gl203:3 [Dou book online]
 
สารบัญ

บทที่ 3 กรรมหมวดที่ 1 กรรมให้ผลตามหน้าที่

เนื้อหาบทที่ 3 กรรมหมวดที่ 1 กรรมให้ผลตามหน้าที่

  • 3.1 ชนกกรรม
  • 3.1.1 ความหมายของชนกกรรม
  • 3.1.2 ลักษณะของชนกกรรม
  • 3.1.3 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม
  • 3.1.4 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม
  • 3.2 อุปัตถัมภกกรรม
  • 3.2.1 ความหมายของอุปัตถัมภกกรรม
  • 3.2.2 ลักษณะของอุปัตถัมภกกรรม
  • 3.2.3 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม
  • 3.2.4 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม
  • 3.3 อุปปีฬกกรรม
  • 3.3.1 ความหมายของอุปปีฬกกรรม
  • 3.3.2 ลักษณะของอุปปีฬกกรรม
  • 3.3.3 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม
  • 3.3.4 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม
  • 3.4 อุปฆาตกกรรม
  • 3.4.1 ความหมายของอุปฆาตกกรรม
  • 3.4.2 ลักษณะของอุปฆาตกกรรม
  • 3.4.3 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม
  • 3.4.4 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม

แนวคิด

1. กรรมเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน เข้าใจได้ยาก แต่ในพระไตรปิฎก พระอรรถกถาจารย์ได้พยายามอธิบายเรื่องกรรมเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งท่านจำแนกออกเป็น 3 หมวด คือ กรรมให้ผลตามหน้าที่ กรรมให้ผลตามลำดับ และกรรมให้ผลตามกาลเวลา ซึ่งแต่ละหมวดยังแบ่งออกเป็นอีก 4 ประเภท

2. มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาล้วนมีหน้าที่ในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อความสงบสุขและความเรียบร้อยของสังคม ดังนั้นเมื่อมนุษย์เกิดมาพร้อมกับมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ กรรมก็เช่นกัน มีการแบ่งหน้าที่ในการให้ผลแก่บุคคลที่ทำอกุศลกรรมและกุศลกรรมไว้อย่างชัดเจน ซึ่งกรรมแต่ละประเภทก็ทำหน้าที่ของตนเองอยู่ตลอดเวลาที่ได้โอกาสในการให้ผล

3. การศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสมัยพุทธกาล ที่มีปรากฏหลักฐานอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้สามารถเห็นภาพการให้ผลของกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเทียบเคียงภาคทฤษฎีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจและสามารถอธิบายความหมาย ลักษณะ และประเภทของกรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง

2. เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจและสามารถอธิบายเรื่องการให้ผลของกรรมตามหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น

3. เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจและสามารถเปรียบเทียบและแสดงเหตุผลของการให้ผลของกรรมตามหน้าที่ในแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้อง

มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ล้วนไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม พร้อมกับความสงสัยในฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากแต่ละคนที่เกิดมามีความแตกต่างกัน บางคนเกิดมารวย บางคนเกิดมาลำบากยากจน บางคนเกิดมาพิการ บางคนเกิดมาสวย บางคนเกิดมาขี้เหร่ และไม่รู้ว่าเมื่อเกิดมาแล้วจะตายเมื่อไร จะตายด้วยเหตุใด ตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน มนุษย์ทุกคนจึงมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้และความสงสัยในชีวิตทั้งสิ้น จึงมีนักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่พยายามอธิบายความหมายของคำว่า ชีวิต และพยายามศึกษาเพื่อให้เข้าใจชีวิต รวมทั้งพยายามจะทำความเข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกต่างๆ ของมนุษย์ว่า ทำไมจึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ มีอะไรเป็นตัวเร้าหรือตัวกำหนด และพยายามจะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับชีวิตใน แง่มุมต่างๆ เพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ แต่แท้ที่จริงคำตอบเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์นั้นมีกล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระพุทธศาสนา เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ศึกษาความเป็นจริงของชีวิตมานับภพ นับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งพระองค์ตรัสรู้และค้นพบหนทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ปลอดภัย และตรงต่อเป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือการทำพระนิพพานให้แจ้ง

เพราะฉะนั้น มนุษย์ทุกคนจึงควรเข้ามาศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจัง เพื่อจะได้รู้และทำความเข้าใจที่ถูกต้องอย่างถ่องแท้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะผู้ที่ไม่มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาเลย ก็จะได้รับรู้คำตอบของชีวิตเมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ซึ่งการรู้ในตอนนั้นก็จะไม่สามารถกลับมาแก้ตัวด้วยการสร้างกุศลกรรมได้อีก ดังนั้นทุกคนจึงควรหันมาศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจังแล้วนำไปปฏิบัติเพื่อการสร้างสมกุศลกรรมให้ยิ่งขึ้น แล้วในที่สุดก็จะพบแต่ความสุขความสำเร็จที่แท้จริงตลอดกาลนาน

ดังนั้น เนื้อหาในบทที่ 3 บทที่ 4 และบทที่ 5 จะกล่าวถึงเรื่องกรรมที่ให้ผลในลักษณะที่ปรากฏออกมาแตกต่างกัน เพื่อแสดงถึงการจำแนกกรรมออกเป็นส่วนๆ ทำให้เรื่องของกรรมที่ดูสลับซับซ้อนนั้น ง่ายต่อการศึกษา ง่ายต่อการทำความเข้าใจและช่วยให้เห็นภาพรวมของการให้ผลของกรรมได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเภทของการให้ผลของกรรมนี้มีปรากฏใน มโนรถปูรณี โดยจำแนกการให้ผลของกรรมไว้หลายอย่าง ได้แก่ กรรม 11 อย่าง ตามสุตตันติกปริยาย กรรม 16 อย่าง ตามแนวอภิธรรม กรรม 12 อย่าง ตามแนวแห่งปฏิสัมภิทามรรค ซึ่งในเนื้อหาที่จะศึกษานี้ได้กล่าวถึงกรรม 12 อย่าง โดยแบ่งการให้ผลของกรรมออกเป็น 3 หมวด ตามลักษณะการให้ผลของกรรมที่แตกต่างกัน สำหรับเนื้อหาในบทที่ 3 จะกล่าวถึง การให้ผลของกรรมหมวดแรก ส่วนอีก 2 หมวดที่เหลือจะกล่าวในบทต่อไปตามลำดับ

การให้ผลของกรรมหมวดแรกที่จะกล่าวถึงในบทที่ 3 นี้ ภาษาบาลีเรียกว่า “ กิจจจตุกกะ ” เป็นกรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ หรือหน้าที่ของกรรมที่จะต้องให้ผลกับบุคคลที่กระทำอกุศลกรรม หรือกุศลกรรมไว้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมหนักหรือไม่ใช่กรรมหนักก็ตามย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการให้ผล ซึ่งกรรมให้ผลตามหน้าที่นี้มีอยู่ 4 ประเภท คือ ชนกกรรม ได้แก่ กรรมที่นำไปเกิด อุปัตถัมภกกรรม ได้แก่ กรรมที่คอยสนับสนุน อุปปีฬกกรรม ได้แก่ กรรมที่บีบคั้น อุปฆาตกกรรม ได้แก่ กรรมที่ตัดรอน ซึ่งกรรมทั้ง 4 ประเภทนี้ จะให้ผลตามหน้าที่อย่างไร นักศึกษาจะได้ศึกษาดังต่อไปนี้

3.1 ชนกกรรม

3.1.1 ความหมายของชนกกรรม

ชนกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่นำสัตว์ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ เพราะการที่สัตวโลกจะเกิดขึ้นมาได้ในภพ 3 เช่น สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา เป็นต้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งชนกกรรมทั้งสิ้น

3.1.2 ลักษณะของชนกกรรม

จากความหมายข้างต้นจึงอาจเปรียบชนกกรรมเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดบุตร เพราะมารดาย่อมมีหน้าที่ให้กำเนิดบุตร ชนกกรรมก็เช่นกัน มีหน้าที่เพียงนำสัตว์ทั้งหลายให้เกิดขึ้นเท่านั้น พอสัตว์นั้นเกิดแล้วก็หมดหน้าที่ของชนกกรรม นอกจากนี้ชนกกรรมยังทำหน้าที่ในการตกแต่งสัตว์ในแต่ละภพภูมิให้มีอวัยวะแตกต่างกัน เช่น ตา หู จมูก ปาก แขน ขา ให้เหมาะสมกับภาวะของสัตว์แต่ละประเภทในแต่ละภพภูมิ เช่นว่าเกิดเป็นคนต้องมีลักษณะอย่างนี้ เกิดเป็นสัตว์ชนิดนี้ต้องมีรูปร่างลักษณะอย่างนี้ นอกจากนี้การที่สัตวโลกมีสภาพแตกต่างกัน เช่น ร่างกายพิกลพิการ หรือสมบูรณ์แข็งแรง รูปร่างงดงามหรืออัปลักษณ์ เกิดมาในตระกูลสูงหรือต่ำ ฉลาดหรือโง่ ร่ำรวยหรือยากจน ล้วนเกิดจากชนกกรรมที่ให้ผลในคราวเดียวกับที่นำไปเกิดด้วยเช่นกัน

ชนกกรรมจึงเป็นใหญ่ในการนำสัตว์ไปเกิด กรรมอื่นจะมาแทรกแซงแย่งทำหน้าที่ไม่ได้ เพราะชนกกรรมทำหน้าที่ตามลำพังในขณะนั้น เปรียบเสมือนมารดากำลังคลอดทารก ย่อมทำหน้าที่คลอดเพียงคนเดียว คนอื่นจะมาแย่งหน้าที่คลอดร่วมด้วยในขณะนั้นไม่ได้

ชนกกรรมมีอยู่ 2 ฝ่าย คือ ชนกกรรมฝ่ายที่เป็นอกุศล และชนกกรรมฝ่ายที่เป็นกุศล ชนกกรรมฝ่ายที่เป็นอกุศลนั้น เมื่อทำหน้าที่นำให้สัตว์ไปเกิดนั้น ย่อมผลักดันให้ไปเกิดในทุคติภูมิ คือ อบายภูมิทั้ง 4 มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ดังเช่นกรณีศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

3.1.3 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม

บุพกรรมของสัตว์นรก 4 ตน1)

ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีบุตรเศรษฐี 4 คน เป็นสหายรักใคร่สนิทสนมกันมาก ทั้ง 4 คนแม้มีทรัพย์สมบัติมาก ก็ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ กลับเป็นผู้ประมาท ทำแต่บาปอกุศล ไม่ตั้งอยู่ในศีล ประพฤติผิดในภรรยาคนอื่น เมื่อละโลกแล้วได้ไปบังเกิดในโลหกุมภีนรก รับทุกข์ทรมานมานาน 60,000 ปี สัตว์นรก 4 ตนนั้น เมื่อขึ้นมาถึงขอบปากโลหกุมภีแต่ละตนต่างปรารถนาจะบอกความในใจของตน จึงเปล่งคำพูดออกมา

สัตว์นรกตนแรกต้องการจะกล่าวว่า

“ ทุชฺชีวิตมชีวมฺหา เยสํ เตน ททามฺหเส วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปนฺนากมฺห อตฺตโน” แปลว่า พวกเราเมื่อมีโภคทรัพย์สมบัติอยู่ ไม่ได้ให้ทาน ไม่ได้ทำที่พึ่งสำหรับตน จัดว่ามีชีวิตอยู่อย่างชั่วช้า แต่สัตว์นรกนั้นไม่สามารถที่จะกล่าวคำพูดที่ตนประสงค์จะพูดได้ตามที่ต้องการ จึงแค่กล่าวคำว่า ทุ เท่านั้น ก็ต้องจมหายลงไปในหม้อเหล็กร้อนใหญ่โตที่มีไฟนรกลุกไหม้ตลอดเวลา

สัตว์นรกตนที่ 2 ต้องการจะกล่าวว่า

“ สฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ” แปลว่า เราไหม้อยู่ในนรกตั้ง 60,000 ปีเต็ม ครบทุกอย่าง เมื่อไรจักสิ้นสุดกันเสียที แต่สัตว์นรกตนนี้ กล่าวได้แค่เพียงอักษรตัวแรกว่า เท่านั้น ก็จมหายลงไปในหม้อเหล็กร้อนที่มีไฟนรกลุกไหม้ตลอดเวลา

สัตว์นรกตนที่ 3 ต้องการจะกล่าวว่า

“ นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุมฺหญฺจ มาริสา” แปลว่า ไม่มีสิ้นสุด จะสิ้นสุดได้แต่ที่ไหน ความสิ้นสุดไม่ปรากฏเลย พวกเราเอ๋ย ก็เพราะข้ากับเจ้าทำบาปกรรมไว้มากในครั้งนั้น แต่สัตว์นรกตนนี้กล่าวได้แค่เพียงอักษรตัวแรกว่า เท่านั้น ก็จมหายลงไปในหม้อเหล็กร้อนที่มีไฟนรกลุกไหม้ตลอดเวลา

สัตว์นรกตนที่ 4 ต้องการจะกล่าวว่า

“ โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุํ” แปลว่า ถ้าเราพ้นไปจากโลหกุมภีนรกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักให้ทาน รักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จักสร้างกุศลไว้ให้มาก แต่กล่าวได้แค่เพียงคำว่า โส เท่านั้น ก็จมหายลงไปในหม้อเหล็กร้อนเฉกเช่นเดียวกับสัตว์นรกทั้ง 3 ตน

อกุศลกรรมที่บุตรเศรษฐีทั้ง 4 คนได้กระทำไว้ตลอดชีวิต ทำให้เป็นชนกกรรมที่นำทั้ง 4 คนนั้นไปเกิดเป็นสัตว์นรกถูกไฟนรกเผาไหม้ที่โลหกุมภีนรก ได้รับทุกข์โทษอย่างยาวนาน

ส่วนชนกกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลนั้น เมื่อทำหน้าที่นำให้สัตว์ไปเกิดนั้น ย่อมผลักดันให้ไปเกิดในสุคติภูมิ ดังเช่นกรณีศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

3.1.4 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม

คติของอุบาสกผู้มีศรัทธา2)

ในสมัยพุทธกาล มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นผู้มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง รักใคร่ในพระพุทธศาสนา เคารพในโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งใจประกอบกุศลธรรม และรักษาศีล 5 เนืองนิตย์ เมื่อถึงวันอุโบสถ คือวันพระ ก็ตั้งใจสมาทานถืออุโบสถศีล และถวายอาหารบิณฑบาตแด่เหล่าพระภิกษุ จากนั้นจึงแต่งกายด้วยชุดขาว นำน้ำอัฐบานไปถวายแด่พระภิกษุสามเณรยังพระเวฬุวันวิหาร ถวายน้ำอัฐบานแล้วได้เข้าไปฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดชีวิตอุบาสกท่านนี้ตั้งใจประกอบแต่กุศลกรรม จนชื่อเสียงในการทำคุณงามความดีของเขาแพร่กระจายเป็นที่รู้จักทั่วกันในยุคนั้น

เมื่อสิ้นชีวิตกุศลกรรมที่เขาสั่งสมไว้ ได้กลายเป็นชนกกรรมนำให้เขาไปเกิดเป็นเทพบุตร ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีช้างเผือกขาวปลอด ร่างสูงใหญ่ประดับร่างกายด้วยเครื่องประดับสวยงามอลังการ เกิดเป็นช้างทิพย์สำหรับเป็นพาหนะในการเดินทางไปในที่ต่างๆ ซึ่งช้างเผือกทิพย์นี้เกิดขึ้นด้วยบุญของเทพบุตรนั้น เมื่อจะเดินทางไปในที่แห่งใดเทพบุตรก็จะขึ้นขี่ช้างออกจากวิมาน มีบริวารแวดล้อมจำนวนมาก

คืนหนึ่งเทพบุตร อดีตอุบาสกนั้น ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงประดับร่างกายด้วยเครื่องประดับ และผ้าอันเป็นทิพย์งดงามวิจิตรอลังการ ขึ้นขี่ช้างเผือกอันเป็นทิพย์นั้น แวดล้อมด้วยเทพบริวารออกจากวิมาน ลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มาเข้าเฝ้ากราบสักการะที่พระบาทของพระพุทธองค์ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร

ขณะที่เทพบุตรมาเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่นั้น พระวังคีสะซึ่งเป็นพระอรหันต์และอยู่ในที่นั้น เห็นเทพบุตรซึ่งมีความรุ่งเรืองสว่างไสวงดงามด้วยอานุภาพมากมาย พระเถระมีความประสงค์จะสนทนาด้วย จึงกราบทูลขอพุทธานุญาตจากพระพุทธองค์ เมื่อได้รับพุทธานุญาตแล้ว พระวังคีสะจึงถามเทพบุตรถึงเหตุที่ได้ทิพยสมบัติอันโอฬารนั้น เทพบุตรเมื่อจะบอกบุพกรรมของตนจึงพนมมือนมัสการตอบถึงเหตุที่ตนได้ทิพยสมบัตินั้นว่า

ครั้งเมื่อเป็นมนุษย์ ได้ฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ปฏิญาณตนเป็นอุบาสกตั้งใจรักษาศีล 5 คือ งดเว้นการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การกล่าวคำเท็จ และการเสพสุรา นอกจากนั้นก็ยังมีจิตเลื่อมใสถวายข้าวและน้ำแด่พระภิกษุสามเณรโดยความเคารพ ถึงวันอุโบสถ ก็ตั้งใจสมาทานอุโบสถ ถือศีล 8 สิ้นชีวิตจากความเป็นมนุษย์แล้วจึงได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตร ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และมีทิพยสมบัติดังที่พระวังคีสะเห็น เมื่อบอกบุพกรรมของตนแก่พระเถระแล้ว เทพบุตรจึงถวายนมัสการลาพระพุทธองค์และกราบนมัสการลาพระวังคีสเถระ กลับไปสู่วิมานของตน กุศลกรรมที่อุบาสกท่านนี้กระทำไว้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ได้เป็นชนกกรรมนำท่านไปเกิดยังเทวภูมิ คือ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีบริวารและทรัพย์สมบัติมากมาย

3.2 อุปัตถัมภกกรรม

3.2.1 ความหมายของอุปัตถัมภกกรรม

อุปัตถัมภกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชูกรรมอื่น คือการเข้าไปค้ำชูกรรมของสัตว์ทั้งหลายที่ไปเกิดในภูมิต่างๆ ให้ได้รับความทุกข์และความสุขตามสมควรแก่กรรมของตน

3.2.2 ลักษณะของอุปัตถัมภกกรรม

จากความหมายข้างต้นจึงอาจจะเปรียบอุปัตถัมภกกรรมเป็นเสมือนวีรบุรุษที่คอยช่วยเหลือมนุษย์ให้มีแต่ความสุข หรือเป็นเสมือนผู้ร้ายที่คอยซ้ำเติมและทำให้มนุษย์เดือดร้อนเป็นทุกข์ เพราะอุปัตถัมภกกรรมมีหน้าที่ช่วยอุปถัมภ์สนับสนุนชนกกรรม คือ สนับสนุนสัตว์ทั้งหลายที่ไปเกิดในภูมิต่างๆ ให้ได้รับความทุกข์และความสุขตามสมควรแก่กรรมของตน ถ้าชนกกรรมแต่งให้สัตว์เกิดมาดี อุปัตถัมภกกรรมก็จะสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้นไป แต่ถ้าชนกกรรมแต่งสัตว์ให้เกิดมาไม่ดี อุปัตถัมภกกรรมก็จะสนับสนุนหรือซ้ำเติมให้สัตว์นั้นย่ำแย่ หรือทุกข์ยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

อุปัตถัมภกกรรมมี 2 ฝ่าย คือ อุปัตถัมภกกรรมฝ่ายอกุศล และอุปัตถัมภกกรรมฝ่ายกุศลอุปัตถัมภกกรรมฝ่ายอกุศลจะทำหน้าที่อุปถัมภ์กรรมที่เป็นอกุศลให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป โดยจะทำหน้าที่บันดาลให้เจ้าของกรรมประสบกับความวิบัติ พบกับอุปสรรคความขัดข้องในชีวิตอยู่เสมอ มีความอาภัพอับโชค ตลอดชีวิต ดังเช่นกรณีศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

3.2.3 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม

ปรโลกของเศรษฐีผู้ตระหนี่3)

ในสมัยพุทธกาล มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อว่า อานันทเศรษฐี เป็นผู้มีความตระหนี่แรงกล้า ไม่ทำทาน และไม่รักษาศีล แม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมายแต่เป็นคนที่มากด้วยความโลภ หาทรัพย์ได้มาเท่าใดก็เก็บรักษาไว้ ไม่ยอมใช้จ่ายสิ่งใดเกินความจำเป็น แม้เรื่องอาหารการกินก็กินแต่เพียงเล็กน้อย กินของไม่ประณีตราคาถูก เพราะกลัวทรัพย์จะหมด ยิ่งนับวันก็ยิ่งโลภและตระหนี่มากขึ้น

ทุก 15 วัน เศรษฐีจะเรียกลูกหลานและหมู่ญาติมาประชุมและให้โอวาทว่า สมบัติของตนที่มีอยู่ 80 โกฏินี้ อย่าได้คิดว่าเป็นของมาก ดังนั้นจึงไม่ควรจะนำออกให้ใครๆ เป็นต้นว่า ยาจกขอทาน และสมณะโล้นทั้งหลาย เพราะให้แล้วไม่เกิดประโยชน์ใดๆ มีแต่ความสิ้นเปลืองไปแห่งทรัพย์ ไม่ได้ผลตอบแทนใดๆ และต้องหาทรัพย์มาเพิ่มเติมให้มากขึ้นเรื่อยๆ การใช้จ่ายทรัพย์แม้ครั้งละเล็กน้อย ก็จะนำไปสู่ภาวะแห่งความเป็นข้าของผู้อื่น เพราะทรัพย์จะต้องหมดไปในวันหนึ่ง

เขาเพียรตอกย้ำพร่ำสอนลูกหลานและหมู่ญาติเช่นนี้อยู่เนืองๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้เสียชีวิตลง ก่อนที่จะเสียชีวิต จิตของเขาถูกความตระหนี่ครอบงำนึกหวงแหนทรัพย์สมบัติ เมื่อตายลงชนกกรรมจึงนำเขาไปปฏิสนธิในครรภ์ของหญิงขอทานที่มีความเป็นอยู่อย่างยากไร้ มิเพียงเท่านั้น อุปัตถัมภกกรรมยังส่งผลให้ขอทานทั้งหลายในหมู่บ้านขอทานจัณฑาลที่เขาไปปฏิสนธินั้นอดอยากยากจนหนักยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ จะทำสิ่งใดก็เกิดความขัดข้องทุกครั้ง ขอทานเหล่านั้นจึงหารือกันว่า แต่ก่อนพวกเราไม่เคยเป็นเช่นนี้ แม้ว่าจะมีความขัดสนปราศจากลาภผลในบางครั้งก็เป็นแต่ผู้ใดผู้หนึ่ง มิได้ขัดสนกันทุกคน แต่มาบัดนี้ พวกเราต่างพากันขัดสนมีความลำบากปราศจากลาภกันถ้วนหน้า ความรักใคร่สามัคคีที่เคยมีก็กลับกลายเป็นความขัดเคืองใจกัน ชะรอยจะมีคนกาลกิณีบังเกิดขึ้นในหมู่ของเรา

เมื่อเหล่าขอทานหารือกันแล้ว จึงตกลงกันว่าให้หาผู้เป็นกาลกิณี โดยแบ่งขอทานออกเป็นกลุ่มๆ หากว่าคนกาลกิณีอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มนั้นก็จะได้รับความลำบากขัดสน และกลุ่มใดที่ไม่มีผู้เป็นกาลกิณี ก็จะไม่ขัดสนยากไร้ลาภผล พวกเขาใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อค้นหาบุคคลผู้เป็นกาลกิณี ในที่สุดก็ทราบว่าหญิงขอทานที่อดีตอานันทเศรษฐีไปปฏิสนธิในครรภ์นั้นเป็นคนกาลกิณี จึงขับไล่นางออกไปจากหมู่ ซึ่งเมื่อนางออกไปความเป็นอยู่ของเหล่าขอทานจัณฑาลก็ดีขึ้นเหมือนดังแต่ก่อน

เมื่อหญิงจัณฑาลนั้นแยกออกไปจากหมู่ นางก็มีความเป็นอยู่ที่ยากเย็นแสนเข็ญ ซัดเซพเนจร ประสบกับความยากลำบากยากแค้นยิ่งนัก ต่อมานางได้คลอดทารกเพศชายออกมา ทารกนั้นมีรูปร่างอัปลักษณ์หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวเหลือประมาณ แต่นางก็สู้อุตส่าห์เลี้ยงทารกนั้นมาด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งเขาโตพอที่จะหาเลี้ยงชีพเองได้ นางจึงมอบกะลาเก่าใบหนึ่งให้ลูกไว้ขอทานเลี้ยงชีวิต เพราะหากว่าอยู่ด้วยกันก็จะลำบากยากไร้ด้วยกันทั้งคู่

เมื่อแยกจากแม่ก็ออกขอทานเลี้ยงชีวิตไปในถิ่นที่ต่างๆ จนวันหนึ่งเดินทางมาถึงบ้านอันเป็นที่อยู่ของตนเมื่อครั้งเป็นเศรษฐี เกิดระลึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นบ้านของตน จึงเดินเข้าไปในบ้านนั้น พวกคนทั้งหลายที่อยู่ในบ้านเห็นเขามีรูปร่างอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัวจึงพากันขับไล่ทุบตีจนกระทั่งเขาสลบหมดสติไป

ในขณะนั้นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาทางนั้น ทรงเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงบอกแก่คนทั้งหลายว่าเด็กขอทานที่ถูกทุบตีสลบอยู่นั้น คืออานันทเศรษฐีกลับชาติมาเกิด เศรษฐีผู้เป็นเจ้าของบ้านและเป็นลูกชายของอานันทเศรษฐีไม่เชื่อ พระพุทธองค์จึงตรัสให้ขอทานนั้นเล่าอดีตชาติของตนครั้งเป็น อานันทเศรษฐี และให้นำไปขุดขุมทรัพย์ที่เขาแอบฝังไว้โดยไม่มีใครเคยล่วงรู้ เมื่อพิสูจน์ได้ดังนั้น ลูกชายอานันทเศรษฐีจึงเชื่อที่พระพุทธองค์ตรัส เกิดความศรัทธาเลื่อมใส และเชื่อเรื่องกรรมนับแต่บัดนั้น

อกุศลกรรม คือความตระหนี่ที่อานันทเศรษฐีกระทำไว้ได้กลายเป็นอุปัตถัมภกกรรมที่ส่งเสริมให้เขาได้รับความลำบากมากในชาติปัจจุบันที่เกิดมา

ส่วนอุปัตถัมภกกรรมฝ่ายกุศลจะทำหน้าที่อุปถัมภ์กรรมที่เป็นกุศลให้เจริญยิ่งขึ้น เพื่อให้เจ้าของกรรมดีนั้นประสบกับความสุขความเจริญในชีวิตตลอดไป ดังเช่นกรณีศึกษาในเรื่องดังต่อไปนี้

3.2.4 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม

บุพกรรมของพระอนุรุทธเถระ4)

พระอนุรุทธเถระท่านเป็นพระอรหันต์องค์สำคัญรูปหนึ่งในสมัยพุทธกาล เป็นหนึ่งในอสิติมหาสาวก คือ พระสาวกผู้ใหญ่ระดับแนวหน้าในจำนวน 80 รูป ซึ่งท่านเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางมีจักษุทิพย์ กล่าวกันว่าเว้นแต่เวลาฉันเท่านั้น ตลอดเวลานอกนั้นท่านจะเจริญอาโลกกสิณตรวจดูเหล่าสัตว์ทั้งหลายด้วยทิพยจักษุอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเสด็จดับขันธปรินิพพานอยู่นั้น ท่านได้ใช้ทิพยจักษุตรวจดูขั้นตอนต่างๆ ในการเข้าฌานระหว่างที่จะปรินิพพานของพระพุทธองค์

พระอนุรุทธะมีศักดิ์เป็นพุทธอนุชาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโอรสของเจ้าศากยะพระนามว่า อมิโตทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นพระปิตุลา(อา)ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และมีพระเชษฐาร่วมอุทรคือเจ้าศากยะมหานาม ท่านเป็นผู้มีบุญมากเป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง ขณะที่ยังครองเรือนอยู่นั้นมีความสะดวกสบายเป็นอันมาก ไม่เคยประสบกับความลำบาก หรือความไม่สมปรารถนาเลย ไม่รู้จักคำว่าไม่มี

ครั้งหนึ่งในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ท่านได้เล่นกับเหล่าสหาย โดยมีข้อตกลงกันว่า ผู้แพ้จะต้องนำขนมมาให้แก่เหล่าสหาย ซึ่งท่านมักแพ้อยู่เนืองๆ จึงบอกบริวารให้ไปทูลพระมารดาให้ทำขนมไปถวาย ครั้งหนึ่งพระมารดาให้บริวารไปบอกท่านว่าขนมไม่มี แต่ด้วยเหตุที่ท่านมีชีวิตที่มีความสะดวกสบายมาตลอด ไม่เคยรู้จักคำว่าไม่มี จึงเข้าใจว่า ที่พระมารดาบอกว่าขนมไม่มีนั้นเป็นชื่อขนม จึงให้บริวารไปนำขนมที่ชื่อไม่มีนั้นมา พระมารดาทรงคิดจะสอนท่านจึงนำถาดทองปิดถาดทองเปล่าส่งไปให้ท่าน เมื่อท่านเปิดฝาภาชนะนั้นดูปรากฏขนมมีรสชาติโอชาอยู่เต็มถาด ทั้งนี้เป็นด้วยเทวานุภาพอันเกิดจากบุญของท่าน

ครั้งหนึ่งท่านสนทนากับเหล่าศากยกุมาร โดยสนทนาถึงกำเนิดของข้าว กุมารท่านหนึ่งกล่าวว่า ข้าวเกิดแต่นา ท่านหนึ่งว่าเกิดแต่ยุ้งฉาง ท่านหนึ่งว่าเกิดแต่หม้อข้าว ทั้งนี้เป็นเพราะกุมารเหล่านั้นเคยเห็นชนทั้งหลายประกอบการงานที่เกี่ยวกับข้าว ส่วนกุมารอนุรุทธะไม่เคยเห็นชนทั้งหลายประกอบการงานจะเห็นข้าวก็ต่อเมื่อตั้งอยู่เบื้องพระพักตร์ จึงกล่าวว่าข้าวเกิดแต่จาน เมื่อย่างเข้าวัยหนุ่ม พระบิดาพระมารดาได้สร้างปราสาท 3 หลัง ให้ท่านอยู่ตลอด 3 ฤดู และบำรุงบำเรอด้วยดนตรีมีสตรีประโคม

ต่อมาเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จมาเยือนกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพุทธบิดาแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาได้ประชุมเหล่าเจ้าศากยะ โดยให้แต่ละตระกูลส่งกุมารในตระกูลออกบวช ท่านได้ออกบวชตามในคราวนั้นด้วย ได้เรียนกรรมฐานในสำนักของพระสารีบุตร ต่อมาได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ และภายหลังพระพุทธองค์ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าเป็นภิกษุสาวกผู้มีทิพยจักขุ

สำหรับบุพกรรมของท่าน ที่ทำให้ได้รับผลบุญเช่นนี้ เพราะว่าในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้ไปฟังธรรมของพระพุทธองค์พร้อมกับมหาชนทั้งหลาย ในครั้งนั้น พระบรมศาสดาได้สถาปนาภิกษุผู้มีทิพยจักษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ท่านเห็นดังนั้นจึงปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้างจึงเข้าไปทูลนิมนต์พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิกษุหนึ่งแสนเพื่อเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น ท่านได้ถวาย มหาทานเป็นเวลาถึง 7 วัน ในวันสุดท้ายได้ถวายผ้าเนื้อดี ประณีตแด่พระพุทธองค์แล้วกราบทูลว่า ที่ทำสักการะนี้เพราะปรารถนาเป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ซึ่งพระบรมศาสดาทรงตรวจดูในอนาคต ทรงทราบว่าความปรารถนาของเขาจะสำเร็จ จึงตรัสกับเขาว่า

“ ในที่สุดแสนกัปในอนาคต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม จักอุบัติขึ้น เขาจักมีชื่อว่า อนุรุทธะ เป็นยอดของภิกษุผู้มีทิพยจักษุ”

ตลอดชีวิตของท่านประกอบแต่กุศลกรรม เมื่อพระบรมศาสดาปรินิพพานแล้ว มหาชนได้สร้างเจดีย์ทองสูง 7 โยชน์ ท่านได้ทำประทีปบูชาเจดีย์ทั้งขนาดใหญ่ ขนาดย่อม เป็นจำนวนมาก ต่อมาในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เมื่อพระองคŒปรินิพพานแล้ว ได้มีการสร้างเจดีย์สูง 1 โยชน์ ท่านได้สร้างภาชนะสำริดเป็นอันมาก บรรจุเนยใสจนเต็ม วางไส้ตะเกียงเว้นระยะองคุลีหนึ่งๆ ในท่ามกลาง แล้วจุดไฟขึ้นรอบเจดีย์โดยให้ขอบปากจดขอบปาก และสร้างภาชนะสำริดขนาดใหญ่ ใส่เนยใสเต็ม จุดไส้ตะเกียงพันดวง แล้วเทินภาชนะนั้นเดินเวียนรอบเจดีย์ตลอดคืนจนกระทั่งรุ่งสาง

สมัยหนึ่งไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ท่านได้เกิดในตระกูลคนเข็ญใจ เป็นคนหาบหญ้า มีชื่อว่า อันนภาระ อาศัยสุมนเศรษฐีอยู่ ได้มีโอกาสถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า อุปริฏฐะ ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ด้วยอำนาจแห่งบุญนี้ ทำให้ขุมทรัพย์จำนวนมากเกิดขึ้นแก่ท่าน และพระราชาได้มอบฉัตรประจำตำแหน่งเศรษฐีแก่ท่าน โดยมีชื่อว่า ธนเศรษฐี จากนั้นท่านได้ประกอบกุศลธรรมตลอดชีวิต ละจากภพนั้นได้เวียนว่ายอยู่แต่ในเทวภูมิและมนุษยภูมิเป็นเวลานาน จนกระทั่งมาเกิดในตระกูลเจ้าศากยะนามว่า อนุรุทธะ ในสมัยพุทธกาลนี้

กุศลกรรมที่พระอนุรุทธเถระกระทำไว้ตลอดชีวิตในอดีตชาติ จึงเป็นอุปัตถัมภกกรรมที่คอยสนับสนุนให้ท่านมาเกิดในตระกูลสูงและบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ที่เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านทิพยจักขุ

3.3 อุปปีฬกกรรม

3.3.1 ความหมายของอุปปีฬกกรรม

อุปปีฬกกรรม หมายถึง กรรมที่ทำหน้าที่บีบคั้น เบียดเบียนสุขและทุกข์ของกรรมอื่นที่มีสภาพตรงกันข้ามกับตน

3.3.2 ลักษณะของอุปปีฬกกรรม

จากความหมายข้างต้นจะเห็นว่า อุปปีฬกกรรมจะคอยตัดรอนผลของกรรมอื่น แล้วให้ผลด้วยตนเอง โดยจะบีบคั้นเบียดเบียนชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม เช่น ถ้าหากว่าชนกกรรมแต่งสัตว์ให้เกิดมาดี อุปัตถัมภกกรรมก็สนับสนุนให้สัตว์นั้นดียิ่งขึ้น เจริญยิ่งขึ้น แต่อุปปีฬกกรรมนี้จะทำหน้าที่บีบคั้นเบียดเบียนสัตว์นั้นให้ลำบากให้ตกต่ำ แต่หากว่าชนกกรรมแต่งสัตว์ให้เกิดมาไม่ดีและอุปัตถัมภกกรรมก็เข้าสนับสนุนซ้ำเติมให้สัตว์นั้นตกต่ำ และลำบากยิ่งขึ้น ในขณะที่อุปปีฬกกรรมจะทำหน้าที่เป็นปฏิปักษ์กับชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม คือจะเข้าไปสนับสนุนช่วยเหลือสัตว์นั้นให้มีความสุขความเจริญ

อุปปีฬกกรรมมีอยู่ 2 ฝ่ายเช่นกัน ถ้าเป็นอุปปีฬกกรรมฝ่ายอกุศลกรรม ก็ย่อมทำหน้าที่ เบียดเบียนทำร้ายความสุขความเจริญแก่เจ้าของกรรม แล้วบันดาลให้เขาได้รับความทุกข์ความเสื่อมอันเป็นผลของตนต่อไป ดังเช่นกรณีศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

3.3.3 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม

ไปอบายเพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ5)

ในอดีตกาล ชายคนหนึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับพระวิหาร ใกล้ค่ำวันหนึ่งชายผู้นี้อาบน้ำอยู่ที่ท่าน้ำหน้าบ้านของตนขณะที่กำลังอาบน้ำอยู่นั้น มีสามเณรรูปหนึ่งพายเรือผ่านมา เขาเกิดความคะนองคิดจะแกล้งสามเณรเล่น จึงเอามือวักน้ำสาดไปที่เรือ สามเณรเห็นเข้าจึงหลบกายเพื่อจะไม่ให้เปียกน้ำ ทำให้เรือเสียหลัก ล่มลง สามเณรกลัวตายจึงรีบว่ายน้ำเพื่อจะขึ้นฝั่ง ระหว่างว่ายไปก็ตะโกนด่าชายผู้นั้นด้วยคำหยาบชายผู้นั้นโกรธจึงเข้าไปตบที่หูสามเณร 2-3 ที แล้วช่วยพาสามเณรขึ้นสู่ฝั่ง ก่อนที่จะกลับบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

ต่อมาชายผู้นั้นเสียชีวิตลง เมื่อละโลกแล้วเขาได้ท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารอยู่นาน จนกระทั่งมาถึงสมัยพุทธกาล เขามาเกิดเป็นมนุษย์ในตระกูลของเจ้าลิจฉวี มีนามว่า สุนักขัตตลิจฉวี เมื่อเจริญวัยขึ้น ได้มีโอกาสฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จึงเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาขอบวชเป็นพระภิกษุจากพระพุทธองค์ เมื่อบวชแล้วได้ทูลขอกรรมฐานในส่วนที่เป็นสมถภาวนา โดยตั้งใจว่าจักบำเพ็ญให้บรรลุฌานก่อน จากนั้นจึงค่อยบำเพ็ญกรรมฐานในส่วนวิปัสสนาภาวนา เพื่อขจัดอาสวกิเลสสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลในภายหลัง เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสบอกสมถภาวนากรรมฐานแล้ว ท่านก็ลงมือปฏิบัติ ในไม่ช้าก็ได้สำเร็จฌาน บรรลุทิพพจักขุอภิญญาภายในไม่กี่วัน

เมื่อได้สำเร็จทิพพจักขุอภิญญา มีตาทิพย์สามารถมองเห็นภพภูมิต่างๆ แล้ว เกิดความดีใจ นึกเคารพเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมาก คิดจะปฏิบัติตามศาสนธรรมให้ถึงที่สุดจนกระทั่งบรรลุโลกุตรภูมิ แต่ท่านมีความปรารถนาที่จะบรรลุอภิญญาอันดับถัดไปคือทิพพโสตอภิญญาเสียก่อน จึงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อทูลขอกรรมฐานในการที่จะใช้ทำภาวนาให้ได้ทิพพโสตอภิญญา ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงประทานให้ แต่ไม่ทรงประทานอุบายวิธี เหตุที่พระองค์ไม่ประทานอุบายวิธีเพราะทรงทราบว่า พระภิกษุสุนักขัตตะจักถูกอุปปีฬกกรรมที่เคยตบหูสามเณรมาเบียดเบียนไม่ให้บรรลุทิพพโสตอภิญญา ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงประทานเพียงบริกรรมภาวนา ไม่ประทานอุบายวิธี

พระสุนักขัตตะเมื่อได้บริกรรมภาวนาแล้วก็ตั้งใจลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดทิพพโสตอภิญญา แต่แม้จะลงมือปฏิบัติด้วยความอุตสาหะเพียงไร ก็ไม่อาจบรรลุทิพพโสตอภิญญาได้ ทั้งนี้เพราะกรรมที่เคยตบหูสามเณรในอดีตชาติตามมาเป็นอุปปีฬกกรรมขวางกั้นมิให้บรรลุ ท่านปฏิบัติด้วยความเพียรอยู่นานถึง 3 ปี ก็ไม่อาจบรรลุทิพพโสตอภิญญาได้ ต่อมาอุปปีฬกกรรมฝ่ายอกุศลทำให้ท่านเกิดความคิดวิปริตว่า เหตุที่ท่านไม่บรรลุทิพพโสตอภิญญาทั้งๆ ที่ตั้งใจลงมือปฏิบัติเป็นเวลานานถึง 3 ปี ผิดกับการบรรลุทิพพจักขุอภิญญาที่บำเพ็ญภาวนาเพียง 2-3 วันก็บรรลุ คงเป็นเพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความรู้เพียงทิพพจักขุ-อภิญญาเท่านั้น ไม่มีความรู้ถึงขั้นทิพพโสตอภิญญา เพราะครั้งที่ทรงบอกบริกรรมภาวนาเพื่อบำเพ็ญให้บรรลุทิพพจักขุอภิญญานั้นทรงบอกให้สำเร็จด้วยเวลาอันรวดเร็ว แต่เมื่อมาบำเพ็ญทิพพโสตอภิญญา แม้พระองค์จะทรงทราบว่าตนติดขัดไม่อาจบรรลุได้เป็นเวลานาน ก็ทรงนิ่งเฉย ไม่ทรงบอกอุบายใดๆ

จากแค่เป็นเพียงความสงสัยที่คิดในใจ ครั้นยังพยายามสู้บำเพ็ญภาวนาอยู่นั้นก็ไม่สามารถที่จะบรรลุทิพพโสตอภิญญาได้ จึงเกิดความเบื่อหน่าย เลยด่วนสรุปว่าพระพุทธองค์มีความรู้เพียงทิพพจักขุอภิญญาเท่านั้น อภิญญาอื่นๆ ตลอดจนโลกุตรธรรมและมรรคผลนิพพานที่พระองค์ทรงเทศนาสั่งสอน คนทั้งหลายนั้นเป็นโมฆะ พระองค์หาทรงมีความรู้นั้นไม่ แม้พระสงฆ์สาวกทั้งหลายที่เข้าใจกันว่าสำเร็จโลกุตรธรรมเป็นพระอรหันต์นั้นก็ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น อย่างมากก็เพียงบรรลุทิพพจักขุอภิญญาเท่านั้น

เมื่อท่านมีความเห็นเป็นเช่นนั้น จึงสรุปเอาว่าพระพุทธศาสนาที่ตนเคารพบูชาอยู่นั้นมีความดีสูงสุดเพียงทิพพจักขุอภิญญา จะอยู่ในพระศาสนาไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้ไปแสวงหาคุณวิเศษในศาสนาอื่นดีกว่า คิดดังนั้นแล้ว ก็บอกคืนสิกขา กล่าวคำอำลาพระรัตนตรัยว่า

“ ขอลาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์รู้ไว้ว่า ท่านมิได้ปฏิบัติในพระพุทธศาสนาสืบไป จะขอเป็นคฤหัสถ์ไปปฏิบัติธรรมภายนอกพระพุทธศาสนา”

เมื่อลาสิกขาแล้ว ก็ได้เที่ยวเสาะแสวงหาศาสดาอื่น ในที่สุดได้ไปสู่สำนักของนิครนถนาฏบุตรซึ่งเป็นเดียรถีย์ภายนอกพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิในใจ เมื่อเสียชีวิตด้วยความเป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงเป็นผลทำให้ต้องไปเกิดในนรก

พระสุนักขัตตลิจฉวีเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจนกระทั่งได้ออกบวช ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรม แต่ก็ไม่สามารถที่จะบรรลุทิพพโสตได้ตามที่ใจปรารถนา เพราะอกุศลกรรมในอดีตชาติที่เคยตบหูของสามเณรด้วยความโกรธ อกุศลกรรมนี้จึงเป็นอุปปีฬกกรรมที่มาตัดรอนให้พระสุนักขัตตลิจฉวีไม่สามารถบรรลุทิพพโสตได้ ทั้งๆ ที่มีบุญบารมีพอที่จะบรรลุทิพพโสตได้ จึงทำให้พระสุนักขัตตลิจฉวีเกิดความน้อยใจจนออกไปนับถือลัทธิอื่นที่ไม่ใช่พระพุทธศาสนา

ส่วนอุปปีฬกกรรมฝ่ายกุศล ก็ย่อมทำหน้าที่เบียดเบียนทำร้ายกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นความทุกข์ ความเสื่อมไม่ให้ส่งผล แล้วบันดาลให้เจ้าของกรรมนั้นได้รับความสุขความเจริญ ดังเช่นกรณีศึกษาดังต่อไปนี้

3.3.4 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม

ปรโลกของเพชฌฆาตผู้มีศรัทธา6)

ในสมัยพุทธกาล มีชายคนหนึ่งเป็นผู้มีบุคลิกลักษณะหน้าตาดุร้ายน่ากลัว นัยน์ตาเหลือกเหลือง ผมพะรุงพะรัง หนวดเคราสีแดงยาวย้อยรุงรัง เป็นที่น่าเกรงขามต่อผู้พบเห็น เนื่องจากเขาเป็นคนไม่มีอาชีพหรือทำการงานสิ่งใด วันหนึ่งเขาจึงเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อจะสมัครเป็นโจร เมื่อไปถึงที่อยู่ของพวกโจร และได้พบกับหัวหน้าโจร หัวหน้าโจรถามถึงเหตุที่เขามา เมื่อทราบความประสงค์ของเขา หัวหน้าโจรก็พิจารณา และด้วยเหตุว่าหัวหน้าโจรเป็นผู้ชำนาญในการดูลักษณะของคน เมื่อพิจารณาดูชายผู้มาสมัครเป็นโจรก็รู้ถึงนิสัยใจคอว่า เขาเป็นคนโหดเหี้ยม จิตใจอำมหิต สามารถที่จะตัดนมแม่และดื่มกินเลือดในลำคอของผู้เป็นพ่อตนเองได้

เมื่อพิจารณาดูลักษณะแล้ว หัวหน้าโจรจึงปฏิเสธที่จะรับเขาไว้เพราะเห็นภัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากรับเขาเข้าเป็นโจรในหมู่ แม้ว่าจะถูกปฏิเสธเขาก็ไม่ละความพยายาม ได้ปรนนิบัติสมุนโจรให้พอใจแล้วอ้อนวอนให้สมุนโจรไปขอหัวหน้าโจรให้รับตนเข้าหมู่ แม้ว่าจะไม่เต็มใจแต่เมื่อถูกวิงวอนมากเข้าหัวหน้าโจรจึงต้องจำใจรับเขาไว้อย่างเสียไม่ได้

วันหนึ่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองออกปราบปรามโจรและจับโจรกลุ่มนี้ได้ทั้งหมด โทษของโจรรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตแต่เนื่องจากโจรมีเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงลำบากใจที่จะลงมือฆ่าโจร จึงเสนอแก่หัวหน้าโจรว่า ถ้าเขารับหน้าที่ฆ่าโจรผู้เป็นบริวารตายทุกคนเขาก็จะพ้นโทษไม่ต้องถูกประหาร หัวหน้าโจรปฏิเสธ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงเสนอเงื่อนไขเดียวกันนี้แก่โจรคนอื่นๆ โจรผู้เป็นสมุนทั้งหลายปฏิเสธที่จะฆ่าพวกเดียวกัน เว้นไว้แต่โจรน้องใหม่ผู้มีใจคอโหดเหี้ยมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่รับอาสาประหารโจรทุกคนจนหมดสิ้น

เมื่อประหารโจรทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว โจรน้องใหม่ผู้ประหารเพื่อนโจรได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระตามสัญญา ต่อมาเมื่อมีการจับโจรและจะต้องมีการประหารคราวละมากๆ เจ้าหน้าที่ลำบากใจที่จะลงมือเอง จึงไปตามตัวเขามาทำหน้าที่เป็นเพชฌฆาต

อดีตโจรผู้มีหนวดเคราสีแดงรับหน้าที่เพชฌฆาตฆ่าโจรและผู้ต้องโทษประหาร โดยมีค่าจ้างเป็นผลตอบแทน ทำหน้าที่ประหารโจรประจำเมืองเป็นเวลายาวนานถึง 55 ปี ต่อมาเขาแก่ชราลง เรี่ยวแรงที่จะยกดาบประหารโจรให้คอขาดไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว ต้องฟันซ้ำถึง 2-3 ครั้ง ทำให้โจรต้องโทษประหารทั้งหลายได้รับความทรมานมากกว่าจะตาย รวมทั้งก่อให้เกิดความสังเวชแก่หมู่ชนผู้มาดูการประหาร เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงกราบทูลพระราชาขอให้ปลดเขาออกจากหน้าที่ และตั้งบุรุษอื่นที่แข็งแรงทำหน้าที่เพชฌฆาตแทน

เช้าวันที่เขาถูกปลดออกจากตำแหน่ง เขาได้รับบำเหน็จรางวัลเป็นจำนวนมาก จึงคิดที่จะนุ่งผ้าใหม่ ทัดทรงดอกไม้หอม และบริโภคข้าวปายาสรสประณีต ซึ่งเขาไม่เคยบริโภคเลย เมื่อคิดดังนั้น เขาจึงเข้าไปสู่ตลาดเลือกซื้อสิ่งของที่ต้องการ และได้มอบเงินส่วนหนึ่งให้ภรรยาพร้อมทั้งสั่งว่าให้จัดเตรียมอาหารที่ดีที่สุดไว้ให้แก่เขา จากนั้นเขาจึงไปสู่ท่าน้ำ อาบน้ำขัดสีกายโกนหนวดเครา นุ่งผ้าใหม่ชโลมกายด้วยเครื่อง-หอมและทัดทรงดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม จากนั้นจึงเดินขึ้นบ้าน นั่งบนที่นั่งรอบริโภคอาหาร ภรรยาของเขาเมื่อปรุงอาหารอันประณีตรสเลิศเสร็จแล้วจึงนำมาวางตรงหน้าและเชื้อเชิญให้เขาบริโภค

ในเช้าวันนั้นเอง พระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติ พิจารณาว่าวันนี้จะไปโปรดผู้ใด พิจารณาเห็นอดีตโจรเคราแดงผู้เป็นเพชฌฆาตปรากฏในข่ายญาณ และเห็นว่าเมื่อไปโปรดเขาในวันนี้เขาจะได้สมบัติใหญ่ อันใครๆ ในโลกไม่อาจมอบให้แก่เขาได้ เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ท่านจึงครองจีวรถือบาตรไปแสดงตนรออยู่ที่ประตูบ้านของนายเคราแดงด้วยฤทธิ์ นายเคราแดงซึ่งกำลังจะลงมือบริโภคอาหารแลเห็นพระสารีบุตรมายืนอยู่ตรงหน้าจึงเกิดความเลื่อมใส ดีใจว่า ที่ผ่านมาตนเองฆ่าคนตายเป็นจำนวนมากไม่เคยได้ประกอบการกุศลเลยแม้แต่ครั้งเดียว บัดนี้เป็นโอกาสดี เพราะอาหารอย่างดีเลิศก็มีอยู่ พระสารีบุตรผู้เป็นเถระผู้ใหญ่ก็มาโปรดถึงประตูบ้าน นับเป็นความโชคดียิ่ง ควรที่ตนจะถวายอาหารบิณฑบาตดีกว่าที่จะบริโภคด้วยตนเอง

คิดดังนั้น เขาจึงลุกขึ้น เข้าไปหมอบนมัสการกล่าวอาราธนาพระสารีบุตรเข้าไปนั่งในบ้าน นำอาหารที่ตนตั้งใจจะบริโภค ใส่ลงในบาตร นำไปถวายเพื่อให้พระสารีบุตรฉัน แล้วตัวเขาได้ยืนพัดอยู่ใกล้ๆ ด้วยความเลื่อมใส

เมื่อพระสารีบุตรฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว และจะกล่าวอนุโมทนา แต่เขาไม่สามารถส่งจิตไปตามกระแสพระธรรมเทศนาได้ พระสารีบุตรจึงถามถึงเหตุที่เขาไม่ตั้งใจสดับธรรมกถา เขาตอบว่า เขาได้ทำบาปฆ่าคนมามากมาย เมื่อระลึกถึงกรรมที่ทำจึงไม่สามารถตั้งจิตให้เป็นสมาธิฟังพระธรรมเทศนาได้ เมื่อทราบเหตุดังนั้นพระสารีบุตรจึงคิดอุบายถามเขาว่า การที่เขาฆ่าคนมากมายนั้น เขาเต็มใจฆ่าหรือ คนอื่นใช้ให้ฆ่า เมื่อเขาตอบว่าฆ่าตามหน้าที่ไม่ได้สมัครใจทำ พระสารีบุตรจึงถามอีกว่าแล้วการฆ่าคนของเขา จะเป็นอกุศลกรรมหรือไม่ เขาก็คิดเอาเองว่าไม่บาปจึงนิมนต์ให้พระสารีบุตรแสดงธรรม ซึ่งเขาเองก็ตั้งใจฟังธรรมนั้น เมื่อจบเทศนาเขาได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เพราะอุปปีฬกกรรมฝ่ายกุศลอุดหนุน

เมื่อพระสารีบุตรทราบว่าเขาได้บรรลุเป็นพระโสดาบันแล้วจึงกล่าวลาเขาเพื่อกลับวิหาร เขาตามส่งพระเถระถึงครึ่งทางแล้วกลับ ระหว่างเดินทางกลับ นางยักขิณีซึ่งมีเวรผูกกันในอดีตชาติได้เข้าสิงแม่โคบ้าวิ่งเข้าขวิดเขาล้มลงและเหยียบขยี้ร่างเขาจนถึงแก่ความตาย เมื่อตายแล้ว เขาได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตร ณ สวรรค์ชั้นดุสิต

3.4 อุปฆาตกกรรม

3.4.1 ความหมายของอุปฆาตกกรรม

อุปฆาตกกรรม หมายถึง กรรมที่มีหน้าที่เข้าไปฆ่าหรือเข้าไปตัดรอนกรรมอื่นๆ ที่มีสภาพตรงกันข้ามกับตนให้สิ้นลงอย่างเด็ดขาด จึงมีชื่อเรียกกรรมนี้อีกอย่างหนึ่งว่า อุปัจเฉทกกรรม ซึ่งแปลว่า กรรมที่เข้าไปตัด

3.4.2 ลักษณะของอุปฆาตกกรรม

จากความหมายข้างต้นอาจเปรียบอุปฆาตกกรรมเสมือนบุรุษผู้กำลังจะยิงลูกศรที่สามารถไปได้ไกลประมาณ 8 อสุภ คือ 14 เส้น ในขณะนั้นมีบุรุษอีกคนหนึ่งถือค้อนยกขึ้นคอยสกัดหน้าลูกศรนั้นไว้ ทำให้ไม่สามารถที่จะยิงลูกศรออกไปได้จนถึงที่หมาย และให้หมดประสิทธิภาพตกลงยังพื้นดิน อุปฆาตกกรรมก็ เช่นกันเมื่อใดที่ตามมาทัน ก็ย่อมทำหน้าที่เข้าไปฆ่า เข้าไปตัดกรรมอื่นไม่ให้ผลอย่างเด็ดขาดในปัจจุบันทันด่วน

อุปฆาตกกรรมจึงเป็นปฏิปักษ์ หรือตรงข้ามกับชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม แต่จะสนับสนุนอุปปีฬกกรรม โดยจะทำหน้าที่เข้าไปฆ่ากรรมอื่นที่ชนกกรรม และอุปัตถัมภกกรรมแต่งไว้ เช่น ชนกกรรมชักนำให้มาเกิดเป็นมนุษย์ผู้โชคดี โดยเกิดเป็นลูกเศรษฐี มีปัญญาและหน้าตาดี อุปัตถัมภกกรรมก็สนับสนุนให้เป็นที่รักใคร่ของคนทั้งหลาย ทำอะไรก็ล้วนแต่ประสบความสำเร็จ แต่อุปฆาตกกรรมจะเข้าทำการตัดรอน เช่น ทำให้ล่มจม หรือเสียชีวิต เป็นต้น ในทางตรงกันข้ามถ้าชนกกรรมชักนำให้สัตว์เกิดมาในตระกูลต่ำ อุปัตถัมภกกรรมก็สนับสนุนให้มีความลำบากแร้นแค้นหนักเข้าอีก แต่ทันทีที่อุปฆาตกกรรมให้ผลก็ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา เช่น ได้รับความยอมรับในสังคม ประสบผลสำเร็จในชีวิต เป็นต้น

3.4.3 ความแตกต่างกันของอุปปีฬกกรรมกับอุปฆาตกกรรม

ดังที่กล่าวมาแล้วอุปปีฬกกรรม คือ กรรมที่ทำหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่นที่มีสภาพตรงกันข้าม แต่อุปปีฬกกรรมจะค่อยๆ เบียดเบียนอย่างช้าๆ ไม่รวดเร็วฉับพลัน เช่น ถ้าเป็นอุปปีฬกกรรมฝ่ายอกุศล เมื่อตามมาทันย่อมเข้าเบียดเบียนกุศลกรรมของมนุษย์ให้ค่อยหมดสิ้นไป ทำให้คนนั้นสิ้นความสุขความเจริญ สิ้นทรัพย์สมบัติไปอย่างช้าๆ ซึ่งมิได้ตัดอายุ

ส่วนอุปฆาตกกรรม เมื่อตามมาทันย่อมทำหน้าที่เข้าไปฆ่า เข้าไปตัดกรรมที่มีสภาพตรงกันข้ามกับตนให้เด็ดขาดในปัจจุบันทันด่วน ไม่ชักช้าเหมือนอุปปีฬกกรรม เช่น ถ้าเป็นอุปฆาตกกรรมฝ่ายอกุศล เมื่อตามมาทันย่อมเข้าไปตัดกุศลกรรมของมนุษย์ในทันทีทันใด ทำให้คนนั้นสิ้นเนื้อประดาตัว ทรัพย์สมบัติพินาศย่อยยับ และก็จะทำให้หมดสิ้นอายุไปบังเกิดในอบายภูมิได้ ทั้งๆ ที่ได้สร้างบุญมาอย่างมากมาย

อุปฆาตกกรรมก็มีอยู่ 2 ฝ่ายเช่นกัน คือ อุปฆาตกกรรมฝ่ายที่เป็นกุศลและอุปฆาตกกรรมฝ่ายที่เป็นอกุศล อุปฆาตกกรรมฝ่ายที่เป็นอกุศลเมื่อตามมาทัน ก็ย่อมทำหน้าที่เข้าไปฆ่ากุศลกรรมให้สิ้นลงทันทีไม่ให้เหลือเลย ดังเช่นกรณีศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

3.4.3 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายอกุศลกรรม

กรรมของพระเจ้าอชาตศัตรู7)

พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นพระราชาผู้ครองแคว้นมคธอันเป็นแคว้นใหญ่แคว้นมหาอำนาจหนึ่งในสี่ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระราชาผู้มีความเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง อีกทั้งทรงบรรลุเป็นพระโสดาบัน

ในขณะที่พระเจ้าอชาตศัตรูยังอยู่ในพระครรภ์ของพระราชมารดานั้น พระนางทรงมีพระอาการแพ้ท้องอยากจะเสวยพระโลหิตในพระพาหาของพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระสวามี เมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ทรงทราบ พระองค์มีพระทัยเมตตาพระโอรสที่ยังอยู่ในพระครรภ์ จึงทรงใช้พระแสงกรีดพระพาหาให้พระมเหสีได้เสวยพระโลหิต ซึ่งเมื่อพระนางได้เสวยแล้วอาการแพ้ท้องก็สงบลง พระเจ้าพิมพิสารทรงนำเรื่องราวที่พระนางแพ้ท้องอยากเสวยพระโลหิตของพระองค์เล่าให้เหล่าโหราจารย์ประจำพระนครฟังและตรัสถามเหตุการณ์ว่าดีร้ายอย่างไร ซึ่งเหล่าโหราจารย์ได้กราบทูลว่าพระโอรสนั้นจะเป็นศัตรูต่อราชสมบัติ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ทรงกระทำประการใด

ครั้นพระมเหสีทรงทราบเรื่องราวที่เหล่าโหราจารย์กราบทูลว่าพระโอรสที่อยู่ในพระครรภ์ของพระนางจะเป็นศัตรูต่อราชสมบัติจึงไม่ปรารถนาจะให้พระโอรสนั้นประสูติ ได้ทรงพยายามกระทำประการ ต่างๆ เพื่อให้พระโอรสนั้นสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทราบพระองค์ทรงห้ามพระนางเพราะทรงไม่ประสงค์จะให้พระนางกระทำบาป

เมื่อพระโอรสประสูติแล้วพระเจ้าพิมพิสารทรงให้พระนามว่า อชาตศัตรู เมื่อพระกุมารเจริญพรรษาขึ้นพระองค์ทรงรู้จักและคบหากับพระเทวทัตซึ่งเป็นภิกษุพาล คิดน้อยใจที่ตนไม่ได้ลาภสักการะเหมือนพระเถระผู้ใหญ่องค์อื่น อีกทั้งมีจิตคิดประทุษร้ายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อหวังปกครองสงฆ์เสียเอง

พระเทวทัตได้ยุยงให้อชาตศัตรูกุมารปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชบิดา เพื่อแย่งราชสมบัติ พระกุมารทรงเชื่อถ้อยคำของพระเทวทัต ทรงซ่อนกริชติดพระกายเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารหมายปลงพระชนม์ แต่ถูกเหล่าอํามาตย์ผู้รักษาวังจับได้ เมื่อสอบสวนจนทราบเนื้อความทั้งหมดจึงนำเข้าเฝ้าพระราชา พระองค์ทรงถามพระกุมาร พระกุมารยอมรับว่าประสงค์จะปลงพระชนม์ เพราะปรารถนาราชสมบัติ พระราชาจึงทรงยกราชสมบัติให้แก่พระกุมาร

เมื่อได้ราชสมบัติแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปหาพระเทวทัต ทรงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พระ-เทวทัตฟัง พระเทวทัตเมื่อทราบเรื่องราวทั้งปวงจึงยุยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูก็ทรงเชื่อถ้อยคำ ทรงรับสั่งให้จับพระราชบิดาขังไว้ในเรือนจำและไม่อนุญาตให้ผู้ใดไปมาหาสู่นอกจากพระราชชนนี แต่เมื่อทราบว่าพระนางลอบนำพระกระยาหารไปถวายพระเจ้าพิมพิสารจึงห้ามมิให้พระนางเข้าไปในเรือนจำ แม้จะไม่ได้เสวยพระกระยาหาร พระเจ้าพิมพิสารก็ไม่ทรงสิ้นพระชนม์ พระองค์ยังทรงพระชนมชีพได้ด้วยการเดินจงกรม ระลึกถึงคุณพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบจึงรับสั่งให้ช่างโกนผมใช้มีดโกนกรีดฝ่าพระบาททั้ง 2 ข้างของพระองค์แล้วทาด้วยน้ำเกลือ ทำให้พระเจ้าพิมพิสารไม่อาจทนต่อทุกขเวทนาได้พระองค์จึงสิ้นพระชนม์ในที่สุด

ภายหลังจากปลงพระชนม์พระราชบิดาแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูไม่ทรงมีความสำราญพระทัยเลย เพราะทรงระลึกถึงบาปกรรมที่ได้ปลงพระชนม์พระราชบิดาอยู่เนืองๆ ต่อมาทรงมีโอกาสเข้าเฝ้า พระ-สัมมาสัมพุทธเจ้า และได้สดับพระธรรมเทศนา ทำให้เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ต่อมาภายหลังเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการสังคายนาพระธรรมวินัย และทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดพระชนมชีพ เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ พระองค์ได้ไปบังเกิดเป็นสัตว์นรกในโลหกุมภีนรก ทั้งนี้เป็นเพราะอุปฆาตกกรรมฝ่ายอกุศลที่ทรงปลงพระชนม์พระราชบิดาอันเป็นอนันตริยกรรมมาตัดรอนแม้ว่าจะสร้างบุญกุศลในพระพุทธศาสนาอย่างมากมายในภายหลังก็ตาม

พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเอาไว้อย่างมากมาย ครั้งที่สำคัญที่สุดก็คือ การได้เป็นองค์อุปถัมภ์ในการทำสังคายนาหลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้ว แต่ถึงอย่างไรกุศลกรรมที่ทำเอาไว้อย่างมากมายก็มิได้ช่วยให้พระองค์ได้ไปบังเกิดบนเทวภูมิ เพราะกรรมที่พระองค์ทรงทำปิตุฆาตพระราชบิดา ซึ่งเป็นอุปฆาตกกรรมอันหนักที่เข้ามาตัดรอนให้ไปตกอยู่ที่โลหกุมภีนรก ได้รับ ทุกข์โทษอย่างยาวนานมาก

ส่วนอุปฆาตกกรรมฝ่ายกุศล เมื่อตามมาทันย่อมทำหน้าที่เข้าไปฆ่าอกุศลกรรมของบุคคลนั้นให้สิ้นลงอย่างเด็ดขาดเหมือนกัน ถึงแม้บุคคลนั้นจะทำบาปมาตลอดชีวิต ดังเช่นกรณีศึกษาในเรื่องต่อไปนี้

3.4.4 กรณีศึกษาจากพระไตรปิฎกฝ่ายกุศลกรรม

พระองคุลิมาล8)

พระองคุลิมาลเป็นพระอรหันต์องค์สำคัญองค์หนึ่งในพระพุทธศาสนา ท่านเป็นบุตรของปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชาผู้ปกครองแคว้นโกศล ในวันที่พระองคุลิมาลจะคลอดนั้นได้ปรากฏเหตุอัศจรรย์คือ อาวุธทั้งหลายในเมืองลุกเป็นเปลวเพลิงสว่างทั่วทั้งเมือง เมื่อปุโรหิตเข้าเฝ้าพระราชา พระราชาตรัสถามถึงเหตุที่เกิดขึ้น ปุโรหิตตอบว่า

“ ที่เกิดเหตุอัศจรรย์เป็นด้วยอานุภาพของบุตรตนซึ่งเกิดในฤกษ์โจร ซึ่งในภายหน้าจะเป็นโจรใหญ่ทำอันตรายต่อชาวเมืองทั้งหลาย จึงเสนอให้พระราชาประหารชีวิตบุตรของตนเสีย”

แต่พระราชาเห็นว่าเด็กนั้นไม่เป็นอันตรายต่อราชสมบัติจึงไม่รับสั่งให้ประหารแต่ให้ปุโรหิตเลี้ยงดูบุตรนั้นต่อไป

ปุโรหิตได้ให้นามบุตรของตนว่า อหิงสกะ ซึ่งแปลว่าผู้ไม่เบียดเบียน เมื่อเขาเจริญเติบโตขึ้น ปุโรหิตส่งเขาไปศึกษาศิลปวิทยาการต่างๆ ที่เมืองตักสิลา ซึ่งเป็นเมืองที่เป็นศูนย์รวมแหล่งให้ความรู้ในสมัยพุทธกาล และด้วยเหตุว่าอหิงสกะ เป็นคนมีปัญญาดี อีกทั้งมีวัตรปฏิบัติที่งดงาม จึงทำให้ศึกษาศิลปศาสตร์ต่างๆ ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ได้อย่างรวดเร็วและเป็นที่รักของอาจารย์ แต่เพราะความเฉลียวฉลาดกว่าเพื่อนๆ ร่วมสำนักเรียนรวมทั้งเป็นที่โปรดปรานของอาจารย์ จึงทำให้ไม่เป็นที่พออกพอใจของ เหล่าเพื่อนๆ พวกเพื่อนร่วมสำนักเรียนจึงวางแผนการช่วยกันยุแยงให้อาจารย์ระแวงและเกลียดกลัวว่าอหิงสกะคิดประทุษร้ายผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งในตอนแรกอาจารย์ก็ไม่สนใจกลับไล่ศิษย์เหล่านั้น แต่ด้วยอุบายที่แยบยล เมื่อถูกศิษย์สลับหน้ากันมากล่าวร้ายอหิงสกะบ่อยครั้งเข้าจึงเชื่อว่าเป็นความจริง และคิดหาวิธีที่จะกำจัดอหิงสกะ ซึ่งในที่สุดก็คิดวิธีการออกคือ จะยืมมือชาวเมืองฆ่าอหิงสกะ

เมื่อคิดวิธีกำจัดศิษย์ที่ตนเข้าใจว่าคิดประทุษร้ายตนได้แล้ว อาจารย์จึงเรียกอหิงสกะให้มาพบแล้วลวงว่าวิชาความรู้ที่ถ่ายทอดนั้นได้ถ่ายทอดให้หมดแล้ว เหลืออีกเพียงวิชาเดียวซึ่งเป็นสุดยอดวิชาซึ่งจะเรียนได้นั้นต้องฆ่าคนให้ครบหนึ่งพันคน จึงถ่ายทอดให้ แม้จะไม่เคยฆ่าคนเพราะตระกูลของตนเป็นตระกูลพราหมณ์ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ แต่เพราะเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาประกอบกับไม่รู้ทันเล่ห์เพทุบายของผู้เป็นอาจารย์ที่หมายปองชีวิตตน จึงเชื่อคำของอาจารย์คว้าอาวุธเข้าป่าฆ่าคนที่พบเจอ เมื่อฆ่าคนไปได้จำนวนหนึ่งก็ลืมเลือนไม่สามารถจำได้ว่าฆ่าไปจำนวนเท่าใดแล้ว ในภายหลังเมื่อฆ่าคนครั้งใดก็จะตัดนิ้วมือ 1 นิ้ว มาร้อยเป็นพวงห้อยคอ ด้วยเหตุที่เป็นโจรฆ่าตัดนิ้วแล้วนำมาห้อยคอ ชนทั้งหลายจึงเรียกเขาว่า องคุลิมาลโจร

โจรองคุลิมาลฆ่าคนที่เดินทางผ่านป่าตายเป็นจำนวนมาก นานเข้าก็ไม่มีใครกล้าเดินทางผ่านป่า โจรองคุลิมาลจึงออกมาฆ่าคนถึงในหมู่บ้าน ชาวบ้านทั้งหลายเมื่อถูกฆ่าตายลงเป็นอันมากก็อพยพทิ้งบ้านเรือนหนีไปยังเมืองสาวัตถีอันเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล และได้พากันกราบทูลเรื่องราวแด่พระราชาให้ทรงทราบ

พระราชาซึ่งทรงทราบเรื่องราวอยู่แล้ว ครั้นได้ฟังคำร้องทุกข์ของชาวเมือง จึงทรงรับสั่งให้เหล่าอำมาตย์เตรียมการที่จะไปปราบโจรองคุลิมาล เมื่อปุโรหิตผู้เป็นบิดาของโจรทราบ จึงนำเรื่องราวไปบอกแก่ นางพราหมณีผู้เป็นภรรยา นางรู้สึกทุกข์มาก กลัวบุตรจะเป็นอันตรายจึงเดินทางเข้าไปยังป่าที่โจรองคุลิมาล อยู่เพื่อจะบอกให้หลบหนี ซึ่งในวันนั้นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจข่ายพระญาณพิจารณาสัตวโลก ตามพุทธวิสัย ทรงเห็นองคุลิมาลโจรมาปรากฏในข่ายพระญาณ เมื่อพิจารณาดูก็ทรงทราบว่า หากพระองค์เสด็จไปพบ แล้วแสดงธรรมแก่โจรนี้ เขาก็จะเกิดศรัทธาเลื่อมใสขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระ-ภิกษุและจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในภายหลัง แต่ถ้าหากเขาฆ่ามารดาของเขาก่อนก็จะเป็นมาตุฆาตซึ่งเป็นอนันตริยกรรม เป็นบาปหนักที่จะมาปิดกั้นเขาจากทางมรรคผล

เมื่อทรงทราบความทั้งปวงแล้ว พระพุทธองค์จึงเสด็จไปพบโจรองคุลิมาล เมื่อเขาเห็นพระพุทธองค์ จึงคว้าดาบไล่ตามหมายจะฆ่า แต่แม้จะวิ่งอย่างไรก็ไม่อาจตามทันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้เป็นด้วยพระองค์ทรงใช้ฤทธิ์เพื่อจะทรมานโจรองคุลิมาลให้เหนื่อยอ่อน เมื่อเขาอ่อนแรงลงได้ร้องบอกให้พระองค์หยุด ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตอบเขาว่า พระองค์หยุดแล้ว แต่เขาต่างหากที่ยังไม่หยุด เขารู้สึกขัดเคือง จึงต่อว่าพระพุทธองค์ว่ากล่าวคำมุสาวาท พระพุทธองค์จึงตรัสตอบเขาไปว่า พระองค์พ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกต่อไป ชื่อว่าหยุดแล้ว แต่ตัวเขามีใจหยาบช้าฆ่าคนล้มตายมากมาย จะต้องได้รับทุกข์โทษในอบายภูมิเพราะบาปที่ทำไป และจะต้องเวียนว่ายตายเกิดรับทุกข์ทรมานในวัฏสงสารอีกยาวนานชื่อว่ายังไม่หยุด

โจรองคุลิมาลเมื่อฟังคำของพระพุทธองค์จึงกลับได้สตินึกพิจารณาว่า ผู้ที่สนทนากับตนน่าจะเป็นเจ้าชายสิทธัตถะซึ่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้เป็นเพราะอุปฆาตกกรรมฝ่ายกุศลตามมาทัน จึงเกิดความเคารพเลื่อมใส ขว้างทิ้งอาวุธแล้วเข้าไปกราบพระบาทพระพุทธองค์ทูลขอบรรพชา ซึ่งพระองค์ก็ได้ประทานการบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้แก่เขา เพราะทรงตรวจดูแล้วพบว่าเขาเคยถวายเครื่องอัฐบริขารให้แก่พระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลมาในอดีต

เมื่อโจรองคุลิมาลบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ท่านก็ปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ ได้เข้าไปบิณฑบาตในพระนคร แต่เมื่อชนทั้งหลายเห็นท่านต่างก็จำได้จึงหวาดกลัวหลบหนีไม่มีใครถวายบิณฑบาตท่าน มิหนำซ้ำยังขว้างปาด้วยก้อนหินและท่อนไม้ ทุกวันท่านจึงกลับจากบิณฑบาตด้วยบาตรเปล่า มีแต่รอยฟกช้ำและเลือดที่ไหลโทรมกายกลับพระวิหาร ทั้งนี้เป็นเพราะชาวเมืองโกรธแค้นที่ท่านเคยฆ่าญาติและบุคคลอันเป็นที่รักของพวกเขา แต่นานวันไปชาวบ้านก็เริ่มถวายอาหารท่าน และต่อมาท่านได้บำเพ็ญสมณธรรมจนกระทั่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

อุปฆาตกกรรมฝ่ายกุศลของโจรองคุลิมาลติดตามมาทัน และเริ่มทำหน้าที่ คือ เมื่อองคุลิมาลได้ฟังพระพุทธดำรัสแล้ว จึงได้สติแล้วทูลขอบวชเป็นพระภิกษุ และด้วยบุญบารมีที่ได้สั่งสมมา เมื่อท่านบำเพ็ญเพียรแล้ว ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ซึ่งทำให้ท่านหลุดพ้นวิบากจากการฆ่าคนมากมายในตอนต้น

สรุปความว่า “ กิจจจตุกะ ” คือ ประเภทกรรมที่ทำตามหน้าที่ของแต่ละกรรม ถ้าหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพของแต่ละกรรมชัดเจนขึ้นนั้น อาจจะเปรียบชนกกรรมเสมือนพี่ใหญ่ เปรียบอุปัตถัมภกกรรมเสมือนน้องที่เชื่อฟังพี่ทุกอย่าง ส่วนอุปปีฬกกรรมและอุปฆาตกกรรมเปรียบเสมือนน้องที่ไม่เชื่อฟังพี่ มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่ทำตามในสิ่งที่พี่สอนหรือบอกให้ทำ แต่อุปปีฬกกรรมนั้นจะค่อยๆ ไม่ทำตามในสิ่งที่พี่สอนหรือบอก ซึ่งผิดกลับอุปฆาตกกรรมที่ตรงไปตรงมา คือ ไม่ทำตามในสิ่งที่พี่สอนหรือบอกอย่างเห็นได้ชัดเจนมากกว่าอุปปีฬกกรรม

ที่เปรียบเช่นนี้ก็เพราะว่าชนกกรรม คือ กรรมที่นำสัตว์ไปเกิด โดยมีอุปัตถัมภกกรรมคอยสนับสนุนและทำตามชนกกรรม คือ ถ้าชนกกรรมนำสัตว์ไปเกิดดี อุปัตถัมภกกรรมก็จะสนับสนุนในสิ่งที่ดีตามที่ชนกกรรมนำไป ส่วนอุปปีฬกกรรมและอุปฆาตกกรรมจะให้ในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับชนกกรรม คือ ถ้าชนกกรรมนำสัตว์ไปเกิดดี มีฐานะดี อุปปีฬกกรรมและอุปฆาตกกรรมก็จะเข้าไปทำให้สัตว์เจ็บป่วย ไม่สามารถใช้ทรัพย์นั้นได้ ให้ชีวิตไม่มีความสุข เป็นต้น แต่อุปปีฬกกรรมจะเหมือนเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในร่างกายที่จะค่อยๆ บั่นทอนให้ร่างกายนั้นทรุดลงเรื่อยๆ กล่าวคือ อุปปีฬกกรรมเมื่อส่งผลจะค่อยๆ ส่งผล อย่างช้าๆ จนบุคคลนั้นย่อยยับ ส่วนอุปฆาตกกรรมจะให้ผลในทันทีทันใด ไม่มีการลังเล ซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นย่อยยับทั้งทรัพย์สินและชีวิต

เพราะฉะนั้น นักศึกษาจึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิต ต้องหมั่นสั่งสมบุญทุกๆ บุญอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง อย่าได้เผลอไปทำบาปอกุศล พร้อมกับทำใจให้ใส แล้วนึกถึงแต่บุญกุศลที่ตนได้ทำเอาไว้ตลอดเวลาให้ได้ทั้งวัน ก็จะทำให้บาปอกุศลที่จะมาตัดรอนชีวิตและทรัพย์สินไม่ได้ช่องในการส่งผล แต่กลับจะทำให้บุญกุศลส่งผลให้เรามีชีวิตที่รุ่งเรืองมีความสุขยิ่งขึ้นไปอีกจนกว่าจะหมดกิเลสเข้าสู่พระนิพพานเฉกเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลาย

1) ยัญญสูตร, อรรถกถาสังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่มที่ 24 หน้า 438.
2) อรรถกถาทุติยนาควิมาน, ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ, มก. เล่ม 48 หน้า 489.
3) เรื่องอานนทเศรษฐี, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 41 หน้า 182.
4) ประวัติพระอนุรุทธเถระ, อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่ม 32 หน้า 304.
5) มหาลิสูตร, อรรถกถาทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 12 หน้า 106.
6) เรื่องบุรุษผู้ฆ่าโจรมีเคราแดง, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 41 หน้า 418.
7) อรรถกถาสามัญญผลสูตร, ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค, มก. เล่ม 11 หน้า 288.
8) อังคุลิมาลสูตร, มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 21 หน้า 141.
gl203/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki