บทที่ 2 บ้านกัลยาณมิตร

เนื้อหาบทที่ 2 บ้านกัลยาณมิตร

  • 2.1 วัตถุประสงค์ของบ้านกัลยาณมิตร
  • 2.2 เอกลักษณ์ของบ้านกัลยาณมิตร
  • 2.3 กิจกรรมของบ้านกัลยาณมิตร
  • 2.4 เครือข่ายบ้านกัลยาณมิตร
  • 2.5 เหตุผลที่ไม่ควรปฏิเสธบ้านกัลยาณมิตร
  • 2.6 ชุมชนบ้านกัลยาณมิตร
  • 2.7 ปัญหาและอุปสรรคของบ้านกัลยาณมิตร

แนวคิด

1.บ้านหรือครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญสถาบันหนึ่งในสังคมที่จะปลูกฝังสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้น ทั้งแก่สมาชิกภายในครอบครัวและส่งผลดีต่อสังคมภายนอกได้

2.การทำบ้านให้เป็นบ้านกัลยาณมิตร เริ่มจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกภายในบ้าน แล้วขยายความสัมพันธ์ที่ดีไปยังชุมชนภายนอก

3.แม้เราสามารถสร้างบ้านที่น่าอยู่ได้ แต่เราก็จำเป็นที่จะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมรอบบ้านให้สงบ น่าอยู่ และเป็นปฏิรูปเทสด้วย

วัตถุประสงค์

1.เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของบ้านหรือครอบครัว

2.เพื่อให้นักศึกษารู้จักบ้านกัลยาณมิตรคืออะไร

3.เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงดลใจที่จะเปิดบ้านกัลยาณมิตร

ความสุขของมนุษย์ใช่อยู่ไกล แต่เริ่มต้นได้ที่บ้านของทุกคน เพราะบ้านที่เป็นบ้านกัลยาณมิตร เป็นบ้านแห่งความอบอุ่น และจะเป็นบ้านแห่งการป้องกันภัยที่เรามองไม่เห็นตัวได้อย่างดีเยี่ยม เพราะภัยทุกวันนี้ แฝงเข้ามาหลายรูปแบบ ดังมีคำกล่าวว่ามิได้ตีตราบอกยี่ห้อ หรือแนะนำตัวเองว่ามันคือภัยที่จะเป็นอันตรายกับเรา แต่เป็นสิ่งที่เรามักจะมองไม่ออกว่ามันคือภัยที่กำลังกัดกร่อนและมีผลต่อผู้คนและครอบครัวทีละน้อยๆ จนก่อให้เกิดผลร้ายทั้งชีวิตและจิตวิญญาณของพวกเราอย่างที่เราไม่คาดคิด

ตัวอย่างภัยที่เห็นกันชัดเจนก็คือ การที่เด็กติดยาเสพติด ปัญหานี้เป็นปัญหาสังคมอันยิ่งใหญ่ แม้เราจะยังไม่ต้องไปมองว่าใครคือคนค้ายา แต่หากมามองย้อนมาที่ครอบครัวของแต่ละคนว่า พ่อแม่เคยสอนลูกให้เสพยาหรือไม่ พ่อแม่เคยแนะนำหรือไม่ว่าบุหรี่ยี่ห้อนี้ดี เหล้าชนิดนี้เยี่ยมหรือไม่ ซึ่งก็เปล่าทั้งสิ้น เพราะพ่อแม่ไม่เคยสอนให้ลูกเสพสิ่งเสพติดดังกล่าวเลย แต่ลูกติดสิ่งเสพติดเหล่านี้มาจากใคร แน่นอนเหลือเกินว่าย่อมติดมาจากเพื่อนหรือคนที่ลูกของเราไปคบหาสมาคมนั่นเอง วันๆ หนึ่งลูกอยู่กับเรากี่ชั่วโมง และเราให้เวลากับลูกมากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งที่เพาะเป็นนิสัยของการติดยาเสพติดมันปรากฏขึ้นกับเด็กของเราจากโลกภายนอก โดยที่เราไม่รู้ระแคะระคายภัยที่มองไม่เห็นตัวนี้ มันคือเชื้อโรคร้าย ที่ทำลายทั้งชีวิตและจิตใจอย่างมหันต์

ยกตัวอย่างภัยอีกประการหนึ่ง คือภัยที่มีผลต่อจิตวิญญาณ ซึ่งก็คือสิ่งที่จะมาทำให้เราเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด เป็นสิ่งที่จะชักนำให้จิตใจของเราให้แปรปรวน บ้างก็ตกต่ำ บ้างก็เบี่ยงเบน ซึ่งสิ่งที่จะนำภัยเหล่านี้แทรกเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น มาจากสื่อเผยแพร่ทั้งหลาย ทั้งจากวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เป็นต้น เราดูเราอ่านทุกวัน สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ชี้นำความคิดของเราวันละเล็กวันละน้อย โดยเฉพาะการนำเสนอสิ่งที่บิดเบือนต่อความจริง การมีอคติในการเสนอเรื่องราว เป็นต้น ย่อมเป็นการชักนำความคิดจิตใจของเราให้ตกต่ำทางศีลธรรม เพราะทุกวันนี้ คนเราจำนวนไม่น้อยที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ไม่กลัวบาปกรรม มองเห็นแค่ความมั่งมีในชีวิตชาตินี้ แต่ไม่เกรงกลัวภัยในภพชาติเบื้องหน้า ตราบใดที่สังคมไม่มีผู้มีจิตใจสูงส่ง ตราบนั้นกระแสต่างๆ ย่อมมีแนวโน้มจะชักนำให้จิตใจของมนุษย์ในสังคมตกต่ำและเสื่อมลงไปเรื่อยๆ

สมัยก่อน หากเราดูภาพยนตร์หรือเรื่องราวสิ่งบันเทิงต่างๆ เราจะสามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่าในหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ ใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย พระเอกก็จะบุคลิกดี หน้าตาดี ส่วนผู้ร้ายก็จะหน้าตาเหี้ยมเกรียม พอเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าใครเป็นใคร เช่น ยิ่งพอเห็นตำรวจปรากฏในจอ เราก็ปรบมือดีใจว่าผู้ร้ายต้องโดนตำรวจปราบแน่ แต่ทุกวันนี้ ทั้งพระเอกและผู้ร้าย บางครั้งก็หน้าตาดีพอๆ กัน หรือหน้าตาเหี้ยมพอๆ กัน หรือว่าเจ้าหน้าที่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นฝ่ายพระเอกเสมอไป สะท้อนให้เราฉุกคิดว่า ภัยในสังคมทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน มันแฝงมาในรูปแบบที่ยากจะแยกแยะว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนร้าย และเราจะไว้วางใจใครได้ สิ่งเหล่านี้ เป็นภัยที่มองไม่เห็นตัว ที่ค่อยๆ แทรกซึมและครอบงำเราทีละน้อยๆ กล่าวกันว่า ผู้กระทำผิดจำนวนไม่น้อย มักจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำความผิด เพราะเคยชินอยู่กับสิ่งที่ผิดเหล่านั้นมาตลอด จนคิดว่าสิ่งนั้นเป็นความชอบธรรม

ดังนั้น ปัจจุบัน คนเรามีแนวโน้มจะตามกระแส ไม่ค่อยมีใครหาญกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีใครกล้าประกาศว่า หนึ่งสู้ดีกว่าล้านถอยŽ นั่นคือ เสียงส่วนใหญ่ ใช่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป เมื่อเป็นสิ่งที่ผิด ก็หาใช่ตามกระแสที่ผิดนั้น ซึ่งพระพุทธองค์ หากทรงตามกระแส เช่น ทำตามกระแสวิถีชีวิตของชาวโลกผู้มีความสมบูรณ์พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติอันมากมายมหาศาล ป่านนี้พระองค์ก็คงไม่เสด็จออกบวช หรือในกรณีขณะที่ผจญมาร หากพระองค์เกิดคิดว่า พญามารมีตั้งล้าน สู้ไปทำไม เทวดาก็หนีไปสุดขอบจักรวาลหมดแล้ว เข้าพระนิพพานเอาตัวรอดเพียงลำพังพระองค์ดีกว่า ป่านนี้ก็คงไม่มีพระพุทธศาสนาสืบทอดยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน แต่พระองค์เป็นแบบอย่างของนักสู้ สู้ด้วยอาการสงบนิ่งทั้งภายนอกและภายใน

ดังนั้น ภัยที่มีผลต่อชีวิตและจิตใจ จึงเป็นสิ่งที่พึงระมัดระวังป้องกัน เพราะเป็นสิ่งที่เรายากจะแยกแยะได้อย่างชัดเจน มันเป็นภัยมืดที่มีอันตรายมากว่าเชื้อโรคร้าย เพราะทำลายเราทั้งชีวิตและจิตใจ แต่บัดนี้ ก็ยังไม่สายเกินไป หากเราจะเริ่มต้น สร้างเกราะคุ้มกันภัยเหล่านั้น ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเปิดบ้านกัลยาณมิตร บ้านแห่งความรัก บ้านแห่งความอบอุ่น และเป็นบ้านแห่งความเข้าใจซึ่งกันและกัน แล้วทุกคนจะพบว่า ความสุขในชีวิตของผู้ครองเรือนที่เรากำลังไขว่คว้าแสวงหากันมาตั้งนาน ที่แท้ เราสามารถสร้างขึ้นได้ที่บ้านของเรานั่นเอง

2.1 วัตถุประสงค์ของบ้านกัลยาณมิตร

ตามธรรมดาพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลาย ย่อมมีการจัดการปลูกฝังอบรมบ่มนิสัยลูกหลานในบ้านของตนกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ทว่าการเกิดวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคมขึ้นในประเทศไทย ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ย่อมฟ้องว่า การอบรมบ่มนิสัยลูกหลานของพ่อแม่ทั้งหลายยังไม่เกิดผลดีเท่าที่ควร ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีพฤติกรรมของมิตรเทียม จึงก่อให้เกิดปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกจนถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้ก็เพราะพ่อแม่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและเคร่งครัดพอ

ถึงแม้ประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปฏิบัติตนตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ที่น่าเศร้าใจคือการกระทำกรรมกิเลสทุกข้อที่พระพุทธศาสนาสอนให้ละ เลิกเกี่ยวข้องกับอบายมุขทุกประเภทที่พระพุทธศาสนาสอนว่าเป็นทางนำไปสู่ความฉิบหาย ยิ่งกว่านั้นยังมีการยุให้รัฐออกกฎหมายเพื่อทำให้อบายมุขที่ผิดกฎหมายให้กลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายเสียอีกด้วย ดูเหมือน ว่านับวันก็จะมีคนมิจฉาทิฏฐิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ชาวพุทธไทยทุกคนจะต้องตื่นขึ้นมาปรับปรุงตนให้เป็นคนดี และร่วมกันสร้างเครือข่ายคนดีตามกลวิธีในเรื่องทิศ 6 และการปฏิบัติหน้าที่อันเป็นความรับผิดชอบและ เป็นอริยวินัยของทิศเบื้องหน้า ก็ควรจะเริ่มต้นด้วยการเปิดบ้านกัลยาณมิตร

พ่อแม่ที่เปิดบ้านกัลยาณมิตร จะต้องตั้งวัตถุประสงค์ของบ้านกัลยาณมิตรไว้ให้ชัดเจน 4 ประการคือ

1. เพื่อปลูกฝังอบรมบุตรธิดาและสมาชิกในบ้าน ให้มีคุณสมบัติของคนดีที่โลกต้องการ ทั้ง 4 ประการ คือ

1) มีความสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์และศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเอง

2) มีความสำนึกรับผิดชอบต่อศักดิ์และศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อยู่ร่วมสังคม

3) มีความสำนึกรับผิดชอบต่อศีลธรรมทางเศรษฐกิจ

4) มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

2. เพื่อปลูกฝังอบรมบุตรธิดาและสมาชิกในบ้าน ให้มีคุณสมบัติของมิตรแท้ 16 ประการ จัดได้เป็น 4 หมวด คือ

1) เป็นมิตรมีอุปการะ คือ ป้องกันมิตรผู้ประมาทแล้ว ป้องกันทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว เมื่อมีภัยก็เป็นที่พึ่งพำนักได้ เมื่อมีกิจที่จำเป็นเกิดขึ้น ก็ช่วยโภคทรัพย์ให้ 2 เท่าของทรัพย์ที่ต้องการในกิจนั้น

2) เป็นมิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ คือ บอกความลับแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน ไม่ละทิ้งในยามอันตราย แม้ชีวิตก็อาจจะสละเพื่อประโยชน์ของเพื่อนได้ 3) เป็นมิตรแนะนำประโยชน์ คือ ห้ามมิให้ทำความชั่ว แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง บอกทางสวรรค์ให้

4) เป็นมิตรมีความรักใคร่ คือ ไม่พอใจความเสื่อมของเพื่อน พอใจความเจริญของเพื่อน ห้ามปรามคนที่นินทาเพื่อน สนับสนุนคนที่สรรเสริญเพื่อน

3.เพื่อปลูกฝังอบรมบุตรธิดาและสมาชิกในบ้าน ให้มีคุณสมบัติของกัลยาณมิตร 7 ประการ1)

1) น่ารัก หมายถึง เป็นที่สบายใจเมื่อเข้าใกล้

2) น่าเคารพ หมายถึง เป็นผู้ที่อุดมไปด้วยคุณธรรม ความดี

3) น่าเทิดทูน หมายถึง เป็นผู้ที่เมื่อได้พบแล้ว เกิดความรู้สึกชื่นชม ยกย่อง น่าประทับใจในคุณธรรมความดี

4) ฉลาดพร่ำสอนให้ได้ผล หมายถึง มีความสามารถพูดโน้มน้าวให้หมู่ญาติหรือคน รอบข้าง ทำตามในสิ่งที่ดีงาม

5) อดทนต่อถ้อยคำ หมายถึง พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา ซักถามอยู่เสมอ

6) สามารถแถลงเรื่องที่ลึกล้ำ หมายถึง สามารถนำเรื่องที่ยากมาอธิบายให้เห็นภาพพจน์เข้าใจได้ง่าย

7) ไม่ชักนำไปในทางเสื่อม หมายถึง ประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรม

4. เชื้อเชิญและยินดีให้เพื่อนบ้านเข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย เป็นการสร้างเครือข่ายคนดีที่โลกต้องการ

2.2 เอกลักษณ์ของบ้านกัลยาณมิตร

สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของบ้านกัลยาณมิตรก็คือ ห้องพระ พระอุโบสถมีความสำคัญต่อวัดในพระพุทธศาสนาฉันใด ห้องพระก็มีความสำคัญต่อบ้านกัลยาณมิตร ฉันนั้น เพราะห้องพระคือสถานที่ปฏิบัติสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ทางธรรม อันได้แก่การสวดมนต์ทำวัตร และการเจริญสมาธิภาวนา ตลอดจนการอบรมธรรมประจำวัน

เครื่องตกแต่งห้องพระที่จำเป็นก็คือ โต๊ะหมู่บูชา สำหรับใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป แจกันดอกไม้ เชิงเทียน และกระถางธูป ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องตกแต่งอื่นๆ โดยไม่จำเป็น แต่ถ้าไม่มีโต๊ะหมู่บูชา ควร มีโต๊ะที่เหมาะสมสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปสักองค์หนึ่งก็พอ

สิ่งที่ควรตระหนักในการตกแต่งห้องพระก็คือ ห้องพระถือว่าเป็นห้องศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน ดังนั้น การตกแต่งควรให้เกิดบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ ด้วยการทำห้องให้สะอาด เรียบร้อย สวยงามไม่รกรุงรัง

อันที่จริง เรื่องห้องพระประจำบ้าน ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับชาวพุทธเลย แต่เป็นวัฒนธรรม เก่าแก่ของชาวพุทธไทยสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณกาลจวบจนปัจจุบัน แต่เพราะเหตุที่คนรุ่นใหม่มีความใส่ใจพระพุทธศาสนาน้อยลง หรือไม่ได้รับการปลูกฝังความรู้ในพระพุทธศาสนามาดีพอ แม้บ้านของตนจะมีห้องพระ แต่ก็ไม่ใคร่ได้ใช้ประโยชน์ของห้องพระเท่าที่ควร

2.3 กิจกรรมของบ้านกัลยาณมิตร

กิจกรรมของบ้านกัลยาณมิตร หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวกับธรรมะ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.กิจกรรมภายใน

2.กิจกรรมภายนอก

1.กิจกรรมภายใน ได้แก่ กิจกรรมที่สมาชิกในบ้านต้องทำกันเป็นประจำวัน ภายในห้องพระ ซึ่งประกอบด้วย การสวดมนต์ทำวัตร และการเจริญสมาธิภาวนา การมีห้องพระประจำบ้าน ย่อมเป็นการสะดวกสำหรับสมาชิกทุกคนในบ้าน ที่จะมารวมทำกิจกรรมพร้อมกัน ตามเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้กิจกรรมภายใน ยังหมายรวมถึงกิจกรรมทางศาสนาที่จัดขึ้นภายในบ้าน หรือในบริเวณใกล้เคียงกัน เช่นการใส่บาตรในตอนเช้าที่บริเวณหน้าบ้านหรือใกล้บ้าน การนิมนต์พระมารับสังฆทานที่บ้าน การทำบุญเลี้ยงพระที่บ้านในโอกาสต่างๆ รวมทั้งการชักชวนเพื่อนบ้านมาร่วมปฏิบัติธรรมที่บ้านของเราเป็นครั้งคราวตามแต่โอกาสอำนวย

ถ้าผู้เป็นพ่อแม่ซึ่งเป็นหัวหน้าบ้าน ตลอดจนสมาชิกอื่นๆ ที่เป็นผู้ใหญ่ อยู่ในบ้านเดียวกัน ปฏิบัติกิจกรรมสวดมนต์ทำวัตร และเจริญสมาธิภาวนาพร้อมกัน ให้ลูกเล็กๆ เห็นเป็นประจำทุกวัน ลูกๆ ก็จะเรียนรู้ได้เองว่า นั่นคือระเบียบปฏิบัติอย่างหนึ่งของทุกคนในครอบครัว ครั้นเมื่อพวกเขาโตพอที่จะเข้าร่วมกิจกรรมได้ ก็ย่อมจะพร้อมที่จะปฏิบัติตาม โดยไม่บิดพลิ้วเมื่อปฏิบัตินานไป ย่อมเกิดความคุ้นเคยเป็นนิสัย ประกอบกับวัยที่เจริญขึ้น มีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น ย่อมสามารถตรองเห็นคุณค่าของการปฏิบัติเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง ย่อมยึดถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดเสียมิได้ เช่นเดียวกับการอาบน้ำ แปรงฟัน การทำความสะอาดบ้าน การรับประทานอาหาร เป็นต้น

ในที่สุดกิจกรรมเหล่านั้นก็จะกลายเป็นอริยวินัย ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว โดยไม่ต้องมี การบังคับเคี่ยวเข็ญกัน การทำกิจกรรมดังกล่าวนอกจากจากจะเป็นการปลูกฝังอริยวินัยของกัลยาณมิตรให้แก่ลูกๆ แล้วยังเป็นการตอกย้ำอริยวินัยของพ่อแม่และบรรดาผู้ใหญ่ในบ้านให้มั่นคงยิ่งขึ้น

2.กิจกรรมภายนอก ได้แก่ การไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งจัดขึ้นในโอกาสต่างๆ เช่นงานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของเพื่อนบ้าน งานบวช งานฌาปนกิจ ฯลฯ

ทุกครั้งที่พ่อแม่ไปทำกิจกรรม หรือไปร่วมกิจกรรมภายนอก จะต้องไม่ลืมที่จะให้ลูกมีส่วนร่วม ตั้งแต่เขายังอยู่ในวัยเด็ก โดยถือว่านั่นคือส่วนหนึ่งของการศึกษาและปฏิบัติธรรม พร้อมกับการปลูกฝังลักษณะนิสัยของกัลยาณมิตรอย่างเบ็ดเสร็จให้แก่ลูก

อนึ่ง กิจกรรมภายนอกที่มีคุณค่ามาก ก็คือ การไปวัดกัลยาณมิตร เพื่อเจริญภาวนาและฟังธรรมเป็นประจำทุกวันพระและวันสุดสัปดาห์ เนื้อหาธรรมะที่พระภิกษุนิยมเทศน์สั่งสอนญาติโยม ก็ล้วนเป็นเรื่องที่มุ่งให้ผู้ฟังตั้งอยู่ในความดี ละเว้นความชั่ว ซึ่งพ่อแม่มีหน้าที่ต้องปลูกฝังลูกอยู่แล้ว จึงเท่ากับว่า พระภิกษุท่านได้ทำหน้าที่แทนพ่อแม่แล้ว แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าพ่อแม่จะเลิกอบรมสั่งสอนลูกในเรื่องความดีความชั่วอีกต่อไป

ทางที่ดี ในวันธรรมดาที่พ่อแม่ลูกอยู่บ้านกันพร้อมหน้า ซึ่งอาจจะเป็นในขณะที่รับประทานอาหารเย็นพร้อมกัน หรือในเวลาก่อนหรือหลังการเจริญภาวนาพร้อมกัน ผู้เป็นพ่อแม่ก็อาจจะหาโอกาสหยิบยกเอาพระธรรมเทศนาที่ได้ฟังจากวัดในวันพระ วันอาทิตย์ มาคุยกันต่อระหว่างพ่อแม่ลูกอีกครั้งหนึ่ง หรือหลายครั้งแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอกย้ำความจำ ตรวจสอบความเข้าใจ หรือค้นหาความคิดเห็น ของลูก แต่ทั้งนี้ต้องให้เหมาะสมกับวัยของลูกด้วย

พ่อแม่พึงระลึกไว้เสมอว่า การสอนธรรมะด้วยวิธีการง่ายๆ แต่มีประสิทธิผลสูง คือการสอนโดยใช้วิธีให้ลูกได้เอาใจใส่ปฏิบัติตามวินัยต่างๆ ในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดเป็นลักษณะนิสัยที่ดี ขณะเดียวกันก็สอนภาคปริยัติหรือทฤษฎี ด้วยการใช้ซึมซับเอาความรู้ความเข้าใจ จากการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจำวัน เหตุการณ์ประจำวันเหตุการณ์แวดล้อม เนื้อหาธรรมะจากการฟังเทศน์ที่วัด หรือจากการอ่านหนังสือธรรมะ นิทานชาดก แล้วนำเรื่องที่อ่านมาคุยกัน เป็นการเฉลี่ยความรู้หรือแสดง ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ โดยพ่อแม่เป็นผู้สรุปประเด็นที่สำคัญและถูกต้องให้

ถ้ามีการทำกิจกรรมในทำนองดังกล่าวเป็นประจำในบ้านกัลยาณมิตรนานๆ ไป ลูกๆ ก็จะสามารถพัฒนาคุณสมบัติต่างๆ ตามที่ตั้งไว้ในวัตถุประสงค์ทั้ง 4 ประการ โดยปริยาย

2.4 เครือข่ายบ้านกัลยาณมิตร

สภาพสังคมไทยที่ตกต่ำย่ำแย่ถึงขั้นวิกฤตทุกด้านดังเช่นปัจจุบันนี้ คงจะทำให้ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ได้เห็นชัดเจนแล้วว่า การรับคตินิยมจากต่างประเทศเข้ามานั้น จำเป็นต้องพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ เลือกรับเฉพาะสิ่งที่จะเป็นคุณประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเท่านั้น และสิ่งนั้นต้องไม่เกิดผลข้างเคียง ทำลายคตินิยม หรือวัฒนธรรมอันประเสริฐ ซึ่งแสดงถึงความเป็นชาติไทยที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองมาเป็นเวลายาวนานอีกด้วย

บ้านกัลยาณมิตร จะเป็นโครงการสำคัญยิ่ง ในการปลูกฝังอบรมเยาวชนตลอดทั้งประชาชนในชาติ ให้เป็นคนดีที่โลกต้องการ เป็นกัลยาณมิตรมีความพร้อมในการพัฒนาบ้านเมือง เพื่อสันติสุขไม่เฉพาะของประเทศชาติเท่านั้น แต่ยังสามารถแผ่ขยายไปเป็นสันติสุขของชาวโลกอีกด้วย

เนื่องจากโครงการบ้านกัลยาณมิตร อาจต้องประสบกับปัญหาอุปสรรคมากมายดังกล่าวแล้ว จึงจำเป็นที่หลายฝ่ายในบ้านเมือง จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน ให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุน ให้โครงการบ้านกัลยาณมิตรมีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินกิจกรรมเป็นประจำ อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ

มีข้อสังเกตในที่นี้ว่า สถาบันที่ควรจะมีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการร่วมมือส่งเสริมโครงการบ้านกัลยาณมิตรก็คือ โรงเรียน สถาบันการศึกษา และสถาบันสงฆ์ นั่นคือจะต้องส่งเสริมให้มีโรงเรียนกัลยาณมิตร และวัดกัลยาณมิตรขึ้นทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามใคร่ขอให้บรรดาพ่อบ้านแม่บ้านผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวที่คิดว่าท่านต้องประกอบอาชีพ หรือมีหน้าที่ต้องทำมาหากินเป็นภาระหนักอยู่แล้ว จึงไม่ควรเปิดบ้านกัลยาณมิตรเป็นการเพิ่มภาระขึ้นอีก ความคิดเช่นนี้ถือว่าเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหาศาล

2.5 เหตุผลที่ไม่ควรปฏิเสธการเปิดบ้านกัลยาณมิตร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงไว้ใน ทีฆชาณุสูตร ว่า การที่คนเราจะประสบความสุขความสำเร็จ เบื้องต้นในชีวิตได้ จะต้องปฏิบัติตามหลัก 4 ประการ ในทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในปัจจุบัน คือ

1) หาเป็น (อุฏฐานสัมปทา) คือ ต้องขยันทำมาหากินและมีอาชีพสุจริต ทั้งต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข

2) เก็บเป็น (อารักขสัมปทา) ต้องระวังรักษาทรัพย์ที่หามาโดยชอบธรรม ไม่ให้รั่วไหล ไม่ให้มีอันตรายในด้านต่างๆ

3) สร้างเครือข่ายคนดีเป็น (กัลยาณมิตตตา) ต้องพยายามชักชวนคนดีมาร่วมสร้างความดี สร้างบุญกุศล

4) ใช้เป็น ( สมชีวิตา) คือรายจ่ายต้องน้อยกว่ารายรับ เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บไว้ใช้ในยามมีอันตราย และเพื่อไว้สร้างบุญกุศล

พึงสังเกตว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญของการสร้างเครือข่ายคนดีอยู่ในลำดับก่อน การใช้Ž ทั้งนี้ย่อมมีนัยว่า การสร้างเครือข่ายคนดีเป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งนี้ก็เพราะการอยู่ในสังคมของคนดี นอกจากจะเอื้อให้เราได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายในการประกอบอาชีพแล้ว ยังจะมีประโยชน์ต่อการอบรมบุตรธิดาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน ที่มีแก๊งอันธพาลและกลุ่ม มิจฉาชีพทุกตรอกซอกซอย เพราะฉะนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งสำหรับทุกครอบครัวที่จะต้องเปิด บ้านกัลยาณมิตร โดยพยายามเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ให้ได้  

2.6 ชุมชนบ้านกัลยาณมิตร

การเปิดบ้านกัลยาณมิตร มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกอบรมบ่มนิสัยสมาชิกทุกๆ คน ในบ้านให้เป็นกัลยาณมิตร ถ้าแต่ละบ้านในชุมชนล้วนเป็นกัลยาณมิตรกันทั้งหมด ผู้คนในชุมชนก็จะมีแต่คนดี หรือกัลยาณมิตรถ้าผู้คนในชุมชนทุกคนเป็นคนดี คนเลวย่อมไม่ปรากฏ นั่นคือ สังคมสันติสุขได้เกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้น ผู้ที่สามารถเปิดบ้านกัลยาณมิตรได้แล้ว สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติกิจกรรมโดยไม่มีปัญหาขัดข้อง เจ้าของบ้านกัลยาณมิตรก็ควรจะมีวิสัยทัศน์ มองไกลไปถึง การสร้างเครือข่ายบ้านกัลยาณมิตรต่อไปอีกด้วย โดยการชักชวนเพื่อนบ้านบางคนมาร่วมกิจกรรม ปฏิบัติธรรมที่บ้านของเรา เพราะการสร้างเครือข่ายบ้านกัลยาณมิตร ก็คือการสร้างเครือข่ายคนดีอีก รูปแบบหนึ่ง

การสร้างเครือข่ายบ้านกัลยาณมิตร ควรเริ่มจาการพูดคุยชักชวนเพื่อนบ้านที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน มาร่วมกิจกรรมปฏิบัติธรรมที่บ้านของเราเป็นบางวัน ยิ่งถ้าวันใดเรามีโอกาสนิมนต์พระจากวัดกัลยาณมิตร มาสอนการเจริญภาวนาที่บ้านกัลยาณมิตรของเรา ก็อาจจะเชิญเพื่อนบ้านหลายๆ คนมาร่วมกิจกรรมปฏิบัติภาวนาด้วย (ถ้าสถานที่อำนวย)

การปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้ว ถ้ามีการเริ่มต้นที่ดี ย่อมจะเป็นแรงจูงใจ ให้สมาชิกใหม่บางคนหรือทุกคน ปรารถนาจะปฏิบัติธรรมเป็นประจำที่บ้านของเขาเองบ้าง และในที่สุด เขาก็อาจจะเปิดบ้านของเขาเป็นบ้านกัลยาณมิตร โดยความยินยอม พร้อมใจของมวลสมาชิกในบ้าน

โดยวิธีนี้ จำนวนบ้านสมาชิกในชุมชนก็จะเริ่มขยายจาก 1 เป็น 2 เป็น 3 หรือ 4 หรือ 5 ฯลฯ ขยายวงออกไปเรื่อยๆ

สมาชิกในชุมชนนอกจากจะปฏิบัติธรรมในบ้านของตนเองแล้ว บางวันก็อาจจะรับเชิญไปปฏิบัติธรรมที่บ้านใกล้เคียงบ้าง หรือชักชวนเพื่อนบ้านมาปฏิบัติธรรมที่บ้านของตนบ้าง เป็นทำนองหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปปฏิบัติธรรมตามบ้านกัลยาณมิตรต่างๆ

โดยวิธีการนี้ สมาชิกในชุมชนก็จะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้น มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนทรรศนะ ประสบการณ์ทางโลกและทางธรรม ความรู้ความสามารถเฉพาะตน ข้อมูลข่าวสารกันบ่อยๆ ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น เมื่อใครมีปัญหาเรื่องใด เพื่อนบ้านก็อาจจะช่วยกันชี้แนะวิธี แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้

2.7 การเปิดบ้านกัลยาณมิตรให้ประสบความสำเร็จ

จากหัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับบ้านกัลยาณมิตรที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด จะเห็นได้ว่า การเปิดบ้านกัลยาณมิตรย่อมมีคุณค่ามหาศาลต่อการครองชีวิตของแต่ละคนๆ ต่อครอบครัว และต่อสังคมโดยรวม

บุคคลที่เป็นตัวจักรสำคัญ ที่ทำให้บ้านกัลยาณมิตรขับเคลื่อนไปได้จนประสบความสำเร็จ ก็คือ คู่สามีภรรยาที่ทำหน้าที่พ่อแม่ของลูก มีคุณสมบัติของคนดีที่โลกต้องการครบบริบูรณ์ทั้ง 4 ประการ มีลักษณะของกัลยาณมิตรอย่างแท้จริง ประกอบกับมีเจตนามุ่งมั่น ที่จะใช้กิจกรรมของบ้านกัลยาณมิตร เป็นเวทีฝึกลูกของตนให้เป็นคนดีที่โลกต้องการและเป็นกัลยาณมิตร

แท้ที่จริงการที่แต่ละครอบครัวจะเปิดบ้านกัลยาณมิตรนั้นไม่ใช่ของง่ายนักในระยะเริ่มต้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจจริง ถ้าคู่สามีภรรยาซึ่งเป็นผู้เปิดบ้านกัลยาณมิตร สามารถเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ โครงการบ้านกัลยาณมิตรของเขาและเธอย่อมจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

ต่อไปนี้คือ ตัวอย่างประกอบของการเปิดบ้านกัลยาณมิตรให้ประสบความสำเร็จ

1.คู่สามีภรรยาที่เปิดบ้านกัลยาณมิตร มีคุณสมบัติของคนดีที่โลกต้องการทั้ง 4 ประการ ทั้งมีลักษณะกัลยาณมิตรคงเส้นคงวา

2.เชื่อมั่นในคุณค่าอันประเสริฐของพระพุทธศาสนา มีความรู้เกี่ยวกับหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา สามารถนำมาปรับใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.คู่สามีภรรยา มีศรัทธา ศีล ทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเสมอกัน การจัดกิจกรรม บ้านกัลยาณมิตร หากศรัทธา ศีล ทิฏฐิไม่เสมอกันจะเข้มแข็งเฉพาะในระยะแรก ครั้นนานไปก็จะย่อหย่อน อ่อนล้าลง ขาดความกระตือรือร้นเข้าทำนองไฟไหม้ฟาง ในที่สุดก็จะเลิกทำกิจกรรมกันไปเลย ซึ่งอาจจะมีผลทำให้ลูกเสื่อมศรัทธาในธรรมะไปด้วย

4.ภาระหน้าที่ในการประกอบอาชีพของคู่สามีภรรยา จะเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการทำกิจกรรมของสมาชิกในครอบครัวโดยพร้อมเพรียงกัน ตามเวลาที่กำหนด ดังนั้นจึงควรจัดสรรเวลาให้ดี

5.ครอบครัวที่เริ่มเปิดบ้านกัลยาณมิตร เมื่อลูกๆ โตเกินวัยประถมต้นไปแล้ว อาจจะมีปัญหา ในการชักชวน จึงควรค่อยๆ แนะนำ โน้มน้าวอย่างใจเย็นๆ

6.ญาติผู้ใหญ่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา แม้เพียงคนใดคนหนึ่งที่มาอยู่กับครอบครัว อาจเป็นได้ทั้งตัวปัญหาอุปสรรค หรือเป็นผู้ส่งเสริมการทำกิจกรรมของบ้านกัลยาณมิตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติเฉพาะตัวของญาติแต่ละคนที่มาอยู่กับครอบครัว

7.พระธรรมคำสั่งสอนจำนวนมากมายถึง 84,000 พระธรรมขันธ์ เมื่อรวมสรุปลงเป็น ภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวัน สำหรับฆราวาสแล้วก็จะมีเพียง 3 เรื่อง คือ ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งมีคำศัพท์ เรียกโดยเฉพาะว่า บุญกิริยาวัตถุ 3Ž การปฏิบัติบุญกิริยาวัตถุ 3 เป็นประจำวัน จะสามารถตอกย้ำความรู้ ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ให้มั่นคงอยู่ในจิตใจพุทธศาสนิกยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ถ้าบ้านกัลยาณมิตรชักนำ ส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัว ปฏิบัติบุญกิริยาวัตถุ 3 และให้ความรู้ด้านพระธรรมวินัย จะทำให้สมาชิกเกิดปัญญาสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติกิจกรรมมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้

8.ครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ ในการเปิดบ้านกัลยาณมิตรที่ทายาทสืบสกุลเป็นคนดีที่โลกต้องการ มีลักษณะกัลยาณมิตรอย่างครบถ้วน ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการงาน แต่ถ้าทายาทเหล่านั้นเมื่อแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว ไม่เปิดบ้านกัลยาณมิตร เพราะมีความคิดว่าการฝึกอบรมให้ลูกๆ ของตนเป็นคนดี ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเพราะตนเองซึ่งเป็นพ่อแม่เป็นคนดีอยู่แล้ว หรือจะเป็นเพราะมี เหตุผลอื่นใดก็ตามวงจรกัลยาณมิตรของตระกูลก็อาจจะจบอยู่ที่รุ่นลูกของตน ไม่มีสืบต่อไปถึงรุ่นหลานเข้าทำนองตระกูลเศรษฐีตั้งอยู่ไม่นาน อาจจะล่มสลายลงแค่เพียงสองสามชั่วคนเท่านั้น ดังนั้นจึงควรวางแผนระยะยาวให้บ้านกัลยาณมิตรดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

อย่างไรก็ตาม อย่าได้กังวลกับปัญหาและอุปสรรคโดยไม่ได้เริ่มอะไร ควรทดลองเปิดบ้านกัลยาณมิตรไปก่อน อย่างน้อยที่สุดคนที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด คือตัวท่านและครอบครัวท่านเอง มีข้อ น่าพิจารณาว่า ณ ปัจจุบัน สังคมส่วนใหญ่ถูกผลักดันมาสู่จุดที่เรียกได้ว่าไร้เป้าหมาย เพราะเยาวชนไม่เข้าใจคำว่า คุณธรรม และคุณงามความดีŽ จริยธรรมกำลังเสื่อมถอย ความกตัญญูกตเวทิตาต่อบิดามารดาลดน้อยลง เด็กและเยาวชนไม่เคยได้รับการสอนให้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตอย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ พ่อแม่ ไม่มีเวลาให้ความรัก ความเอาใจใส่ ครั้นเมื่อพบปะเจอะเจอกันในบ้าน ก็กลายเป็นแหล่งที่ทุกคนพกพาเอาความเครียด ความกดดันจากข้างนอกเข้ามาแสดงใส่กัน ทุกคนต่างลืมที่จะหันหน้าเข้ามาฟูมฟัก ความรัก ความอบอุ่นในบ้านของตนและเป็นที่ปรากฏอย่างชัดเจนว่า ทุกวันนี้ปัญหายาเสพติด กำลังลุกลามโดยมีปัญหาความแตกร้าวในครอบครัวเป็นตัวผลักดัน มีปัญหาความไม่สำรวมทางเพศเป็นตัวส่งเสริม มีช่องว่างในครอบครัวเป็นทางเดินอันสะดวกที่จะนำปัญหาเข้าสู่สังคมให้ทุกข์ร้อนยิ่งขึ้น

ดังนั้น การดำเนินชีวิตครอบครัวŽอันเป็นหน่วยสำคัญที่เป็นแหล่งผลิต แหล่งหล่อหลอมบุคคลของชาติ ของสังคมและของหน่วยงาน ณ ปัจจุบัน ส่วนที่เป็น ใจหรือจิตสำนึกŽ ของชาติกำลังได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงบ้านกัลยาณมิตรŽจะเป็นบ้านที่จะทำชีวิตในฝันให้พลันจริง บ้านที่จะเป็นแหล่งรวมทุกสิ่งแห่งความรัก ความดีงามเข้าไว้ เพื่อหล่อหลอมดวงใจ ของคนในบ้าน ให้เป็นหนึ่งเดียว เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการสวดมนต์ หลับตาทำสมาธิอย่างสบายๆ รวมเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สิ่งนี้จะค่อยๆ หล่อหลอม น้อมนำใจทุกดวงของบ้านหลังนั้น ให้กลายเป็นต้นทางแห่งการรังสรรค์คุณงามความดีทั้งปวง

ซึ่งแท้ที่จริง คตินิยม ในเรื่องกิจกรรมบ้านกัลยาณมิตรนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เคยมีมาแล้ว แต่ครั้ง บรรพบุรุษไทยสมัยโบราณกาล เพราะวิถีชีวิตไทยผูกพันอยู่กับวัดและพระพุทธศาสนา ผู้คนต่างทำกิจกรรม เกี่ยวกับธรรมะทั้งที่บ้านและที่วัดเป็นประจำ ดังจะเห็นจากเรื่องราวและร่องรอยในประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า มีชุมชนที่ไหน ต้องมีวัดที่นั่น อีกทั้งวัดยังเป็นทั้งโรงเรียน และสถาบันแห่งศาสตร์ทั้งปวง

ดังนั้น พระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา รวมทั้งพระสงฆ์จึงมีอิทธิพลต่อทัศนคติ วัฒนธรรม ตลอดจนบุคลิกภาพของชาวพุทธไทยสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนาน เป็นที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกว่าคนไทยยิ้มง่าย ใจดี มีเมตตากรุณา น่ารัก แต่วัฒนธรรมทางจิตใจอันดีงามเหล่านี้กำลังจะหมดไป เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้รับการปลูกฝังให้เกิดความเข้าใจซาบซึ้งอย่างแท้จริง จึงหันไปชื่นชมยึดถือวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบตะวันตก ที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย พร้อมกับวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่

2.8 ตัวอย่างผู้เปิดบ้านกัลยาณมิตร

แก้วกลางสลัมŽ

ท่ามกลางชุมชนแออัดอันเต็มไปด้วยความหลากหลาย วุ่นวาย สับสน กับพฤติกรรมของคนในที่แห่งนี้ จนมีคำเรียกคุ้นปากว่า สลัมŽ ทว่ามีบุคคลท่านหนึ่งที่แม้ว่าจะยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานาประการกับการทำมาหาเลี้ยงชีพที่แสนลำเค็ญ ผนวกกับสังคมรอบบ้านเต็มไปด้วยปัญหาอบายมุข ปัญหาครอบครัวแตกร้าว แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งฉุดกระชากจิตใจของเธอให้ตกต่ำ เธอเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส พลิกผันสังคมนี้ให้น่าอยู่ ด้วยการมอบสิ่งล้ำค่าที่สุดของชีวิต อันมีพลานุภาพยกระดับจิตใจของทุกคนให้สูงส่ง สามารถต่อสู้กับปัญหาได้ดั่งเช่นเธอ

เธอสวมหัวใจยอดกัลยาณมิตร เปิดบ้านของตนเองให้เป็นบ้านกัลยาณมิตรพร้อมที่จะให้ทุกคนมาร่วมสวดมนต์นั่งสมาธิกัน นำวิถีธรรมแห่งการประพฤติตนเป็นพุทธมามกะ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล้าที่ประกาศและเชิญชวนให้ทุกคนมาสัมผัสกับธรรมะ ซึ่งเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา เมื่อนำธรรมะปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้วชีวิตของทุกคนก็จะมีความสุขได้ด้วยการปิดตาเปิดใจ ปล่อยวางทุกๆ สิ่งในโลกไว้ชั่วขณะ เพื่อให้ใจพบกับความสุขที่เกิดจากความสงบภายใน

ผู้กล้าหาญที่เนรมิต บ้านของตนเองให้เป็นบ้านแก้วกลางสลัม คือ กัลยาณมิตรนพรัตน์ พันธุ์เพ็ชร์ ซึ่งมีบ้านของตนเองอยู่ที่ชุมชนรักษ์ไท มีอาชีพรับจ้างทั่วไป คุณนพรัตน์บอกว่าตนเองได้เข้ามาทำบุญที่วัดพระธรรมกายครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2538 โดยได้ทราบข่าวบุญการสร้างพระธรรมกายประจำตัวเพื่อนำไปประดิษฐาน ณ มหาธรรมกายเจดีย์ จากน้องชื่อ หมวย พอทราบรายละเอียดก็อยากสร้างพระมาก นับเป็นบุญลาภของตนเองที่ได้ยินข่าวการสร้างมหาเจดีย์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ตอนนั้นใจใหญ่มาก ตัดสินใจสร้างแน่นอน พอสามีกลับจากขับรถแท็กซี่ เข้าบ้านมาก็รีบบอกข่าวสารการสร้างมหาเจดีย์ และตนเองอยากเป็นเจ้าภาพสร้างองค์พระ จึงขอเงินสามี 1,000 บาท เพื่อจะนำไปถวายสร้างองค์พระก่อน พอสามีได้ฟังก็ไม่เข้าใจว่าทำบุญอะไรตั้งมากมาย เห็นเขาทำกันทีละ 5 บาท 10 บาท นี่ขอทำบุญทีเป็น 1,000 บาท สามีบอกไม่ให้หรอก เมื่อสามียังไม่เข้าใจ แต่คุณนพรัตน์ตั้งใจอยากทำบุญนี้มาก ไม่ละความพยายาม เนื่องจากตัวเองมีแหวนกับตุ้มหูอยู่ก็คิดว่าของพวกนี้ไม่ตายหาซื้อมาใหม่ได้ แต่โอกาสที่จะทำความดีสร้างบุญสร้างกุศลนี้ ถ้าเขาสร้างเสร็จไปแล้วจะขอไปร่วมด้วยอีกคงไม่ได้ คิดได้ดังนี้จึงนำแหวนกับตุ้มหูไปขาย ได้เงินมา ทำบุญสร้างองค์พระสมความปรารถนา เมื่อทยอยบุญสะสมได้ครบ เต็มองค์(ขณะนั้นผู้ที่ร่วมบุญสร้างองค์พระ 1 องค์ จะต้องร่วมบริจาคองค์ละ 10,000 บาท คุณนพรัตน์ทำบุญแบบสะสมบุญ ครั้งละ 1,000 บาท จนครบตามจำนวน) ก็มีกำลังใจสร้างจารึกชื่อให้สามี ญาติ และบูชาครูบาอาจารย์ซึ่งจนถึงปัจจุบัน เธอได้เก็บหอมรอบริบสร้างพระได้ 10 กว่าองค์แล้ว

เดิมครอบครัวคุณนพรัตน์อยู่แถวรามคำแหง เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในสลัมนี้ประมาณปี พ.ศ. 2540 ตอนที่เข้ามาอยู่ใหม่ๆ ก็ปฏิบัติตัวตามปกติ ไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน เพื่อนบ้านใกล้เคียงไม่เข้าใจ ก็มาพูดมาถามว่า ทำไมต้องสวดมนต์เสียงดัง มีครอบครัวแล้วมานั่งไหว้พระสวดมนต์ทำไม คุณนพรัตน์ก็อธิบายว่าสวดมนต์ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยน่ะดี เป็นทางมาแห่งบุญกุศล สวดมนต์แล้วใจสงบ พอนั่งสมาธิใจก็แล่นเข้าไปสู่ความสว่างภายในได้ง่าย ทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง สงบสุข คิดดี พูดดี ทำดี แล้วคุณนพรัตน์ก็ถือโอกาสชวนให้มาร่วมสวดมนต์รวมกันที่บ้านของตนเอง เขาก็พากันปฏิเสธ ไม่ยอมมาอ้างว่า ลำพังหาเงินเลี้ยงชีพก็ไม่มีเวลา เพราะไม่คุ้นกับวิถีชีวิตแบบนี้ คุณนพรัตน์ยังคงแบ่งเวลาในตอนเย็นนั่งสวดมนต์อยู่สม่ำเสมอ ในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่ก็มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 7 ขวบ ได้ขึ้นมาบนบ้านและขอร่วมนั่งสวดมนต์ด้วย โดยเด็กมาปรับทุกข์ว่า ไม่สบายใจ ไม่มีความสุข เพราะที่บ้านพ่อกินเหล้า แม่ก็กินเหล้า เด็กรู้สึกกลุ้มใจกับครอบครัว จึงมาขอสวดมนต์ทำสมาธิด้วย

ตั้งแต่นั้นมา คุณนพรัตน์จึงเกิดแรงบันดาลใจและเห็นความสำคัญของลูกหลาน เพราะในสลัมนั้นยังมีเด็กๆ อีกจำนวนมากและยังอยู่ในวัยบริสุทธิ์ จึงเริ่มบอกให้เด็กคนที่มาขอสวดมนต์ด้วยให้ไปชวนเพื่อนๆ มาอีก แรกๆ ก็ชวนกันมาได้ 3 คน ต่อๆ มา สมาชิกตัวน้อยก็เพิ่มขึ้นเพราะนอกจากสวดมนต์ นั่งสมาธิที่บ้านของป้าบุษแล้ว (เด็กๆ จะเรียกคุณนพรัตน์ว่าป้าบุษ) ป้าบุษยังให้รางวัลในการทำความดี ด้วยการแจกขนมให้เด็กทุกคนที่มาสวดมนต์ เด็กพอรู้ว่ามีขนมต่างก็พากันมาที่บ้านคุณนพรัตน์ ถ้าวันไหนทำงานรับจ้างได้เงินมามากก็จะทำกับข้าวเลี้ยงเด็ก และยังแบ่งปันอาหารกับขนมให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงด้วย คุณนพรัตน์จะสอนให้เด็ก ตัดเล็บมือ ล้างมือ ล้างเท้า ดูแลตัวเองให้สะอาด เวลาถอดรองเท้าก็ให้วางเป็นระเบียบ รับประทานข้าวก็ให้เกลี่ยข้าวให้เรียบร้อย เด็กควรเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งฟังดูแล้วก็เหมือนง่าย เพราะเด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว พร้อมที่จะรับความดีงามที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้ แต่ในยามนี้นำมาใช้กับเด็กที่นี่ไม่ง่ายนักเพราะเด็กๆ ที่นี่ แก่นแก้วสุดๆ พ่อแม่หรือญาติของเด็กเองก็ยังไม่เข้าใจ บางคนมาต่อว่าทำไมสอนเด็กเลิกเล่นไพ่ เช่น น้องเมย์ เป็นเด็กอายุแค่ 4 ขวบ ทั้งบ้านทุกคนเล่นไพ่เป็นหมด คุณยาย พ่อแม่ รวมทั้งตัวของน้องเมย์เองนั้น เล่นไพ่เป็นแล้ว สับไพ่แจกไพ่เป็นแต่เล็ก เล่นป๊อกเด้งกับเพื่อนๆ ใหม่ๆ ก็เล่นแบบธรรมดา ต่อมาก็เริ่มมีการพนันเล่นเอาสตางค์กัน คุณนพรัตน์ก็สอนให้เลิกเล่นไพ่ บอกว่ามันไม่ดี เป็นอบายมุข เป็นการสะสมความละโมบ อยากได้ของคนอื่นด้วยกลโกง หาสตางค์ด้วยความเกียจคร้าน ใช้เล่ห์เหลี่ยม ไม่มีความจริงใจไม่ใช่ทางมาแห่งความดี แล้วก็ให้รางวัลถ้าเด็กคนไหนเลิกเล่นไพ่ให้ 20 บาท คนไหนตั้งใจนั่งสมาธิให้ 20 บาท คนไหนตั้งใจน้อยก็ให้ลดไปตามส่วน สอนให้เลิกพูดจาหยาบคาย

ในเวลานั้น เพื่อนบ้านบางคนไม่เข้าใจก็ขว้างฝาบ้านขว้างปาหลังคาบ้าน คุณนพรัตน์ก็ไม่หวั่นไหว ยังคงตั้งใจทำความดีต่อไปโดยใช้วิธีให้อย่างเดียว รับจ้างได้เงินมาก็ทำขนม ทำอาหารเลี้ยงเด็ก และ แบ่งปันเพื่อนบ้านเหมือนเดิม ควบคู่ไปกับการพาเด็กสวดมนต์นั่งสมาธิ เปิดวิทยุเทปนำนั่งสมาธิ บางวันก็มีพระภิกษุท่านรับนิมนต์มาสอนสมาธิ ใจของเด็กก็เริ่มเข้าไปสัมผัสกับความบริสุทธิ์ภายใน เป็นใจที่ อ่อนโยนมีพลังและพร้อมที่จะรับคุณธรรมความดีต่างๆ

ความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีเริ่มมีขึ้นอย่างรวดเร็ว จากความไม่เข้าใจก็เปลี่ยนเป็นความเข้าใจ ผู้ปกครองบางคนถึงกับมากล่าวขอบคุณที่ช่วยให้ลูกหลานเปลี่ยนไปจากดื้อรั้นไม่ยอมฟังใคร ก็ยอมรับฟังที่ผู้ใหญ่ตักเตือน เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน เด็กเข้าใจเรื่องการให้รีบทำความดีตามที่คุณนพรัตน์แนะนำ เธอบอก เด็กว่าคนไหนรู้จักแบ่งปันสิ่งของให้คนอื่นตามสมควร ดูแลรักษาเนื้อตัวให้สะอาด เทวดาก็จะคอยปกปักรักษาเพราะเทวดาชอบคนทำความดี ถ้าหกล้มหรือตกต้นไม้เขาจะคอยมาอุ้มให้ปลอดภัยเพราะเราเนื้อตัวสะอาด น่าเข้าใกล้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง วันนั้นพระอาจารย์มาเทศน์เรื่องการบำเพ็ญทานและผลของทาน ปรากฏว่าเจ้าตัวเล็กที่สุดชื่อน้องเมย์ ได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์แล้ว วันถัดมาหอบโค้กขนาดขวดละ 7 บาทพร้อมน้ำแข็งหลอดอีก 3 บาทนำมาแจกเพื่อนๆ ด้วย พร้อมกับรายงานคุณป้าบุษด้วยความภูมิใจและ เบิกบานว่าของหนูเอง และเป็นที่น่าปีติอย่างมากด้วยดวงใจอันบริสุทธิ์ของเด็กที่นี่ เขามีประสบการณ์ในการนั่งธรรมะดีทุกคน บางคนก็บอกตัวเบาเหมือนจะลอย บางคนบอกตัวพอง บางคนบอกว่าชอบทานไอศกรีม พอนั่งนึกนำไอศกรีมอยู่กลางท้อง มองไปเรื่อยๆ กำลังสบาย แล้วจู่ๆ ดวงแก้วใสๆ ลอยผุดขึ้นมาทีละดวงๆ มีความสุขจังเลย ตอนนี้หลังเลิกเรียน เมื่อทำการบ้านเสร็จก็มานั่งสมาธิบ้านป้านพรัตน์ มีขนมอร่อยๆ ให้กินด้วย แถมทุกคนมีแต่คนใจดี อยู่ร่วมกันแล้วรู้สึกมีความสุข ปลอดภัย ในกลุ่มเด็กที่มาร่วมสวดมนต์นั่นมีกันหลายวัย มีทั้งเด็กโต เด็กเล็กปะปนกัน

ในกลุ่มนี้ยังมีเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่งชื่อน้องปลา ซึ่งตอนนี้อายุประมาณ 13 ขวบย่างเข้าสู่วัยรุ่น บ้านของน้องปลา จะติดอยู่กับบ้านป้าบุษ เด็กๆ จะรู้จักพี่ปลาเป็นอย่างดี เพราะพี่ปลาทั้งดุและด่าเก่ง ปลาจะพากลุ่มเด็กๆ ตั้งวงเล่นไพ่ป๊อกเด้งเป็นประจำ บางครั้งด้วยความไม่เข้าใจ เด็กๆ ที่เคยแก่นแก้วเหมือนกับตน พอเข้าไปบ้านป้าบุษ กลับสงบเสงี่ยมและไปนั่งสวดมนต์ ทำสมาธิพร้อมกัน นั่งนิ่งๆ ก็ไม่เข้าใจจึงไปสะกิด บอกให้ไปวิ่งเล่นหรือเล่นไพ่กันเถิด นั่งทำไม ไม่ต้องนั่ง แต่พวกเขายังคงมานั่งและสวดมนต์ทุกวันเป็นปกติ แถมเสร็จแล้วมีขนมอร่อยให้ทานอีกด้วย เสียงสวดมนต์ที่ฟังตอนแรกว่าอะไรไม่รู้ ฟังไปๆ เอ๊ะเสียงแจ้วๆ นี้ให้ความรู้สึกเย็นกายเย็นใจนะ ลองไปนั่งดูบ้างคงจะดี ปัจจุบันน้องปลากลับเป็นพี่ผู้ใจดี ขวนขวายในงานที่น่าจะทำช่วยป้าบุษ เช่นจัดของ เตรียมขนมเพื่อแจกเด็กที่ทำความดีมา และรู้แล้วว่าการอยู่รวมกันกับคนอื่นแล้ว ทำให้ตนเองมีความสุข ไม่ใช่ความรุนแรงและกำลังที่เหนือกว่าอย่างเดียว ถึงจะทำให้ตนเองมีความสุข แต่มีวิธีการที่ดีกว่านำมาใช้และมีผลสะท้อนกลับมาอย่างดีคือ ความอ่อนโยน การรู้จักให้ ให้สิ่งของ ให้น้ำใจ ให้รอยยิ้ม และให้อภัยกัน นี่สิถึงจะได้ความเบิกบานสบายใจไม่ต้องหวาดระแวงเป็นรางวัล

ในกลุ่มนี้ยังมีน้องทึ่มอีกคนที่มาร่วมสวดมนต์ในบ้านกัลยาณมิตรหลังนี้ด้วย ซึ่งเมื่อก่อนน้องทึ่มเกเรมาก ชอบรังแกเพื่อนและพูดจาหยาบคาย น้องทึ่มเป็นเด็กที่เรียนช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน อ่านหนังสือสวดมนต์ยังไม่ได้ แต่พอได้มาที่บ้านป้าบุษและเห็นเพื่อนๆ สวดมนต์นั่งสมาธิ น้องทึ่มก็ขวนขวายในการทำความดีด้วยการรีบรับบุญแจกหนังสือสวดมนต์ให้เพื่อน และรับบุญจัดรองเท้าให้เป็นระเบียบ ซึ่งเพื่อนต่างก็ชื่นชมให้กำลังใจบอกว่าทึ่มก็ได้บุญเหมือนกัน ขณะนั้นเริ่มมีผู้ใหญ่ พ่อแม่เด็กมาสวดมนต์ด้วย เพราะเด็กจะมีความอาจหาญในการทำความดี ทำหน้าที่กัลยาณมิตรชวนพ่อแม่ และยายมาร่วมสวดมนต์ จนมีใครที่ไม่เห็นด้วยในช่วงเริ่มเปิดบ้านสวดมนต์ใหม่ๆ หลุดปากแสดงความรู้สึกที่ออกมาจากใจว่า ได้ยินเสียงสวดมนต์แล้วชื่นใจจริงจริ๊งŽ

คุณนพรัตน์กล่าวด้วยแววตาที่เบิกบานและปีติในกระแสบุญที่ตนได้รับ ไม่นึกเสียดายกำลังใจ กำลังทรัพย์ที่หามาด้วยความยากลำบากเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะผลที่สะท้อนกลับมานั้น มีค่ายิ่งกว่าร้อยเท่าพันทวี ยิ่งทำให้ใจใหญ่ยิ่งขึ้นเพราะยิ่งให้ยิ่งมีความสุข และเชื่อในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่ามีพระคุณอย่างจะนับจะประมาณมิได้ ตอนจะเปิดบ้านให้เป็นบ้านกัลยาณมิตร ทีแรกก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ เพราะบ้านตนเองปลูกอยู่ในสลัม ความแข็งแรงก็มีไม่มาก กลัวว่าถ้ามีคนขึ้นมาเยอะบ้านจะทรุดหรือบ้านแคบไป แต่ครั้น ได้ยินพระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์เทศน์ว่า ไม่ต้องกลัวบ้านเล็กบ้านแคบ บ้านเล็กแต่ใจไม่เล็ก บ้านแคบแต่ใจไม่แคบ เพียงแต่ให้จัดบ้านให้น่าอยู่สะอาดเรียบร้อยแล้วความอัศจรรย์จะเกิดขึ้นคุณนพรัตน์ ก็เกิดกำลังใจ รับตั้งจิตอธิษฐานกับรูปปั้นรูปเหมือนพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อสด จันทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่เขานำมาตั้งไว้ในสภาธรรมกายสากล ขอให้อุปสรรคที่มีอยู่มลายหายสูญ เปิดบ้านได้สำเร็จ พอไปรับป้ายบ้านกัลยาณมิตรเสร็จ เดินออกมายังไม่พ้นแถวสาธุชนที่เรียงแถวรอรับป้าย ก็มีเพื่อนกัลยาณมิตรทักพูดคุยด้วย และให้กำลังใจ คุณนพรัตน์ก็บอกว่าตนมีความกังวลนิดหน่อย อยากมีเงินซัก 1,000 -2,000 บาท เพื่อที่จะยกพื้นบ้านให้สูงและแข็งแรงอีกหน่อย เพราะถ้าเขามานั่งกันจะได้ไม่ยุบลงไปในน้ำครำ ผู้ที่ได้ฟังอยากได้บุญตรงนี้ด้วย จึงขอร่วมบุญในการยกพื้นด้วย ตกลงคุณนพรัตน์ก็มีเงินมายกพื้นบ้านสามารถเปิดบ้านสวดมนต์ได้อย่างภูมิใจ แถมมีเพื่อนบ้านบางคนเข้ามาบอกว่ากลับจากทำงานเดินเข้าซอยมา แปลกใจ ทำไมวันนี้บ้านพี่ดูสว่างเป็นสีทอง เออ แปลกดีนะ ซึ่งเป็นวันที่คุณนพรัตน์ขึ้นป้ายบ้านกัลยาณมิตรเป็นวันแรกพอดี

ปัจจุบันนี้ ดวงใจทุกดวงของเด็กๆ ที่มาสวดมนต์ที่บ้านแก้วกลางสลัมหลังนี้ ต่างรักที่จะสร้างความดี และมอบความรู้สึกที่ดีๆ ให้กันและกัน ให้การกระทำทุกอย่างออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ นุ่มนวลละมุนละไม พร้อมที่จะทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น เพราะเขารู้ว่าสิ่งเหล่านี้ที่เขามอบให้แก่คนอื่นไม่ได้สูญหายไปไหนแต่ได้ไปสะสมสิงสถิตอยู่ที่ใจ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 ใจได้กลับไปอยู่ในแหล่งแห่งความบริสุทธิ์ รอรางวัลแห่งใจหยุด โดยให้ความดีงามเป็นสะพานในการเดินไปจุดประทีปธรรมในดวงใจของทุกคน

1) ศึกษารายละเอียดได้ที่ บทที่ 3 วิชาการทำหน้าที่กัลยาณมิตรเบื้องต้น.
df303/2.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki