บทที่ 7 การสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย

เนื้อหาบทที่ 7 การสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย

  • 7.1 บารมี ตามความเข้าใจของวัดพระธรรมกาย
    • 7.1.1 พระธรรมเทศนา เรื่อง แนวคิดการบำเพ็ญบารมี
    • 7.1.2 พระธรรมเทศนา เรื่อง การบำเพ็ญบารมี
  • 7.2 การสร้างบารมี ตามความเข้าใจของวัดพระธรรมกาย
    • 7.2.1 แนวทางการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย
    • 7.2.2 คำขวัญ เราเกิดมาสร้างบารมี ธรรมกายคือเป้าหมายชีวิตŽ
    • 7.2.3 การสอนและฝึกบุคลากรภายในวัด กับสาธุชนภายนอกวัด มีความแตกต่างกันหรือไม่
    • 7.2.4 การสร้างบารมีในแง่ของพระโพธิสัตว์
  • 7.3 กิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดเรื่องบารมี และการสร้างบารมี ของวัดพระธรรมกาย

แนวคิด

1.วัดพระธรรมกาย คือวัดหนึ่งในพระพุทธศาสนาที่ดำเนินการกิจกรรมต่างๆ เพื่อความเป็นกัลยาณมิตรแก่ชาวโลก

2.การทำหน้าที่กัลยาณมิตร คือการสั่งสมบุญบารมี เพื่อให้เต็มเปี่ยมในบารมี 10 ประการ

3.การสร้างบารมีเป็นการดำเนินตามแบบอย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้เข้าใจถึงการทำหน้าที่กัลยาณมิตรก็คือการสร้างบารมีด้วยเช่นกัน

2.เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการสร้างบารมีที่ปรากฏออกมาในรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ

3.เพื่อสร้างความมั่นใจในการสร้างบารมียิ่งๆ ขึ้นไป

การสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย1)

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเพื่อสร้างสรรค์สังคมให้มีสันติสุขด้วยพระพุทธธรรมคำสอนนั้น ดังที่ได้กล่าวมาสามารถกล่าวได้ว่า นอกจากบุคคลจะทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อบุคคลด้วยรูปแบบและวิธีต่างๆ แล้ว ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร ยังมีรูปแบบของการใช้ความเป็นกลุ่ม เป็นองค์กร เพื่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตรหรือในเชิงของกัลยาณมิตร ซึ่งองค์กรดังกล่าวคือ บ้าน หรือสถาบันครอบครัว โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษา และ วัด

ซึ่งวัดที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตรที่ยกนำมาเป็นกรณีตัวอย่างนั้น คือวัดพระธรรมกาย ดังได้กล่าวมาในบทที่แล้ว อย่างไรก็ตาม การสร้างองค์กรของวัดพระธรรมกายในบทที่แล้ว ตอนท้าย คุณอัชวัน หงิมรักษา ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ยังมีสิ่งที่น่าศึกษาเพิ่มเติมว่าทำไมวัดพระธรรมกายได้มีการแผ่ขยายงานอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ดังต่อมาได้มีนักวิจัย คือคุณสรกานต์ ศรีตองอ่อน ได้ทำการศึกษาถึงความเชื่อและการปฏิบัติเรื่องการสร้างบารมีขององค์กรวัดพระธรรมกาย จนกลายเป็นวัดที่มีกิจกรรมและผลงาน ทั้งด้านการเป็นวัดเน้นการปฏิบัติธรรม และการเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของการศึกษาพระปริยัติธรรมของการคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน

ดังนั้น ต่อไปนี้ จะขอนำเอาผลงานการศึกษาวิจัย(บางส่วน)ของคุณสรกานต์ ศรีตองอ่อน เรื่อง คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกายŽ มาเป็นเนื้อหาในการศึกษาต่อไป

7.1 บารมี ตามความเข้าใจของวัดพระธรรมกาย

วัดพระธรรมกาย มีคำขวัญอยู่หลายประการ หนึ่งในจำนวนนั้นคือ เราเกิดมาสร้างบารมีŽ ซึ่งแสดงว่าทางวัดให้ความสำคัญกับคำสอนเรื่องบารมีมากในอันดับต้น ซึ่งคำสอนเกี่ยวกับเรื่องบารมีของทางวัด ที่ปรากฏชัดเจนที่สุดเห็นจะได้แก่ ซีดีรอมที่บันทึกการแสดงพระธรรมเทศนาของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เรื่อง แนวคิดการบำเพ็ญบารมี ตอนที่ 1 - 4 และเทปบันทึกเสียงการแสดงพระธรรมเทศนา เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2537 เรื่อง การบำเพ็ญบารมี โดย พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว) ซึ่งคุณสรกานต์ ศรีตองอ่อน ได้สรุปความจากพระธรรมเทศนาดังกล่าว มาได้ดังนี้

7.1.1 พระธรรมเทศนา เรื่อง แนวคิดการบำเพ็ญบารมี

พระธรรมเทศนา เรื่อง แนวคิดการบำเพ็ญบารมี2)

ในพระธรรมเทศนานี้ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ท่านได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องบารมีโดยตรง ซึ่งเริ่มต้น ได้กล่าวถึงคำขวัญของทางวัดคำขวัญหนึ่งว่า เราเกิดมาสร้างบารมี ธรรมกายคือเป้าหมายชีวิตŽ และขยายความว่า ชีวิตคนเรา งานหลักคือการสร้างบารมี การทำมาหากินเป็นเรื่องรอง แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป

ต่อมา ท่านได้ให้ความหมายของคำว่าบารมีว่า เต็มเปี่ยม สูงสุด สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งในที่นี้หมายถึง ความเต็มเปี่ยมหรือความสมบูรณ์ของชีวิต ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการสั่งสมบุญ โดยท่านได้กล่าวว่า บุญที่เราทำทีละเล็กละน้อย เมื่อกลั่นตัวมากๆ เข้า จากดวงบุญก็กลายเป็นดวงบารมีŽ ซึ่งเมื่อมีบารมีเต็มที่แล้ว ก็จะหลุดพ้นจากทุกข์ เข้าสู่นิพพาน โดยท่านใช้คำว่า ความเต็มเปี่ยมของชีวิต คือ ได้เข้าถึงพระธรรมกายอรหัต หมดกิเลสเป็นพระอรหัตŽ โดยการสั่งสมในระดับบารมีนั้น ก็จะต้องสั่งสมจากบารมีขั้นธรรมดา เพิ่มขึ้นเป็น อุปบารมี และปรมัตถบารมี ตามลำดับ จากบารมี 10 คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา เมื่อสั่งสม 3 ระดับขั้น รวมเท่ากับบารมี 30 ทัศ3)

จากนั้น ท่านได้อธิบายถึง การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เพื่อไปเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอยู่ 3 ประเภท คือ ประเภทปัญญาธิกะ สร้างบารมี 20 อสงไขยแสนมหากัป ประเภทสัทธาธิกะ สร้างบารมี 40 อสงไขยแสนมหากัป และประเภทวิริยาธิกะ สร้างบารมี 80 อสงไขยแสนมหากัป พร้อมกับแสดงทัศนะว่า แม้จะสร้างบารมีถึงขั้นวิริยาธิกะ ก็ยังรื้อสัตว์ขนสัตว์เข้าอายตนนิพพานได้ไม่หมด ถ้าจะขนไปให้หมดก็จะต้องสร้างบารมี มุ่งไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมŽ และสำหรับแนวคิดเรื่องการสร้างบารมีแต่ละประการนั้น ท่านได้ยกหลักธรรมใน ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ในเรื่องที่เกี่ยวกับสุเมธดาบส (ทีปังกรพุทธวงศ์) มาขยายความดังนี้

ทานบารมี คือบารมีอันดับแรกที่ต้องสร้าง เพราะเป็นการตัดความตระหนี่ให้หลุดพ้นจากใจ และเป็นการสร้างเสบียงในการเดินทางไกลจากสังสารวัฏไปสู่ความหลุดพ้น ซึ่งถ้ามองในแง่ของพระโพธิสัตว์ ก็จะต้องสร้างให้มากพอที่จะหล่อเลี้ยงตนเองและหมู่คณะ

ศีลบารมี เป็นการรักษาความปกติของตนเองไว้ เพื่อที่จะไม่ไปเกิดในทุคติภพ ที่ไม่สามารถสร้างบารมีได้

เนกขัมมบารมี เป็นการฝึกตัวไม่ให้ยึดติดในลาภยศสรรเสริญ ไม่เกาะเกี่ยวในกามคุณทั้งห้า ที่ทำให้การไปสู่ความหลุดพ้นต้องเนิ่นช้าไป

ปัญญาบารมี เป็นการแสวงหาความรู้เพื่อทำลายอวิชชา เริ่มต้นจากการแสวงหาความรู้จากผู้มีความรู้ต่างๆ เป็นสุตมยปัญญา มาถึงการพิจารณาไตร่ตรองทดลองด้วยตนเอง เป็นจินตมยปัญญา และสุดท้ายคือการเจริญสมาธิภาวนา เป็น ภาวนามยปัญญา

วิริยบารมี คือ ความเพียรพยายามในการทำความดี และความกล้าต่อการแก้ไขปรับปรุงตนเอง ทั้งการละเว้นความไม่ดีที่เคยทำมาแล้ว และการกล้าพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ขันติบารมี เป็นความอดทนที่จะชำระกิเลสในตัว รักษาใจให้เป็นปกติ ไม่หวั่นไหวในอุปสรรคปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่หลงในคำสรรเสริญอันจะเป็นเหตุให้เกิดความหลงตนเอง คือพยายามมีความหนักแน่นมั่นคงทั้งจากคำนินทาและสรรเสริญ

สัจจบารมี เป็นความตั้งใจมั่นที่จะไม่ออกนอกเส้นทางการทำความดี เนื่องจากเมื่อปฏิบัติตนตามบารมีข้างต้นแล้ว มีความรู้ความสามารถและเกิดลาภสักการะขึ้น อาจเป็นเหตุให้ใจหวั่นไหวออกนอกเส้นทางการทำความดีที่ตั้งใจไว้ จึงต้องบำเพ็ญ สัจจบารมีประกอบไปด้วย

อธิษฐานบารมี คือการตั้งจิตมั่นในการทำความดี แม้ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคมากมายเพียงใด ก็ไม่หวั่นไหว อุปมาเหมือนภูเขาที่ตั้งมั่นไหวหวั่นไหวต่อแรงลม

เมตตาบารมี คือการตั้งจิตเมตตาต่อทั้งคนชั่ว และคนดี โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เป็นการกระทำตนให้น่าเข้าใกล้

อุเบกขาบารมี คือการฝึกตนไม่ให้เกิดความลำเอียงทั้งด้วยความพอใจ ความโกรธ ความหลง หรือความกลัว ท่านกล่าวว่า บารมีข้อนี้จัดเป็นบารมีข้อสำคัญต่อการปฏิบัติธรรม เพราะการปฏิบัติธรรมคือ การวางใจเป็นกลางๆ เพื่อจะได้หยุดเป็นจุดเดียวกันŽ

โดยภาพรวมแล้ว พระธรรมเทศนานี้ เป็นการนำพระสูตร ทีปังกรพุทธวงศ์ มาบรรยาย โดยขยายความถึงเหตุผลในการที่คนเราทุกคนจะต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ ตามแบบอย่างของพระโพธิสัตว์ พร้อมทั้งยกอุปมาที่มีอยู่ในพระสูตรนั้นประกอบ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การบำเพ็ญบารมีนั้น จะต้องกระทำต่อเนื่องกันไป จนกระทั่งสามารถกระทำหรือตั้งจิตที่จะกระทำจนถึงระดับปรมัตถบารมี

7.1.2 พระธรรมเทศนา เรื่อง การบำเพ็ญบารมี

พระธรรมเทศนา เรื่อง การบำเพ็ญบารมี4)

ในพระธรรมเทศนานี้ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ท่านได้อธิบายแนวคิดเรื่อง บารมี ซึ่งคุณสรกานต์ ศรีตองอ่อนได้สรุปความในลักษณะของคำถาม-คำตอบ ได้ดังนี้

ก) การบำเพ็ญบารมี เป็นเรื่องของพระโพธิสัตว์เท่านั้นหรือไม่

การบำเพ็ญบารมี จำเป็นสำหรับทุกคนที่มุ่งหวังทางพ้นทุกข์ คือมรรคผลนิพพาน โดยหากมุ่งหวังเป็นพระพุทธเจ้าก็จะต้องปฏิบัติในระดับเข้มข้น เพราะจะต้องไปเป็นบรมครูของชาวโลกหรือสัตว์โลกในยุคนั้นๆ แต่ถ้ามุ่งไปเป็นพระอรหันต์ หมดกิเลสเท่านั้น ก็ปฏิบัติหย่อนลงมาสักนิด แต่ไม่ถึงกับหย่อนยาน

ข) บารมี คือ อะไร

บารมีคือความดีอย่างยิ่งยวดที่ทุกคนจะต้องทำ จนกระทั่งกลายเป็นนิสัย เป็นสันดานข้ามภพข้ามชาติไป

ค) บารมีที่ต้องสร้าง มีอะไรบ้าง

มี 10 ประการเหมือนกับที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์อธิบายไว้ โดยท่านเน้นว่า จะต้องทำทั้ง 10 ประการนี้อย่างยิ่งยวดหมายถึง ทำแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันและทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต

ง) รายละเอียดของบารมีใน 10 ประการนั้น โดยภาพรวม คือ การนำพระสูตรทีปังกรพุทธวงศ์ มาอธิบายขยายความ คล้ายกันกับพระธรรมเทศนาของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ แต่จะให้รายละเอียดเพิ่มขึ้นในแง่ของการนำไปใช้ ซึ่งสิ่งที็พิ่มเติมขึ้นมาโดยสรุปคือ

ทาน เป็นสิ่งที่ช่วยกำจัดความโลภ ซึ่งความโลภนี้ เป็นตัวถ่วงอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ไม่เข้าถึงศูนย์กลางกาย โดยการบำเพ็ญทานบารมี เพื่อไปสู่ความหลุดพ้น ก็คือการสร้างนิสัยรักการเสียสละเป็นชีวิตจิตใจ ดังที่สุเมธดาบส อุปมาไว้ว่า เห็นคนขาดแคลนไม่ว่าจะต่ำทรามสูงส่งและปานกลาง ก็จงให้ทานให้หมดเหมือนหม้อน้ำที่เขาคว่ำปากไว้ แต่พระภาวนาวิริยคุณ ก็ได้ย้ำว่า ในกรณีของชาวโลก ก็คงไม่ถึงกับให้ทานเหมือนพระโพธิสัตว์คือให้แบบหมดตัว ควรใช้แนวคิดนี้ไปในทำนองว่า จะให้ทานอย่างต่อเนื่องไม่ให้ขาดตอนไปทุกวันๆ มากกว่า

ศีล เป็นสิ่งที่ช่วยกำจัดความหยาบคายทั้งทางกาย วาจา และใจ การบำเพ็ญศีลบารมี คือการรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อยทั้งในแง่ของศีล รวมไปถึง กฎหมายบ้านเมือง มารยาททางสังคม เพื่อไม่ให้เราไปทำความเดือดร้อนให้คนอื่น

เนกขัมมะ เป็นสิ่งที่ช่วยตัดใจออกจากกาม ตลอดจนความสุขทางเนื้อหนัง ซึ่งเปรียบเหมือนเครื่องพันธนาการ อย่างน้อยชาวโลกทั่วไป ก็ควรหาโอกาสถือศีล 8

ปัญญา เป็นสิ่งที่ช่วยกำจัดความไม่รู้ อันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพ้นทุกข์

วิริยะ คือ ความไม่กลัวต่ออุปสรรคต่างๆ มีความเพียรอย่างยิ่งยวดที่จะปรับปรุงแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของตนเอง

ขันติ คือ การสร้างความอดทนทั้งร่างกายและจิตใจ รักษาใจให้หนักแน่นต่อการบำเพ็ญบารมี

สัจจะ คือ ความจริงใจต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพื่อเป็นการแก้ไขนิสัยโลเลให้หมดไป

อธิษฐาน คือ ความตั้งใจมั่นอย่างเด็ดเดี่ยว วางเป้าหมายในการทำความดีไว้อย่างแน่วแน่มั่นคง ไม่ออกนอกเส้นทางที่วางไว้นั้น มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า สัจจบารมีจะอยู่คู่กับอธิษฐานบารมี คือ เมื่อตั้งเป้าหมายไว้แล้วต้องทำให้จริง

เมตตา คือ การสร้างความน่าเข้าใกล้ให้กับผู้คนรอบข้าง อุปมาดั่งสายน้ำในแม่น้ำ ที่แผ่ความเย็นไปเสมอกันทุกหนทุกแห่ง

อุเบกขา คือ ความวางใจให้เป็นกลาง สงบ ราบเรียบ อุปมาดั่งแผ่นดิน ย่อมวางเฉยทั้งในของที่สะอาดและไม่สะอาด

พระภาวนาวิริยคุณท่านสรุปสั้นๆ อีกว่า บารมีเปรียบเสมือน เสาค้ำใจŽ

จ) ความสำคัญของบารมี กับ ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด และธรรมกาย

สำหรับหัวข้อนี้ ดูจะเป็นการขยายความในแนวทางของวัดพระธรรมกาย หรือกล่าวโดยรวมได้ว่า สำนักธรรมกาย โดยเฉพาะ คือ ท่านกล่าวว่า การบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ทัศ จะช่วยให้ตะล่อมใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดได้ง่าย ซึ่งศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ดและฐานที่ตั้งอื่นๆ ของใจ ตามแนวทางของสำนักธรรมกาย แสดงดังภาพ5)

ซึ่งเมื่อใจไม่ติดเครื่องล่อหลอกภายนอก ใจก็จะกลับเข้าภายใน เมื่อวางใจเข้าสู่ศูนย์กลางกายฐานที่เจ็ด ก็จะเข้าถึงธรรมกาย

ฉ) เครื่องล่อหลอกของมนุษย์มีอะไรบ้าง และแก้ไขโดยการบำเพ็ญบารมีอย่างไร

ในหัวข้อนี้ ท่านได้แสดงถึงเครื่องล่อหลอกของมนุษย์ ที่ทำให้ติดอยู่ในสังสารวัฏไม่สามารถเข้าสู่ศูนย์กลางกายได้ กับการแก้ไขโดยการบำเพ็ญบารมี ซึ่งเป็นการจับคู่กันระหว่างเครื่องล่อหลอกภายนอกกับการแก้ไขด้วยบารมีทั้ง 10 ประการ กล่าวคือ

1.ทรัพย์สมบัติต่างๆ ที่เกินความจำเป็น ทำให้ใจเกิดความเป็นห่วง วิธีแก้คือ บำเพ็ญทานบารมี หมั่นทำทานโดยการเอาสมบัติส่วนที่เกินจำเป็นมาทำ

2.ความมักง่ายของตนเอง ทำให้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น วิธีแก้คือ บำเพ็ญศีลบารมี ให้เกิดความระมัดระวังกาย/วาจา/ใจ

3.เรื่องของกาม ความรักสวยรักงาม ทำให้ใจไม่เข้าศูนย์กลางกาย วิธีแก้คือ บำเพ็ญเนกขัมมบารมี ออกบวช หรือ หมั่นรักษาศีล 8

4.การขาดโยนิโสมนสิการ จับแง่คิด มุมมองไม่ถูก วิธีแก้คือ บำเพ็ญปัญญาบารมี

5.ความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่กล้าปรับปรุงตนเอง วิธีแก้คือ บำเพ็ญวิริยบารมี คือ กล้าที่จะปรับปรุงตนเองและสิ่งรอบข้างอย่างมีเหตุผล

6.ความรู้สึกหงุดหงิดเมื่อเกิดการกระทบกระทั่งกับคนอื่น ทำให้ใจหลุดออกจากศูนย์กลางกาย วิธีแก้คือ บำเพ็ญขันติบารมี

7.ความกลัวเสียหน้า ไม่ยอมรับสิ่งที่ตนกระทำผิดพลาด ทำให้ต้องโกหก วิธีแก้คือ บำเพ็ญสัจจบารมี พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ทำอย่างไรพูดอย่างนั้น

8.ความย่อท้อในการทำสิ่งต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมายเมื่อพบกับอุปสรรค วิธีแก้คือ บำเพ็ญอธิษฐานบารมี ซึ่งทำให้เป็นผู้ไร้กังวล ทำให้เกิดฤทธิ์ทางใจ

9.การผูกใจเจ็บ ไม่รู้จักการให้อภัย วิธีแก้คือ บำเพ็ญเมตตาบารมี

10.ความหวั่นไหวไปในโลกธรรม 8 วิธีแก้คือ บำเพ็ญอุเบกขาบารมี

จากพระธรรมเทศนาของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ และพระภาวนาวิริยคุณ ดังกล่าวข้างต้น คุณสรกานต์ ศรีตองอ่อน ได้สรุปในเบื้องต้นว่า บารมีตามความเข้าใจของวัดพระธรรมกายนั้น จำแนกแบ่งเป็น 2 นัยหลัก คือ นัยที่เป็นเหตุ และนัยที่เป็นผล ดังนี้

ก) นัยที่เป็นเหตุ บารมี คือ ข้อปฏิบัติ 10 ประการ ที่กระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดชีวิต มี 3 ระดับคือ บารมีธรรมดา อุปบารมี และปรมัตถบารมี นั่นหมายถึงการปฏิบัติเมื่อถึงที่สุดคือการเอาชีวิตตนเองเป็นเดิมพัน โดยหากผู้ใดมีความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ก็จะต้องสร้างบารมีมากกว่าผู้ปรารถนาเป็นพระอรหันต์ในระดับสาวก

ข) นัยที่เป็นผล คือ ความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ของชีวิต หมายถึงบุญที่มีคุณภาพพิเศษเต็มเปี่ยม สามารถเป็นพื้นฐานที่จะปฏิบัติธรรมทำให้กิเลสหมดไปจนบรรลุอรหัตผลได้

โดยแนวทางของวัดพระธรรมกายคือ ให้เห็นความสำคัญของการสร้างบารมี มากกว่าการทำมาหากินเพื่อใช้ชีวิตในทางโลกแบบทั่วๆ ไป ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะให้ตัดขาดจากกิจกรรมทางโลก คือให้ทำควบคู่กันไป แต่ให้วางแนวทางของชีวิตของตนไว้ในตามนั้น และในคำสอนเรื่องการบำเพ็ญบารมีนี้ ทางวัดพระธรรมกาย ได้มีการขยายความลงไปอีกว่า มีผลต่อการปฏิบัติธรรม คือ การบำเพ็ญบารมีทำให้ใจไม่ติดอยู่กับเครื่องล่อหลอกภายนอก สามารถปฏิบัติธรรมเข้าสู่ศูนย์กลางกาย จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายได้ อันสรุปมาเป็นคำขวัญดังที่กล่าวมาแล้วว่า เราเกิดมาสร้างบารมี ธรรมกายคือเป้าหมายชีวิตŽ

7.2 การสร้างบารมี ตามความเข้าใจของวัดพระธรรมกาย

การสร้างบารมี ตามความเข้าใจของวัดพระธรรมกาย6)

คุณสรกานต์ ศรีตองอ่อน ได้สรุปความจากบทสัมภาษณ์ พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว) รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อการสร้างบารมีตามความเข้าใจของ วัดพระธรรมกาย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

7.2.1 แนวทางการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย

สำหรับหัวข้อนี้ พระภาวนาวิริยคุณท่านได้อธิบายอย่างละเอียด ซึ่งมีหัวข้อย่อยคือ

ก) บารมีในเชิงปฏิบัติมี 2 มุมมองคือ บารมี คือ บุญที่มีคุณภาพพิเศษอันเกิดจากการอุทิศชีวิตไปสร้างบุญมา และบารมี คือ นิสัยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการสร้างความดีหรือสร้างบุญ

ข) ความจำเป็นที่จะต้องสร้างบารมี คือการแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีของตนเอง ที่สั่งสมมาข้ามภพข้ามชาติ โดยท่านได้เปรียบนิสัยเหมือนกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ทำงานในด้านการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ซึ่งโปรแกรมเมอร์ (คนเขียนโปรแกรม) ก็คือแต่ละคนนั่นเอง

นิสัยที่ไม่ดีเกิดจากสิ่งที่มาบีบคั้นใจคือ กิเลส 3 พวกใหญ่ๆ ได้แก่ โลภะ โทสะ และโมหะ ที่ทำให้เกิดการย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในทางที่ไม่ดี จนสั่งสมกลายเป็นโปรแกรมที่ไม่ดีติดตนมา วิธีแก้ก็คือให้ย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำ ในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกิเลส 3 ตัวนั้น คือ ทาน แก้ไขโลภะ ศีล แก้ไขโทสะ และภาวนา แก้ไขโมหะ

แต่โดยทั่วไป เวลาที่คนเราทำความไม่ดี มักจะเอาชีวิตเป็นเดิมพันไปทำ แต่ทำความดีมักจะไม่ทำเช่นนั้น จึงไม่สามารถแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีได้ ซึ่งหากต้องการแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีอย่างจริงจัง (เพราะนิสัยไม่ดีทำให้ชีวิตของตนเองและผู้อื่นต้องเดือดร้อน) ก็จะต้องทำความดี โดยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน นั่นคือ การสร้างบารมี

ค) หัวข้อนี้เป็นประเด็นน่าสนใจ กล่าวคือ ท่านได้กล่าวว่า วัดพระธรรมกายสอนเรื่องการสร้างบารมี โดยสรุปย่นย่ออยู่ในรูปของ ทาน ศีล และภาวนา โดยทานบารมี คือการทำทานแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ศีลบารมีและเนกขัมมบารมี คือการรักษาศีลแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ส่วนบารมีอีก 7 ประการ คือ ปัญญา สัจจะ วิริยะ ขันติ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา จัดอยู่ในการทำภาวนาแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ซึ่งในแง่ของทาน ศีล เนกขัมมะ บารมี คุณสรกานต์ ศรีตองอ่อนมีความเห็นว่าพอจะมองภาพออก แต่บารมีอีก 7 ข้อ ที่จัดอยู่ในภาวนานั้น เป็นสิ่งที่น่าศึกษา จึงจะขยายความในส่วนนี้ กล่าวคือ

ปัญญาบารมีนั้น ท่านกล่าวว่า เพราะฉะนั้น อยากได้ปัญญา บทสรุปสุดท้ายต้องภาวนามยปัญญา การหาครูเป็นเรื่องการเอาทฤษฎีดีๆ มา แล้วลงมือปฏิบัติ ได้ครูกำกับแล้ว ตนเองปฏิบัติเอง ปฏิบัติไปก็ก้าวสู่ภาวนามยปัญญา นี้คือปัญญาบารมีตัวจริงŽ

วิริยบารมีและขันติบารมีนั้น ท่านอธิบายในลักษณะที่ว่า จะต้องอาศัยกำลังใจในการกระทำ ซึ่งกำลังใจจะเกิดขึ้นได้เต็มที่ก็ด้วยการภาวนา โดยความแตกต่างระหว่างวิริยะกับขันติคือ วิริยะเป็นลักษณะลุยเดินหน้า แต่เมื่อเจออุปสรรคต้องเอาขันติมาใช้ เดินหน้าต่อไม่ได้แต่ก็ไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว ปักหลักอยู่ ตรงนั้นพยายามต่อไปŽ

สัจจบารมี คือความจริงใจที่จะสร้างบารมีเพื่อให้เข้าถึงธรรมะภายในตน ซึ่งจะเข้าถึงได้ก็ด้วยการทำภาวนา

อธิษฐานบารมี คือการวางแผนสร้างบารมีแบบข้ามภพข้ามชาติ จะวางแผนได้รัดกุมต้องระลึกชาติได้ นั่นหมายถึงญาณทัศนะต้องเกิด ซึ่งการภาวนาต้องดีมาก

เมตตาบารมี ถึงที่สุดคือการแผ่เมตตาในสมาธิ ซึ่งการภาวนาต้องดี

อุเบกขาบารมี สุดยอดของอุเบกขาคือการทำภาวนา

ถึงตรงนี้ กล่าวได้ว่า วิธีการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย ที่ใช้เป็นหลักในการปฏิบัติตน และเผยแผ่ ได้สรุปย่นย่ออยู่ในรูปของบุญกิริยาวัตถุ 3 คือ ทาน ศีล ภาวนา แต่เป็นการกระทำแบบ(ตั้งใจ) เอาชีวิตเป็นเดิมพัน และทำอย่างต่อเนื่องให้กลายเป็นนิสัยที่ดี เพื่อแทนที่นิสัยที่ไม่ดีให้หมดไป

7.2.2 คำขวัญ เราเกิดมาสร้างบารมี ธรรมกายคือเป้าหมายชีวิตŽ

พระภาวนาวิริยคุณอธิบายโดยสรุปว่า เป้าหมายชีวิตของคนเราคือหมดกิเลสเข้านิพพาน ซึ่งคือการบรรลุธรรมกายเป็นขั้นๆ ไป จนกระทั่งบรรลุธรรมกายอรหัต ซึ่งการบรรลุได้จะต้องสร้างบารมีไปตามลำดับ เพราะเมื่อมีบารมีมากเข้าๆ แล้ว เหยื่อล่อคือการติดอยู่ในภพ ก็จะทำอะไรไม่ได้ ซึ่งความตอนนี้ เพื่อความชัดเจน คุณสรกานต์ ศรีตองอ่อน ได้ยกคำกล่าวของท่านส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์มาดังนี้  เกิดมาสร้างบารมี จากสิบเหลือสาม สร้างบารมีไปทำไม อย่างน้อยก็ไปเอาธรรมะเบื้องต้นมา เรียกว่าธรรมกายก็ได้ ไปเอามา เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว อย่างอื่นเดี๋ยวจะได้ไปเองยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะเมื่อบารมีทั้ง 10 ทัศแก่กล้าดีแล้ว นี้คือฐานที่จะทำให้มรรคมีองค์แปดสมบูรณ์ เพราะบอกว่า บารมีทั้ง 10 ประการ ที่ย่อมาแล้วเหลือสาม จริงๆ ก็คือ การปฏิบัติมรรคมีองค์แปดเบื้องต้นนั่นเอง

มรรคมีองค์แปดมีอะไร ไล่ตั้งแต่สัมมาทิฎฐิ จนถึงสัมมาสมาธิ พอย่อเสร็จแล้วเหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วจะหนีไปไหนกับ ทาน ศีล ภาวนา ก็ตัวเดียวกันนั้นแหละ เพียงแต่เบื้องต้นกับเบื้องปลาย เมื่อเบื้องต้นเราได้ เดี๋ยวมรรคมีองค์แปดเราก็ได้ มรรคมีองค์แปดได้ ทำไมธรรมะเราจะไม่ได้ แน่นอน มรรคมีองค์แปดก็มีแก่กล้ากันไปตามลำดับๆ บารมีขนาดนี้ ก็จะได้มรรคมีองค์แปดระดับนี้ เมื่อมรรคมีองค์แปดระดับนี้ ก็พอจะได้ธรรมะระดับนี้ เช่น ได้โคตรภูบุคคล ถ้าบารมีแก่ขึ้น มรรคมีองค์แปดแก่กล้าขึ้น มันก็เกินจากโคตรภูบุคคล เข้าสู่พระโสดาบัน มันก็ไปตามลำดับชั้นของมัน เพราะฉะนั้น ธรรมกายเป้าหมายชีวิตใช่ เกิดมาสร้างบารมีใช่ ส่วนธรรมกายคืออะไร ไปดูซะว่าธรรมะคืออะไรŽ

ในที่นี้ คุณสรกานต์ ศรีตองอ่อน ได้สรุปว่า การสร้างบารมีคือวิธีการที่เป็นพื้นฐานต่อการปฏิบัติมรรคมีองค์แปด ส่วน ธรรมกาย คือผล

7.2.3 การสอนและฝึกบุคลากรภายในวัด กับสาธุชนภายนอกวัด มีความแตกต่างกันหรือไม่

ต่อคำถามนี้ ท่านได้กล่าวว่าความจริงแล้วขึ้นอยู่กับบุคคล เพราะในสมัยพุทธกาลก็มีพระโสดาบัน อยู่หลายท่านที่ไม่ได้บวช เช่น นางวิสาขา อนาถบิณฑิกะเศรษฐี พระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น แต่โดยภาพรวมแล้ว สาธุชนภายนอกโดยทั่วไป ยังมีห่วงอยู่มากในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องครอบครัว เรื่องทำมาหากิน ซึ่งทำให้การสร้างบารมี ทำได้ในระดับหนึ่ง

แต่การมาอยู่ที่วัด อุบาสก อุบาสิกา ก็ถือศีลแปด บวชเป็นพระ เป็นเณร ก็ปฏิบัติตามพระวินัย ไม่มีห่วงมากเหมือนบุคคลภายนอก ก็ทำให้เบาใจ มีโอกาสฝึกตัวได้มาก และเมื่ออยู่เป็นหมู่คณะ ท่านใช้ คำว่า พลังสามัคคีจะช่วยดึงให้ใจอยู่ในบุญ มีสิ่งแวดล้อมที่ดีอยู่ตลอดเวลาŽ ทำให้มีโอกาสสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิริยะของแต่ละบุคคลด้วย อย่างไรก็ตาม เนกขัมมบารมีก็จะได้ไปโดยปริยาย และเนื่องจากกิจวัตรประจำวันที่ล็อคไว้ คือ เช้ามืดลุกขึ้นมาไหว้พระ ทำสมาธิ กลางวันทำงานที่มีในวัด พร้อมๆกับรักษาใจไปด้วย ความก้าวหน้าของบารมีก็จะมีมากขึ้น

7.2.4 การสร้างบารมีในแง่ของพระโพธิสัตว์

คุณสรกานต์ ศรีตองอ่อน ได้ทำการศึกษาและมีความเห็นว่า ส่วนหนึ่งที่วัดพระธรรมกาย เน้นการสร้างบารมีอย่างเต็มที่ คือมากกว่าภาพรวมของวัดในพุทธศาสนาเถรวาททั่วไป น่าจะเป็นเพราะการปรารถนาพุทธภูมิของบุคคลระดับผู้นำภายในวัดหรือไม่ และได้เรียนถามพระภาวนาวิริยคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลายคำถาม และสรุปได้ว่า ทางวัดมีเป้าหมายเช่นนั้นจริง โดยมีเป้าหมายในการสร้างบารมีเพื่อปรารถนาพุทธภูมิให้ยิ่งกว่าที่เคยมีปรากฏในคัมภีร์ คือยิ่งกว่าพระวิริยาธิกพุทธเจ้า ซึ่งบำเพ็ญบารมีถึงประมาณแปดสิบอสงไขย โดยทางวัดใช้คำว่า ที่สุดแห่งธรรมŽ โดยท่านก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับคำนี้โดยตรง แต่บอกโดยอ้อมว่า เอาว่า อย่างน้อยสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เรารู้ว่ามีแสนโกฏิจักรวาลอยากจะขนไปให้หมด ในอดีตไม่เคยหมด ถ้าหมดวันนี้เราคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้ มันยังไม่เคยหมด อยากจะขนให้หมด และใครที่จะขนได้หมดต้องไปให้ถึงที่สุด ไม่งั้นไปไม่หมดŽ และสำหรับสาธุชนทั่วไป สอนให้สร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์หรือไม่นั้น ท่านได้กล่าวโดยสรุปว่า ทางวัดสอนให้ทุกคนตั้งเป้าหมายไว้สูงเช่นนั้น แต่จะไปถึงหรือไม่ ก็ไม่ได้ตำหนิ แล้วแต่บุคคลไป

7.3 กิจกรรมที่สะท้อนแนวคิดเรื่องบารมี และการสร้างบารมี ของวัดพระธรรมกาย

จากการสัมภาษณ์พระภาวนาวิริยคุณ คุณสรกานต์ได้กราบเรียนถามท่านว่า กิจกรรมทุกอย่างของวัดพระธรรมกายรองรับแนวทางการสร้างบารมีหรือไม่ ซึ่งท่านกล่าวตอบว่าใช่ และจากแนวทางการสร้างบารมีซึ่งท่านได้อธิบายว่า จากบารมี 10 ประการ ในทางปฏิบัติแล้วกระทำในรูปแบบของ ทาน ศีล และภาวนา แสดงให้เห็นชัดเจนว่า กิจกรรมเผยแผ่พระศาสนาของวัดพระธรรมกาย ล้วนสะท้อนแนวคิดเรื่องบารมีและการสร้างบารมีทั้งสิ้น ตั้งแต่คำขวัญว่า เราเกิดมาสร้างบารมีŽ จนกระทั่งถึงวิธีการต่างๆ ที่คิดขึ้นมา ซึ่งกิจกรรมของวัดในปัจจุบัน มีหลายรูปแบบ ทั้งการจัดกิจกรรมภายในวัด และภายนอกวัด ซึ่งข้อสังเกตคือ ทางวัดพระธรรมกายไม่ปฏิเสธสื่อที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยจะหาวิธีที่จะนำมาใช้อยู่เสมอ เช่น ในปัจจุบัน มีการเผยแผ่ธรรมะผ่านดาวเทียม และอินเตอร์เน็ต

ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้เอง สรุปความแนวทางกิจกรรมของทางวัดได้ว่า พยายามจะทำตามแนวทางในพุทธกาล กล่าวคือ ในด้าน ทาน ก็ดูตัวอย่างจาก อนาถบิณฑิกะเศรษฐี สร้างวัดพระเชตวัน หรือ อุบาสิกาวิสาขา สร้างวัดบุพพาราม ซึ่งล้วนแต่ใช้เงินเป็นจำนวนมาก และในแง่ของความใหญ่โตของสถานที่ก็เป็นไปตามจำนวนคนที่มาใช้สอย กล่าวคือ แนวทางของพุทธศาสนาเถรวาท ก็มิได้ปฏิเสธ การบริจาคทานเป็นจำนวนมาก หรือ การก่อสร้างศาสนาสถานที่ใหญ่โตแต่ประการใด

ในด้านศีล ทางวัดมีกิจกรรมสนับสนุนการบวชเณร และพระภิกษุ อย่างต่อเนื่อง และในด้านของประชาชนทั่วไป ก็สอนให้รักษาศีล 5 ให้เป็นปกติ และรักษาศีล 8 ตามเวลาอันควร เช่น วันพระ เป็นต้น

ในด้านภาวนา ทางวัดมีกิจกรรมส่งเสริมการเจริญภาวนาในทุกๆ วัน เช่น การเผยแผ่ธรรมะ ผ่านดาวเทียม ที่เรียกว่า จานดาวธรรมŽ ซึ่งมีช่วงเวลาการเจริญภาวนาในทุกๆ วัน การเจริญภาวนาในช่วงเช้าของทุกวันอาทิตย์ เป็นต้น

มีกิจกรรมหนึ่งที่ทางวัดสอนให้ประชาชนทั่วไปกระทำ เพื่อการสร้างบารมีในชีวิตประจำวัน7) คือ

1.เช้าใดยังไม่ได้ให้ทาน เช้านั้นอย่าเพิ่งกินข้าว

2.วันใดยังไม่ได้ตั้งใจรักษาศีล วันนั้นอย่าเพิ่งออกจากบ้าน

3.คืนใดยังไม่ได้สวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนา คืนนั้นอย่าเพิ่งเข้านอน

และหากพิจารณากิจกรรมที่ทางวัดจัดขึ้นทั้งหมด สามารถจัดกลุ่มกิจกรรมได้ดังนี้8)

ก) งานบุญวันอาทิตย์

ข) งานบุญใหญ่ประจำปี

ค) การถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน

ง) โครงการปฏิบัติธรรม

จ) โครงการฝึกอบรมธรรมทายาท

ฉ) โครงการฝึกอบรมศีลธรรมและสมาธิ

ช) งานวิชาการ

ซ) โครงการความร่วมมือ

ฌ) การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์

กิจกรรมเหล่านี้ กล่าวได้ว่าเป็นการสร้างบารมีในแบบของทานเป็นหลัก โดยมีศีล และภาวนาเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากการทำงานกับคนหมู่มาก จะต้องสำรวมระมัดระวังกายและวาจาให้ดี และจะต้องใช้ทั้งปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา เพื่อให้งานดำเนินไปได้อย่างลุล่วง

จากข้อมูลกลุ่มกิจกรรมทั้งหมดข้างต้น โดยภาพรวมแล้วจะเห็นว่ากิจกรรมต่างๆ นั้น เป็นไปเพื่อการสร้างบารมีทั้ง 10 ประการ ซึ่งย่นย่ออยู่ในรูปของบุญกิริยาวัตถุ 3 ที่กระทำอย่างเต็มที่ต่อเนื่อง ตามวิธีการของทางวัด โดยหากพิจารณาดูในแต่ละกิจกรรม ก็จะเห็นว่ามีวิธีการเพื่อให้สร้างบารมีครบถ้วนทั้ง 10 ประการ ไว้อยู่ในแต่ละกิจกรรมนั้นด้วย

1) เรียบเรียงจากวิทยานิพนธ์เรื่อง “ คำสอนเรื่องการสร้างบารมีของวัดพระธรรมกาย” ของ สรกานต์ ศรีตองอ่อน อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต(พุทธศาสน์ศึกษา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2547.
2) พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย), พระธรรมเทศนาจากการออกอากาศทางวิทยุ “ ธรรมะเพื่อประชาชน” ชุดที่ 3 (ซีดีรอม MP3) มูลนิธิธรรมกาย : มูลธรรมกาย.
3) คำว่า ทัศ หมายถึง ครบ, ถ้วน ซึ่งบารมี 30 ทัศ หมายถึง บารมี 30 ประการครบถ้วนนั่นเอง.
4) พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทัตตชีโว), การบำเพ็ญบารมี (เทปบันทึกเสียง), มูลนิธิธรรมกาย : มูลนิธิธรรมกาย, 2537.
5) ภาพจาก พระภาวนาวิริยคุณ (เผด็จ ทตฺตชีโว), พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ (กรุงเทพฯ : นฤมิต โซล(เพรส), 2546), หน้า 337.
6) สำหรับหัวข้อนี้ คุณสรกาน์ ได้รับความเมตตาอย่างสูงจากพระภาวนาวิริยคุณ อนุญาตให้กราบเรีนยสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องบารมีนี้โดยตรง เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2547 และกราบเรียนสัมภาษณ์เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2548 ซึ่งบทสัมภาษณ์ดังกล่าวนี้ คุณสรกานต์เห็นว่าเป็นบทสัมภาษณ์ที่จัดเป็นหัวใจของงานวิจัยครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการให้ความเห็นของบุคคลระดับผู้นำของวัดพระธรรมกาย ซึ่งจัดเป็นข้อมูลของวัดพระธรรมกายในระดับปฐมภูมิโดยตรง.
7) พระสมชาย ฐานวุฑฺโฒ, มงคลชีวิต ฉบับ “ ธรรมทายาท” (กรุงเทพฯ : กราฟิคอาร์ต 28, 2533), หน้า 41.
8) คุณสรกานต์จัดกลุ่มกิจกรรมและนำเสนอรายละเอียด โดยเรียบเรียงจากข้อมูลในเว็บไซต์ของวัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย คือ http://www.dhammakaya.or.th ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หัวข้อ “ กิจกรรม” (Activities) และ”งานบุญ” (Events).
df303/7.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki