บทที่ 2 หลักกรรมของพระพุทธศาสนา

  • 2.1 หลักกรรมคืออะไร
  • 2.2 พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมที่ทำให้คนแตกต่างกัน
  • 2.3 ความซับซ้อนของการให้ผลของกรรม
  • 2.4 คนไม่มีศาสนาไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ควรดำเนินชีวิตอย่างไร

แนวคิด

1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบว่ากฎแห่งกรรม เป็นกฎธรรมชาติที่ไม่มีผู้ใดฝ่าฝืนได้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องปฏิบัติหากไม่ปฏิบัติตามกฎแห่งกรรมก็จะเกิดทุกข์โทษ ชีวิตก็ไม่ได้รับความสุข ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนเรื่องกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องใหญ่ และมีหลักกรรมที่เป็นกรอบในการปฏิบัติ คือ บุคคลทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว เหมือนบุคคลหว่านพืชเช่นไรย่อมได้รับผลเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจะคิด พูด ทำ สิ่งใดก็ตามจะต้องตระหนักถึงหลักกรรมนี้เสมอ

2. มนุษย์มีความแตกต่างกันมาแต่กำเนิด ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ อะไรคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดมาแตกต่างกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าเหตุที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกัน คือ กรรมที่แต่ละบุคคลกระทำไว้ในอดีตเป็นตัวกำหนด ซึ่งความแตกต่างนี้มีกล่าวไว้ในจูฬกัมมวิภังคสูตร เป็นพระสูตรที่มีการอ้างอิงถึงมากพระสูตรหนึ่ง

3. ความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้หลักกรรมมีเพียงแค่ประโยคสั้นๆ คือ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่เวลาที่กรรมส่งผล ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรม อย่างแท้จริง จนมีคำพูดล้อเลียนที่ว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป เพราะบางครั้ง บางคนทำความดีมาตลอด แต่ทำไมยังตกยาก ลำบากอยู่ แต่บางคนเป็นอันธพาล ค้าขายของผิดกฎหมายกลับร่ำรวยมีเพื่อนฝูงคนนับหน้าถือตามากมาย ที่เป็นเช่นนี้เพราะกฎแห่งกรรม เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเข้าใจได้ยาก จะใช้ปัญญาอย่างมนุษย์ธรรมดาพิจารณาไม่ได้ ต้องผู้ที่ฝึกสมาธิจนได้วิชชา 3 จึงจะสามารถรู้เห็นกรรมได้ตลอดต่อเนื่องและถูกต้องตรงความเป็นจริง ดังนั้นเรื่องกฎแห่งกรรมจึงเป็นสิ่งที่นักศึกษาควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง และปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต

วัตถุประสงค์

1. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายหลักกรรมในพระพุทธศาสนาได้ถูกต้อง

2. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายเนื้อความในพระสูตรที่เกี่ยวข้องได้

3. เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายความซับซ้อนในการให้ผลของกรรมได้

4. เพื่อให้นักศึกษาสามารถแนะนำวิธีการดำเนินชีวิตของคนไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมได้

เมื่อนักศึกษาได้ผ่านการศึกษาความรู้พื้นฐานเรื่องกฎแห่งกรรมในบทที่ 1 มาแล้ว คงจะทำให้ นักศึกษาทราบภาพรวมของการศึกษาวิชากฎแห่งกรรมได้มากยิ่งขึ้นว่า มีความหมาย มีคำแปลอย่างไร สำหรับเนื้อหาในบทที่ 2 นี้ นักศึกษาจะได้ทำความเข้าใจเพิ่มเติมหัวข้อที่ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎแห่งกรรมเพิ่มเติมจากบทที่ 1 เช่น เรื่องหลักกรรมคืออะไร ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างแท้จริง เป็นกฎที่แน่นอนตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามยุคสมัย เป็นหลักสากลที่ทันสมัยตลอดเวลา เรื่องความซับซ้อนของการให้ผลของกรรม เรื่องข้อควรปฏิบัติของคนไม่เชื่อเรื่อง กฎแห่งกรรม

2.1 หลักกรรมคืออะไร

นักศึกษาได้ผ่านการศึกษาวิชาจักรวาลวิทยาและปรโลกวิทยามาแล้ว คงจะทราบดีแล้วว่า ชีวิตมนุษย์ไม่ได้มีเฉพาะชาตินี้เท่านั้น แต่ยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามอำนาจแห่งการกระทำของแต่ละบุคคล นับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกว่าจะหมดกิเลสเข้าสู่นิพพาน จึงจะถือว่าสิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลก แม้มนุษย์จะเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แต่กลับไม่สามารถทรงจำความผิดพลาดที่ตนได้กระทำไว้ในอดีตที่ส่งผลให้ต้องไปเกิดในทุคติได้ หรือไม่สามารถทรงจำความดีงามที่ตนกระทำไว้ในอดีตที่ส่งผลให้ไปเกิดในสุคติได้ ทั้งนี้เพราะมีอวิชชาคือความไม่รู้ครอบงำอยู่ มีภพชาติปิดกั้นความรู้เหล่านี้อยู่ จึงทำให้บางครั้งเกิดมาใหม่ ก็ยังคงใช้ชีวิตในรูปแบบเดิม แย่กว่า หรือดีกว่าเดิม แล้วแต่บุญบาปที่อยู่ในตัวส่งผล หรือสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และเนื่องจากการให้ผลของกรรมนั้นสลับซับซ้อนยากต่อการเข้าใจด้วยปัญญาธรรมดาของปุถุชน จึงก่อให้เกิดความไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมขึ้นในหมู่ของผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาเพียงผิวเผิน

ดังนั้น มีทางเดียวที่เป็นทางลัดและปลอดภัย คือ การเชื่อในปัญญาตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุผลที่ว่า กว่าที่พระองค์จะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้นั้น พระองค์ต้องฝึกฝนตนเองอย่างจริงจังกระทั่งเอาชนะกิเลสมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ตั้งแต่พระชาติแรกที่ทราบว่าตนเองตกอยู่ในวังวนของความทุกข์ ถูกความทุกข์คอยเผารนอยู่ทุกขณะจิต แม้มนุษย์และสัตวโลกทั้งหลายก็ตกเป็นทาสของกิเลสเช่นกัน พระองค์พิจารณาจนเห็นโทษภัยของการเวียนว่ายตายเกิด จึงตั้งใจมั่นในการที่จะแก้ไขตนเองอย่างยิ่งยวดโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันทุกภพทุกชาติ เพื่อมุ่งกำจัดกิเลส ทำตนให้สะอาดบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ ไม่ไหลไปตามอำนาจกิเลส จนสามารถดับกิเลส รู้เหตุรู้ผลตามความเป็นจริงของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งปวง หลุดจากกรอบอวิชชาที่ครอบงำสรรพสัตว์ทั้งหลาย ยกตนขึ้นสู่ความเป็นผู้รู้ที่สมบูรณ์ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เมื่อตรัสรู้แล้วก็มิได้ปิดบัง กลับนำความรู้เหล่านั้นมาสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากอำนาจกิเลสตามพระองค์ไปด้วย

เรื่องกฎแห่งกรรม พระองค์ได้ทรงสั่งสอนพุทธบริษัทเป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา เพราะหากใครกระทำผิดกฎแห่งกรรมแล้ว จะมีผลต่อการดำเนินชีวิต จะต้องได้รับความทุกข์สิ้นกาลนานทั้งในปัจจุบันและอนาคต หลักกรรมที่พระองค์นำมาสั่งสอนมีปรากฏอยู่หลายแห่งในพระไตรปิฎก แต่ที่จะนำมากล่าวนี้อยู่ใน เวขสาขชาดก1)ความว่า

“ ยานิ กโรติ ปุริโส ตานิ อตฺตนิ ปสฺสติ

กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ

ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ รุหเต ผลํ

บุคคลทำกรรมใด ย่อมมองเห็นกรรมนั้นในตน

ผู้ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว

บุคคลหวานพืชเช่นใด ผลย่อมงอกขึ้นเช่นนั้น”

จากพุทธพจน์นี้ สามารถสรุปหลักกรรมที่ตรงไปตรงมา โดยที่ไม่ต้องตีความแต่อย่างไรว่า การกระทำใดๆ ในโลกนี้ ที่ไม่ให้ผลนั้นย่อมไม่มี ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วล้วนให้ผลทั้งสิ้น ใครทำดีก็จะได้รับผลดี ใครทำชั่วก็จะได้รับผลชั่ว เหมือนการหว่านพืชลงในดิน พืชนั้นย่อมเจริญเติบโตให้ดอกออกผล หากเราปลูกมะม่วงผลออกมาก็ต้องเป็นมะม่วง จะให้เป็นมังคุดก็คงเป็นไปไม่ได้ และส่วนมากคนทั่วไปจะเรียกหลักกรรมด้วยประโยคที่สั้นกระชับว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

หลักกรรมในทางพระพุทธศาสนา สามารถนำมาเปรียบเทียบกับหลักทางวิทยาศาสตร์ได้ ซึ่งจะทำให้นักศึกษาเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และจะทำให้ทราบว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรู้ ศาสนาของผู้รู้อย่างแท้จริง หลักกรรมตรงกับกฎของนิวตัน ที่เรียกว่า กฎกิริยา(Action) และปฏิกิริยา(Reaction) ซึ่งกฎของนิวตันนี้เป็นทฤษฏีที่ง่ายและตรงไปตรงมาเช่นกัน กฎของนิวตันนี้เป็นกฎทางด้านวัตถุ มีกฎเกณฑ์อยู่ว่า หากเราขว้างลูกเทนนิสไปกระทบกับผนัง ถ้าออกแรงขว้างด้วยกำลังแรงลูกเทนนิสก็กระดอนกลับมาแรง ถ้าออกแรงขว้างด้วยแรงที่เบาลูกเทนนิสก็กระดอนกลับมาเบา สรุปความตามกฎนี้ คือ ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ในเรื่องหลักกรรมก็เช่นกัน กรรมที่เราทำแล้ว ถ้าทำกรรมดีลงไป สิ่งตอบสนองมาก็เป็นผลของกรรมดี ถ้าทำกรรมชั่วลงไป สิ่งที่ตอบสนองมาก็คือผลของกรรมชั่ว หรืออีกนัยหนึ่งหากตั้งใจทำความดีหรือความชั่วมาก ผลของความดีความชั่วนั้นย่อมตอบสนองกลับมามาก ตามทฤษฎีของนิวตัน

อย่างที่ทราบแล้วว่า หลักกรรมนั้น มีเพียงแค่ประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ตายตัว จะว่าสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายก็ง่าย แต่หากคิดพิจารณาอย่างถ่องแท้แล้ว จะพบว่าความเข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายอย่างที่คิด และดูเหมือนว่า ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่เข้าใจหลักกรรมนี้ เพราะเหตุว่ากฎแห่งกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน รวมเอาการกระทำที่หลากหลายทั้งที่ดีและไม่ดีทั้งในอดีตและปัจจุบันนับครั้งไม่ถ้วนของบุคคลนั้นๆ ที่ยาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วนมาประมวลรวมส่งผล ทำให้ไม่สามารถจะแยกแยะตีความให้ชัดเจนลงไปเลยว่า ผลกรรมที่ทำให้เป็นเราในปัจจุบันนี้ เกิดจากกรรมอะไร เมื่อไร อย่างไร และจะส่งผลอย่างไรในอนาคต ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเวลา โอกาส และการกระทำในปัจจุบันประกอบเข้าด้วยกัน

อย่างเช่น ความโชคดีหรือโชคร้ายที่เราได้ประสบอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับอำนาจภายนอก หรืออำนาจดวงดาวใดๆ แท้ที่จริงขึ้นอยู่กับผลกรรมที่เราได้สั่งสมไว้ในอดีตติดตามมาให้ผลในปัจจุบัน และการที่เราจะได้รับความสุขหรือความทุกข์อยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับกรรมที่เราสร้างไว้ในปัจจุบันอย่างเดียว อาจจะขึ้นอยู่กับกรรมในอดีตผนวกรวมด้วย เราต้องยอมรับอดีตชาติ ต้องยอมรับการกระทำของเราในวัน ในเดือน ในปี และในชาติที่ผ่านมาว่าเป็นสิ่งที่เราทำไว้เอง และสิ่งที่เราทำในปัจจุบันเราก็ต้องยอมรับด้วยว่า นั่นคือสิ่งที่จะดลบันดาลชีวิตของเราให้เป็นไปในอนาคต และเป็นไปตามกฎแห่งกรรมนั้น

ดังนั้น เรื่องหลักกรรมเป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องจำให้แม่นยำ และตระหนักตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็นกฎที่จริงแท้แน่นอน เป็นกฎแห่งเหตุและผล และหมั่นตอกย้ำเตือนตนเสมอว่า กฎแห่งกรรมย่อมส่งผลอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า ต้องหมั่นสั่งสมแต่ความดีงาม และห่างไกลจากความชั่วตลอดชีวิต

2.2 พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องกฎแห่งกรรมที่ทำให้คนแตกต่างกัน

นักศึกษาที่ได้ศึกษาวิชาปรโลกมาแล้ว คงยังจำได้ว่า สาเหตุที่ทำให้มนุษย์เกิดมามีความแตกต่างกัน คือ กรรมที่บุคคลนั้นได้สร้างไว้ในอดีต ในวิชาปรโลกกล่าวแต่เพียงภาพรวม ไม่ได้อธิบายเจาะลึกในรายละเอียด ส่วนในวิชากฎแห่งกรรม ในหัวข้อนี้จะนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมให้มากขึ้น และเน้นให้เห็นความสำคัญของกฎแห่งกรรมในฐานะตัวแปรที่กำหนดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้มีความแตกต่างกัน

เนื้อหาทั้งหมดที่นำมาเสนอในหัวข้อนี้ นำมาจากพระสูตรที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักศึกษาวิชาพระพุทธศาสนา และใช้อ้างอิงในตำราที่เกี่ยวกับกฎแห่งกรรมเป็นจำนวนมาก เนื้อหาในพระสูตรกล่าวถึงกฎแห่งกรรมที่เห็นได้อย่างชัดเจน พระสูตรนี้มีชื่อว่า จูฬกัมมวิภังคสูตร2) ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาในพระสูตร โดยสรุป และขยายเนื้อความบางส่วนให้เข้าใจยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้นำเนื้อเรื่องประกอบจากคัมภีร์อรรถกถาของพระสูตรมาขยายความเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพรวมของพระสูตรนี้ได้ทั้งหมด

จูฬกัมมวิภังคสูตร พระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องหลักกรรม

ในสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรายังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น ณ เมืองสาวัตถี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นโกศล มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ โตเทยยพราหมณ์ เป็นผู้ร่ำรวย มีทรัพย์มากถึง 87 โกฏิ จัดอยู่ในระดับเศรษฐี พราหมณ์มีบุตรชายคนเดียวชื่อ สุภมาณพ บ้านอยู่ไม่ไกลจากวัดพระเชตวันนัก แม้พราหมณ์จะมีทรัพย์มากแต่ก็ไม่เคยทำบุญ เขาไม่เคยใส่บาตรแม้แต่ทัพพีเดียว ไม่เคยยกมือไหว้พระสงฆ์ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่นับถือ แต่กลับไล่ตะเพิดทุกครั้งที่ผ่านหน้าบ้าน

พราหมณ์เป็นผู้มีความตระหนี่ ได้สอนลูกของตัวเองอยู่เสมอว่า ไม่ให้ใช้จ่ายทรัพย์ฟุ่มเฟือย ให้เก็บสะสมทรัพย์เหมือนกับปลวกที่นำดินมาสะสมทีละนิดจนกระทั่งเป็นกอง หรือเหมือนกับผึ้งที่สั่งสมน้ำหวานทีละหยดจากเกสรดอกไม้จนได้น้ำผึ้งเต็มรัง

เวลาผ่านไป พราหมณ์ล้มป่วยลง และเสียชีวิตในที่สุด โดยที่ยังไม่ได้บอกถึงสถานที่ฝังสมบัติที่ฝังไว้บางส่วนแก่บุตรชาย เมื่อพราหมณ์ตายแล้ว ได้บังเกิดเป็นลูกสุนัขในเรือนของบุตรชาย ด้วยอำนาจแห่งกรรมที่หวงแหนทรัพย์ สุภมาณพเห็นลูกสุนัขนั้น ก็เกิดความรักอย่างจับใจ แต่ไม่ทราบว่าเป็นพ่อของตน และได้นำลูกสุนัขมาเลี้ยงดู ให้อาหาร จัดที่นอนให้อย่างดี

วันหนึ่ง ตอนใกล้รุ่งพระพุทธองค์ทรงตรวจดูสัตวโลกเพื่อที่จะไปโปรด สุภมาณพเข้าไปในข่ายพระญาณของพระองค์ พระองค์ทรงทราบว่า วันนี้จะต้องไปโปรดสุภมาณพ และได้ผลรับ คือ สุภมาณพจะนับถือพระพุทธศาสนา ส่วนพราหมณ์ที่เป็นสุนัขนั้น เมื่อตายแล้วจะต้องไปตกนรก

ครั้นรุ่งเช้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกบิณฑบาตไปยืนประทับหน้าบ้านของสุภมาณพ ในวันนั้นสุภมาณพไม่อยู่ ออกไปทำธุระบางอย่างนอกบ้าน แม้ว่าคนรับใช้ในบ้านของสุภมาณพจะเห็นพระพุทธองค์ แต่ก็ไม่มีใครใส่บาตร เพราะไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ขณะเดียวกัน ลูกสุนัขเห็นพระพุทธองค์มาประทับยืนอยู่ ก็แสดงความไม่พอใจ ด้วยอาการเห่าหอน พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็นลูกสุนัขแสดงอาการอย่างนั้น จึงตรัสว่า

“ โตเทยยพราหมณ์ เมื่อชาติก่อนเจ้าดูหมิ่นเรา จึงเกิดเป็นลูกสุนัข ชาตินี้เจ้ายังมาดูหมิ่นเราอีก เจ้าตายจากที่นี้แล้วจะต้องไปเกิดในมหานรก”

ลูกสุนัขฟังเสียงพระพุทธองค์แล้วก็เข้าใจ จึงได้วิ่งคอตกด้วยความกลัวเข้าไปในบ้าน แทนที่จะไปนอนยังที่นอนอันสวยงามของตน แต่กลับไปนอนบนกองขี้เถ้าที่กลางเตาไฟ คนรับใช้พยายามจับขึ้นไปนอนบนเตียงเท่าไรก็กลับมานอนที่เดิม

จากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปยังวัดพระเชตวัน สุภมาณพกลับมาจากธุระ เห็นลูกสุนัขของตนนอนอยู่บนกองขี้เถ้า จึงดุด่าคนรับใช้ด้วยความไม่พอใจ และสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อได้ฟังคนรับใช้รายงานแล้ว ก็โกรธขึ้นมาทันที กล่าวหาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดูหมิ่นพ่อของตนว่าเกิดเป็นสุนัข ทั้งที่แท้จริงพ่อของตนนั้น พวกพราหมณ์ทายว่าไปเกิดในพรหม สุภมาณพตรงไปยังวัดพระเชตวัน เพื่อจะตำหนิพระพุทธองค์

เมื่อไปถึงก็ยืนและไม่ไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น พระพุทธองค์มิได้ตอบโต้แต่อย่างใด ทรงให้สุภมาณพพิสูจน์ความจริงว่าพ่อของเขาเกิดเป็นสุนัข ด้วยการออกกุศโลบายให้สุนัขบอกที่ซ่อนสมบัติ สุภมาณพได้ฟังดังนั้น ก็เกิดความดีใจว่า ถ้าพิสูจน์แล้วไม่เป็นความจริง จะโพนทะนาให้ทั่วเมืองว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดโกหก แต่ถ้าเป็นความจริงขึ้นมา เราก็จะได้ทรัพย์ ไม่ได้ขาดทุนตรงไหน

เมื่อถึงบ้านก็ทำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ คือ ให้ลูกสุนัขกินข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย อิ่มแล้วให้นอน พอนอนแล้วไปกระซิบที่หูถามว่า ทรัพย์ที่ฝังไว้อยู่ที่ไหน สุนัขนั้นพอถูกถามก็รู้ทันทีว่า ลูกชายรู้ว่าตนเป็นพ่อ ก็หอนขึ้นแล้ววิ่งไปที่ฝังทรัพย์ เอาเท้าหน้าทั้งสองตะกุยไปที่ฝังทรัพย์ สุภมาณพเห็นดังนั้น จึงให้คนขุดลงไปบริเวณนั้น พบของมีค่าเป็นจำนวนมาก ก็อุทานด้วยความอัศจรรย์ใจ นึกถึงพระพุทธองค์ว่าเป็นบุคคลผู้ไม่ธรรมดา ต้องเป็นผู้ตรัสรู้อย่างแน่นอน สุภมาณพไม่รอช้า รีบไปเฝ้า ถึงที่ประทับ ยกมือไหว้ด้วยความเคารพต่างจากครั้งแรกที่พบพระพุทธองค์ แล้วทูลถามปัญหาเรื่องทำไมคนเราเกิดมาแตกต่างกัน พระพุทธองค์ทรงตอบปัญหานั้นอย่างชัดแจ้ง ดังนี้

“ ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาท

แห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็น

ที่พึ่งอาศัย กรรมย่อมจำแนกสัตว์ให้เลวและประณีตได้”

จากพุทธพจน์นี้ สามารถสรุปได้ว่า สิ่งที่ทำให้สัตวโลกทั้งหลายมีความแตกต่างกัน คือ กรรมที่แต่ละบุคคลได้กระทำไว้ และในพุทธพจน์นี้ยังมีถ้อยคำที่มีนัยสำคัญที่น่าสนใจอยู่หลายคำซึ่งจะขอนำมาขยายความเพิ่มเติม เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจยิ่งขึ้นดังนี้

เป็นทายาทแห่งกรรม หมายความว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเจ้าของกรรม สิ่งของอย่างอื่น เช่น เงินทอง ทรัพย์สมบัติภายนอก เราเพียงอาศัยใช้ชั่วคราว เมื่อตายแล้ว ทรัพย์นั้นหาได้ติดตัวไปด้วยไม่ มีแต่กรรมดีกรรมชั่วเท่านั้นที่จะติดอยู่ในจิตหรือวิญญาณ ตามไปทุกหนทุกแห่งทุกภพทุกชาติ ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไรก็ตาม สมบัติของเราคือกรรมดีกรรมชั่วที่เราเป็นผู้กระทำ หาใช่ทรัพย์สมบัติภายนอกไม่

มรดกทรัพย์สินเงินทองที่พ่อแม่ญาติพี่น้องมอบให้เป็นของที่ไม่แน่นอน แต่กรรมที่เราได้กระทำไว้ เราจะต้องได้รับอย่างแน่นอน จะมอบให้คนอื่นไม่ได้ เช่น คนที่ประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บสาหัส นอนทุกข์ทรมานอยู่บนเตียง ญาติพี่น้องมาเยี่ยมก็ได้เพียงแต่นั่งดู ไม่สามารถแบ่งเบาความเจ็บปวดนั้นได้

มีกรรมเป็นกำเนิด หมายความว่า คนเราเกิดมาเพราะยังมีกรรมอยู่ คือ ยังมีกิเลส มีกรรมและมีวิบากกรรมอยู่ กรรมที่เราทำไว้ที่ติดอยู่ในจิตจะเป็นตัวกำหนดให้ไปเกิดในที่ต่างๆ ตามความเหมาะสมแก่กรรม วิญญาณย่อมปฏิสนธิในที่ที่เหมาะสมแก่กรรมของตน คนไม่มีกรรมแล้วเช่นพระอรหันต์ย่อมไม่เกิดอีก บิดามารดาเป็นเพียงที่อาศัยเกิดของบุคคลผู้ยังมีกรรมอยู่ บางคนก็เคยเป็นบิดามารดากันมาหลายชาติแล้ว บางคนอุปนิสัยไม่เหมือนบิดามารดา อุปนิสัยของคนแสดงถึงผลรวมแห่งกรรมของตนที่เคยสั่งสมไว้ ในรายที่ลูกมีอุปนิสัยคล้ายคลึงบิดามารดาแสดงว่าเขาได้เคยอบรมสั่งสมกรรมที่ใกล้เคียงกับบิดามารดามา

บิดามารดาที่ดีชื่อว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อบุตรธิดาอย่างจะนับจะประมาณมิได้ เพราะได้ทุ่มเทความรักความปรารถนาดี และความเสียสละให้แก่ลูกอย่างที่ยากจะหาใครเสมอเหมือนได้ แต่บิดามารดาก็ไม่สามารถจะอบรมให้ลูกดีได้ทุกคน ลูกคนใดมีอุปนิสัยดีติดตัวมา เขาย่อมไม่เอาอย่างการกระทำที่ไม่ดีของพ่อแม่ เพราะขัดกับอุปนิสัยของเขา และในไม่ช้าเขาก็ต้องปลีกตัวไปอยู่ในที่เหมาะสมแก่เขาจนได้ นี่แหละกรรมเป็นแดนเกิด

มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ หมายความว่า พี่น้องโดยสายโลหิตของเราอาจช่วยเราได้บ้าง ช่วยไม่ได้บ้าง เป็นมิตรบ้าง เป็นศัตรูกันบ้าง ช่วยเหลือกันบ้าง เบียดเบียนกันบ้าง เมื่อเติบโตขึ้นมาต่างก็แยกย้ายกันไป บางรายอยู่ห่างกันคนละประเทศ คนละทวีปก็มี มีความเดือดร้อนเกิดขึ้นก็อาจช่วยเหลือกันไม่ทัน ถ้าช่วยเหลือทันก็ช่วยได้เฉพาะในวิสัยของเขาเท่านั้น พ้นวิสัยแล้วเขาก็ช่วยไม่ได้ เป็นพี่น้องกันแท้ๆ เมื่อเวลาเรียนหนังสือ ถึงเวลาจะสอบไล่ จะสอบแทนกันก็ไม่ได้ พี่ฉลาด น้องโง่ พี่โง่ น้องฉลาด ไม่แน่นอน แต่ พวกพ้องเผ่าพันธุ์ที่อยู่กับเราตลอดเวลา คอยคุ้มครองรักษาเราอยู่ตลอดเวลาทั้งหลับและตื่น คอยช่วยเหลือ ให้เราเจริญรุ่งเรืองจริงๆ หรือทำให้เราตกต่ำย่ำแย่ ก็คือกรรมที่เราทำ

บางคนญาติพี่น้องไม่ดี แต่ตัวเขาเป็นคนดี บางคนญาติพี่น้องเผ่าพันธุ์ดี ตระกูลดี แต่ตัวเขากลับตกต่ำจนเข้ากับพี่น้องไม่ได้ก็มี ทั้งนี้เพราะพี่น้องเผ่าพันธุ์ของเขาจริงๆ คือ กรรมของเขาเอง ที่จะส่งผลให้เขาประสบในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี

มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย หมายความว่า ที่พึ่งอย่างอื่นที่จะให้คนพักพิงได้ก็เพียงชั่วคราว พ่อแม่เต็มใจให้เราพึ่งก็เฉพาะเมื่อเราอยู่ในปฐมวัย พอเป็นผู้ใหญ่แล้ว หากยังพึ่งท่านอยู่อีก ท่านอาจจะยินดี หรือบางท่านก็อาจจะไม่ยินดี และอาจจะยังโดนดูหมิ่นจากบุคคลอื่นที่ทราบเรื่อง หรือแม้จะพึ่งญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง ก็ได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว พึ่งเขาบ่อยนักก็จะก่อให้เกิดความรำคาญ และอาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลืออีกต่อไป แต่กรรมดีที่เราทำนั้นจะเป็นที่พึ่งของเราตลอดชีวิต แม้ละโลกแล้วก็ยังเป็นที่พึ่งได้ และจะเป็นที่พึ่งตลอดไปทุกภพทุกชาติ

จากถ้อยคำดังกล่าวที่นำเสนอมาทั้งหมดนั้น นักศึกษาจะเห็นได้ว่า แต่ละคำนั้น มีความหมายในลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญว่า กรรมนั้นเป็นพื้นฐาน เป็นรากเหง้าที่ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความแตกต่างกันอย่างแท้จริง

สาระสำคัญของพระสูตรนี้ ยังได้จำแนกลักษณะการกระทำที่ส่งผลให้สัตวโลกแตกต่างกันได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นอีก หลังจากที่สุภมาณพฟังพุทธพจน์เบื้องต้นดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจ จึงทูลขอให้พระพุทธองค์ทรงขยายความเพิ่มเติม ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวเพียงย่อๆ ดังนี้

คู่ที่ 1 คนที่เกิดมามีอายุสั้น เพราะเป็นคนชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์ เมื่อคนนั้นตายไปจะต้องไปตกนรก หากไม่ตกนรก เกิดเป็นมนุษย์จะต้องเป็นผู้มีอายุสั้น

ส่วนคนที่เกิดมามีอายุยืน เพราะเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ การเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่น มีความละอายในการทำบาป มีความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์ เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ตกนรก เกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีอายุยืน

คู่ที่ 2 คนที่เกิดมาเป็นผู้มีโรคมาก เพราะเป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้หรืออาวุธ เมื่อตายไปจะต้องไปตกนรก หากไม่ตกนรก เกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีโรคมาก

ส่วนคนที่มีโรคน้อย เพราะเป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ ก้อนดิน ท่อนไม้ หรืออาวุธ เมื่อเขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีโรคน้อย

คู่ที่ 3 คนที่เกิดมามีผิวพรรณทราม เพราะเป็นคนมักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท มาดร้าย ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียด ให้ปรากฏเมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีผิวพรรณทราม

ส่วนคนที่เกิดมามีผิวพรรณน่าเลื่อมใส เพราะเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่ามากก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย ไม่ทำความโกรธ ความร้าย และความขึ้งเคียดให้ปรากฏ เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีผิวพรรณน่าเลื่อมใส

คู่ที่ 4 คนที่เกิดมามีศักดาน้อย เพราะเป็นผู้มีใจริษยา ย่อมริษยา มุ่งร้าย ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีศักดาน้อย

ส่วนคนที่เกิดมามีศักดามาก เพราะเป็นผู้มีใจไม่ริษยา ย่อมไม่ริษยา ไม่มุ่งร้าย ไม่ผูกใจอิจฉาในลาภสักการะ ความเคารพ ความนับถือ การไหว้ และการบูชาของคนอื่น เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีศักดามาก

คู่ที่ 5 คนที่เกิดมายากจน มีทรัพย์น้อย เพราะเป็นผู้ไม่ให้ทาน ไม่ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนยากจน มีทรัพย์น้อย

ส่วนคนที่เกิดมามีทรัพย์มาก เพราะย่อมเป็นผู้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องตามประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนร่ำรวย มีทรัพย์มาก

คู่ที่ 6 คนที่เกิดมาในตระกูลต่ำ เพราะเป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่ง ไม่กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ไม่ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ไม่ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ไม่ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทาง ไม่สักการะคนที่ควรสักการะ ไม่เคารพคนที่ควรเคารพ ไม่นับถือคนที่ควรนับถือ ไม่บูชาคนที่ควรบูชา เมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้เกิดในตระกูลต่ำ

ส่วนคนที่เกิดในตระกูลสูง เพราะเป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง อัธยาศัยอ่อนน้อม กราบไหว้คนที่ควรกราบไหว้ ลุกรับคนที่ควรลุกรับ ให้อาสนะแก่คนที่สมควรแก่อาสนะ ให้ทางแก่คนที่สมควรแก่ทางสักการะคนที่ควรสักการะ เคารพคนที่ควรเคารพ นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้เกิดในตระกูลสูง

คู่ที่ 7 คนที่เกิดมามีปัญญาทราม เพราะเป็นผู้ไม่เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เมื่อคนนั้นตายไปย่อมเข้าถึงนรก หากไม่เกิดในนรก มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีปัญญาทราม

ส่วนคนที่เกิดมามีปัญญามาก เพราะเป็นผู้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน หรือว่าอะไรเมื่อทำ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน เมื่อคนนั้นตายไปจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หากไม่ไปสุคติโลกสวรรค์ มาเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นผู้มีปัญญามาก

จากเนื้อหาดังกล่าวเพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น สามารถสรุปเป็นตารางตามหลักเหตุผลของกรรมตามกุศลและอกุศล

ลำดับที่ อกุศลกรรม กุศลกรรม
เหตุ ผล เหตุ ผล
1. ฆ่าสัตว์ อายุสั้น ไม่ฆ่าสัตว์ อายุยืน
2. เบียดเบียนสัตว์ มีโรคมาก ไม่เบียดเบียนสัตว์ มีโรคน้อย
3. เป็นผู้มักโกรธ ผิวพรรณเศร้าหมอง ไม่เป็นผู้มักโกรธ ผิวพรรณผ่องใส
4. มีใจริษยา มีอำนาจน้อย ไม่มีใจริษยา มีอำนาจมาก
5. ไม่ให้ทาน มีโภคะน้อย ให้ทาน มีโภคะมาก
6. กระด้าง เย่อหยิ่ง เกิดในตระกูลต่ำ ไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่ง เกิดในตระกูลสูง
ไม่อ่อนน้อม มีความอ่อนน้อม
7. ไม่เข้าหาสมณพราหมณ์ มีปัญญาทราม มีความอ่อนน้อมเข้าหาสมณพราหมณ์ มีปัญญามาก
สอบถามถึงเรื่องที่เป็นกุศลอกุศล เป็นต้น สอบถามถึงเรื่องที่เป็นกุศล อกุศล เป็นต้น

ในหัวข้อนี้สามารถสรุปได้ว่า กรรมที่สัตวโลกทั้งหลายได้กระทำแล้วดังที่พระพุทธองค์ทรงยกขึ้น แสดงตามปัญหาที่สุภมาณพถามนั้น ผู้กระทำย่อมได้รับผลแห่งการกระทำนั้นแน่นอนและลักษณะกรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างมาแสดงนั้น เป็นการส่งผลของกรรมหลักที่ส่งผลให้เห็นได้ชัดเจน และเป็นเพียงบางส่วนของการกระทำที่ทำให้สัตวโลกทั้งหลายมีความแตกต่างกัน หากแต่ยังมีการกระทำอีกหลายรูปแบบทั้งกาย วาจา ใจ ที่สัตวโลกทั้งหลายกระทำแล้วมีผลให้เกิดความแตกต่างในลักษณะอื่นๆ เพราะการกระทำทุกอย่างมีส่วนในการปรับปรุงธาตุ ให้มีความแตกต่างกัน ดังเช่น ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ อันเป็นลักษณะกายที่สมบูรณ์ที่สุดของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นจากกุศลกรรมที่สั่งสมมาตลอดการสร้างบารมี หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อมที่เราได้ประสบอยู่นั้น ก็เกิดขึ้นจากอำนาจแห่งกรรมที่เราได้กระทำทั้งสิ้น ดังพุทธพจน์ที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

ดังนั้น นักศึกษาควรตระหนักถึงการกระทำและผลแห่งกรรมที่จะเกิดขึ้นหากทำผิดทำชั่ว และควรหมั่นสั่งสมความดีงามให้ยิ่งขึ้นไปจนตลอดชีวิต

2.3 ความซับซ้อนของการให้ผลของกรรม

มีคำกล่าวเรื่องหลักกรรมของผู้ที่มีความเห็นผิด ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างถ่องแท้ หรือศึกษาแล้วแต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป หรือทำดีได้ดีจริงหรือ ทำชั่วได้ชั่วจริงไหม คำกล่าวนี้ขัดแย้งกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กล่าวมาแล้ว และดูเหมือนบุคคลที่กล่าวเช่นนี้ยังมีความเคลือบแคลงในเรื่องกฎแห่งกรรมอยู่มาก จึงทำให้ไม่เชื่อ เกิดความไม่มั่นใจที่จะปฏิบัติ แล้วความจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ในหัวข้อนี้นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจให้แจ่มแจ้งในเรื่องความซับซ้อนในการให้ผลของกรรม เพื่อจะได้ปฏิบัติไม่ผิดพลาด จนก่อให้เกิดทุกข์โทษภัยในการดำเนินชีวิตในสังสารวัฏ

เรื่องกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง ซับซ้อน ยากต่อการเข้าใจให้แจ่มแจ้งได้ด้วยวิธีเพียงแค่พินิจพิจารณาไตร่ตรอง หรือด้นเดาเอา แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังตรัสว่า กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องเหนือวิสัย เกินกว่าปัญญาของมนุษย์ธรรมดาที่จะเข้าใจได้ หากคิดมากเกินไปจะทำให้มีส่วนแห่งความเป็นบ้าได้

ในหัวข้อนี้ นักศึกษาจะได้ทราบเนื้อความจากพระสูตรที่มีผู้นิยมกล่าวถึงมากเช่นกัน พระสูตรนี้ คือ มหากัมมวิภังคสูตร3) ซึ่งเนื้อหาในพระสูตรนี้ เกี่ยวข้องกับการให้ผลของกรรมที่สลับซับซ้อน แม้คนที่ทำกรรมเหมือนกัน แต่ให้ผลไม่เหมือนกัน และแม้มีตาทิพย์ก็ยังเห็นกฎแห่งกรรมไม่เหมือนกัน เมื่อนักศึกษาทำความเข้าใจพระสูตรนี้แล้ว จะทำให้นักศึกษาเข้าใจความซับซ้อนของการให้ผลของกรรมมากขึ้น

สาระสำคัญโดยย่อของพระสูตรนี้ เริ่มต้นที่ปริพาชกท่านหนึ่ง ชื่อโปตลิบุตร เข้าไปสนทนากับพระสมิทธิที่บวชได้เพียง 3 พรรษา ปริพาชกนี้เคยได้ยินพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่อง กายกรรมไม่จริง วจีกรรมไม่จริง มโนกรรมเท่านั้นจริง สมาบัติที่บุคคลเข้าแล้วไม่เสวยเวทนาอะไรๆ เลยก็มี พระสมิทธิฟังแล้วก็คิดว่า คำกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงบอกกับปริพาชกนั้นว่า ท่านกล่าวตู่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โปตลิบุตรปริพาชกจึงถามต่อไปว่า บุคคลจงใจทำกรรมทางกาย วาจา และใจ จะเสวยผลอะไร พระสมิทธิตอบว่า จะเสวยทุกข์ โปตลิบุตรปริพาชกไม่เชื่อ แต่ก็ไม่คัดค้าน

เมื่อโปตลิบุตรปริพาชกกลับไปแล้ว พระสมิทธินำเรื่องทั้งหมดไปเล่าให้พระอานนท์ฟัง พระ-อานนท์ เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จึงพาพระสมิทธิไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และกราบทูลเนื้อความให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระองค์จึงทรงตำหนิพระสมิทธิ ในเรื่องการตอบปัญหาเพียงแง่เดียว แทนที่จะตอบโดยแยกตอบ เพราะคำถามของปริพาชกนั้นมิได้เจาะจงลงไปว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว เพียงถามขึ้นมาลอยๆ เท่านั้น

จากนั้นพระพุทธองค์ทรงยกตัวอย่างของบุคคล 4 ประเภท ขึ้นแสดงดังนี้

(1) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดเท็จ มักพูดส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็มี

(2) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม มักพูดเท็จ มักพูดส่อเสียด มักพูดคำหยาบ มักเจรจาเพ้อเจ้อ มากด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิดอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็มี

(3) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็มี

(4) บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากการพูดส่อเสียด จากการพูดคำหยาบ จากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่มากด้วยอภิชฌา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบอยู่ในโลกนี้ เขาตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ก็มี

จากนั้นพระองค์ทรงอธิบายความเห็นของพราหมณ์ 4 จำพวก ซึ่งต่างก็มีตาทิพย์เหมือนกัน แต่มีวาทะต่างกัน ดังนี้

พราหมณ์จำพวกที่ 1 เห็นบุคคลจำพวกที่ 1 ในบุคคล 4 จำพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วกล่าวยืนยันว่า กรรมชั่วมี ผลของกรรมชั่วมี

พราหมณ์จำพวกที่ 2 เห็นบุคคลจำพวกที่ 2 ในบุคคล 4 จำพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วกล่าวยืนยันว่า กรรมชั่วไม่มี ผลของกรรมชั่วไม่มี

พราหมณ์จำพวกที่ 3 เห็นบุคคลจำพวกที่ 3 ในบุคคล 4 จำพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วกล่าวยืนยันว่า กรรมดีมี ผลของกรรมดีมี

พราหมณ์จำพวกที่ 4 เห็นบุคคลจำพวกที่ 4 ในบุคคล 4 จำพวกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วกล่าวยืนยันว่า กรรมดีไม่มี ผลของกรรมดีไม่มี

เมื่อตรัสจบแล้ว พระองค์ได้ทรงจำแนกพิจารณาในวาทะของพราหมณ์เหล่านั้น ว่าวาทะของพราหมณ์บางอย่าง พระองค์ทรงเห็นด้วย บางอย่างพระองค์ก็ไม่ทรงเห็นด้วย แล้วพระองค์ทรงจำแนกกรรม ผู้ทำกรรม และผลของกรรมตามแนวของพระองค์ ดังนี้

1. บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น ตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะเขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อน หรือในกาลภายหลัง หรือมีมิจฉาทิฏฐิในเวลาจะตาย

2. บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น ตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เพราะเขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อน หรือในกาลภายหลัง หรือมีสัมมาทิฏฐิในเวลาจะตาย

3. บุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต ลักทรัพย์ เป็นต้น ตายไปแล้ว เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะเขาทำกรรมดีที่ให้ผลเป็นสุขไว้ในกาลก่อน หรือในกาลภายหลัง หรือมีสัมมาทิฏฐิในเวลาจะตาย

4. บุคคลที่เว้นขาดจากปาณาติบาต ลักทรัพย์ เป็นต้น เมื่อตายไปแล้ว เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะเขาทำกรรมชั่วที่ให้ผลเป็นทุกข์ไว้ในกาลก่อน หรือในกาลภายหลัง หรือว่ามีมิจฉาทิฏฐิเมื่อเวลาจะตาย

ในตอนท้ายของพระสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปว่า กรรมที่ไม่ควร ส่องให้เห็นว่าไม่ควรก็มี กรรมที่ไม่ควร ส่องให้เห็นว่าควรก็มี กรรมที่ควร ส่องให้เห็นว่าไม่ควรก็มี กรรมที่ควร ส่องให้เห็นว่าควรก็มี หมายความว่า การส่งผลของกรรมนั้นแน่นอน แต่ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า ถ้าทำกรรมดี จะต้องมีสุคติเป็นที่ไปเสมอไป หรือทำกรรมชั่วจะต้องมีอบายเป็นที่ไป ก็ไม่เสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ดังที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้ คือ กรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทำไว้ในอดีต หรือกรรมดีหรือกรรมชั่วในปัจจุบัน หรือก่อนตาย ใจเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ

ในพระสูตรนี้มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประเด็น แต่ประเด็นที่อยากจะชี้ให้เห็นเป็นประการสำคัญ คือ ความซับซ้อนในการส่งผลของกรรม ที่ไม่อาจจะคาดเดา หรือคิดพิจารณาด้วยปัญญาธรรมดาได้ หรือแม้แต่บุคคลผู้มีตาทิพย์ที่เห็นการเวียนว่ายตายเกิดระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังมองไม่ครบวงจร ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ไม่สมบูรณ์ บางอย่างก็เข้าใจถูก บางอย่างก็เข้าใจผิด และอาจจะนำไปสอนกันแบบผิด ดังวาทะของพราหมณ์ทั้ง 4 จำพวกดังกล่าว ซึ่งมีผลทำให้การดำเนินชีวิตผิดพลาด มีสิทธิ์ไปอบายได้

ประเด็นเรื่องความซับซ้อนในการให้ผลของกรรมนี้ จะเป็นคำตอบของคนที่เข้าใจหลักกรรมไม่ถูกต้องดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้นสรุปว่า ให้เรายึดคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักในการดำเนินชีวิต คือ เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เพื่อความปลอดภัยในสังสารวัฏ และเพื่อการกระทำตนให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะต่อไป และเมื่อกระทำความดีได้มากเพียงไร ผลกรรมย่อมส่งผลได้เร็วเพียงนั้น และความเข้าใจในเรื่องกฎแห่งกรรมย่อมเพิ่มขึ้นตามลำดับ เพราะความดีส่งผลจนเกิดความมั่นใจในการดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

2.4 คนไม่มีศาสนาไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ควรดำเนินชีวิตอย่างไร

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าอย่างมาก ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมอย่างต่อเนื่อง จากเดิมเป็นสังคมเกษตรกรรม เปลี่ยนมาเป็นยุคอุตสาหกรรม และปัจจุบันกำลังอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสาร หรือที่เรียกว่า โลกไร้พรหมแดน ที่ผู้คนสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง

เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้น จึงทำให้มีผลต่อความคิด ความเชื่อของบุคคลในสังคมไปด้วย ในยุคแรกๆ คนส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ อย่างเช่นเทพเจ้า จึงก่อให้เกิดเป็นศาสนาหรือลัทธิเทวนิยมจำนวนมาก และได้สืบทอดความเชื่อเหล่านั้นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน แต่เมื่อการพิสูจน์การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คนบางส่วนเริ่มมีความเชื่อในเรื่องเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้มากขึ้น อย่างเช่นในยุคที่ความเชื่อเรื่องเทวนิยมรุ่งเรืองมากๆ มีการเผยแผ่ความเชื่ออย่างกว้างขวางไปทุกมุมโลก ซึ่งในยุคนั้นเริ่มมีนักวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น และนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อกาลิเลโอ ได้ค้นพบทฤษฎีต่างๆ มากมาย ที่ส่งผลกระทบในด้านลบต่อความเชื่อทางศาสนา ในขณะเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์นั้นได้รับการยอมรับนับถือจากผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสามารถนำเรื่องที่คนสงสัยมาพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ แต่ในที่สุดก็ถูกคุกคามจากศาสนาความเชื่อนั้น จนเกิดความลำบากในการดำรงชีวิต

ปัจจุบันความเชื่อเหล่านั้นยังคงดำเนินอยู่ แต่มีการปรับเปลี่ยนไปบ้างให้เหมาะสมกับสภาพการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การศึกษาได้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ปัจจุบันได้มีการทำวิจัยเรื่องการนับถือศาสนาของคนในยุคปัจจุบันในหลายประเทศ พบว่ามีแนวโน้มคนที่จะไม่นับถือศาสนาใดๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้น เพราะบางคนมองว่าเป็นเรื่องงมงาย พิสูจน์ไม่ได้ บางคนไม่เห็นประโยชน์จากการมีศาสนา อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่ต้องมีข้อผูกมัด หรือถูกสร้างกรอบทางความคิดให้กับตน

จากข้อมูลวิจัยเหล่านี้ เป็นเรื่องที่น่าวิตกอยู่ว่า หากคนไม่มีศาสนายึดเหนี่ยวใจมากขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมและโลกใบนี้ ซึ่งแน่นอนว่า อย่างน้อยเขาจะไม่มีกรอบความคิดที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิต เพราะทำแล้วก็ไม่รู้สึกว่าผิดศีลผิดธรรม ไม่กลัวบาป คนจะสนใจวัตถุมากกว่าจิตใจ ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ จะไม่เกิดประโยชน์ต่อการมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้

นักศึกษาคงเคยศึกษาในเรื่องการเกิดศาสนาต่างๆ มาบ้างแล้ว เราจะพบว่า ศาสนาส่วนใหญ่มีหลักคำสอนสำคัญที่เป็นประโยชน์ ที่ก่อให้เกิดความสุขในการดำเนินชีวิต ความสงบสุขในสังคม ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างเฉพาะพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่ว่าด้วยเรื่องเหตุและผล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนการดำเนินชีวิตให้มีความสุขในโลกนี้ โลกหน้า และตลอดไป เมื่อใครปฏิบัติตามย่อมได้รับความสุขทั้งชาตินี้ ชาติหน้า และทุกชาติ จนกว่าจะหมดกิเลส แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่างไอน์สไตน์ยังให้การยอมรับพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาที่มีหลักการคล้ายวิทยาศาสตร์ในเรื่องความมีเหตุผล

ส่วนในประเด็นเรื่องคนที่ไม่มีศาสนานี้ ถ้าเราจะกล่าวโดยรวมก็หมายถึง พวกที่ไม่มีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมด้วย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำวิธีการดำเนินชีวิตของบุคคลที่ไม่มีศาสนาเป็นแก่นสารไว้ใน อปัณณกสูตร4) เพราะความที่พระพุทธองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงแบ่งปันความสุขให้กับทุกคนในโลก ไม่ว่าจะมีความเชื่อใด หรือไม่มีความเชื่อเลยก็ตาม ก็จะทรงแนะนำวิธีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องให้เสมอ ดังนั้นในหัวข้อนี้ นักศึกษาจะได้รับทราบสาระสำคัญของอปัณณกสูตรบางส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคคลที่ยังไม่มีศาสนา หรือบุคคลที่ยังไม่มีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม นักศึกษาจะได้นำความรู้เหล่านี้ไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับบุคคลเหล่านั้นให้เขาสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขปลอดภัยจากทุกข์โทษภัยในสังสารวัฏ

เนื้อความในพระสูตรที่นำมาเสนอนี้ เป็นเพียงบางส่วนของพระสูตรที่เกี่ยวข้อง และขอยกเพียงตัวอย่างเดียว หากต้องการค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้นสามารถหาอ่านได้จากพระสูตรที่อ้างถึงดังกล่าว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถามพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านเมืองศาลาว่า

“ ศาสดาองค์ใด องค์หนึ่ง ซึ่งเป็นที่ชอบใจของท่านทั้งหลาย ที่เป็นเหตุให้เกิดศรัทธาอย่างมีเหตุผลมีอยู่หรือไม่”

พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านศาลากราบทูลว่าไม่มี พระองค์จึงทรงแสดงอปัณณกธรรม โดยทรงยกทิฏฐิต่างๆ ขึ้นมาอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นคุณและโทษอย่างชัดเจน แล้วทรงแนะนำวิธีการปฏิบัติที่ไม่ผิด ซึ่งก็ขอยกตัวอย่าง พอสังเขปดังนี้

พราหมณ์ 2 พวก มีความเห็นขัดแย้งกัน

พวกที่ 1 มีความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล การบวงสรวงไม่มี การบูชาไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำชั่วไม่มี โลกหน้าไม่มี เป็นต้น พวกนี้จักเว้นกุศลธรรม ประพฤติอกุศลธรรมกลายเป็นคนทุศีล ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา ทำตนเป็นข้าศึกกับพระอรหันต์ ในเรื่องนี้วิญญูชนควรพิจารณาให้เห็นดังนี้ และพระองค์ทรงแนะนำวิธีคิดที่ถูกต้องให้กับบุคคลที่มีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเหล่านี้ว่า

ถ้าโลกหน้าไม่มี บุคคลนี้ตายไปแล้วจักทำตนให้สวัสดี (ปลอดภัย) ได้

ถ้าโลกหน้ามี เขาก็จักไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง คำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นจะจริงหรือเท็จก็ช่างเถิด เขาก็จะถูกติเตียนในปัจจุบันแน่นอน

ถ้าโลกหน้ามีจริง เขาจะได้รับโทษใน 2 สถาน คือ 1. ในปัจจุบันวิญญูชนตำหนิติเตียน 2. ตายไปแล้วจะไปเกิดในนรก

พวกที่ 2 มีความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วมีผล การบวงสรวงมีผล การบูชามีผล เป็นต้น พวกนี้จัก เว้นอกุศลธรรม ประพฤติกุศลธรรม ละทิ้งความเป็นผู้ทุศีล ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา ไม่ทำตนเป็นข้าศึกกับพระอรหันต์ ในเรื่องนี้ วิญญูชนควรพิจารณาให้เห็นชัดว่า

ถ้าโลกหน้ามี บุคคลนี้ตายไปแล้วจักเกิดในสุคติโลกสวรรค์

ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง คำของสมณพราหมณ์เหล่านั้นจะจริงหรือเท็จก็ช่างเถิด เขาจะได้รับการสรรเสริญในปัจจุบันแน่นอน

ถ้าโลกหน้ามีจริง เขาจะได้รับคุณใน 2 สถาน คือ 1. ในปัจจุบันวิญญูชนสรรเสริญ 2. หลังจากตายไปแล้ว จักไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

จากวาทะของพราหมณ์ทั้ง 2 พวกที่ยกมานี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า ความเห็นของพราหมณ์พวกที่ 1 เป็นความเห็นที่ผิด ความเห็นของพราหมณ์พวกที่ 2 เป็นความเห็นที่ถูกต้อง และทรงชี้ให้เห็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่ปฏิบัติผิดว่าควรจะมีความเชื่ออย่างไร ที่จะทำให้การดำเนินชีวิตปลอดภัย หรือผู้ที่ปฏิบัติถูกแล้วพระองค์ก็ทรงยืนยันในสิ่งที่ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความมั่นใจที่จะปฏิบัติต่อไป

ดังนั้น ในความเห็นของพราหมณ์ 2 จำพวกที่ยกตัวอย่างมานี้ สามารถสรุปหลักการปฏิบัติสำหรับคนที่ไม่มีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม คนไม่มีศาสนาได้ว่า แม้บุคคลผู้ไม่มีความเชื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่อย่างน้อยก็ควรมีหลักการพิจารณาในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง โดยยึดหลักการปฏิบัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ดังกล่าวว่า ถึงแม้จะมีความเชื่อหรือไม่มีความเชื่อเรื่องโลกนี้โลกหน้า หรือเรื่องกฎแห่งกรรมก็ตาม หากปฏิบัติได้ถูกต้อง อย่างน้อยการดำเนินชีวิตในโลกนี้ก็จะมีความสุข และไม่ต้อง ทุกข์กับการที่ถูกคนอื่นวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิหรือนินทาจากการกระทำไม่ดีของตน หรือหากโลกนี้โลกหน้ามี กฎแห่งกรรมมีจริง การดำเนินชีวิตหลังจากตายไปแล้วก็ปลอดภัย ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานในอบายภูมิ เพราะฉะนั้นการเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมมีแต่ผลดีอย่างเดียว อีกทั้งยังจะทำให้การดำเนินชีวิตของเรามี เข็มทิศชีวิตที่ถูกต้อง

สรุปสาระสำคัญของบทเรียนนี้ คือ ต้องการให้นักศึกษามองเห็นสภาพของกฎแห่งกรรมในมุมมองกว้าง หลากหลายมุมมอง และเพื่อตอบปัญหาที่ค้างคาใจในหลายคำถาม

ในหัวข้อ 2.1 เป็นเรื่องของหลักกรรมที่เป็นหัวใจของกฎแห่งกรรม ในเมื่อหลักกรรมกล่าวไว้ว่าทำดีย่อมได้รับผลดี ทำชั่วย่อมได้รับผลชั่ว คำกล่าวนี้ย่อมเป็นจริงเสมอ จะส่งผลช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับเวลาและการกระทำในปัจจุบันส่งเสริมสนับสนุน นักศึกษาควรยึดมั่นในหลักกรรม และนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง

ในหัวข้อ 2.2 ชี้ให้เห็นความสำคัญของกฎแห่งกรรมว่า เป็นตัวจำแนกความแตกต่างของสัตว์ทั้งหลาย มีมนุษย์เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด ในหัวข้อนี้จะตอบคำถามของคนที่มักจะสงสัยหรือสับสนว่า ทำไมเราแตกต่างจากคนอื่น และก็คงได้ข้อสรุปว่า เพราะกรรมที่กระทำมาในอดีตส่งผลให้เป็นเราในปัจจุบันนี้ และทำให้ได้ข้อคิดต่อไปอีกว่า ควรจะประกอบกรรมดี เพื่อจะได้เกิดความสมบูรณ์ในอนาคต และสามารถออกแบบชีวิตของเราในอนาคตได้ด้วยการกระทำของเราในปัจจุบัน

ส่วนในหัวข้อ 2.3 ต้องการชี้ให้เห็นความซับซ้อนของการให้ผลของกรรม ที่มีคนบางส่วนมักจะเข้าใจผิดหลักกฎแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป เมื่อนักศึกษาได้เรียนรู้ในหัวข้อนี้แล้วจะได้เข้าใจว่า การให้ผลของกรรมนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน ดังนั้นอย่าด่วนสรุปว่า หลักกรรมไม่ถูกต้อง แล้วนำมาตัดพ้อตัวเอง เพื่อไม่ทำความดี หันกลับไปทำความชั่ว ซึ่งอันตรายต่อการดำเนินชีวิต แม้ขนาดว่าคนมีตาทิพย์ ยังเห็นเรื่องราวกฎแห่งกรรมแตกต่างกัน และเข้าใจเรื่องการให้ผลของกรรมไม่ถูกต้อง เพราะว่าเห็นไม่ครบวงจร เห็นเป็นบางส่วน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นไปถึงต้นเหตุ จึงทรงนำมาถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นควรยึดมั่นในหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

และในหัวข้อ 2.4 มีวัตถุประสงค์ที่อยากจะชี้ให้เห็นว่า การไม่เชื่อในกฎแห่งกรรม ย่อมจะได้รับผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้นแม้ไม่มีความเชื่อทางศาสนา หรือไม่มีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม อย่างน้อยก็ควรจะมีหลักในการพิจารณาเพื่อการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามหลักที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ ก็จะทำให้ดำเนินชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีความสุข หรือยิ่งถ้าหากตายไปแล้ว มีโลกหน้าจริงก็จะได้ปลอดภัย คือ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ให้ทำความดีเผื่อเหนียวไว้ก่อน

1) เวขสาขชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก ,มก. เล่ม 58 ข้อ 713 หน้า 720.
2) จูฬกัมมวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 หน้า 251.
3) มหากัมมวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 หน้า271.
4) อปัณณกสูตร, มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์, มก. เล่มที่ 20 หน้า 223-253.
gl203/2.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki