นไปก็เป็นอันว่าพ้นจากอเวจีมหานรกเมื่อนั้น

อนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการนี้ มีโทษหนักเบาและมีลำดับการให้ผลดังนี้

  • สังฆเภท โทษหนักที่สุดให้ผลเป็นอันดับแรก
  • โลหิตตุปบาท มีโทษหนักและให้ผลรองจากสังฆเภท
  • อรหันตฆาต มีโทษหนักและให้ผลรองจากโลหิตุปบาท
  • มาตุฆาตและปิตุฆาต มีโทษหนักน้อยที่สุดและให้ผลในลำดับสุดท้าย

อนันตริยกรรมทั้ง 5 ประการนี้ เมื่อผู้ทำอนันตริยกรรมครบทั้ง 5 ประการได้ตายไปแล้ว สังฆเภทก็จะให้ผลนำไปสู่อเวจีมหานรก แต่ถ้าไม่ได้ทำสังฆเภท โลหิตตุปบาทย่อมให้ผล แต่ถ้าไม่ได้ทำทั้งสองอย่างที่กล่าวมาแล้ว อรหันตฆาตย่อมให้ผล แต่ถ้าอรหันตฆาตก็ไม่ได้ทำ สังฆเภทและโลหิตตุปบาทก็ไม่ได้ทำ มาตุฆาตและปิตุฆาตก็จะให้ผล โดยมาตุฆาตและปิตุฆาตมีกฎเกณฑ์ในการให้ผลตามนัยแห่งอรรถกถาสัมโมหวิโนทนี10) อย่างนี้ ในกรณีที่ฆ่าทั้งบิดาและมารดา

1. บิดาเป็นผู้มีศีล มารดาเป็นผู้ทุศีล หรือมีศีลต่ำกว่าบิดา ปิตุฆาตย่อมให้ผล

2. มารดาเป็นผู้มีศีล บิดาเป็นผู้ทุศีล มาตุฆาตย่อมให้ผล

3. มารดาเป็นผู้มีศีล บิดาเป็นผู้มีศีล มาตุฆาตย่อมให้ผล

4. มารดาเป็นผู้ทุศีล บิดาเป็นผู้ทุศีล มาตุฆาตย่อมให้ผล

ในกรณีของข้อที่ 3 และข้อที่ 4 นั้น เมื่อผู้ใดทำแล้ว มาตุฆาตย่อมให้ผล เพราะครุกรรมที่ฆ่ามารดาย่อมมีโทษมากกว่าครุกรรมที่ฆ่าบิดา เนื่องจากมารดาเป็นผู้มีพระคุณแก่บุตรมากกว่า เพราะต้องลำบากทนทุกข์ทรมานในการรักษาครรภ์จนกว่าจะคลอดออกมา เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องให้การเลี้ยงดู สงเคราะห์แก่บุตรจนเติบโตขึ้นมา

เพราะฉะนั้น มารดาจึงมีพระคุณมากกว่าบิดา ครุกรรมที่ฆ่ามารดาจึงมีกำลังที่มากกว่าครุกรรมที่ฆ่าบิดา เมื่อผู้ที่ทำครุกรรมโดยการฆ่ามารดาหรือบิดาผู้มีศีลหรือไม่มีศีลก็ตาม มาตุฆาตย่อมให้ผลในการนำผู้ที่กระทำไปรับโทษในอเวจีมหานรกตลอดกัป

4.1.4 ครุกรรมฝ่ายกุศลกรรม

ครุกรรมฝ่ายกุศลกรรม คือ กรรมที่เป็นบุญหนัก ซึ่งมีดังนี้

มหัคคตกุศล 9 ประการ ได้แก่ รูปกุศล 5 ประการ11) และอรูปกุศล 4 ประการ12) โดยที่มหัคคตกุศลทั้ง 9 ประการนี้ เกิดจากการบำเพ็ญสมถกรรมฐาน

มหัคคตกุศล 9 ประการนี้เป็นครุกรรมฝ่ายกุศลกรรม โดยเป็นกุศลกรรมหรือความดีที่มีกำลังมาก มีลำดับการให้ผลเป็นอันดับแรกแก่ผู้ที่กระทำ คือให้ผลก่อนกรรมอื่น ครุกรรมฝ่ายกุศลกรรม คือ ฌานกุศล ทั้ง 9 ประการนี้มีกำลังมากที่จะทำให้ไปเกิดในพรหมโลกทันที เมื่อผู้ได้ฌานดับขันธ์จากกายมนุษย์แล้ว โดยไม่มีกรรมใดที่จะสามารถมากั้นขวางได้ แม้ว่าจะเคยทำกรรมอื่นทั้งที่เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมมามากก็ตาม ผลแห่งกรรมเหล่านั้นไม่สามารถที่จะมีอำนาจเหนือฌานกุศลได้ ทั้งนี้เป็นเพราะฌานกุศลซึ่งเป็นครุกรรมฝ่ายกุศลกรรมนี้ มีกำลังมากกว่ากรรมอื่นทั้งหลาย

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

พระราชาผู้ได้ฌานสมาบัติ13)

ในอดีตกาล พระเจ้าพาราณสีทรงครองราชสมบัติ ณ เมืองพาราณสี ครั้งหนึ่งมีพระปัจเจกพุทธเจ้า 5 พระองค์ เหาะลงมาที่ประตูเมืองพาราณสี แล้วเสด็จบิณฑบาตโปรดสัตว์จนมาถึงประตูพระราชวัง พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงมีจิตเลื่อมใส จึงได้นิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ เพื่อต้องการถวายภัตตาหาร เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว พระเจ้าพาราณสีจึงทรงถามพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นในเรื่องการเห็นโทษของกาม

เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นแสดงพระธรรมเทศนาตามลำดับเรียบร้อยแล้ว พระราชาจึงสดุดีชื่นชมในการออกบวชของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วทรงถวายผ้าจีวรและเภสัช พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็ทำอนุโมทนาแก่พระราชาแล้วพากันกลับไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะ

ตั้งแต่นั้นมา พระราชาทรงมีจิตเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในวัตถุกามทั้งหลาย เสด็จเข้าไปยังที่ประทับ แล้วนั่งบริกรรมกสิณจนกระทั่งบรรลุฌานสมาบัติ เมื่อพระอัครมเหสีของพระองค์ทรงดำริถึงการที่พระ-ราชาทรงเกิดความเบื่อหน่ายหลังจากที่ฟังพระธรรมเทศนาของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว จึงเสด็จไปยืนอยู่ที่พระทวารที่ประทับ แล้วถามถึงเหตุที่พระราชาทรงเกิดความเบื่อหน่าย พระราชาจึงแสดงธรรมแก่พระอัครมเหสีเรื่องโทษของกาม เมื่อพระราชาแสดงธรรมจบแล้ว จึงเสด็จไปยังท้องพระโรง เพื่อยกราชสมบัติให้พวกอำมาตย์ดูแล แล้วเสด็จไปสู่ป่าหิมพานต์ ผนวชเป็นฤาษี เมื่อละโลกแล้วก็ไปบังเกิดบนพรหมโลก

พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงมีจิตเลื่อมใสในพระปัจเจกพุทธเจ้า หลังจากที่ฟังพระธรรมเทศนาแล้วจึงเกิดความเบื่อหน่าย เพราะเห็นโทษของกาม ทำให้พระองค์ได้บำเพ็ญสมถกรรมฐานจนกระทั่งบรรลุฌานสมาบัติ ซึ่งการกระทำของพระเจ้าพาราณสีในครั้งนี้ถือได้ว่าทำครุกรรมฝ่ายกุศลกรรม จึงทำให้ครุกรรมนี้มีกำลังมาก เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีละโลกแล้ว ก็ไปบังเกิดบนพรหมโลก ด้วยผลแห่งครุกรรมฝ่ายกุศลกรรมที่พระองค์ได้ทำเอาไว้

4.2 อาสันนกรรม

4.2.1 ความหมายของอาสันนกรรม

อาสันนกรรม หรือยทาสันนกรรม หมายถึง กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่บุคคลได้กระทำไว้แล้วในเวลาใกล้จะตาย หรือการระลึกถึงกุศลกรรมและอกุศลกรรมในเวลาใกล้ตาย

4.2.2 ลักษณะของอาสันนกรรม

อาสันนกรรมเป็นกรรมที่กระทำในเวลาใกล้จะตาย หรือกรรมที่ระลึกถึงในเวลาใกล้ตาย ซึ่งมีลำดับการให้ผลเป็นที่ 2 รองจากครุกรรม หมายความว่า เมื่อสรรพสัตว์ที่เกิดในวัฏสงสารนี้ไม่ได้ทำครุกรรมอะไรทั้งในส่วนที่เป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมแล้ว อาสันนกรรมก็จะให้ผลเป็นลำดับแรกในภพชาติต่อไป หรือในกรณีที่ครุกรรมให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว อาสันนกรรมก็จะให้ผลในลำดับต่อมาทันทีโดยแม้ว่าอาสันนกรรมจะมีเพียงเล็กน้อย แต่ก็จะให้ผลก่อนกรรมอื่นที่มากกว่า ซึ่งอาจจะเปรียบอาสันนกรรมนี้เหมือนกับฝูงโคที่อยู่ในคอก ในเวลาที่เจ้าของโคเปิดประตูคอก โคตัวใดที่อยู่ใกล้ประตูคอก แม้จะเป็นโคแก่ ไม่มีกำลัง โคตัวนั้นก็ย่อมจะออกจากคอกได้ก่อนตัวอื่น อาสันนกรรมก็เช่นกันแม้อกุศลกรรมหรือกุศลกรรมอย่างอื่นจะมีอยู่ แต่กรรมใดที่นึกได้ในเวลาที่ใกล้จะตาย กรรมนั้นย่อมส่งผลให้ก่อนกรรมอื่นเสมอ เพราะผู้ตายนึกถึงได้ก่อนที่จะตาย

อาสันนกรรมแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คืออาสันนกรรมฝ่ายอกุศลกรรมและอาสันนกรรมฝ่ายกุศลกรรม อาสันนกรรมฝ่ายอกุศลกรรมจะชักนำผู้กระทำให้ไปเกิดในทุคติภูมิหลังจากที่ละโลกไปแล้ว ส่วนอาสันนกรรม ฝ่ายกุศลกรรมก็จะชักนำผู้กระทำให้ไปบังเกิดในสุคติภูมิหลังจากที่ละโลกไปแล้ว

4.2.3 อาสันนกรรมฝ่ายอกุศลกรรม

อาสันนกรรมฝ่ายอกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายบาปหรือฝ่ายชั่วที่จะชักนำผู้ที่กระทำอาสันนกรรมให้ไปเกิดในทุคติภูมิหลังจากที่ละโลกไปแล้ว

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

เกิดเป็นนาคเพราะกรรมที่นึกถึงก่อนตาย 14)

ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ มีชายหนุ่มคนหนึ่งมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ปรารถนาที่จะนำตนออกจากกองทุกข์ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร จึงสละทรัพย์สมบัติออกจากเรือนบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุแล้วก็ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมเป็นอย่างดี วันหนึ่งท่านมีความประสงค์จะเดินทางไปหาสถานที่ที่เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม จึงได้โดยสารเรือลำหนึ่ง ในขณะที่เรือแล่นอยู่ ท่านเผลอเอามือจับตะไคร่น้ำ จนตะไคร่น้ำขาดติดมือทำให้ท่านได้สติว่าต้องอาบัติเพราะพรากของเขียว แต่ก็คิดว่าเป็นอาบัติเล็กน้อยคงไม่เป็นไร จึงไม่ได้แสดงอาบัติอันเป็นวิธีออกจากอาบัติของพระภิกษุ

เมื่อพบสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณธรรม ท่านก็ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเต็มที่ ลงมือปฏิบัติด้วยความเพียรเป็นเวลานานถึง 20,000 ปี ก็ยังไม่บรรลุคุณธรรมวิเศษอันใดจนกระทั่งแก่ชรา ในเวลาที่ท่านใกล้จะมรณภาพ ท่านนึกถึงเหตุการณ์ที่ได้ทำตะไคร่น้ำขาด จึงเกิดความวิตกกังวลในใจว่าตนต้องอาบัติ แล้วก็มรณภาพทั้งๆ ที่มีจิตเศร้าหมองนึกถึงอาบัติของตน จากความกังวลว่าตนต้องอาบัตินั้นจึงเป็นอาสันนกรรมฝ่ายอกุศลกรรมชักนำให้ท่านไปเกิดเป็นพญานาคราช ชื่อว่า เอรกปัตตะ

4.2.4 อาสันนกรรมฝ่ายกุศลกรรม

อาสันนกรรมฝ่ายกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายบุญหรือกรรมฝ่ายดี ที่จะทำให้ผู้ที่ทำอาสันกรรมฝ่ายกุศลกรรมนี้ไปบังเกิดยังสุคติภูมิหลังจากที่ตายไปแล้ว

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

ชีวิตหลังความตายของมัฏฐกุณฑลี15)

ในสมัยพุทธกาล ในเมืองสาวัตถี มีพราหมณ์คนหนึ่งเป็นคนตระหนี่ ไม่ยอมให้สิ่งของแก่ใครๆ ผู้คนจึงพากันเรียกว่า อทินนปุพพกะ เขามีบุตรชายอันเป็นที่รักเพียงคนเดียว ทั้งที่เขาปรารถนาที่จะทำเครื่องประดับให้กับบุตรชาย แต่ด้วยความที่เป็นคนตระหนี่จึงได้ลงมือทำเครื่องประดับด้วยตนเอง โดยเอาทองคำมาทำเป็นตุ้มหูเกลี้ยง ไม่มีลวดลายให้แก่บุตรชาย ผู้คนจึงพากันเรียกบุตรชายของเขาว่า มัฏฐกุณฑลี ซึ่งแปลว่า นายตุ้มหูเกลี้ยง

ต่อมาเมื่อบุตรชายของเขาอายุได้ 16 ปี ได้ป่วยเป็นโรคผอมเหลือง ภรรยาของเขาจึงบอกให้เขาหาหมอมารักษาบุตรชาย แต่ด้วยความตระหนี่เขาจึงเพียงแต่เดินทางไปถามสูตรยาจากหมอเพื่อเอามารักษาบุตรชาย แต่โรคกลับมีอาการหนักยิ่งขึ้น พราหมณ์จนปัญญาที่จะรักษา จึงไปพาหมอมารักษา แต่เมื่อหมอมาดูอาการแล้วได้ปฏิเสธที่จะรักษา เนื่องจากอาการของมัฏฐกุณฑลีหนักมากเกินกว่าที่จะรักษา

เมื่ออาการป่วยของบุตรชายหนักยิ่งขึ้น พราหมณ์จึงนำบุตรชายไปนอนที่ระเบียงภายนอกบ้าน เพราะกลัวหมู่ญาติที่มาเยี่ยมบุตรชายจะเห็นทรัพย์สมบัติของตน ครั้นเวลาใกล้รุ่งวันหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงตรวจดูสรรพสัตว์ที่จะทรงโปรด ในข่ายพระญาณของพระพุทธองค์ได้ปรากฏภาพของมัฏฐกุณฑลีขึ้น เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเสด็จไปในที่นั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าไปถึงประตูบ้านของพราหมณ์ ซึ่งในขณะนั้น มัฏฐกุณฑลีนอนหันหน้าเข้าไปภายในบ้าน พระพุทธองค์จึงเปล่งพระรัศมีวาบหนึ่ง ทำให้มัฏฐกุณฑลีเห็นแสงแล้วสงสัยว่าเป็นแสงอะไร จึงพลิกตัวกลับไป เมื่อเห็นพระบรมศาสดาก็คิดว่า เพราะบิดาของเขาเป็นคนตระหนี่ ทำให้เขาไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ ไม่ได้ถวายทาน และฟังธรรม แต่เดี๋ยวนี้แม้แต่มือสองข้างก็ยกไม่ไหว ไม่สามารถทำประการใดได้ จึงทำเพียงจิตให้เลื่อมใส เมื่อพระพุทธองค์ทราบว่าเขาทำจิตให้เลื่อมใสแล้วจึงเสด็จหลีกไป มัฏฐกุณฑลีก็ได้เสียชีวิต แล้วไปบังเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในวิมานทองสูง 30 โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

มัฏฐกุณฑลีไม่ได้ทำทานหรือฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่ได้ทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลาที่ใกล้ตาย จึงทำให้ได้ไปบังเกิดเป็นสหายของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยผลของอาสันนกรรมฝ่ายที่เป็นกุศลกรรมนั่นเอง

4.3 อาจิณณกรรม

4.3.1 ความหมายของอาจิณณกรรม

อาจิณณกรรม คือ อกุศลกรรมและกุศลกรรมที่กระทำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำหรือทำบ่อยๆ ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เมื่อกระทำบ่อยๆ เข้าก็จะกลายเป็นอาจิณณกรรม บางครั้งอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พหุลกรรม

4.3.2 ลักษณะของอาจิณณกรรม

อาจิณณกรรมนี้ให้ผลเป็นลำดับที่ 3 ถัดจากครุกรรม และอาสันนกรรม โดยเมื่อทั้งครุกรรมและอาสันนกรรมให้ผลเสร็จสิ้นแล้ว อาจิณณกรรมจึงจะให้ผล ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าอาจิณณกรรมฝ่ายใดมีกำลังแรงกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายนั้นก็จะให้ผลก่อน เช่น ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรมมีกำลังแรงกว่าก็จะให้ผลก่อนอาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรม เป็นต้น ซึ่งอาจเปรียบอาจิณณกรรมเหมือนนักมวยปล้ำสองคนที่ลงสนามต่อสู้กัน คนใดมีกำลังมากกว่าก็ปล้ำเอาอีกคนหนึ่งล้มลงได้ อาจิณณกรรมก็เช่นกัน ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายใดที่ทำไว้นานๆ บ่อยๆ จนคุ้น อาจิณณกรรมฝ่ายนั้นก็จะมีกำลังมากกว่า โดยจะส่งผลก่อนและหักห้ามอาจิณณกรรมที่มีกำลังน้อยกว่าไม่ให้ส่งผล

การกระทำในทางดีก็จะเป็นอาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรม เช่น คนมีปกติชอบทำทาน ใส่บาตรพระอยู่เป็นประจำทุกเช้า หรือตั้งใจรักษาศีลทุกวันเป็นอย่างดี เป็นต้น อาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรมนี้ก็จะมีกำลังมากที่จะให้ผลเกิดความสุขความเจริญยิ่งขึ้น หรือหากเป็นการกระทำที่ไม่ดีก็จะเป็นอาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรม เช่น ชอบยิงนกตกปลาเป็นประจำ ลักขโมยเป็นประจำ หรือฆ่าหมูฆ่าวัวขายเป็นอาชีพ เป็นต้น อาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรมนี้ก็จะมีกำลังมากที่จะให้ผลเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนอย่างมาก

อาจิณณกรรมแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ อาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรมและอาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรม

4.3.3 อาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรม

อาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายชั่วหรือกรรมฝ่ายบาป เมื่อผู้ใดทำอาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรมนี้ก็จะชักนำให้ผู้กระทำไปเกิดในทุคติภูมิได้รับทุกข์โทษเป็นเวลายาวนาน

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

คนฆ่าหมู16)

ในสมัยพุทธกาล มีชายคนหนึ่งชื่อว่า จุนทะ มีอาชีพฆ่าสุกรขาย ตลอดชีวิต เขาได้ฆ่าสุกรตายเป็นจำนวนมาก ยิ่งขายเนื้อสุกรได้มากเท่าใดเขาก็จะฆ่าสุกรมากขึ้นเท่านั้น และถ้าหากในปีใดที่เกิดภัยแล้งข้าวยากหมากแพง อาชีพฆ่าสุกรของเขาก็ยิ่งประสบความเจริญรุ่งเรืองทำกำไรได้มาก โดยเขาจะออกกว้านซื้อข้าวมากักตุนไว้ แล้วนำข้าวบรรทุกเกวียนไปแลกกับลูกสุกรของชาวบ้านในชนบท โดยแลกลูกสุกรด้วยข้าว 1 ทะนานบ้าง 2 ทะนานบ้าง

เมื่อได้ลูกสุกรเต็มเกวียนก็นำกลับมาเลี้ยงที่บ้าน เลี้ยงจนกระทั่งสุกรนั้นโตพอที่จะฆ่าเอาเนื้อขายได้ ก็จะทยอยฆ่าสุกรเหล่านั้น ในการฆ่าสุกรของนายจุนทะนั้น เขาจะนำสุกรตัวที่จะถูกฆ่ามาผูกยึดไว้กับหลัก แล้วใช้ค้อนสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ทุบตีไปตามตัวสุกร เพื่อให้เนื้อของสุกรหนาขึ้นแต่จะไม่ทำให้สุกรตายจากนั้นใช้ท่อนไม้ใส่เข้าไปในปากของสุกรให้ปากของสุกรอ้าค้างไว้ แล้วใช้กระบวยตักน้ำร้อนที่ต้มจนเดือดกรอกใส่เข้าไปในปากของสุกรทั้งที่มันยังมีชีวิตอยู่ เพื่อจะเอาสิ่งปฏิกูลที่อยู่ในท้องของสุกรออกมาทางทวาร จนกระทั่งไม่มีสิ่งปฏิกูลไหลออกมา เหลือเพียงแต่น้ำใสๆ ซึ่งแสดงว่าอวัยวะภายในของสุกรสะอาดหมดจดดีแล้ว จากนั้นจึงเอาน้ำร้อนเทราดไปบนตัวของสุกร เพื่อทำความสะอาดภายนอกจนปราศจากขน จึงใช้ดาบตัดคอสุกรจนขาด เอาภาชนะมารองใส่เลือดเก็บไว้ แล้วจึงแล่เนื้อสำหรับเอาไว้ขาย

เขาฆ่าสุกรขายเป็นอาชีพนานถึง 55 ปี โดยที่ไม่ได้ทำบุญกุศลใดๆ เลยตลอดชีวิต ทั้งๆ ที่บ้านของเขาก็อยู่ไม่ไกลจากพระวิหารที่ประทับของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาได้ทำปาณาติบาต คือฆ่าสุกรเป็นประจำทุกวัน จนกระทั่งในเวลาที่เขาใกล้จะเสียชีวิต เขาล้มป่วยลงและเห็นคตินิมิตเป็นไฟในอเวจีมหานรก ทำให้มีความรู้สึกเร่าร้อนอย่างแรงกล้าไปทั่วทั้งร่างกาย มีความทุกข์ทรมานมากจนไม่อาจนอนนิ่งบนเตียงเช่นคนป่วยโดยทั่วไปได้ เขาลงมาคลานรอบๆ ห้องและแผดเสียงดังเหมือนกับสุกรที่ร้องขณะจะถูกฆ่า บุตร ภรรยา และชาวบ้านที่อยู่ในระแวกใกล้เคียง เห็นเขามีอาการเช่นนั้นก็รู้สึกสงสารและสังเวชจึงช่วยกันจับเขาให้นอนอยู่กับที่ แต่เขากลับผลักคนเหล่านั้นกระเด็นไปคนละทิศละทาง แล้วคลานร้องครวญครางต่อไป

เขาทุกข์ทรมานและแสดงอาการเช่นนั้นเป็นเวลานานถึง 7 วัน พอครบ 7 วันจึงขาดใจตาย หลังจากที่ตายจากความเป็นมนุษย์แล้ว เขาได้ไปบังเกิดเป็นสัตว์นรกร่างกายใหญ่โตในอเวจีมหานรก ถูกไฟนรกเผาไหม้ตลอดเวลา ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ทั้งนี้เป็นเพราะกรรมปาณาติบาตที่นายจุนทะฆ่าสุกรทุกวันจนเป็นอาจิณณกรรม ชักนำเขาไปเกิดในอเวจีมหานรก

4.3.4 อาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรม

อาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายบุญหรือกรรมฝ่ายดีที่จะชักนำผู้ที่กระทำอาจิณณกรรม ฝ่ายกุศลกรรมให้ไปบังเกิดในสุคติภูมิหลังจากตายไปแล้วให้ได้เสวยสุข

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

เทพนารีอดีตนางทาสี17)

ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาล ขณะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล มีอุบาสกท่านหนึ่งเข้าไปสู่วิหารในเวลาเย็นพร้อมกับเหล่าเพื่อนอุบาสกเป็นจำนวนมากเพื่อฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจบพระธรรมเทศนา ชนทั้งหลายที่มาฟังธรรมต่างก็แยกย้าย กันไป ส่วนอุบาสกท่านนั้นได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา อภิวาท แล้วกราบทูลความประสงค์ของตนที่จะถวายนิตยภัตแก่พระสงฆ์วันละ 4 รูป พระพุทธองค์จึงตรัสให้เขาไปบอกกับพระภิกษุผู้ทำหน้าที่จัดภิกษุ เขาจึงไปพบภิกษุรูปนั้นและกราบเรียนความประสงค์ของตน

ครั้นแล้วเขาจึงกลับไปสู่เรือนของตนสั่งกำชับแก่นางทาสีในการดูแลจัดเตรียมนิตยภัตถวายแด่พระภิกษุที่ตนได้อาราธนาไว้ ซึ่งปกตินางก็มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว เมื่อได้รับมอบหมายจากอุบาสกผู้เป็นนายเช่นนั้นจึงมีความยินดีเป็นอันมาก ทุกเช้านางจึงตื่นแต่เช้ามืดจัดเตรียมโภชนาหารและปูลาดอาสนะตกแต่งให้มีกลิ่นหอม และเมื่อพระภิกษุมาถึงก็กล่าวอาราธนาให้นั่งบนอาสนะด้วยความเลื่อมใส กราบนมัสการแล้วบูชาด้วยธูปเทียนดอกไม้ จากนั้นจึงถวายภัตตาหารด้วยความเคารพ

วันหนึ่งหลังจากเห็นพระภิกษุฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว นางจึงได้เข้าไปกราบเรียนถามด้วยความเคารพว่า

“ บุคคลทำประการใดจึงจะประสบความสุขความสบายในปรโลกภายหน้า ทั้งนี้เป็นเพราะนางปรารถนาที่จะมีชีวิตที่สุขสบายในภพชาติต่อไป จะได้ไม่ต้องเกิดเป็นทาสีเหมือนในชาติปัจจุบัน”

พระภิกษุจึงบอกแก่นางว่า

“ ถ้านางปรารถนาความสุขสบายในภพชาติภายภาคหน้า นางต้องสมาทานไตรสรณคมน์และศีล แล้วพระภิกษุให้นางรับไตรสรณคมน์และศีล”

จากนั้นจึงบอกถึงอานิสงส์ของการสมาทานไตรสรณคมน์และศีล พร้อมทั้งกำชับให้นางรักษาให้ดี นับแต่วันนั้นมานางก็ตั้งใจรักษาไตรสรณคมน์และศีลอย่างดีตลอดชีวิต จนเวลาผ่านไป 16 ปี นางก็เสียชีวิตลง เมื่อนางตายแล้วได้ไปบังเกิดเป็นเทพนารีบนทิพยวิมาน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีรูปโฉมงดงาม ทั้งนี้เป็นเพราะอำนาจแห่งสรณคมน์และศีลที่นางตั้งใจรักษาอย่างดีตลอดชีวิตจนเป็นอาจิณณกรรมชักนำให้นางไปบังเกิด ณ ที่นั้น

4.4 กตัตตากรรม

4.4.1 ความหมายของกตัตตากรรม

กตัตตากรรม หรือกฏัตตาวาปนกรรม คือ อกุศลกรรมและกุศลกรรมที่แต่ละคนได้กระทำมาแล้วทั้งในอดีตชาติและในปัจจุบันชาติ ซึ่งยังไม่ถึงขั้นเป็นครุกรรม อาสันนกรรม และอาจิณณกรรม เป็นเพียงกรรมที่ผู้กระทำไม่มีเจตนา หรือไม่ได้มีความตั้งใจที่จะกระทำ

4.4.2 ลักษณะของกตัตตากรรม

กตัตตากรรมเป็นกรรมที่ให้ผลเป็นอันดับที่ 4 เป็นกรรมที่ผู้กระทำไม่ได้มีเจตนา หรือไม่ได้มีความตั้งใจทำ เช่น การกระทำของเด็กทารกไร้เดียงสา มีบิดามารดาที่ชอบทำบุญให้ทานเป็นสัมมาทิฏฐิ เชื่อว่าบาปบุญมีจริง จึงปรารถนาจะปลูกฝังสิ่งที่ดีงามเช่นนี้ให้กับลูก เวลาที่จะทำบุญตักบาตร ก็จับมือเด็กทารกที่ยังไม่รู้อะไรเลย ให้ถวายทานแก่พระสงฆ์ หรือเวลาที่พระผ่านมา ก็สอนให้พนมมือไหว้ด้วยความเคารพ ทั้งๆ ที่ใจของลูกนั้นยังไม่รู้อะไรเลย แต่ว่ากุศลกรรมที่ได้ทำลงไปนั้น ย่อมให้ผล แม้จะทำแบบไม่รู้เรื่องก็ตาม แต่กุศลกรรมที่สักแต่ว่าทำก็เป็นกรรมที่มีกำลังอ่อน เพราะหลักของกรรมนั้นมีอยู่ว่า “ เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม” ฉะนั้นถ้าไม่มีเจตนา ก็ไม่เรียกว่าเป็นกรรม หรือถ้าเป็นกรรม ก็ไม่ส่งผลรุนแรงเท่ากับการกระทำที่มีเจตนาแรงกล้า

กตัตตากรรมนี้จึงไม่มีกำหนดเวลาที่จะให้ผลแน่นอน เพราะเป็นกรรมที่มีกำลังอ่อนที่ช่วยเสริมกรรมอื่น ซึ่งเปรียบกตัตตากรรมเหมือนลูกศรที่คนตาบอดยิงออกจากแล่งธนู ปกติแล้วลูกศรที่คนตาบอดยิงออกไป ไม่สามารถที่จะยิงไปให้ตรงจุดหมายได้ เพราะว่าเขาไม่ทราบถึงเป้าหมายว่าอยู่ตรงไหน เพียงแต่รู้ว่า ลูกศรนี้จะต้องตกลงมาบนพื้นดิน กตัตตากรรมก็เช่นกันที่จะกำหนดเวลาที่จะให้ผลในชาตินั้นชาตินี้ไม่ได้ กำหนดได้เพียงว่าจะต้องให้ผลแน่นอนไม่ภพชาติใดก็ภพชาติหนึ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะกตัตตากรรมเป็นกรรมที่มีกำลังอ่อนจนแม้แต่ตัวผู้กระทำเองก็ไม่รู้ว่าเป็นบุญเป็นบาปหรือไม่ กระทำด้วยความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้กตัตตากรรมนี้จึงให้ผลโดยไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน

กตัตตากรรมแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ กตัตตากรรมฝ่ายอกุศลกรรมและกตัตตากรรมฝ่ายกุศลกรรม

4.4.3 กตัตตากรรมฝ่ายอกุศลกรรม

กตัตตากรรมฝ่ายอกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายบาป หรือกรรมฝ่ายชั่ว ที่จะชักนำผู้ที่กระทำกตัตตา-กรรมนี้ให้ไปเกิดในทุคติภูมิ ให้ไปรับทุกข์โทษหลังจากที่ตายไปแล้ว

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม

บุพกรรมของเปรต18)

ชาวนาผู้หนึ่งที่เกิดในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า วันหนึ่งมีประชาชนพากันไปทำบุญและทำสักการบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนเหล่านั้นได้มาชักชวนให้เขาทำบุญด้วยกัน เขาไม่เห็นประโยชน์คิดแต่เพียงว่า เสียเวลาทำมาหากิน เขาจึงพูดว่าไม่ไป เพราะเสียเวลาไถนา แม้คนเหล่านั้นจะบอกว่า การไปทำบุญกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดีกว่าการไถนา

เขาจึงถามเพื่อตัดความรำคาญว่า

“ พระกัสสปพุทธเจ้าวิเศษอย่างไร สมเด็จพระกัสสปพุทธเจ้าท่านสามารถที่จะไถนาอย่างเรานี้ได้หรือไม่”

คนเหล่านั้นแสดงท่าทางตกใจ แล้วก็พูดสดุดีคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและตักเตือนไม่ให้เขาพูดดูหมิ่นเช่นนั้น ทั้งยังพรรณนาโทษแห่งการดูหมิ่นพระพุทธองค์อย่างมาก จนเขาหมั่นไส้เลยพูดตัดบทออกไปโดยไม่มีเจตนาว่า

“ พวกท่านอย่ามาสาธยายให้หนวกหูเรา เลย เอาละ เป็นอันว่าพระกัสสปะวิเศษจริง แต่เราก็ได้ตั้งใจไว้แล้วว่า ถ้าพระพุทธองค์ไม่สามารถไถนาให้เราได้ เราจะไม่ไปทำบุญ ไม่ทำการสักการบูชาพระพุทธองค์ แต่ถ้าพระพุทธองค์สามารถมาจับหางไถแล้วไถนาอย่างเราเมื่อไร เราจึงจะไปทำบุญและสักการบูชา”

ด้วยวจีกรรมเพียงเล็กน้อยนี้ที่ชาวนานั้นหวังจะประชดประชันคนเหล่านั้นเท่านั้น ทำให้เมื่อเขาเสียชีวิตก็มาดลบันดาลให้เกิดเป็นเปรต ต้องอดอยากและไถนาอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้พักผ่อนเลย

4.4.4 กตัตตากรรมฝ่ายกุศลกรรม

กตัตตากรรมฝ่ายกุศลกรรม คือ กรรมฝ่ายบุญหรือฝ่ายดีที่จะชักนำให้ผู้ที่กระทำกตัตตากรรมนี้ไปบังเกิดในสุคติภูมิ

กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎก

เทพบุตรกบ19)

ในสมัยพุทธกาล ใกล้รุ่งวันหนึ่ง ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วิหารริมฝั่งสระ-โบกขรณีใกล้เมืองจัมปา พระพุทธองค์ทรงตรวจพิจารณาสัตวโลกแล้ว ทรงเห็นว่าในเย็นวันนั้น ขณะที่กำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดชนทั้งหลาย จะมีกบตัวหนึ่งถือเอานิมิตในพระสุรเสียงของพระองค์ ตายแล้วไปบังเกิดในสวรรค์ เมื่อทรงทราบดังนั้นก็ทรงดำเนินพุทธกิจตามปกติ เช่น นำพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ออกบิณฑบาต แสดงข้อวัตรปฏิบัติแก่เหล่าภิกษุทั้งปวง เป็นต้น

ในเวลาเย็น เมื่อบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาตามปกติ พระองค์จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เข้าสู่มณฑปซึ่งตั้งอยู่ริมสระโบกขรณี ประทับเหนือพุทธอาสน์ เมื่อทรงทราบว่าบริษัททั้งหลายพร้อมที่จะฟังพระธรรมเทศนาแล้ว จึงเปล่งพระสุรเสียงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นปาฏิหาริย์ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะดุจเสียงท้าวมหาพรหม

ในขณะนั้น มีกบตัวหนึ่งกำลังแหวกว่ายขึ้นจากสระโบกขรณี ได้ยินพระสุรเสียงที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ทั้งที่ไม่ได้มีความเข้าใจเนื้อความที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเลย แต่รู้สึกซาบซึ้งยินดีในพระสุรเสียงที่ได้ยิน จึงกระโดดไปนอนฟังอยู่ด้านท้ายๆ หลับตาฟังพระสุรเสียงแสดงธรรมของพระพุทธองค์ด้วยความเบิกบาน แต่ขณะที่กำลังฟังพระสุรเสียงอย่างเพลิดเพลินอยู่นั้น มีคนเลี้ยงโคคนหนึ่ง เดินผ่านมาในบริเวณนั้น เห็นพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางเหล่าพุทธบริษัท ด้วยพระอาการอันน่าเลื่อมใสยิ่ง ก็บังเกิดความยินดีใคร่จะฟังธรรม จึงไปยืนใกล้กับที่กบนอนอยู่ โดยที่ไม่เห็นกบ ขณะยืนฟังอยู่ได้เอาไม้สำหรับต้อนโคปักลงไปที่พื้นดิน ไม่ได้ปักถูกบนหัวของกบเข้าพอดี จนทำให้กบนั้นตาย

เมื่อกบนั้นตายแล้ว ได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรมีรูปร่างงดงาม ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทั้งนี้เป็นเพราะถือเอานิมิตในพระสุรเสียงแสดงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ว่าจะไม่รู้เนื้อความที่พระพุทธองค์ทรงแสดง แต่เพราะเหตุแห่งการถือเอานิมิตในพระสุรเสียงนั้นจึงเป็นกตัตตากรรมชักนำให้ไปบังเกิดในสุคติภูมิ

สรุปความว่า ปากทานปริยายจตุกกะ คือ กรรมที่ให้ผลตามลำดับความหนักเบามีทั้งหมด 4 ประเภท ซึ่งถ้าบุคคลใดกระทำกรรมทั้ง 4 ประเภทแล้ว ครุกรรมย่อมให้ผลแก่บุคคลผู้กระทำก่อนเป็นลำดับแรก เพราะเป็นกรรมที่หนักที่สุดจึงมีกำลังมากในการให้ผล ถ้าเป็นครุกรรมฝ่ายอกุศลกรรมก็จะชักนำบุคคลที่กระทำไปเกิดในอเวจีมหานรก โดยเฉพาะสังฆเภทที่จะให้ผลก่อนและทำให้บุคคลที่กระทำต้องได้รับโทษตลอดกัปเป็นเวลานาน แต่ถ้าเป็นครุกรรมฝ่ายกุศลกรรมก็จะชักนำบุคคลที่กระทำไปบังเกิดยังพรหมโลกตามอำนาจของฌานที่ตนกระทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์

ถ้าบุคคลไม่ได้กระทำครุกรรม แต่ได้ทำกรรมทั้ง 3 ที่เหลือ อาสันนกรรมซึ่งเป็นกรรมที่มีกำลังแรงรองลงมาก็จะให้ผลแก่บุคคลที่กระทำไว้ก่อนกรรมอื่น ถ้าบุคคลใดทำอาสันนกรรมฝ่ายอกุศลกรรมก็จะชักนำบุคคลที่กระทำไปเกิดในทุคติภูมิ แต่ถ้าเป็นอาสันนกรรมฝ่ายกุศลกรรมก็จะชักนำบุคคลที่กระทำไว้ไปสู่สุคติภูมิ

ถ้าบุคคลใดไม่ได้กระทำครุกรรมและอาสันนกรรม แต่ได้กระทำกรรมทั้ง 2 ที่เหลือ คือ อาจิณณกรรมและกตัตตากรรม อาจิณณกรรมก็จะมีกำลังในการให้ผล เพราะเป็นกรรมที่มีกำลังแรงรองลงมาจากอาสันนกรรมก็ย่อมจะให้ผลแก่บุคคลผู้ที่กระทำก่อน ซึ่งถ้าบุคคลใดทำอาจิณณกรรมฝ่ายอกุศลกรรมเป็นประจำก็จะมีผลทำให้บุคคลนั้นไปเกิดในทุคติภูมิ แต่ถ้าบุคคลใดกระทำอาจิณณกรรมฝ่ายกุศลกรรมเป็นประจำจนคุ้นเคยก็จะชักนำพาบุคคลผู้กระทำกุศลกรรมไปสู่สุคติภูมิ

ถ้าบุคคลใดไม่ได้ทำครุกรรม ไม่ได้ทำอาสันนกรรมและไม่ได้ทำอาจิณณกรรม ซึ่งหมายความว่า บุคคลที่ไม่ได้ทำทั้งอกุศลกรรมและกุศลกรรมที่มีกำลังมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ กตัตตากรรมซึ่งเป็นกรรมที่มีกำลังน้อยที่สุดย่อมให้ผลแก่บุคคลนั้น ซึ่งถ้าเป็นกตัตตากรรมฝ่ายอกุศลกรรมก็จะชักนำบุคคลนั้นไปสู่ทุคติภูมิ แต่ถ้ากตัตตากรรมฝ่ายกุศลกรรมก็จะชักนำบุคคลนั้นไปสู่สุคติภูมิ

จะเห็นได้ว่า ปากทานปริยายจตุกกะแต่ละประเภทนั้นจะให้ผลที่แตกต่างกันตามลำดับของกรรมที่มีความหนักเบา โดยเฉพาะกตัตตากรรมซึ่งเป็นกรรมที่เกิดจากการไม่มีเจตนา แม้จะเป็นการกระทำแค่ชั่ววูบและไม่รู้ไม่ทราบอะไรเลย กระทำด้วยความไม่ตั้งใจ ยังมีผลเป็นความทุกข์ทรมานแสนสาหัส เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาท ต้องมีสติยับยั้งให้ดี ไม่ควรล่วงเกินใครด้วยกาย วาจา ใจ และหมั่นสั่งสมทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ชื่อว่ากรรมที่เราทำไว้แม้เพียงเล็กน้อยย่อมให้ผล บุคคลใดเมื่อทำอย่างนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต สมกับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ที่เกิดมายากแสนยาก ดังเช่นที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษโยนแอกซึ่งมีช่องเดียวลงไปในมหาสมุทร เต่าตาบอดมีอยู่ในมหาสมุทรนั้น ต่อล่วงร้อยปีๆ มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่งๆ สอดคอให้เข้าไปในแอกซึ่งมีช่องเดียว”20)

ดังนั้น เมื่อการเกิดมาเป็นมนุษย์นั้นยากอย่างนี้ จึงควรใช้ชีวิตในแต่ละวันให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดสมกับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ การหมั่นสั่งสมบุญทุกบุญเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ สิ่งใดที่เคยทำผิดพลาดมาก็ลืมไปให้หมด หมั่นสร้างแต่กรรมดีอยู่ทุกวัน และต้องทำใจของเราให้ใสตลอดเวลา เพื่อไม่ให้บาปได้ช่องแต่กลับให้บุญกุศลได้โอกาสในการให้ผล เมื่อทำอย่างนี้แล้ว ชีวิตก็จะปลอดภัยจากภัยในทุคติภูมิ แต่จะมีบุญกุศลกรรมที่คอยสนับสนุนให้ความความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปและเข้าใกล้สุคติภูมิ เหมือนมีแก้วโชติรสที่คอยบันดาลความสุขความสำเร็จให้บังเกิดขึ้นในชีวิต

1) เรื่องพระมหาโมคคัลลานเถระ, ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 99.
2) เรื่องพระมหาโมคคัลลานเถระ, ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 95.
3) พระเทวทัตทำโลหิตุปบาท, พระวินัยปิฎก จุลวรรค, มก. เล่ม 9 หน้า 293.
4) สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ 10, พระวินัยปิฎก สังฆาทิเสสกัณฑ์, มก. เล่ม 3 หน้า 582.
5) สังฆเภทขันธกะ, พระวินัยปิฎก จุลวรรค, มก. เล่ม 9 หน้า 316.
6) สังฆเภทขันธกะ, พระวินัยปิฎก จุลวรรค, มก. เล่ม 9 หน้า 300.
7) วัตถุ 5 ประการ, คือ 1. ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยบ้านอยู่ รูปนั้นพึงต้องโทษ 2. ภิกษุทั้งหลายพึงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีกิจนิมนต์ รูปนั้นพึงต้องโทษ 3. ภิกษุทั้งหลายพึงถือผ้าบังสกุลเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดยินดีคหบดีจีวร รูปนั้นพึงต้องโทษ 4. ภิกษุทั้งหลายพึงถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดเข้าอาศัยที่มุงที่บัง รูปนั้นพึงต้องโทษ 5. ภิกษุทั้งหลายไม่พึงฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉันปลาและเนื้อ รูปนั้นพึงต้องโทษ.
8) สังฆเภทขันธกะ, พระวินัยปิฎก จุลวรรค, มก. เล่มที่ 9 หน้า 316.
9) กัปในที่นี้ หมายถึง วิวัฏฏัฎฐายีอสงไขยกัป ช่วงที่กัปกำลังเจริญ เริ่มมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นบนโลกและจักรวาล
10) ทสกนิทเทส, พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์, มก. เล่ม 78 หน้า 685.
11) รูปกุศล 5 ประการ, คือ 1. ปฐมฌานกุศล 2. ทุติยฌานกุศล 3. ตติยฌานกุศล 4. จตุตถฌานกุศล 5. ปัญจมฌานกุศล.
12) อรูปฌานกุศล 4 ประการ, คือ 1. อากาสานัญจายตนฌานกุศล 2. วิญญาณัญจายตนฌานกุศล 3. อากิญจัญญายตนฌานกุศล 4. เนวสัญญานาสัญญายตนฌานกุศล.
13) ปานียชาดก, อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 60 หน้า 51.
14) เรื่องนาคราชชื่อเอรกปัตตะ, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 40 หน้า 39.
15) เรื่องมัฏฐกุณฑลี, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 40 หน้า 39.
16) เรื่องนายจุนทสูกริก, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 40 หน้า 170.
17) ทาสีวิมาน, อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, มก. เล่ม 48 หน้า 157.
18) เปรตไถนา, อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ, มก. เล่ม 49.
19) มัณฑูกเทวปุตตวิมาน, อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, มก. เล่ม48 หน้า 419.
20) ปฐมฉิคคฬสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 31 หน้า 475.
gl203/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki