df303:6 [Dou book online]
 

บทที่ 6 วิวัฒนาการของวัดพระธรรมกาย

เนื้อหาบทที่ 6 วิวัฒนาการของวัดพระธรรมกาย

วิวัฒนาการของวัดพระธรรมกาย

  • 6.1 ยุคที่ 1 ยุคบุกเบิก ( พ.ศ. 2513 - 2527 )
  • 6.2 ยุคที่ 2 ยุคเริ่มขยายงาน ( พ.ศ. 2528 - 2535 )
  • 6.3 ยุคที่ 3 ยุคเผยแผ่ ( พ.ศ. 2536 - ปัจจุบัน )

แนวคิด

1.องค์กรทุกองค์กรเมื่อมีการสถาปนาขึ้นแล้วและมีการดำเนินกิจกรรม ย่อมจะเกิดวิวัฒนาการขององค์กรนั้นๆ

2.การดำเนินกิจกรรมขององค์กรทางพระพุทธศาสนา เช่น วัด ย่อมจะต้องเกิดจากความ ร่วมมือร่วมใจกันทั้งบุคลการทั้งภายในและภายนอกวัด

3.องค์กรทางพระพุทธศาสนา จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้เป็นคนเก่งและเป็นคนดีด้วย

วัตถุประสงค์

1.เพื่อนำเสนอลักษณะหนึ่งของการสร้างวัด เพื่อเป็นองค์กรในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

2.เพื่อแสดงให้เห็นกิจกรรมในการหล่อหลอมบุคลากรเพื่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

3.เพื่อแสดงให้เห็นวิวัฒนาการของวัดพระธรรมกาย

วัดพระธรรมกาย คือวัดกัลยาณมิตรวัดหนึ่ง ดังนั้น เพื่อพิจารณาให้เห็นการขยายตัวและการเจริญเติบโตของวัดในด้านการเผยแผ่ธรรมปฏิบัติไปในวงกว้าง จึงนำเสนอพัฒนาการของวัด โดยศึกษาเป็นช่วงเวลา

การพัฒนาของวัดพระธรรมกาย 3 ยุค1)

เมื่อพิจารณาจากจำนวนผู้บริหารหลักในการดำเนินงานของวัด การขยายพื้นที่แต่ละช่วงเวลา และการพัฒนาระบบการฝึกอบรมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี จึงสามารถแบ่งการพัฒนาของวัดออกได้เป็น 3 ยุค ดังนี้

1.ยุคบุกเบิก (ปี พ.ศ. 2513- 2527) ระยะการพัฒนา 15 ปี

2.ยุคเริ่มขยายงาน (ปี พ.ศ. 2528-2535) ระยะการพัฒนา 7 ปี

3.ยุคเผยแผ่ (ปี พ.ศ. 2536- ปัจจุบัน) ระยะการพัฒนา 12 ปี

6.1 ยุคที่ 1 ยุคบุกเบิก (พ.ศ. 2513 - พ.ศ. 2527)

วัดพระธรรมกาย สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2513 ตรงกับวันมาฆบูชา

ในปี พ.ศ. 2518 ขณะที่เป็นศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม อาคารหลักๆ ได้เสร็จสิ้นแล้ว กิจกรรมหลักของวัดคือ การนั่งสมาธิและการฟังธรรมทุกวันอาทิตย์ และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (ชาววัดเรียกวันงานบุญใหญ่) ซึ่งสถานที่ประกอบพิธีกรรม การนั่งสมาธิและฟังธรรม ในยุคนี้คือ ศาลาจาตุมหาราชิกา

วัดมีจุดออกรถรับสาธุชน เป็นการให้บริการฟรี ในวันอาทิตย์ต้นเดือน 2 จุด คือที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสนามหลวง และได้ค่อยๆ ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 16 จุดทั่วกรุงเทพฯ (ปี พ.ศ. 2545)2) พร้อมกับมีจุดจอดรถ ในวันอาทิตย์ธรรมดาด้วย การจัดรถบริการรับส่งเช่นนี้ทำให้มีผู้มาปฏิบัติธรรมจำนวนมากขึ้น

เมื่อปี พ.ศ. 2519 ศาลาจาตุมหาราชิกาสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ปรากฏว่าในวันอาทิตย์ธรรมดามีคนมาปฏิบัติธรรม 200-300 คน สิ่งที่ทำให้ผู้คนที่มาวัดประทับใจมากคือห้องน้ำสะอาด ไม่มีคราบไคล บนศาลาฟังธรรมปูเสื่อไว้อย่างเรียบร้อย การนั่งบนศาลาจะกำหนดให้ด้านซ้ายเป็นที่นั่งของของหญิง ส่วนชายนั่งด้านขวา พิธีตอนเช้าจะเริ่มเวลา 9.30 น. หลวงพ่อธัมมชโย(พระราชภาวนาวิสุทธิ์) นำนั่งสมาธิ พิธีตอนบ่ายเริ่ม เวลา 13.00 น. หลวงพ่อทัตตชีโว(พระภาวนาวิริยคุณ) เทศน์เรื่องมงคลชีวิตเป็นหลัก ส่วนในวันอาทิตย์ต้นเดือนจะมีสาธุชนมาปฏิบัติธรรมประมาณ 500-800 คน บริเวณวัดร่มรื่น สะอาด ต้นไม้ยังไม่โตนัก นอกจากนี้ยังมีประกาศกฎระเบียบของศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม เพื่อให้ผู้ที่มาวัดปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ใจความดังนี้

กฎระเบียบของศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรมŽ

ศูนย์พุทธจักรฯ เป็นบุญสถานของพุทธศาสนิกชนทุกท่าน เป็นสถานที่ที่ต้องการความสงบ สะอาด เรียบร้อย และสำรวม อันเป็นเอกลักษณ์ของพุทธศาสนา ฉะนั้นโปรดช่วยกันจรรโลงพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป ด้วยการปฏิบัติตามกฎระเบียบดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด คือ

* ห้ามสูบบุหรี่ ตลอดจนไม่นำสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษทุกชนิดเข้ามา

* ห้ามนำสินค้าหรือสิ่งของใดๆ เข้ามาจำหน่าย

* ห้ามเรี่ยไร และแจกใบฎีกาทุกชนิด

* ห้ามอ่านหรือนำหนังสือพิมพ์หรือสิ่งตีพิมพ์ที่ทำให้ร้อนใจเข้ามา

* ห้ามเปิดวิทยุ เครื่องกระจายเสียงและเทปบันทึกเสียงเพลง

* ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ หาเสียงใดๆ ควรพูดเฉพาะคำจริงและเกิดประโยชน์

* ห้ามร้องรำทำเพลง หรือแสดงการละเล่นทุกชนิด

* ห้ามเกี้ยวพาราสี และทำนายทายทักโชคชะตา

* ห้ามปล่อยสัตว์ ภายในบริเวณก่อนได้รับอนุญาต

* โปรดแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย และไม่คะนองมือ คะนองเท้า ตลอดจนไม่นอนเล่นภายในบริเวณวัด อันเป็นภาพไม่น่าดู

บัณฑิตย่อมรับรู้ และปฏิบัติตามระเบียบวินัยŽ

กฏระเบียบเหล่านี้เกิดจากการมองการณ์ไกลของคุณยายที่ต้องการสร้างวัดให้ดี ดังที่ท่านปรารภว่า

เราเริ่มไว้แล้ว ต้องเอาให้ดี เอาให้ได้ตลอด เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันรักษากฎวินัยให้เนี้ยบ ไปเลย อย่าให้ใครมาทำของเราเสียได้ เราต้องช่วยกันทุกคนŽ (มีนาคม พ.ศ. 2525)3)

จากการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้ที่มาวัดส่วนใหญ่ประทับใจในความสะอาด ความเป็นระเบียบ และความร่มรื่นของวัดเมื่อแรกที่เห็นวัดก่อนการปฏิบัติธรรม และเมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่พบว่าเป็นระบบการจัดการดังกล่าวเกิดจากบุคคลยุคบุกเบิกได้ทำตามที่คุณยายถ่ายทอดไว้

ในการบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย หลวงพ่อทัตตชีโวได้ให้แนวคิดในการสร้างวัดพระธรรมกายไว้ว่า4)  ปัจจุบันคนไม่ค่อยเข้าวัด แต่จริงๆ แล้วคนอยากเข้าวัด แต่วัดยังไม่น่าเข้า เป็นหน้าที่ของ พระภิกษุสงฆ์จะต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาปรับปรุงวัดให้น่าเข้า แล้วประชาชนก็จะหลั่งไหลเข้าวัดเองŽ

และด้วยแนวคิดนี้วัดพระธรรมกาย จึงแบ่งเขตพื้นที่ในวัด (196 ไร่) เป็น 3 เขต คือ

เขตพุทธาวาส เป็นที่ตั้งของโบสถ์ ประดิษฐานพระประธาน และเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมของสงฆ์ เช่นการลงพระปาติโมกข์ การอุปสมบท เขตธัมมาวาส เป็นที่อบรมธรรมสำหรับประชาชน คือศาลาจาตุมหาราชิกา และมีบริเวณสนามหญ้าสำหรับเป็นที่นั่งตามโคนไม้ มีโรงครัวเพื่อบริการอาหาร และเขตสังฆาวาส คือกุฏิที่พักสงฆ์ อย่างเป็นสัดส่วนและได้พัฒนาวัดโดยอาศัยหลักปฏิรูปเทส 45) คือ

1.อาวาสเป็นที่สบาย คือ การปรับปรุงสภาพทางภูมิศาสตร์ของวัดให้ดี ปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น ดูแลวัดให้สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย

2.อาหารเป็นที่สบาย คือ การดูแลอาหารของญาติโยมที่มาวัดให้สะดวก ภัตตาหารที่ญาติโยมนำมาถวายพระ ให้มีความเคารพในทานของญาติโยม ภาชนะของเขาที่ใส่ภัตตาหารมา ก็ทำความสะอาดส่งคืนให้เรียบร้อย และรวมถึงการจัดระบบการบริหารการเงินให้รัดกุมด้วย

3.บุคคลเป็นที่สบาย คือ พระภิกษุ สามเณร อุบาสกอุบาสิกาศิษย์วัด จะต้องอบรมให้มีกิริยามารยาท เรียบร้อยสมเป็นคนวัด มีอัธยาศัยไมตรี ต้อนรับญาติโยมที่มาวัดอย่างดี ต้องรักษาศีลอย่างเคร่งครัด และหมั่นศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ ให้คนวัดเป็นแบบอย่างทางความประพฤติแก่ญาติโยมที่มาวัดได้

4.ธรรมะเป็นที่สบาย คือ เมื่อประชาชนมาวัดแล้ว อย่าให้กลับบ้านมือเปล่า จะต้องได้เรียนรู้ธรรมะ ได้ข้อคิดกลับไปใช้ในการประพฤติปฏิบัติในชีวิตได้ วัดจะต้องมีการอบรมและสอนประชาชน ทั้งการปฏิบัติเจริญสมาธิภาวนา และการเทศน์สอนหลักธรรมต่างๆ เมื่อเขามาวัดแล้วสบายใจ ได้ประโยชน์ เขาก็บอกกันปากต่อปากวัดได้ทำหน้าที่หลักในการอบรมศีลธรรม สร้างคนดีให้เกิดขึ้นแก่สังคมอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง

การแบ่งเขตพื้นที่ในวัดอย่างเป็นสัดส่วนกับการพัฒนาวัดโดยอาศัยปฏิรูปเทส 4 ได้พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบ มีการตรวจตราดูแลของคุณยาย หลวงพ่อธัมมชโย และหลวงพ่อทัตตชีโว ที่ฝึกทั้ง เจ้าหน้าที่ พระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนที่มาวัด ให้ได้รับความสะดวก ทั้งสถานที่ อาหาร การต้อนรับของเจ้าหน้าที่ และธรรมะที่ได้กลับไปใช้ได้ในชีวิตจริง จึงทำให้จำนวนคนมาวัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในปี พ.ศ. 2515 วัดได้จัดโครงการอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ 1 จึงทำให้อุบาสกที่ผ่านการอบรมธรรมทายาท ซึ่งสำเร็จการศึกษาแล้ว เข้ามาอยู่เพื่อช่วยงานด้านต่างๆ เช่น การรักษาศรัทธาญาติโยม การดูแลพื้นที่ ด้านเครื่องเสียง การต้อนรับ และรองรับสาธุชนที่มาร่วมพิธีในวันอาทิตย์ และวันงานบุญใหญ่

6.2 ยุคที่ 2 ยุคเริ่มขยายงาน (พ.ศ. 2528 - 2535)

ในยุคนี้ ทุกครั้งเมื่อวันทอดกฐินจะมีสาธุชนมาเต็มพื้นที่ภายในวัด มีการลงเต็นท์เหล็กในสนามหญ้า พื้นที่ว่างในวัดทั้งหมดกลายเป็นพื้นที่นั่งสาธุชน สาธุชนที่มาในวันนั้นเกือบ 8,000 คน เมื่อเกิดฝนตกทำให้ไม่สะดวกในการประกอบพิธีกรรม วัดจึงได้ขยายมาใช้ด้านนอกกำแพงวัด ซึ่งวัดได้ซื้อเพิ่มไว้ประมาณ 2,000 ไร่ และสร้างสภาธรรมกายสากลหลังคาจาก ในปี พ.ศ. 2528 กว้าง 70 เมตร ยาว 200 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ 34,000 ตารางเมตร (ประมาณ 9 ไร่) รองรับสาธุชนได้ 12,000 คน นับตั้งแต่นั้นมาพิธีกรรมต่างๆ ของวัด ก็จัดขึ้นที่สภาธรรมกายสากลหลังคาจากนี้ จนถึงปี พ.ศ. 2539 จึงได้ใช้สภาธรรมกายสากลหลังใหม่

การรับพระภิกษุบวชต่อ

การรับสมัครพระภิกษุให้อุปสมบทและสามารถบวชอยู่ที่วัดประจำ ทำให้มีพระธรรมทายาท เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุของวัด โดยอบรมเป็นพระบัณฑิตอาสารุ่นที่ 1 ในปี พ.ศ. 2528 ตรงกับการอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ 13 และมีพระภิกษุรุ่น 2 และ 3 ตามมาจนถึงปัจจุบัน มี 18 รุ่น (พ.ศ. 2545) โดยมีหน่วยงาน ศูนย์ฝึกอบรมธรรมทายาทŽ เกิดขึ้นในเวลานั้นเพื่อดำเนินงานการฝึกอบรมธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน และปกครองดูแลพระภิกษุธรรมทายาทที่สำเร็จการศึกษาแล้วและตั้งใจบวชตลอดชีวิตอยู่ที่วัด

พระภิกษุธรรมทายาทรุ่นแรกๆ เหล่านี้ได้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยงานพระภิกษุรุ่นบุกเบิก เช่นงานการเทศน์ งานเป็นพระพี่เลี้ยง งานการอบรม และงานการก่อสร้าง และเน้นการฝึกพระอาจารย์เทศน์ในการอบรมธรรมะของวัด ซึ่งหลวงพ่อทัตตชีโวทำหน้าที่ฝึกโดยตรง เมื่อเริ่มมีพระภิกษุด้านการเทศน์ และการอบรมมากขึ้น หลวงพ่อทั้งสองจึงอนุญาตให้เปิดรับสมัครอุบาสิกาในเวลาต่อมา จึงทำให้มีกำลังหลักในการดำเนินงานของวัดตามแผนกต่างๆ

การรับอุบาสิกาเข้าทำงาน

ในปี พ.ศ. 2528 วัดเริ่มรับอุบาสิกาเข้าทำงานของวัด และเริ่มอยู่ประจำภายในวัด ในระยะแรก วัดเปิดรับสมัครเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานกัลยาณมิตร (อยู่ภายนอกวัด) แบบไปเช้าเย็นกลับ ในปี พ.ศ. 2529 รับสมัครอุบาสิกา และอยู่ประจำภายในวัด ได้แก่ โครงการอบรมธรรมทายาทหญิง และโครงการอาสากัลยาณมิตรหญิง

เมื่อมีทั้งพระภิกษุและสามเณร อุบาสก อุบาสิกา การมอบหมายงานและการทำงานของวัดจึงขยายส่วนงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับการเข้ามาวัดของสาธุชนที่มีจำนวนมากขึ้น มีบุคลากรที่สามารถรักษาศรัทธาญาติโยมให้ประทับใจ ศรัทธาวัด ศรัทธาเจ้าหน้าที่อุบาสกอุบาสิกามากขึ้น ญาติโยมจึงตั้งใจทำบุญอย่างสม่ำเสมอ และญาติโยมที่มามีทั้งครูอาจารย์ นักธุรกิจ ข้าราชการ เมื่อมาวัดเห็นคุณค่าของการปฏิบัติธรรม และการศึกษาธรรมะ จึงมากราบเรียนปรึกษาหลวงพ่อทัตตชีโว เพื่อให้จัดโครงการอบรมธรรมะสำหรับประชาชน ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ และเยาวชน และหลวงพ่อทัตตชีโวดำริให้มีหน่วยงาน ศูนย์ฝึกอบรมŽ เพื่อจัดโครงการอบรมธรรมะสำหรับบุคคลภายนอก คือการอบรมพนักงานพิทักษ์ป่า การอบรมนักเรียนวิทยาลัยอาชีวะ หรือวิทยาลัยช่างกล การอบรมธรรมสำหรับนักศึกษาวิทยาลัยครูต่างๆ การอบรมนักเรียนพยาบาล และการอบรมข้าราชการ การอบรมมีหลายประเภทคือ การอบรมภายใน วันเดียว หรือการอบรมปักกลดอยู่ธุดงค์ 3 วัน 7 วัน หรือ 15 วัน ในช่วงปิดภาคฤดูร้อน ทำให้วัด พระธรรมกายเป็นที่รู้จักในเวลาต่อมา ทั้งนี้ที่วัดขยายงานได้ เนื่องจากบุคลากรทั้งพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่ตั้งใจมาทำงานพระพุทธศาสนามีจำนวนมากขึ้น และสามารถรองรับงานที่ขยายตามไปได้

การรับสามเณร

ในปี 2529 วัดเปิดรับสมัครสามเณร จากทั่วประเทศเพื่อให้สามเณรมีโอกาสศึกษาต่อและเป็นกำลังช่วยงานพระภิกษุ การรับสามเณรเกิดจากพระภิกษุธรรมทายาทที่บวช รุ่นแรกๆ ไปประชาสัมพันธ์ เชิญชวนเยาวชนชาย อายุ 12 - 15 ปี และสามเณรตามวัดต่างๆ ที่ต้องการศึกษาต่อ เข้าอบรมที่วัดและเป็นสามเณรประจำของวัด เพื่อเรียนปริยัติธรรม (คือการเรียน นักธรรมและบาลี) การอบรมสามเณร รุ่นแรก จึงอาศัยพระภิกษุรุ่นแรกๆ ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ และพระพี่เลี้ยงในการให้การอบรม

การมาวัดของสาธุชน โดยจัดจุดออกรถในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น

การจัดรถมาวัดในวันอาทิตย์ ได้ขยายจุดเพิ่มขึ้นเป็น 16 จุด ทำให้คนในเขตกรุงเทพได้มาวัดอย่างสะดวก และผู้ที่มาวัดอยู่แล้ว ก็สามารถชวนญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน คนรู้จักมากันสะดวกขึ้น จุดจอดรถที่เปิดเพิ่มขึ้นจากการแนะนำของกัลยาณมิตรที่มาวัดอย่างสม่ำเสมอ และอาสาทำหน้าที่ดูแลการจัดรถออกตามจุดต่างๆ และการรับกลับมาส่งด้วย จุดจอดรถส่วนใหญ่เป็นหมู่บ้านใหญ่ๆ หรือเป็นย่านชุมชนที่ คนมาก เช่น วงเวียนใหญ่ สุขุมวิท ลาดพร้าว บางมด สมุทรปราการ เป็นต้น

กล่าวได้ว่าจากยุคบุกเบิกสร้างวัด จนมาสู่ยุคเริ่มขยายงาน วัดได้มุ่งฝึกบุคลากรหลักคือ พระภิกษุ ในระยะแรก เพื่อรับผิดชอบงานหลักๆ ของวัด หน้าที่หลักที่สำคัญที่ต้องให้ความเอาใจใส่คือ การฝึกให้ ทำหน้าที่เทศน์และการอบรมธรรมสำหรับบุคลากร เป็นผลให้สามารถเปิดรับสามเณร อุบาสก อุบาสิกา เข้ามาอบรมในจำนวนที่มากขึ้น ยุคเริ่มขยายงานนี้จึงเป็นยุคพัฒนาคนเพื่อให้คนไปพัฒนางาน รองรับงานในหน้าที่ต่างๆ เนื่องมาจากจำนวนสาธุชนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการพัฒนาบุคลากร วิธีการบริหารงาน สาธุชนจึงศรัทธาวัด และมาวัดอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนั่นเป็นเพียงปัจจัยภายนอกทั้งหมด แต่ปัจจัยภายในคือสาธุชนรักการปฏิบัติธรรม เพราะเห็นผลของการปฏิบัติด้วยตนเองจึงมาวัดอย่างตลอดต่อเนื่อง

6.3 ยุคเผยแผ่ (พ.ศ. 2536 - ถึงปัจจุบัน)

ในปี พ.ศ. 2534 จำนวนพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มีจำนวนมากขึ้นกว่า 500 รูป/คน คณะบริหารงานวัดโดยมีหลวงพ่อธัมมชโยเป็นประธาน จึงปรับโครงสร้างการทำงาน ให้เป็นสำนัก กอง แผนก และเริ่มใช้โครงสร้างใหม่ในปี พ.ศ. 2535 จัดรูปแบบการทำงาน การบริหารงาน และกฎเกณฑ์ในการทำงานใหม่ รวมทั้งแยกรูปแบบการพักอาศัยอย่างชัดเจนออกจากการทำงาน มีการบรรจุเจ้าหน้าที่ทำงาน ตามความถนัด ความสนใจ ความสามารถ มีการทดลองงาน สำหรับพระภิกษุใหม่ และอุบาสก อุบาสิกาใหม่ มีหลักสูตรการอบรมบุคลากรใหม่ในระยะเวลาที่เหมาะสม และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบในปี พ.ศ. 2537 จนต่อมาผู้บริหารงานมีนโยบายให้มีส่วนงานที่มุ่งพัฒนาบุคลากรภายในโดยเฉพาะเรียกว่า สถาบันพัฒนาบุคลากรŽ (จัดการศึกษา และอบรมบุคลากรภายในเท่านั้น) และมีหน่วยงานที่มุ่งพัฒนาคนภายนอกเรียกว่าสำนักเผยแผ่ (อบรมบุคลากรภายนอก)

ส่วนด้านการปฏิบัติธรรม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้พัฒนาเจ้าหน้าที่ภายใน ทั้งพระภิกษุอุบาสก อุบาสิกา โดยให้เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมระยะยาว เพื่อให้มีประสบการณ์ภายในด้วยตัวของตัวเอง บุคลากรกลุ่มนี้ได้เป็นกำลังสำคัญในการดำเนินงานโครงการปฏิบัติธรรมพิเศษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (รุ่นที่ 1 วันที่ 21-27 มีนาคม พ.ศ. 2536)

โครงการปฏิบัติธรรมพิเศษเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้สาธุชนที่มาวัดเป็นประจำและอยากปฏิบัติธรรมต่อเนื่องในระยะเวลา 7 วัน โครงการนี้ทำให้สาธุชนมีประสบการณ์การปฏิบัติธรรมด้วยตนเอง ส่งผลให้รักการมาวัดมากขึ้น เมื่อสาธุชนได้รับผลของการปฏิบัติธรรมด้วยตัวเองแล้ว จึงเกิดการตื่นตัว ในการชักชวนญาติพี่น้องมาวัดพระธรรมกายเพิ่มขึ้นในวงกว้าง ทำให้ในระยะนั้นมีคนมาวัดในวันอาทิตย์ธรรมดา 2,000-3000 คนและในวันอาทิตย์ต้นเดือน 10,000 คน ส่วนในวันงานบุญใหญ่จำนวน 50,000 คน และผู้ที่มาวัดเข้าใจเรื่องการสร้างบุญ รู้จักการทำทานในพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ความเข้าใจในเรื่องการทำทานที่วัดปลูกฝัง จึงทำให้วัดสามารถดำเนินงานทั้งหมดได้ด้วยเงินบริจาคทำบุญ

ปี พ.ศ. 2539 วัดได้สร้างสภาธรรมกายสากลหลังปัจจุบัน เพื่อรองรับสาธุชน 100,000 คน เป็นอาคาร 2 ชั้น มีพื้นที่ใช้งานรวม 370,000 ตารางเมตร เริ่มใช้งานครั้งแรกเมื่อวันทอดกฐินที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 สภาธรรมกายสากลหลังนี้จึงเป็นสถานที่สำหรับการจัดกิจกรรม และพิธีกรรมของวัดในวันอาทิตย์ วันอาทิตย์ต้นเดือน และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบัน

ในยุคเผยแผ่นี้ การพัฒนาบุคลากรภายในจัดว่าเป็นระบบ และวัดพัฒนาระบบการทำงานควบคู่ไปด้วย กิจกรรมของวัดจึงขยายไปในวงกว้างสู่สายตาประชาชน จึงเกิดเป็นข่าววิกฤตของวัดในปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา

ลักษณะการจัดระเบียบทางสังคม

คือ การจัดประเภทของสมาชิกและการจัดตำแหน่งด้านการทำงาน

ก. การจัดประเภทสมาชิก

ในการจัดประเภทสมาชิกของวัด วัดแบ่งตามสถานภาพ และการรักษาศีล เช่น พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา อาสาสมัคร พนักงาน และในแต่ละสถานภาพ ยังแบ่งเป็นสมาชิกประจำของวัด และสมาชิกที่กำลังผ่านการฝึกอบรมเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ประจำ ซึ่งวัดมีการเรียกสมาชิกแต่ละประเภทที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ยังมีผู้ที่มีศรัทธา ลาออกจากงาน หรือเกษียณแล้วมาเป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีทั้งรับสวัสดิการรายเดือน และช่วยตามศรัทธาไม่รับปัจจัย ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป

1.เจ้าหน้าที่ประเภทสามัญ คือ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผ่านการอบรม และบรรจุเป็นสมาชิกประจำของวัด มีการเข้าเป็นสมาชิกนับรุ่นในแต่ละปี

บุคลากรแต่ละประเภทจะมีที่พักอาศัย เรียกว่า อาศรมŽ ได้แก่

พระภิกษุ พักที่ อาศรมบรรพชิต

สามเณร พักที่ หมู่กุฏิสามเณร อยู่ในสายปกครองของอาศรมบรรพชิต

อุบาสก พักที่ อาศรมอุบาสก

อุบาสิกา พักที่ อาศรมอุบาสิกา

ในการดูแลปกครองของสมาชิกแต่ละอาศรม จะมีหัวหน้าอาศรม ผู้ช่วยหัวหน้าอาศรม และคณะกรรมการอาศรม ทำหน้าที่ปกครองและดูแล

สำหรับสามเณรจะมีประธานสามเณร และมีคณะกรรมการหมู่กุฏิสามเณร ทำหน้าที่ดูแล โดยมีพระอาจารย์และพระพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษา

2.เจ้าหน้าที่ประเภทวิสามัญ คือ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกาที่อยู่ระหว่างการอบรมบุคลากรใหม่ และการทดลองงาน หากเข้าอบรมในปีแรก เป็นพระภิกษุ เรียกว่าพระนวกะ 1 พระนวกะ 2 หรือหากเป็นสามเณร จะเรียกว่า สามเณรนวกะ 1 สามเณรนวกะ 2 หรือสามเณรนวกะ 3

ข.การจัดวางตำแหน่งด้านการทำงานและการบริหารงาน

ในการบริหารงานวัดพระธรรมกาย ได้มีการแบ่งการทำงานเป็น 3 ระบบคือ

1.การทำงานในฐานะวัด ซึ่งประกอบด้วยตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส 3 ท่าน(ปัจจุบัน 6 ท่าน) เลขานุการเจ้าอาวาส นอกจากนี้ยังมีพระครูปลัด พระครูสมุห์ พระครูสังฆรักษ์ เพิ่มอีกในตำแหน่งของพระราชาคณะชั้นราช ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ การบริหารงานเช่นนี้ วัดใช้ในรูปของการบริหารงานวัดร่วมกับการคณะสงฆ์

ในปี พ.ศ. 2544 เจ้าอาวาสได้แต่งตั้งให้รองเจ้าอาวาสทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย จนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2546)

2.การทำงานในฐานะมูลนิธิธรรมกาย ประกอบด้วยประธานมูลนิธิธรรมกาย(พระราชภาวนาวิสุทธิ์) รองประธานมูลนิธิธรรมกาย (พระภาวนาวิริยคุณ) และคณะกรรมการมูลนิธิธรรมกาย

3.การทำงานในฐานะการบริหารงานภายในวัด เมื่อปี พ.ศ. 2534 วัดมีนโยบายให้ปรับโครงสร้าง การทำงาน เพื่อให้มีการแบ่งงานที่ขยายออกไปหลายโครงการ โดยจัดรูปแบบโครงสร้างใหม่ให้เหมาะ กับการบริหารงานภายใน ปัจจุบันโครงสร้างดังกล่าวได้พัฒนาและปรับการใช้งานจนถึงปัจจุบัน เรียกว่า โครงสร้างสภาธรรมกายสากล ซึ่งได้ใช้เมื่อปี พ.ศ. 2535

การปรับโครงสร้างในปี พ.ศ. 2535 ทำให้เกิดคณะกรรมการบริหารงานสภาธรรมกายสากล

ทำหน้าที่ดำเนินงาน พัฒนาคนและงาน ให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

1.ประธานคณะกรรมการบริหารสภาธรรมกายสากล

2.คณะกรรมการที่ปรึกษาอาวุโส

3.คณะกรรมการบริหารสภาธรรมกายสากล ซึ่งประกอบด้วย ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ

ชุมชนของวัดพระธรรมกาย

บนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ พระภิกษุกว่า 600 รูป(จำนวนประมาณในปี พ.ศ. 2536) รักษาศีล 227 ข้อ สามเณรกว่า 300 รูป รักษาศีล 10 ข้อ อุบาสกกว่า 100 คน และอุบาสิกากว่า 400 คน รักษาศีล 8 ข้อ สมาชิกของวัดกว่า 1,500 รูป/คน ที่จำพรรษา พักอาศัย ใช้ชีวิตภายในวัดและทำงานให้กับวัด กว่า 15 ปี 10 ปี 5 ปี และ 1 ปี ทั้งพระภิกษุ และอุบาสก อุบาสิกา จะอยู่ในวัยอายุเฉลี่ย 25-45 ปี มีเป้าหมายในการเข้ามาอยู่วัดเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่น ด้วยวัยที่พร้อมที่จะทำงานให้กับพระพุทธศาสนาที่ตน เรียกว่า งานสร้างบารมีŽ

พระภิกษุ สามเณรทุกรูป และอุบาสก อุบาสิกาทุกคน จะต้องผ่านการอบรมในโครงการอบรม ต่างๆ ของวัด เช่นโครงการอบรมธรรมทายาทชาย หญิง โครงการอบรมยุวธรรมทายาท ผู้เข้าอบรมอายุระหว่าง 20-35 ปี จากนั้นวัดจึงจัดให้มีการอบรมพระภิกษุนวกะ สามเณรนวกะ และอบรมบุคลากรใหม่สำหรับอุบาสก และอุบาสิกาในระยะเวลาที่แตกต่างกัน เมื่อผ่านเข้ามาเป็นสมาชิกของวัดแล้ว ทุกรูป ทุกคน จะพักที่อาศรม1 ของตนได้แก่ อาศรมบรรพชิต หมู่กุฏิสามเณร อาศรมอุบาสก และอาศรมอุบาสิกา เขาเหล่านี้ มีกิจวัตรกิจกรรมที่แตกต่างจากชาวโลกนับตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งเข้านอน มีการนุ่งห่ม หรือการแต่งกายที่แตกต่างจากคนทั่วไป

การนุ่งห่มของพระภิกษุเหมือนพระภิกษุทั่วไป หากไปฉันหรือลงพิธีกรรมของสงฆ์จะห่มดองคือห่มผ้าเปิดไหล่ขวา มีผ้าพาดที่ไหล่ซ้ายและมีผ้ารัดอก ความยาวของการนุ่งสบงเท่ากับครึ่งหน้าแข้ง การห่มจะดูกระชับ จีวรไม่ลอยชาย เป็นปริมณฑล แต่โดยทั่วๆ หากไม่ได้ลงพิธีกรรม พระภิกษุจะห่มบวบ คือการห่มโดยม้วนจีวรเข้า และพาดไหล่ซ้าย เปิดไหล่ขวา ชายจีวรที่ม้วนจะใช้มือซ้ายถือ หากลงงานพัฒนา หรือทำงานด้านการก่อสร้างท่านจะใส่เฉพาะอังสะและสบง (อังสะคือผ้าเฉียงบ่า เปิดไหล่ขวา ชายปล่อยออกนอกสบง) เพื่อสะดวกในการทำงาน

การนุ่งห่มของสามเณร เช่น อังสะของสามเณรจะมีข้อแตกต่างกับของพระ คืออังสะจะไม่มี รอยต่อที่เอว เป็นผ้าผืนเดียวกันตลอด

พระภิกษุ หรือสามเณร จะมีชุดพัฒนา คือ จะเลือกอังสะที่เก่า และสบงที่เก่า เพื่อทำงานพัฒนาความสะอาด ปัดกวาดเสนาสนะ ทำสวน หรือซ่อมแซมอาคาร เป็นต้น

การแต่งกายของอุบาสก หากเป็นวันงานบุญใหญ่ จะแต่งกายชุดขาว คือชุดอุบาสกŽ เสื้อพระราชทานสีขาว กางเกงสีขาว รองเท้าสีดำ หากเป็นวันปฏิบัติงานจะใช้กางเกงสีน้ำเงิน นอกจากนี้ ยังมีชุดซาฟารีสีเทา เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานนอกสถานที่ในการพบปะบุคคลภายนอก หรือไปติดต่องานตามสถานที่ต่างๆ ส่วนเสื้อพัฒนาของอุบาสก เป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำตาล สำหรับการพัฒนาทำความสะอาด

การแต่งกายของอุบาสิกาหากเป็นวันงานบุญใหญ่ จะแต่งกายชุดขาว คือ ชุดอุบาสิกาŽเป็นเสื้อสีขาวคอปิด มีเกล็ดด้านหน้าซ้ายขวา อย่างละ 3 เกล็ดๆ ละ 3 กระเบียด เสื้อปล่อยชาย แขนสั้น ส่วนผ้าถุงสีขาวเป็นถุงสำเร็จ ยาวถึงข้อเท้า และมีถุงเท้าขาว รองเท้าหุ้มส้นสีขาว ไม่มีลวดลาย หากเป็นวันทำงานจะสวมกระโปรงน้ำเงิน โดยเอาเสื้อไว้ในกระโปรง คาดเข็มขัดสีน้ำเงิน รองเท้าหุ้มส้นสีน้ำเงิน นอกจากนี้ยังมีเสื้อเชิ้ตสีฟ้าแขนยาว สำหรับใช้พัฒนาทำความสะอาด

อุบาสก ส่วนใหญ่ตัดผมสั้น และค่อนข้างเกรียน ดูสะอาดตา และเรียบร้อย ส่วนอุบาสิกาไม่มีการแต่งหน้าแต่อย่างใด ส่วนใหญ่ไว้ผมสั้นหรือประบ่า กริยามารยาทเรียบร้อย ดูสงบ การทักทาย การไหว้ ดูอ่อนน้อมถ่อมตน

พระภิกษุ และสามเณรเป็นนักบวชเต็มรูปแบบ ส่วนอุบาสกอุบาสิกา เรียกได้ว่าเป็นกึ่งนักบวช ทีเดียว ในวันพระใหญ่พระภิกษุ สามเณร ลงโบสถ์ เพื่อสวดปาติโมกข์ คือการทบทวนศีล 227 ข้อ อุบาสก และอุบาสิกาก็เช่นเดียวกัน ช่วงเช้าตรู่ในวันพระใหญ่ จะสวมชุดอุบาสก และอุบาสิกา ขาวสะอาดตา เพื่อทบทวนศีล 8

กิจวัตรนับตั้งแต่ช่วงเช้าคือตั้งแต่เวลา 4.30 น. ทั้ง 3 อาศรมมีกิจวัตรเหมือนกันคือ การสวดมนต์ ทำวัตรเช้า และนั่งสมาธิจนถึงเวลา 6.00 น.

เวลา 6.00 น. พระภิกษุสามเณร จะเริ่มเดินบิณฑบาต ประมาณ 4-5 สาย เช่น สายหนึ่งจะเดินบิณฑบาตผ่านหน้าอาศรมอุบาสิกา และออกไปทางด้านหน้าวัด ผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่ พระภิกษุ บางสายจะเดินออกจากอาคารที่พักสงฆ์ และผ่านทางป้อมยาม มีสาธุชน และเจ้าหน้าที่ พนักงาน บางส่วน ยืนรอใส่บาตรอยู่บ้าง และแถวบิณฑบาตมุ่งไปทางคลองสอง

เวลา 6.00 - 7.00 น. เรียกว่าเวลารับบุญŽ ทุกๆ อาศรม จะช่วยกันทำความสะอาดเสนาสนะ ที่พักอาศัยของตนเอง เช่นขัดห้องน้ำ กวาดถูห้องสวดมนต์ ห้องซักรีด ทางเดิน ถอนหญ้า และกวาดถู กุฏิ บ้านพักของตน อุบาสกบางส่วนจะเข้าไปกวาดใบไม้ และทำความสะอาดศาลาในพื้นที่ 196 ไร่ บริเวณภายในวัด อุบาสิกาบางส่วนประมาณ 50 คน หมุนเวียนกันไปกวาดถูปูเสื่อ สภาธรรมกายสากลหลังคาจาก อุบาสิการับบุญถูสภาฯ วันจันทร์ เนื่องจากสภากว้างมาก วิธีการกวาดคือ หนึ่งคนถือไม้กวาด 2 อัน พื้นของสภา ปูด้วยแผ่นปูนสี่เหลี่ยมจตุรัส กว้างยาวครึ่งเมตร ทุกคนเรียงแถวหน้ากระดาน และรับผิดชอบคนละสองแผ่นปูน กวาดทางยาว ประมาณครึ่งชั่วโมงก็สามารถกวาดสภาได้เสร็จ เมื่อส่วนหนึ่งยังกวาดไม่เสร็จ บริเวณที่กวาดแล้ว จะมีอุบาสิกาอีกชุดหนึ่ง นำไม้ถูพื้นพร้อมผ้าถูผืน คือผ้าที่เป็นเนื้อผ้าห่มสีเข้ม ตัดเป็นสี่เหลี่ยม นำมาชุบน้ำในกระป๋องที่เพื่อนเตรียมไว้ ริมสภาฯ ทั้งสองด้าน จะมีกระป๋องน้ำสีน้ำเงินวางไว้เพื่อซักผ้า เมื่อเริ่มต้นถูก็ชุบน้ำและบิดแห้ง พร้อมคลี่ผ้าทบไปที่ไม้ถูพื้นที่มีความกว้างพิเศษเท่ากับความกว้างของแผ่นปูน จะเริ่มต้นถูแผ่นเว้นแผ่นเป็นทางยาวไป และซักผ้าอีกฝั่งหนึ่งเพื่อจะถูแผ่นแนวที่เว้นไว้ ถูกลับไปมาเช่นนี้สลับกันไป ประมาณ 20 นาที ก็สามารถถูสภาหลังใหญ่ได้เสร็จ ต่อจากนั้นจึงเริ่มปูเสื่อเพื่อเป็นที่นั่งของพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เตรียมพื้นที่สำหรับการประชุม เรียกว่า ประชุมสมาชิก 3 อาศรมŽ จัดขึ้นทุกวันจันทร์ โดยมีพระภาวนาวิริยคุณเป็นประธาน อบรมให้โอวาท แสดงหลักธรรมะแก่สมาชิกองค์กร

ใกล้เวลา 7.00 น. พระภิกษุทยอยไปฉันที่สภาธรรมกายสากลหลังคาจาก (ปัจจุบันฉันที่หอฉันคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) ส่วนสามเณรจะตั้งแถวตั้งแต่เวลา 6.30 น. เนื่องจากสามเณรอยู่ไกลและเป็นการฝึกให้มีระเบียบแถว มีพี่เณรเดินคุมแถวไปด้วย เพื่อไปฉันที่สภาธรรมกายสากล ยามเช้าอากาศดีเช่นนี้เห็นสามเณรเดินตามสบาย ส่งเสียงคุยกันตามวัยเด็ก หลายรูปถือตำราไวยากรณ์บาลีเล่มเล็กไปด้วย เมื่อถึงสภาฯแล้ว ยังไม่เดินขึ้นทันที สามเณรหยุดรอเพื่อนให้เข้าแถวพร้อมเพรียงกัน จึงขึ้นที่นั่งฉัน ซึ่งเป็นแท่นไม้ยกสูงจากพื้นประมาณครึ่งเมตร การฉัน ฉันเป็นวงๆ ละ 5 รูป แยกพระเณรมีการจัดวางอาหารอย่างเป็นระเบียบ มีผ้าพลาสติกปู และอาหารทุกจานมีการคลุมด้วยพลาสติกคลุมอาหารเพื่อไม่ให้ฝุ่นลง อาหารวางไว้อย่างเรียบร้อย มีสาธุชนที่เดินทาง มาแต่เช้าเพื่อมาประเคนภัตตาหารพระ ก่อนฉันพระสวดพิจารณาอาหารก่อน และฉันพร้อมกัน ภายหลังฉันเสร็จ เมื่อให้พรเสร็จแล้ว บางครั้ง พระภาวนาวิริยคุณจะให้โอวาท การให้โอวาทจะเน้นเรื่องของวินัยของพระ การรักษาศรัทธาญาติโยม การฝึกตัว และการสังเกตสิ่งแวดล้อมภายนอก การดูแลเอาใจใส่หมู่คณะ หากมีเรื่องเกี่ยวกับการคณะสงฆ์ที่จำเป็นต้องทราบ ท่านจะแจ้งให้ทราบเพื่อให้มีความรู้ทั่วถึงกัน

ในระหว่างการฉันภัตตาหารในเวลา 7.10 น. จะมีการกระจายเสียง ข่าวรับอรุณŽ ซึ่งมีอุบาสก อุบาสิกา จัดรายการข่าวคล้ายข่าวรายการวิทยุ เป็นการเสนอข่าวภายในของวัด และข่าวที่น่ารู้ทั่วไปโดยขึ้นต้นด้วย โอวาทหลวงพ่อที่ให้แก่สมาชิกองค์กร ข่าวประกาศต่างๆ ที่ต้องการให้สมาชิกในองค์กรรู้อย่างทั่วถึง เช่น ประกาศ กฎเกณฑ์ หรือการขอความร่วมมือ การรับประทานอาหารของอุบาสกอุบาสิกา จะไปรวมกันที่ห้องอาหาร เรียกกันภายในวัดว่า ฟู้ดเซ็นเตอร์Ž ซึ่งอยู่ชั้นบนของสำนักงานรวม จะเปิดให้รับประทานอาหารเช้าเวลา 7.00 น. อุบาสก อุบาสิกาส่วนใหญ่จะใช้จักรยานเป็นพาหนะขับขี่ บางส่วนใช้รถจักรยานยนต์ เมื่อขี่จักรยานมาถึงหน้าสำนักงานรวมเพื่อขึ้นไปที่ห้องอาหาร เวลาใกล้ 8.00 น. จะสวนกับรถจักรยานจำนวนมากของพนักงานที่กำลังออกจากสำนักงานรวม เพื่อไปทำงานตามส่วนต่างๆ สอบถามได้ความว่า พนักงานของวัดทุกส่วนงาน ทุกเช้าจะต้องมาสวดมนต์ทำวัตรเช้าพร้อมกันที่ห้องโถงหน้ารูปคุณยายอาจารย์ โดยมีพระอาจารย์นำสวดมนต์ และให้โอวาทเป็นการเตรียมใจให้ใสในการทำหน้าที่ให้วัด ซึ่งเป็นงานพระศาสนา การสวดมนต์ของพนักงานมีตั้งแต่สมัยรุ่นบุกเบิกได้ทำกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน

การทำงานของส่วนงานต่างๆ จะเริ่มเวลา 8.30 น. และหยุดพักในเวลาเพล คือ 11.00 น.

พระภิกษุฉันภัตตาหารเพลที่หอฉัน ตอนกลางวันมีสาธุชน หรือเจ้าภาพถวายภัตตาหารประจำวัน มาร่วมถวายมากกว่าตอนเช้า ทุกๆ วัน วันละ 50 - 100 คน หากเป็นวันเสาร์ หรือวันหยุด มีจำนวน เกือบ 500 คน ส่วนใหญ่มาทำบุญวันเกิด หรือทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว บางท่านเป็นเจ้าภาพประจำสัปดาห์มาทุกๆ สัปดาห์ และมีเจ้าหน้าที่จัดเตรียมโต๊ะสำหรับรับประทานอาหารกลางวันไว้ให้เป็นโต๊ะญี่ปุ่น นั่งพื้น นั่งได้ 5 คนต่อหนึ่งโต๊ะ อาหารที่เตรียมไว้มีการคลุมด้วยพลาสติกคลุมอาหาร เมื่อ รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ต่างคนก็ช่วยกันเก็บภาชนะเช็ดคราบความมันออกด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือกระดาษสมุดโทรศัพท์และแยกจาน ชาม ช้อน เรียงกันไว้ เจ้าหน้าที่เตรียมผ้าสำหรับเช็ดโต๊ะ น้ำสำหรับล้างมือ ผ้าสำหรับเช็ดมือไว้ให้ เพื่อสะดวกในการไปรับพรพระ ท่านที่เป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหาร อาจจะสั่งดอกไม้เป็นแจกัน เพื่อถวายพระภิกษุหลังฉัน

เมื่อพระภิกษุฉันเสร็จ พิธีกรจะประกาศรายชื่อผู้ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหาร และเรียนเชิญเจ้าภาพถวายปัจจัยไทยธรรม หรือดอกไม้ แต่ละท่านก็จะเข้าแถวถวายพระภิกษุ ต่อจากนั้นพระภิกษุจะให้พร ก่อนให้พรพระภิกษุจะกล่าวสัมโมทนียกถา6) ใจความให้ผู้มาถวายภัตตาหาร นึกถึงทานที่ได้ทำจะเป็นเสบียง ข้ามภพข้ามชาติ และจะได้รับอานิสงส์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อกล่าวจบพระภิกษุจึงให้พรเป็นอันเสร็จพิธี ได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ว่า ส่วนงานที่ดูแลการถวายภัตตาหารของเจ้าภาพ หรือการรับบริจาคและการจัดโต๊ะอาหารของเจ้าภาพนี้ เรียกส่วนงานนี้ว่าทานบดีŽ7))

ต่อจากนั้นพระภิกษุก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ตามส่วนงานของวัด บางส่วนเดินกลับที่พักอาคารพักสงฆ์ ส่วนพระภิกษุที่อยู่ที่ศูนย์ฝึกอบรมธรรมทายาท จะมีรถพ่วงรับ-ส่ง กลับที่พัก ส่วนสามเณรตั้งแถวเดินกลับไปที่พักเพื่อเรียนปริยัติธรรมในภาคบ่าย

ในภาคบ่ายการทำงานจะเริ่มเวลา 13.00 น. ซึ่งจะมีรถพ่วงมารับพระไปปฏิบัติงานตามหน่วยงานต่างๆ ในช่วงบ่าย

ส่วนอุบาสก อุบาสิกา พักรับประทานอาหารกลางวันเวลา 11.15 น. และเข้าทำงานอีกครั้งในเวลา 13.00 น. การทำงานจะเลิกเวลา 17.30 น. แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เลิกตามเวลา สมาชิกมักจะทำงานจนเลยเวลา ในตอนเย็นมีการบริการน้ำปานะ สำหรับพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ที่สำนักงานชั้นล่างของห้องอาหาร ตั้งแต่เวลา 15.00-19.00 น. เป็นการพบปะสนทนาเรื่องงาน เป็นการพัก เพื่อกลับไปทำงานในช่วงเย็น

เวลาประมาณ 18.00 น. ทั้งพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา กลับไปทำภารกิจส่วนตัว เพื่อเตรียมตัวไปปฏิบัติธรรมที่บ้านยายในเวลา 19.00 น.

เวลา 21.00 น. สมาชิกทุกรูป ทุกคน กลับอาศรม ทำภารกิจส่วนตัว ศึกษาธรรมะเพิ่มเติม แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำงาน และวางแผนงานในวันต่อไป สมาชิกอาศรมส่วนใหญ่ เข้านอนเวลา 22.00 - 23.00 น. ก่อนนอนทุกรูปทุกคน ฝึกให้แผ่เมตตาก่อนนอน และหลับอยู่ในสมาธิ เพื่อการเริ่มต้นการสร้างบุญบารมีสำหรับวันใหม่

สิ่งที่น่าสนใจในการดูแลวัดให้สะอาด คือหลังการจัดงานบุญใหญ่ สมาชิกทั้ง 3 อาศรมจะแบ่งพื้นที่เก็บเพชรพลอย (ขยะ) เนื่องจากภายหลังการจัดงาน มีเศษขยะที่คนมาวัดเป็นจำนวนมากทิ้งไว้ อุบาสิกาท่านหนึ่งเล่าว่า หลังงานบุญใหญ่ เราจะใส่เสื้อสีฟ้าแขนยาวที่เรียกว่าเสื้อพัฒนานี้เก็บเพชรพลอย (ขยะ) พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ จะถูกแบ่งส่วนการรับผิดชอบ สำหรับพระ เณร อุบาสก ส่วนอุบาสิกาจะรับบุญบริเวณพื้นที่ด้านหลังเจดีย์ ภายในเวลาเพียงครึ่งวัน ก็สามารถเก็บขยะได้หมดทั้งวัด ด้วยการทำงานพร้อมกัน วัดจึงสะอาดได้อย่างรวดเร็วŽ

สรุปได้ว่าการจัดสภาพทางภูมิศาสตร์และชุมชนของวัดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พบว่าวัดจัดระบบ ดังกล่าวบนพื้นฐานบุคลากรที่อยู่ร่วมกันหลายเพศ ภาวะ จำนวนมาก มีกิจวัตรประจำวันที่เป็นระบบที่ชัดเจนซึ่งเป็นวินัยส่วนตัว มีการกำหนดเครื่องแบบเพื่อให้เป็นมาตรฐาน ซึ่งทำให้เกิดเป็นระเบียบวินัยของส่วนรวม และวัดกำหนดให้บุคลากรดังกล่าวทำหน้าที่รักษาดูแลวัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันด้วย

ในด้านการทำให้วัดเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติธรรม และการฟังธรรมของสาธุชน วัดคำนึงถึงความสะดวกในการมาวัดของสาธุชน ความสะอาด ความเป็นระเบียบของสถานที่และการบริการเพื่อรองรับคนจำนวนมากอย่างเป็นระบบ

หากจะมีข้อสังเกตว่า เหตุใดวัดจึงสามารถขยายงานและรองรับสาธุชนจำนวนเป็นแสน ภายในเวลา 35 ปี พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา มีการพัฒนาอย่างไร จึงสามารถทำงานรองรับกิจกรรมต่างๆ ได้ และสาธุชนที่มาวัดมีกิจกรรม และได้รับความรู้ทางพระพุทธศาสนาอย่างไรจึงสามารถมาวัดได้อย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าเป็นเพราะกระบวนการขัดเกลาทางสังคม และพัฒนาบุคลากร น่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของวัดอย่างแน่นอน

1) เรียบเรียงจากวิทยานิพนธ์เรื่อง “ การศึกษาเรื่องกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและพัฒนาบุคลากรของวัดพระธรรมกาย” โดย อัชวัน หงิมรักษา อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต(พุทธศาสน์ศึกษา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2546.
2) 36 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี พ.ศ. 2546.
3) อารีพันธ์ ตรีอนุสรณ์, คืนที่พระจันทร์หายไป, หน้า 108-109.
4) พระอดิศร ชวนชาโตและคณะ, 60 ปีทองของการสร้างบารมีพระภาวนาวิริยคุณ, หน้า 35.
5) ถิ่นที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม หรือ การดำเนินชีวิต ได้แก่ ที่อยู่อาศัย อาหาร บุคคล และธรรมะ.
6) สัมโมทนียกถา คือ ถ้อยคำอันเป็นที่บันเทิงใจ, คำต้อนรับ.
7) ทานบดี เป็นชื่อส่วนงานที่ทำหน้าที่ต้อนรับกัลยาณมิตร เจ้าภาพที่มาถวายภัตตาหารในเวลาเช้า และกลางวัน เจ้าหน้าที่จะทำหน้าที่ต้อนรับ รับบริจาค และเตรียมอาหารให้รับประทาน.
df303/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki