df202:6 [Dou book online]
 

บทที่6การทำหน้าที่กัลยาณมิตรระหว่างบุคคลต่อกลุ่ม

เนื้อหาบทที่ 6 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรระหว่างบุคคลต่อกลุ่ม

  • 6.1 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรแบบเครือข่าย
  • 6.2 กรณีตัวอย่างการทำหน้าที่กัลยาณมิตรแบบเครือข่าย
  • 6.3 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรด้วยวิธีการสัมมนา
  • 6.4 กรณีศึกษา ตัวอย่างโครงการสัมมนา
  • 6.5 การจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

แนวคิด

1.เครือข่ายมีความหมายที่มีความเป็นระเบียบขั้นตอน ซึ่งมีแนวปฏิบัติรวมถึงการจัดระบบกลุ่มบุคคลที่เป็น สมาชิกเพื่อความสะดวก ในอันที่จะสามารถดำเนินกิจกรรมได้ร่วมกัน และมีจุดมุ่งหมาย ที่สมาชิกแต่ละคน ของเครือข่ายเห็นพ้องต้องกัน

2.การสัมมนาเป็นรูปแบบของการจัดกิจกรรม ที่มีบรรยากาศที่ยืดหยุ่นได้ การสัมมนาเป็นกระบวน การสร้าง กัลยาณมิตรแบบกลุ่ม ที่เราสามารถรวมผู้สนใจที่มีความรู้มาแสดงความคิดเห็นสร้างสรรค์แนวทางใหม่ๆ ซึ่ง สามารถนำแนวคิดนั้นๆไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

3.กิจกรรมมีความสำคัญในการรวมคน เป็นการรวมใจกันระหว่างบุคคลกับกลุ่ม นอกจากจะเป็นการเรียนรู้ในทาง ปฏิบัติอย่างหนึ่งแล้ว ยังเป็นการสร้างกำลังใจซึ่งกันและกันด้วย กิจกรรมนั้นต้องมุ่งสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันของ กลุ่มคณะ มีเป้าหมายชัดเจนของเครือข่ายนั้น อย่างไรก็ตาม กิจกรรมนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งควรที่จะ เลือกกิจกรรมให้เหมาะกับกลุ่มคณะด้วย

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้เข้าใจความหมายของการสร้างเครือข่ายคนดีลักษณะของเครือข่าย และจุดมุ่งหมายของการสร้างเครือ ข่ายคนดี

2.เพื่อศึกษาการทำหน้าที่กัลยาณมิตรแบบเป็นกลุ่ม หรือเป็นเครือข่ายสามารถนำไปปฏิบัติอย่าง มี ประสิทธิภาพ

3.เพื่อให้ทราบถึงกิจกรรม ว่ามีผลต่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตรอย่างไรบ้าง

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรระหว่างบุคคลต่อกลุ่ม หรืออาจะเป็นกลุ่มเป็นคณะทำหน้าที่กัลยาณมิตร ต่อกลุ่ม ต่อคณะ เป็นการทำหน้าที่กัลยาณมิตรอีกลักษณะหนึ่ง ที่จะนำไปสู่การทำกิจกรรมร่วมกันแบบเครือข่าย เช่น มีการรวมกลุ่มรวมคณะหรือองค์กรเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน รวมกันไปนั่งสมาธิ ไปทำกิจกรรมที่เป็นสาธารณกุศล ทั้งกลุ่มและชมรมหรือสมาคม รวมกันทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกัน มีเป้าหมายเดียวกันที่ดีร่วมกัน แล้วต่อมาอาจจะมีการเชื่อมโยงบุคคลกับบุคคลหรือ เชื่อมโยงบุคคลกับหมู่คณะจนเป็นเครือข่ายเดียวกัน แต่ก็เป็นเครือข่ายที่มีการทำกิจกรรมธรรมะร่วมกันมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ความเจริญทั้งด้านเศรษฐกิจและจริยธรรมในจิตใจด้วย จนกลายเป็นเครือข่ายคนดีของสังคมและประเทศชาติ

6.1 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรแบบเครือข่าย

การสร้างเครือข่ายคนดี อาจจะเริ่มจากลักษณะของการเชื่อมโยงระหว่างบุคคลต่อบุคคล จนนำไปสู่การเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับกลุ่ม แม้กระทั่งการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม หรือเครือข่ายกับเครือข่าย เช่น เครือข่ายย่อยภายในเครือข่ายใหญ่ หรือเครือข่ายใหญ่ต่อเครือข่ายใหญ่ ลักษณะการเชื่อมโยงนั้น ไม่ใช่เพียงการมารวมตัวกัน พบปะสังสรรค์กัน หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันเท่านั้นแต่ยังนำไปสู่การมีเป้าหมายร่วมกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน ซึ่งอาจจะเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง เพื่อเป็นการเชื่อมโยงที่มีคนมารวมกัน ด้วยความสนใจร่วมกัน มีการพบปะสังสรรค์กันอย่างแน่นแฟ้น และทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบของการร่วมมือกันทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยเป้าหมายและจุดประสงค์อย่างเดียวกันอย่างต่อเนื่อง อีกด้วย

ลักษณะของเครือข่าย ต้องมีการจัดระบบกลุ่มบุคคลที่เป็นสมาชิก เพื่อความสะดวกที่จะสามารถดำเนินกิจกรรมร่วมกัน และมุ่งสู่จุดหมายที่สมาชิกแต่ละคนของเครือข่ายเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งลักษณะเครือข่าย ประกอบด้วยองค์ประกอบดังนี้

1.มีการรับรู้และความเข้าใจที่ดีร่วมกัน โดยสมาชิกเครือข่ายต้องมีความรู้สึกนึกคิด เข้าใจจุดหมายร่วมกันการทำงานต่อเนื่องของเครือข่าย มีการประสานงาน พร้อมให้ความร่วมมือไปในทิศทางเดียวกั

2.มีจุดมุ่งหมายที่ดีร่วมกัน มีวิสัยทัศน์ มองเห็นภาพของจุดมุ่งหมายในอนาคตร่วมกันระหว่างสมาชิกในกลุ่มของเครือข่าย โดยมีการรับรู้เข้าใจเหมือนกัน

3.มีความสนใจที่ดีร่วมกัน เครือข่ายมีสมาชิกที่มีจุดสนใจเหมือนๆกันและมารวมตัวกัน

4.มีส่วนร่วมของสมาชิกอย่างกว้างขวาง โดยเครือข่ายที่สำคัญนั้นจะต้องมีส่วนร่วมที่ดีของเครือข่าย เป็นการพัฒนาความเข้มแข็งของเครือข่าย

5.ส่งเสริมสนับสนุนที่ดีร่วมกัน การส่งเสริมสนับสนุน ทำให้เครือข่ายดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องส่งเสริมให้เพียงพอซึ่งกันและกัน ซึ่งจะมีผลให้เกิดความพร้อมใจ และสามัคคีกัน

6.พึ่งพาอาศัยที่ดีร่วมกัน เมื่อสมาชิกมีการพึ่งพาอาศัยกันได้ก็มีการส่งเสริมซึ่งกันและกันทำให้เครือข่ายเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกัน

7.ทำกิจกรรมที่ดีระหว่างกันร่วมกัน การทำกิจกรรมร่วมกันทำให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ช่วยให้มีการเรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งจะสร้างเครือข่ายที่มีคุณภาพและคุณธรรม เข้มแข็งมากขึ้น

6.2 กรณีตัวอย่างการทำหน้าที่กัลยาณมิตรแบบเครือข่าย

การเริ่มต้นสร้างเครือข่ายคนดี อาจจะเริ่มจากการดำเนินกิจกรรม เพื่อการแก้ปัญหาสังคมหรือภัยใกล้ตัวของเราก่อน แล้วก็ขยายเครือข่ายต่อไป เช่น โครงการ เทเหล้า ,เผาบุหรี่ เป็นต้น

โครงการเทเหล้า-เผาบุหรี่ ถวายเป็นพระราชกุศล

โครงการเทเหล้า-เผาบุหรี่ เป็นโครงการหนึ่งที่มีลักษณะการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม จนสามารถนำไปสู่การขยายเครือข่ายได้ ซึ่งในการดำเนินโครงการนี้ ส่วนใหญ่จะมีการเขียนโครงการอย่างมีขั้นตอนดังตัวอย่างต่อไปนี้

ก.หลักการและเหตุผลของการดำเนินโครงการเทเหล้า-เผาบุหรี่

แม้เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อผลเสียต่อสุขภาพ แต่ทว่าแนวโน้มการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยกลับสูงขึ้น ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ดื่ม ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ปัจจุบันพบว่ามีคนไทยบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราว 15.3 ล้านคน และคิดเป็นมูลค่าการบริโภค 125,000 ล้านบาทต่อปี

การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้ก่อให้เกิดผลกระทบ ทั้งในเชิงสุขภาพและสังคมในหลายด้านที่เห็นชัดเจนที่สุด ได้แก่ การที่ผู้ดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจราจรกว่าร้อยละ 50 ของที่เกิดทั้งหมด และมีผลเกี่ยวข้องกับการก่อความรุนแรงต่อครอบครัว และบุคคลอื่นๆ ในลักษณะการก่ออาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม ในเทศกาลเข้าพรรษา นับเป็นเทศกาลที่ชาวพุทธจำนวนมาก ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ ในการปฏิบัติธรรมและ จากการศึกษาวิจัยพบว่า ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา เมื่อปี 2544 มีผู้ดื่มแอลกอฮอล์ถึงร้อยละ 11.8 ตอบว่า ตั้งใจงดดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษา (จำนวนผู้งดดื่ม 1.8 ล้านคน และมูลค่าการบริโภค ลดลง 3,600 ล้านบาท)

ด้วยความตระหนักในความสำคัญ ของผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเสพสิ่งเสพติดทุกชนิด ที่มีผลต่อสุขภาพชีวิตของบุคคลในสังคม และตระหนักในความสำคัญของเทศกาลเข้าพรรษา ชมรมวัยรุ่นคุณธรรมจึงจัด “ โครงการเทเหล้า-เผาบุหรี่” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จ- พระเจ้าอยู่หัว

ข.วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้สังคมตระหนักถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสังคมจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ รวมทั้งค่านิยมการเสพสิ่งเสพติดทุกชนิดรวมถึงการพนัน

2.เพื่อเชิญชวนให้ประชาชน งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่และสิ่งเสพติดทุกชนิดรวมถึงการพนัน ในช่วงวันพระและวันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนาและตลอดไป

3.เพื่อให้องค์กรต่างๆ มีมาตรการและกิจกรรมสนับสนุน การงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และการเสพสิ่งเสพติดทุกชนิด รวมถึงการพนันในช่วงวันพระ และวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ของสมาชิกขององค์กรและชุมชนสังคม

ค.ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1.ประชาชนและองค์กรต่างๆ ตระหนักในผลกระทบของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ และการเล่นการพนัน

2.มีองค์กรต่างๆ เข้าร่วมโครงการและขยายผลเรื่องนี้สู่ประชาชนทั่วไป

3.มีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งใจงดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดบุหรี่และการพนันในช่วงวันพระและในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

4.มีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เห็นกิจกรรมนี้แล้ว ตั้งใจเลิกดื่มและสูบบุหรี่ หรือสิ่งเสพติดทุกชนิดเลิกเล่นการพนันตลอดชีวิต

5. พลังของผู้ที่เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลิกบุหรี่และการพนันมากขึ้นจะเป็นพลังในการรณรงค์ต่อไป

ในการดำเนินโครงการดังกล่าว เป็นเพียงโครงการตัวอย่าง แต่หากจะเพิ่มเติมรายละเอียดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ควรจะมีการระบุประเด็นอื่นๆ เพิ่มเติม ดังนี้

1.วิธีการดำเนินการ เช่น ลำดับขั้นตอนของการจัดงาน หรือกำหนดการจัดงาน

2.วัน เวลา สถานที่ ที่ดำเนินโครงการ

3.งบประมาณ และที่มาของงบประมาณในการดำเนินโครงการ

4.คณะผู้ดำเนินโครงการ และผู้อนุมัติโครงการ (ถ้ามี)

หากเป็นการนำเสนอโครงการต่อผู้หลักผู้ใหญ่ หรือต่อทางราชการหรือหน่วยงาน เพื่อหวังจะให้เป็นการร่วมมือในลักษณะการทำงานร่วมกัน ก็อาจจะระบุชื่อและตำแหน่งผู้อนุมัติ ให้ดำเนินโครงการได้ซึ่งในลักษณะนี้ มักเป็นเป็นการดำเนินการแบบราชการ เช่น หัวหน้าภาควิชา นำเสนอโครงการต่อผู้อำนวยการสถาบันของตน เป็นต้น

6.3 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรด้วยวิธีการสัมมนา

กล่าวตามลักษณะของการสัมมนาแล้ว ส่วนใหญ่จะแบ่งลักษณะออกเป็น 2 ประการ คือ การสัมมาเพื่อการประชุม แสดงความคิดเห็นและการสัมมนา เพื่อมุ่งการสอนหรือการให้การอบรม ซึ่งการสัมมนาโดย ทั้ง 2 อย่าง จะมีลักษณะเป็นการประชุม โดยมีรูปแบบของการจัดกิจกรรมที่ต่างจากแบบในชั้นเรียน เพราะสามารถจัดให้มีบรรยากาศที่ยืดหยุ่น จัดสัมมนาในหัวข้อที่เหมาะสมกับสถานการณ์และวัตถุประสงค์ การสัมมนาเป็นกระบวนการสร้างกัลยาณมิตรแบบกลุ่ม ที่เราสามารถรวมผู้สนใจ ที่มีความรู้ความสนใจที่ใกล้เคียงกันมาแสดงความคิดเห็น อภิปราย พูดคุย สร้างสรรค์ทัศนะแนวทางใหม่ๆ ซึ่งสามารถนำแนวคิดนั้นๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

1.การสัมมนาแบบประชุม เป็นหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อนำผลที่ได้ไปพัฒนาบุคคลและงานในองค์กร ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะเป็นกลุ่มผู้รู้หรือผู้ที่ทำงานในหน่วยงาน ส่วนมากผู้ที่เข้าร่วมสัมมนา ควรจะเป็นผู้ที่ทำงานในลักษณะเดียวกัน หรือมีประสบการณ์ใกล้เคียงกันมาร่วมสัมมนา มีพิธีในการประชุม

2.การสัมมนาแบบสอน เพื่อการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้า โดยมีวิธีการต่างๆ การฝึกทักษะเรื่องของการคิด การวิเคราะห์ปัญหา การเสนอแนวทางแก้ไข การแสดงออกของความคิดเห็น ซึ่งอาจแสดงออกโดยการพูด สนทนา ฯลฯ ที่เกี่ยวกับเนื้อหาวิชานั้นๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่มีความเป็นไปได้ ซึ่งสามารถนำความรู้ไปใช้จริงได้ มีความรู้ทักษะ โดยกลุ่มผู้เรียนจะต้องมีพื้นฐานความรู้เดียวกัน

วัตถุประสงค์การสัมมนา1)

การจัดสัมมนาโดยทั่วไป มีวัตถุประสงค์ และมีความมุ่งหมายเพื่อก่อให้เกิดผลที่จะได้รับดังนี้

1.เพื่ออบรม ฝึกฝน ชี้แจง แนะนำ สั่งสอน ปลูกฝังทัศนคติและให้คำปรึกษา ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวข้อง

2.เพื่อพิจารณา สำรวจ ตรวจสอบปัญหา หรือประเด็นต่างๆ ที่หยิบยกขึ้นมา เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องที่ต้อง การรู้

3.เพื่อนำเสนอสาระที่น่ารู้ น่าสนใจที่ทันสมัย และเหมาะสมกับสถานการณ์

4.เพื่อแสวงหาข้อตกลง ด้วยวิธีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรี ซักถาม ถกเถียง ปรึกษาหารือ ภายใต้หัวข้อที่กำหนด

5.เพื่อการตัดสินใจหรือกำหนดนโยบาย หรือแนวทางสำหรับนำไปปฏิบัติ

6.เพื่อให้ได้ข้อสรุปผลของการนำเสนอหัวข้อ หรือการวิจัย

การวางแผนการจัดสัมมนา

ผู้จัดสัมมนาจะต้องวางแผนกำหนดและจัดทำ เพราะจะได้ทราบช่วงเวลาของการดำเนินการของการสัมมนา โดยมีรายละเอียดบางประการ ดังต่อไปนี้

- ชื่อเรื่องสัมมนา

- ชื่อหน่วยงาน หรือกลุ่มบุคคลผู้ดำเนินการจัดสัมมนา

- วัน เดือน ปี ที่จัดสัมมนา

- กำหนดการ หรือลำดับการดำเนินงาน

- วิทยากร

- สถานที่

การทำกำหนดการสัมมนาอย่างชัดเจน จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมมนา และผู้จัดการสัมมนาได้ วางแผนและเตรียมตัวการสัมมนา ทั้งเรื่องของความคิดที่ต้องการจะได้จากการสัมมนา การเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเตรียมคำถาม คำตอบ จัดเวลาสำหรับการร่วมสัมมนาและในการจัดสัมมนานั้นผลที่ได้ที่จะทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับประโยชน์อะไรบ้างนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ผู้จัดสัมมนาต้องตั้งเป้าหมาย และคาดหวังถึงผลที่จะได้จากการสัมมนาด้วย และการสัมมนานั้นจะบรรลุเป้าหมาย ควรเลือกวิทยากรที่น่าสนใจ มีความสามารถในการพูด ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ แต่สำหรับผู้มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ แต่ศิลปะการพูดไม่ถนัดนัก ก็ให้ใช้วิธีการสัมภาษณ์แทน เช่น บันทึกเป็นภาพยนตร์วิดีโอเป็นตอนสั้นๆ นำมาฉายในที่สัมมนา เป็นต้น และนอกจากนี้ต้องคำนึงถึงการสร้างบรรยากาศให้ทุกคนอยากมีส่วนในงานสัมมนาด้วย

6.4 กรณีศึกษา ตัวอย่างโครงการสัมมนา

ตัวอย่างที่ 1 โครงการสัมมนา “ เทคนิคการใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรม” การจัดโครงการสัมมนา “ เทคนิคการใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรม” เพื่อครูผู้สอน โดยชมรมครูแก้ว(ครุรตนํ) เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการให้ครู อาจารย์ที่เข้ารับการอบรม ได้รับความรู้ในการใช้นวัตกรรมที่หลากหลาย และนำไปเชื่อมโยงกับนักเรียนได้พัฒนาความรู้คู่คุณธรรม และเพื่อให้ผู้เข้ารับการสัมมนา ได้พัฒนาศักยภาพการประกอบวิชาชีพครู ตามแนวทางพระพุทธศาสนา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปี 2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 ระบุว่า สถานศึกษาจะต้องจัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน โดยการฝึกทักษะต่างๆ การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ผ่านจากครูผู้สอน ดังนั้น ทางชมรมครูแก้ว (ครุรตนํ) จึงจัดให้มีการสัมมนา “ เทคนิคการใช้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณธรรม” ขึ้นระหว่างวันที่ 28 - 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา โครงการนี้มีครูที่เข้ารับการอบรมครั้งนี้ทั้งหมด 42 คน จาก 14 สถาบันทั่วประเทศ การจัดงานมีขึ้นช่วงบ่ายณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี

ลำดับการดำเนินงาน เช่น

- ลงทะเบียนผู้เข้าร่วมสัมมนา

- พิธีเปิดงาน เช่น ผู้ดำเนินงานกล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

- เปิดการสัมมนา โดย ………….

- การบรรยายพิเศษ เรื่อง “ การพัฒนาคุณธรรมผู้เรียนตามแนวทางปฎิรูปการศึกษา” โดย…………………………………..

- การบรรยายประกอบสื่อนวัตกรรม เรื่อง วิชาชีพครูในมุมมองพุทธศาสนา โดย……….

นอกจากนี้ ยังมีการให้กรอกแบบประเมินผล หลังจากการสัมมนาว่า บรรลุวัตถุประสงค์เพียงใด ในเรื่องต่างๆ เช่น ระยะเวลาของการสัมมนาพอดีหรือไม่เพียงใด ความเห็นต่อความเหมาะสมของสถานที่หรือห้องประชุม เป็นต้น

ตัวอย่างที่ 2 การสัมมนา “ งดเหล้าเข้าพรรษา : 3 ปีแห่งการพลิกสังคมไทย”2)

กำหนดการ

การสัมมนา “ งดเหล้าเข้าพรรษา :3 ปีแห่งการพลิกสังคมไทย” และแถลงข่าวงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2548 วันที่ 11 กรกฏาคม 2548 เวลา 8.30 -14.30 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 1 โรงแรมรามาการ์เด้น ถนนวิภาวดี - รังสิต กรุงเทพฯ

9.00 น. แนะนำพิธีกร : นายแทนคุณ จิตต์อิสระ

9.05 น. พิธีเปิดงาน โดย พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม

9.20 น. เปิดวีทีอาร์ โทษภัยของสุราต่อสังคมไทย 15 นาที

9.35 น. รับประทานอาหารว่าง

9.45 น. การแสดงละครในเครือข่ายศูนย์พัฒนาคุณธรรม

10.00 น. เสวนา “ งดเหล้าเข้าพรรษา :3 ปีแห่งการพลิกสังคมไทย”

ผู้ร่วมเสวนา ขึ้นบนเวที ประกอบด้วย

1. รศ. ดร. ปาริชาต สถาปิตานนท์ : นักวิชาการ และผู้ประเมินผลกิจกรรมเครือข่าย

2. ตัวแทนภาคี: เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนา : ผู้แทนชุมชนที่ประสบความสำเร็จจากงานรณรงค์งดเหล้า

3. ตัวแทนกรณีศึกษา : คุณวุฒิชัย ชาติปัญญาวุฒิ : ประธานกรรมการสหกรณ์เกษตรธรรมชาติจังหวัดสระแก้ว : กระบวนการและแนวคิดของกรณีศึกษา จากผู้ผลิตไวน์สู่การตัดสินใจทุบโรงงานผลิตทิ้ง

4. ตัวแทนสำนัก 1. สสส. : ผศ. ดร สุปรีดา อดุลยานนท์ : ยุทธศาสตร์ ทิศทางการทำงานรณรงค์งดเหล้าและแนวทาง การสนับสนุน จากสสส.

11.00 น. สัมมนา : แนวทางร่วมกันในการดำเนินงานร่วมกัน วิทยากรกระบวนการ : นายธีระ วัชระปราณี

12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน

13.00 น. นำเสนอข้อเสนอ : จากช่วงสัมมนา

13.30 น. ปาฐกถาพิเศษ โดย ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม

14.00 น. และคุณชนันภรณ์ รสจันทน์ มิสไทยแลนด์ยูนิเวอร์ส ปี2548

14.10 น. เปิดการแถลงข่าวโดย

: ฯพณฯ พินิจ จารุสมบัติ

: ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม

เนื้อหาโดยรวม : ทิศทางและกิจกรรมการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาในปี 2548

- ร่วมเสนอแนวทางการดำเนินงานงดเหล้าในช่วงเข้าพรรษา

14.40 น. ลงนามในใบปฏิญาณร่วมกัน บนใบปฏิญาณตนยักษ์ (Back Drop)

15.00 น. ปิดการประชุม

6.5 การจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

กิจกรรมเป็นการรวมใจกันระหว่างบุคคลกับกลุ่ม นอกจากจะเป็นการเรียนรู้ในทางปฏิบัติอย่างหนึ่งแล้วยังเป็นสร้างกำลังใจซึ่งกันและกันด้วย กิจกรรมนั้นต้องมีเป้าหมายชัดเจน มีจุดมุ่งหมายเดียวกันของกลุ่มคณะหรือเครือข่ายนั้น เช่น กิจกรรมการปฏิบัติธรรมวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือในวาระพิเศษ เป็นต้น

ตัวอย่างการจัดกิจกรรมการปฏิบัติธรรม

วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมปฏิบัติธรรม

1.เพื่อให้บุคคลทั่วไปได้ใช้เวลาวันหยุดสุดสัปดาห์มาปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่

2.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้มีความรู้ ความเข้าใจในวิธีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง

3.เพื่อมีความรักความเข้าใจในการปฏิบัติธรรม

4.เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติธรรมดียิ่งๆ ขึ้นไป

5.เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้พัฒนาคุณธรรมในด้านต่างๆ

ระยะเวลา

แบ่งเป็น ปฏิบัติธรรม 3 วัน (ศุกร์, เสาร์, อาทิตย์) และปฏิบัติธรรม 7 วัน (จันทร์ - อาทิตย์)

สถานที่ปฏิบัติธรรม

หมู่บ้านปฏิบัติธรรม

คุณสมบัติของผู้สมัคร

o บุคคลทั่วไป

o มีความรักในการปฏิบัติธรรม

o มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคจิต โรคประสาท และสามารถช่วยเหลือตนเองได้

o สามารถปฏิบัติตามระเบียบได้

o รักษาศีล 8 ได้ตลอดระยะเวลาที่มาปฏิบัติธรรม

การเตรียมของใช้

o เครื่องแต่งกายสีขาว หรือสีสุภาพ ไม่รัดรูป เพียงพอต่อช่วงเวลาที่มาปฏิบัติธรรม

o สำหรับอุบาสิกาควรมีผ้าคลุมเข่า

o อุปกรณ์กันหนาวและอุปกรณ์อาบน้ำ

o ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น ยาประจำตัว

กิจวัตรประจำวัน

ตื่นนอน

สวดมนต์ทำวัตรเช้า / นั่งสมาธิ

ออกกำลังกาย

รับประทานอาหารเช้า

พักผ่อน

- ปฏิบัติธรรมตอนสาย

รับประทานอาหารกลางวัน

- ปฏิบัติธรรมตอนบ่าย สวดมนต์ทำวัตรเย็น ดื่มน้ำปานะ

- ปฏิบัติธรรมตอนค่ำ

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมดังกล่าว สามารถปรับตามความเหมาะสมได้และอาจจะมีกิจกรรมเสริมเพื่อการสร้างบรรยากาศ แต่กิจกรรมนั้นจะต้องเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมด้วย และควรมีเวลาพอเพียงให้กับการฝึกสมาธิ หรือให้ตรงวัตถุประสงค์หลักของการจัดกิจกรรมที่ได้กำหนดไว้ด้วย

1) นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ เอกการโฆษณา ภาคสมทบ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, คู่มือการจัดสัมมนา จาก URL : http://www.khonloy.com/seminar/lesson1/lesson1_4.php, วันที่สืบค้นเมื่อ 29 สิงหาคม 2548.
2) ที่มา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.).
df202/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki