บทที่ 8 ประสบการณ์การทำหน้าที่กัลยาณมิตร

เนื้อหาบทที่ 8 ประสบการณ์จากการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

  • 8.1 แม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน หากได้กัลยาณมิตรก็พิชิตอุปสรรคไปได้
  • 8.2 กัลยาณมิตรของพระยามิลินท์
  • 8.3 คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบกัลยาณมิตร ชีวิตสดใส
  • 8.4 กัลยาณมิตรนำพาชีวิตสู่นิพพาน
  • 8.5 อาศัยกัลยาณมิตรพิชิตความประมาท

แนวคิด

1.บุคคลที่เราคบหาสมาคมและใกล้ชิดที่สุด คือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อตัวเราทั้งในชาตินี้และในปรโลก การจะไปสู่สุคติภูมิหรือทุคตินั้น สามารถสังเกตได้จากบุคคลที่เรากำลังสมาคมด้วย การคบหาเฉพาะกัลยาณมิตรจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้บุคคลนั้นประสบความสุขและความสำเร็จทั้งในโลกนี้และทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งเข้าสู่นิพพาน

2.บุคคลคนหนึ่งแม้จะสั่งสมบุญในอดีตเอาไว้ดี แต่ในชาตินี้หากขาดกัลยาณมิตรแล้วชีวิตอาจมัวหมอง หรือมีโอกาสผิดพลาดได้ บุญในอดีตที่สั่งสมเอาไว้มาก จะสามารถส่งผลให้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องในชาตินี้ดียิ่งๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่ออาศัยกัลยาณมิตร ชีวิตย่อมเจริญรุ่งเรืองและรุ่งโรจน์สว่างไสว เป็นเหตุให้บรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของมวลมนุษยชาติ

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงตัวอย่างของพระสาวก แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานที่ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

2.เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจการทำหน้าที่กัลยาณมิตรในลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งมีทั้งต่างสถานะ ต่างเวลาและสถานที่

3.เพื่อให้นักศึกษาเกิดสติปัญญาและกำลังใจว่าตนเองก็สามารถที่จะเป็นกัลยาณมิตรที่ดีได้เช่นกัน

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นการกระทำที่สูงส่ง เพราะเป็นการดำเนินรอยตามบัณฑิตนักปราชญ์ ทั้งหลายในกาลก่อนที่เคยทำหน้าที่เป็นดุจแสงสว่างส่องนำทางชีวิตแก่ชาวโลก ได้ชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินตามปฏิปทาของพระบรมโพธิสัตว์ ผู้มุ่งสร้างบารมีเพื่อยกตนเองและสรรพสัตว์ขึ้นจากทะเลแห่งทุกข์ คือสังสารวัฏ ไปสู่ฝั่งนิพพานอันเป็นเอกันตบรมสุข จำเป็นต้องใช้ความเพียรและอดทนอย่างยิ่งยวด รวมไปถึงต้องอาศัยธรรมะสอนใจอีกมากมาย เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้เข้มแข็งอยู่เสมอ ครั้นออกไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร สิ่งที่ได้กลับคืนมานอกจากบุญบารมีแล้ว ประสบการณ์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ละคนจะมีประสบการณ์ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรไม่เหมือนกัน แต่ทุกๆ ประสบการณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นตัวอย่างที่น่าอนุโมทนา อีกทั้งควรนำมาเป็นบทเรียน ที่ควรค่าแก่การศึกษาและนำไปประพฤติปฏิบัติตาม

พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ให้โอวาทแก่กัลยาณมิตรเอาไว้ว่า1)

“ ขึ้นชื่อว่ากัลยาณมิตรแล้ว เปรียบเหมือนดั่งดวงแก้ว ดวงแก้วที่ส่องนำทาง นำแสงสว่างสู่ชีวิตอื่นอีกนับหมื่นนับแสน ให้ก้าวเข้ามาสู่โลกแห่งสันติสุขอันไพบูลย์ที่ยิ่งใหญ่ไพศาล ไม่ว่าจะพบเจอคนประเภทไหน อุปสรรคขัดขวางมากเพียงใดก็ตาม กัลยาณมิตรที่รักของหลวงพ่อ ขอจงมีกำลังใจที่เข้มแข็ง มีกิริยา วาจาที่งดงาม ให้สมกับผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์ กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ชีวิตร่างกายของเรากำลังเดินทางไปสู่ความเสื่อมสลาย หันมองรอบกายแล้วเพ่งพินิจดูว่า วันวานที่ผ่านพ้น วันนี้ที่มีอยู่ และวันพรุ่งที่กำลังจะมาถึง ชีวิตของเราได้ถูกวางไว้ ณ จุดไหน

จงใช้เวลา ใช้ชีวิตให้มีคุณค่าสูงส่ง ดำรงสถานะของผู้ให้ไว้เสมอ เมื่อนั้นความปลื้มปีติโสมนัส จะบังเกิดแก่ใจ แล้วจงก้าวเดินต่อไปด้วยความเชื่อมั่น พร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความจริงใจ และอภัยทาน เมื่องานสำเร็จ ทุกคนก็จะสำเร็จไปด้วย

เราทั้งหลายเหมือนผู้ที่กำลังเดินทางไกล อาจเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ในบางหน อดทนนะจ๊ะ อดทน บนเส้นทางแห่งบุญนี้ จะต้องมีเรา กัลยาณมิตรทุกๆ คน ก้าวไปด้วยกันตราบนิรันดร”

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรของพระสารีบุตร

ในสมัยพุทธกาล มีโจร 499 คน เที่ยวปล้นชาวบ้านเป็นประจำ สมัยนั้น มีบุรุษคนหนึ่งชื่อตัมพทาฐิกะ มีตาเหลือกเหลือง มีเคราสีแดง ไปขอสมัครเป็นโจร เพื่อร่วมอุดมการณ์อาชีพโจรด้วย เมื่อนายเคราแดงไปสมัครกับหัวหน้าโจร หัวหน้าโจรพิจารณาดูสารรูปของนายเคราแดงแล้ว คิดว่า บุรุษผู้นี้ กักขฬะเหลือเกิน ทั้งนัยน์ตาก็เหลือกเหลือง มีเคราแดงผิดมนุษย์ สามารถที่จะตัดนมของแม่ หรือนำเลือดในลำคอของพ่อ เพื่อดื่มกินได้อย่างไม่สะทกสะท้าน นี่คือ บุคคลอันตราย จึงไม่รับเข้าร่วมอุดมการณ์อาชีพโจร

แม้นายเคราแดงถูกหัวหน้าโจรปฏิเสธ ก็ไม่ยอมละความพยายาม เพราะอยากประกอบอาชีพโจร จึงหาวิธีที่จะเป็นโจรให้ได้ ด้วยการคอยอุปัฏฐากบำรุงศิษย์คนหนึ่งของหัวหน้าโจร จนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ ลูกศิษย์โจรจึงพาไปหาหัวหน้า เพื่ออ้อนวอนให้รับเป็นสมาชิกด้วย เพราะในทีมมีเพียง 499 คนเท่านั้น ท่านหัวหน้าหากรับเอาไว้อีกหนึ่ง ก็จะกลายเป็นโจร 500 การจี้ปล้นทรัพย์ก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้น หัวหน้าโจรทนคำรบเร้าไม่ไหว จึงจำใจต้องรับเอาไว้เป็นสมาชิกด้วย

เมื่อรับนายเคราแดงเป็นสมาชิกได้เพียงไม่กี่วัน ยังไม่ทันจะได้ออกปล้น โจรทั้ง 500 คน ก็ถูกชาวเมืองร่วมกับพวกราชบุรุษจับได้ ตุลาการสั่งตัดคอโจรทั้ง 500 คนทันที เพราะถือว่าเป็นภัยต่อราชสำนักและชาวประชา แต่หาคนที่กล้าตัดคอโจรทั้ง 500 คนไม่ได้ ตุลาการจึงต่อรองกับหัวหน้าโจรว่าให้เจ้าตัดคอลูกน้องทั้งหมดให้ตาย แล้วเจ้าจะรอดชีวิต”

แต่หัวหน้าโจรไม่ปรารถนาจะฆ่าลูกน้อง เพราะว่าลูกน้องทั้งหมดเป็นที่รักของตน แม้จะเป็นจอมโจร แต่ก็ยึดมั่นในอุดมการณ์ของมหาโจร คือไม่ทำร้ายลูกน้องและพวกกันเอง จึงตอบปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว พวกชาวเมืองจึงถามโจร 499 คนว่า ถ้าคนไหนกล้าตัดคอพวกพ้องตัวเองให้ตายหมด คนนั้นจะรอดชีวิต ถึงกระนั้นโจรทั้งหมดก็ไม่ปรารถนาจะฆ่าพวกกันเอง ทุกคนยอมตาย แต่ไม่ยอมฆ่าเพื่อน

ครั้นชาวเมืองถามนายตัมพทาฐิกะ ผู้มีตาเหลือกเหลือง มีเคราสีแดง ซึ่งเป็นคนสุดท้ายว่าสามารถฆ่าพวกตัวเองได้หรือไม่ นายตัมพทาฐิกะตอบตกลงทันที ใช้ขวานที่คมกริบ ตัดคอโจรทั้งหมดภายในไม่กี่นาที โดยไม่มีความสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ทำให้ตัวเองรอดตายมาได้ อีกทั้งได้ความนับถือจากชาวเมืองด้วยการแต่งตั้งให้เป็นเพชฌฆาตเคราแดง ทำหน้าที่ตัดคอโจรที่ตุลาการได้พิพากษาคดีเรียบร้อยแล้ว

ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเปลี่ยนฉายาจากโจรเคราแดงมาเป็นเพชฌฆาตเคราแดง คอยฆ่านักโทษประหารทีละ 1 คนบ้าง 10 คนบ้าง 500 คนบ้าง เขาฆ่านักโทษประหารรวมแล้วประมาณ 2,000 คน แต่เมื่อแก่ตัวลง เรี่ยวแรงเริ่มถดถอย จากที่สามารถตัดศีรษะด้วยการฟันทีเดียวได้ ต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงที่มีอยู่ฟัน 2-3 ที ทำให้นักโทษประหารได้รับความเจ็บปวด เป็นการทรมานนักโทษมากเกินไป พวกชาวเมืองจึงได้ถอดเขาออกจากตำแหน่งเพชฌฆาต แล้วหาคนใหม่มาทำหน้าที่แทน

เมื่อนายตัมพทาฐิกะถูกถอดจากการเป็นเพชฌฆาตแล้ว ก็กลับมาพักผ่อนที่บ้าน เนื่องจากช่วงที่อยู่ในหน้าที่นั้น เขาไม่เคยได้นุ่งผ้าใหม่ ไม่ได้ดื่มยาคูเจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสใหม่ ไม่ได้ประดับดอกมะลิ และไล้ทาด้วยของหอมเลย เพราะฉะนั้นพอถูกถอดจากตำแหน่ง ตั้งใจว่าจะดื่มยาคูเจือน้ำนม จึงสั่งให้คนนำผ้าใหม่มาให้ ให้คนในบ้านช่วยเตรียมดอกมะลิและเครื่องทาไว้ให้พร้อม จากนั้นก็ไปอาบน้ำที่แม่น้ำ แล้วนุ่งผ้าใหม่ ประดับดอกไม้ ทาตัวด้วยของหอม นั่งพักผ่อนอย่างมีความสุข เตรียมพร้อมที่จะดื่มยาคูเจือน้ำนมที่ปรุงด้วยเนยใสใหม่

ในขณะนั้น พระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติ พิจารณาว่า “ วันนี้เราควรจะไปโปรดใครหนอ” ได้เห็นเพชฌฆาตเคราแดงเข้ามาในข่ายญาณทัสสนะ จึงไปปรากฏยืนอยู่หน้าบ้านของเขา เมื่อนายตัมพทาฐิกะเห็นพระเถระเท่านั้น เขาก็มีจิตเลื่อมใสคิดว่า “ เราได้ทำบาปกรรมมานาน ฆ่ามนุษย์มามากมาย วันนี้ไทยธรรมเราก็พร้อมแล้ว พระเถระก็มายืนอยู่ที่ประตูเรือนของเราแล้ว เราควรถวายทานในเวลานี้” เขาจึงได้น้อมข้าวยาคูเจือน้ำนมเข้าไปถวายพระเถระ แล้วนิมนต์ให้ท่านฉันภัตตาหารในเรือนของตน

เมื่อพระเถระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ได้กล่าวอนุโมทนาแก่เขา แต่เขาไม่อาจทำจิตไปตามพระธรรมเทศนาได้ เพราะมัวกังวลว่า ตนเองได้ทำบาปอกุศลกรรมมามาก ใจที่กังวลหมกมุ่นถึงเรื่องราวในอดีตนั้น เป็นสภาพใจที่ไม่พร้อมจะฟังธรรม ปฏิบัติธรรม หรือเข้าถึงธรรม พระสารีบุตรจึงถามขึ้นว่า “ อุบาสก ท่านได้ฆ่าคนตามใจชอบ หรือว่าถูกคนอื่นสั่งให้ทำเล่า”

เขาตอบด้วยความซื่อว่า “ พระราชาสั่งให้ข้าพเจ้าทำ” พระเถระจึงบอกว่า “ อุบาสก เมื่อเป็นเช่นนั้น อกุศลจะมีแก่ท่านได้อย่างไรเขาจึงคิดว่า “ อกุศลไม่มีแก่เรา”

เมื่อปลอดจากเครื่องกังวลทั้งหลาย ใจก็มีสภาพเป็นกลางๆ ไม่ไปยึดติดในบาปอกุศลที่เคยฆ่าคนเอาไว้ ใจจึงมีความผ่องใส ได้ตั้งใจฟังธรรมจากพระสารีบุตรด้วยใจที่จดจ่อ น้อมใจไปตามคำสอนของพระเถระ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ได้ดำเนินจิตเข้าสู่ภายในเป็นลำดับ จนเข้าถึงโสดาปัตติมรรค ถึงธรรมกายพระโสดาบัน มีความสว่างไสวอยู่ภายใน จากนั้นพระเถระก็อำลากลับวัดเชตวัน อุบาสกเคราแดงขอถือบาตรเดินตามส่งพระเถระ เมื่อส่งท่านเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่กำลังเดินทางกลับบ้านได้ถูกแม่โคขวิดตายทันทีระหว่างทาง แต่ด้วยความปลื้มปีติในธรรมและอิ่มในบุญที่เพิ่งทำไป เมื่อละโลกได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

8.1 แม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน หากได้กัลยาณมิตรก็พิชิตอุปสรรคไปได้

มีวาระพระบาลีที่ปรากฏอยู่ใน มหาสุวราชชาดก ความว่า

“ ชนเหล่าใดเป็นมิตรของพวกเพื่อน ในคราวร่วมสุขร่วมทุกข์จนตลอดชีวิต ชนเหล่านั้นเป็นสัตบุรุษ เมื่อระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษอยู่ ย่อมไม่ละทิ้งเพื่อนผู้สิ้นทรัพย์หรือยังไม่สิ้นทรัพย์ไปได้”2)

ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยที่เราจะได้พบกับบัณฑิตที่แท้จริง หรือกัลยาณมิตรผู้เป็นเพื่อนแท้ ลักษณะของมิตรแท้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้มี 4 ประการคือ เป็นมิตรมีอุปการะซึ่งกันและกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ตลอดเวลา มิตรแนะนำประโยชน์ ที่คอยแนะประโยชน์ให้ดำรงอยู่ในหนทางสวรรค์และนิพพาน มิตรมีน้ำใจ มีความรักใคร่อันเกิดจากน้ำใสใจจริง ไม่มีความคิดอิจฉาริษยายามเพื่อนได้ดี และมิตรที่จะกล่าวถึงนี้ คือมิตรที่ร่วมสุขร่วมทุกข์ ยามเพื่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤติในชีวิตก็ไม่ยอมละทิ้ง แม้ชีวิตของตนเองก็สามารถที่จะสละแทนเพื่อนได้ เพื่อนที่กล่าวถึงนี้เป็นเพื่อนแท้ และมีคุณธรรมของสัตบุรุษอย่างแท้จริง

ดังเรื่องราวใน มหาอุกกุสชาดก3) ว่า ในอดีตกาล มีสระใหญ่อยู่สระหนึ่ง ทางทิศใต้ของสระมีพญาเหยี่ยวอาศัยอยู่ ทิศตะวันตกมีนางเหยี่ยวตัวหนึ่ง ทิศเหนือเป็นที่อยู่ของราชสีห์ ทิศตะวันออกมีพญานกออกอาศัยอยู่ ส่วนในสระน้ำมีพญาเต่าอาศัยอยู่ ครั้งนั้น พญาเหยี่ยวปรารถนาจะได้นางเหยี่ยวมาเป็นภรรยาแต่นางเหยี่ยวได้แนะนำให้ไปผูกมิตรกับสัตว์ที่อยู่ตามทิศต่างๆ เสียก่อน เพื่อเวลามีภัยเกิดขึ้น จะได้มีมิตรสหายคอยช่วยเหลือ พญาเหยี่ยวจึงไปผูกมิตรกับพญานกออก พญาเต่า และพญาราชสีห์ จากนั้นทั้งคู่ก็ได้อยู่ร่วมกัน ทำรังอยู่บนต้นกระทุ่มบนเกาะกลางสระน้ำ ต่อมาไม่นานนางเหยี่ยวก็ได้ให้กำเนิดลูกน้อยสองตัว

วันหนึ่ง มีนายพรานกลุ่มหนึ่งออกล่าสัตว์ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นยังไม่ได้อะไรเลย จึงเข้าไปพักเหนื่อยที่ใต้ต้นกระทุ่ม และก่อไฟขึ้นเมื่อถูกยุงรุมกัด ควันไฟขึ้นไปรมลูกเหยี่ยว มันจึงส่งเสียงร้อง เมื่อพวกพรานได้ยินเสียง ก็คิดจะปีนขึ้นไปเอาลูกเหยี่ยวมาเป็นอาหาร นางเหยี่ยวเห็นจึงบอกให้พญาเหยี่ยวไปขอความช่วยเหลือจากพญานกออก

พญานกออกได้ปลอบโยนว่า “ อย่ากลัวไปเลย ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมช่วยเหลือมิตรสหายในยามมีภัย” แล้วพญานกออกก็บินมาจับที่ยอดไม้ เฝ้ามองดูการกระทำของนายพราน

ขณะที่นายพรานปีนขึ้นต้นไม้ใกล้จะถึงรัง พญานกออกก็ดำลงไปในสระ เอาปากอมน้ำ แล้วบินไปพ่นน้ำใส่คบเพลิงจนดับ นายพรานจึงต้องปีนลงมาจุดคบเพลิงใหม่ แล้วปีนกลับขึ้นไปอีก พอใกล้จะถึงรัง พญานกออกก็เอาน้ำมาดับไฟอีก ทำอยู่อย่างนี้จนถึงเที่ยงคืน นายพรานทั้งหลายยังไม่ละความพยายาม ส่วนพญานกออกนั้นเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก

พญาเหยี่ยวขอบคุณในน้ำใจของพญานกออก และขอร้องให้เพื่อนพักผ่อนก่อน จากนั้นก็บินไปขอความช่วยเหลือจากพญาเต่า

พญาเต่าฟังคำนั้นแล้วจึงกล่าวว่า “ เพื่อนไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เราจะช่วยเหลืออย่างสุดกำลังความสามารถ เพราะบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมมีความจริงใจต่อมิตรสหาย และคอยให้ความช่วยเหลือในทุกเรื่องอย่างสุดกำลัง”

ลูกเต่าซึ่งอยู่ใกล้ๆ พญาเต่า มีความคิดว่า จะต้องช่วยเหลือพ่อ จึงขออาสาทำหน้าที่นี้แทนแต่พญาเต่าห้ามไว้เพราะเห็นว่ายังเล็กอยู่ จากนั้นพญาเต่าได้ดำลงไปในน้ำ กวาดเอาเปือกตมและสาหร่ายขึ้นมาดับไฟที่ก่ออยู่ใต้ต้นไม้ พวกนายพรานเห็นจึงไล่จับเต่า พญาเต่าจึงรีบหนีดำลงไปตรงน้ำลึก นายพราน เหล่านั้นไม่รู้ว่าน้ำลึกจึงกระโดดตามลงไป งมหาเต่าอยู่ตั้งนาน ก็ไม่เห็น จึงต้องลอยคออยู่ในน้ำ ได้รับความลำบากและเหน็ดเหนื่อยมาก

ครั้นพอขึ้นฝั่ง พวกนายพรานก็ก่อไฟใหม่ เตรียมขึ้นไปจับลูกนกอีก นางเหยี่ยวจึงได้บอกให้พญาเหยี่ยวไปขอความช่วยเหลือจากพญาราชสีห์ เมื่อพญาราชสีห์ทราบเรื่องก็กล่าวว่า สหายเหยี่ยวเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก ฉันจะช่วยเหลือเพื่อนเอง เพราะธรรมดาของวิญญูชน เมื่อรู้ว่ามีภัยเกิดขึ้นกับมิตรสหาย ย่อมต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยคุ้มครองมิตรŽ จากนั้นพญาราชสีห์ก็วิ่งไปหาพวกนายพราน นายพราน เหล่านั้นเห็นราชสีห์วิ่งตรงเข้ามาหา เกิดความกลัวตาย รีบวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต ทำให้ลูกน้อยของพญาเหยี่ยว ได้รับความปลอดภัย พญาเหยี่ยวมีใจร่าเริงยินดีและขอบคุณมิตรสหายทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น กัลยาณมิตรจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของเราทุกคน เมื่อมีมิตรแล้ว ก็ให้ผูกมิตรเอาไว้ให้ดี อย่าด่วนทำลายมิตรภาพของกันและกัน ต้องรู้จักถนอมน้ำใจกัน รักษาสัมพันธไมตรีไว้อย่าให้เสื่อมคลาย แม้บางครั้งอาจจะมีความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้น ให้ปรับเข้าหากัน ประนีประนอม อะลุ่มอล่วยกัน อย่าได้ถือสาหาความ เพราะเรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็กแต่มิตรภาพเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่า

มิตรแท้ที่สำคัญที่สุดที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้ ก็คือกัลยาณมิตรที่อยู่ภายในตัวของเรา หมายถึง พระรัตนตรัยภายในนั่นเอง ท่านเป็นมิตรที่ยิ่งกว่ามิตรทั้งหลาย มีแต่ความปรารถนาดีล้วนๆ ความบริสุทธิ์ล้วนๆ ท่านสามารถช่วยให้เราพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เวลาเรามีทุกข์สามารถพึ่งท่านได้ตลอดเวลา เพราะท่านจะช่วยบำบัดทุกข์บำรุงสุข ให้ชีวิตของเรามีแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป

8.2 กัลยาณมิตรของพระยามิลินท์

มีเรื่องเล่าว่า พระยามิลินท์ จอมราชาแห่งสาคลราชธานี ท่านเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ทางด้านภูมิปัญญา เที่ยวถามปัญหากับผู้รู้ทั้งในที่ใกล้ และที่ไกล แม้แต่ในเมืองของพระองค์เอง ก็ไม่มีใครสามารถตอบโต้วาทะของพระองค์ได้ เป็นเหตุให้ในเมืองนั้นว่างจากสมณพราหมณ์ผู้รู้ถึง 12 ปี จนกระทั่งพระอรหันต์ องค์หนึ่งชื่อว่า อัสสคุตตเถระ ท่านเห็นเหตุที่จะทำให้พระศาสนาเสื่อมโทรม เพราะการกระทำของพระยามิลินท์ จึงให้ประชุมสงฆ์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น จำนวนมากถึง 100 โกฏิ แล้วเอ่ยถามท่ามกลางที่ประชุมว่า ใครสามารถตอบโต้วาทะกับพระยามิลินท์หรือว่า สามารถทำให้พระยามิลินท์เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้บ้าง พระอัสสคุตตเถระเอ่ยถามถึง 3 ครั้ง พระอรหันต์ทั้งหลายพากันนิ่ง ไม่มีองค์ใดรับวาจา จึงปรึกษากัน และลงความเห็นว่าให้ไปอัญเชิญมหาเสนเทพบุตร ซึ่งมีบุญเก่าที่เคยร่วมสร้างกันมากับพระยามิลินท์ เทพบุตรองค์นั้นมีสติปัญญาสามารถแก้ปัญหาของพระยามิลินท์ กอบกู้พระศาสนาไว้ได้

เมื่อลงความเห็นกันแล้ว พระอรหันต์จำนวนถึง 100 โกฏิ จึงพากันขึ้นไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ท้าวสักกะเห็นพระอรหันต์มาเป็นจำนวนมาก จึงเข้าไปถามว่า “ พระผู้เป็นเจ้าพากันมามากมายมหาศาลอย่างนี้มีจุดประสงค์อะไร บอกโยมหน่อยเถิด” พระเถรเจ้าจึงเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระยามิลินท์ให้ท้าวสักกะฟัง และประสงค์จะกอบกู้พระศาสนา ท้าวสักกะจึงบอกว่า เห็นทีจะมีแต่มหาเสนเทพบุตรผู้เดียวเท่านั้น จึงอาราธนาคณะสงฆ์ไปหาเทพบุตรถึงวิมานบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง

ครั้งแรกที่ได้รับรู้ มหาเสนเทพบุตรปฏิเสธถึง 3 ครั้ง เนื่องจากยังไม่รู้ถึงหน้าที่ของตัวเอง เมื่อ มิอาจจะเลี่ยงได้จึงกล่าวขึ้นว่า หากลงไปเกิดขอให้มีปัญญาสามารถแก้ปัญหาทุกๆ อย่างได้ และให้พระยามิลินท์สิ้นความสงสัยได้ เหล่าพระอรหันต์ท่านรับรองว่าจะเป็นอย่างนั้น เทพบุตรจึงรับปากพระอรหันต์พอรู้ว่าเทพบุตรผู้มีบุญรับปากแล้ว จึงอันตรธานจากเทวโลกลงมาประชุมกันต่อ เพื่อคัดสรรผู้ที่จะรับหน้าที่ประคับประคอง เป็นกัลยาณมิตรให้เทพบุตรออกบวช จนบรรลุวัตถุประสงค์ของการลงมาเกิด

พระอัสสคุตตเถระผู้เป็นประธานสงฆ์จึงถามว่า เมื่อคณะสงฆ์ประชุมกันเพื่อกิจของพระศาสนา มีใครบ้างที่ขาดประชุม ตอนนั้นมีพระอรหันต์รูปหนึ่งชื่อว่า พระโรหณเถระ ท่านเข้านิโรธสมาบัติอยู่ที่หิมวันตบรรพตได้ 7 วันแล้ว จึงขาดประชุมในวันนั้น พระเถระรู้วาระจิตของพระอรหันต์ทั้งหลายว่า คณะสงฆ์ต้องการพบตัว จึงอันตรธานจากที่นั้นไปปรากฏในท่ามกลาง พระอรหันต์ทั้งหลาย พระอรหันต์ทั้งหลายจึงถามพระโรหณะว่า พระศาสนาของสมเด็จพระทศพลทรุดโทรมลง ทำไมท่านไม่เอาใจใส่กิจของสงฆ์ จิตใจจะปล่อยให้ศาสนาทรุดโทรมลงอย่างนั้นหรือ

พระโรหณะบอกว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เอาใจใส่ เหล่าพระอรหันต์จึงได้ลงพรหมทัณฑ์ท่านว่า ตัวท่านเอง ไม่ได้ประพฤติผิดสังฆกรรมหรอก แต่ด้วยเหตุที่ไม่สนใจกิจการงานส่วนรวม เราทั้งหลายขอลงโทษท่าน ขอให้ท่านไปบิณฑบาตที่บ้านโสณุตตรพราหมณ์ในหมู่บ้านกชังคละทุกๆ วัน อย่าได้ขาด พราหมณ์นั้นจะมีลูกชายคนหนึ่งชื่อนาคเสนกุมาร ท่านจงไปบิณฑบาตทุกๆ วัน จนกว่าจะอายุได้ 7 ปี 10 เดือน แล้วคิดอ่าน เอานาคเสนกุมารออกบวชให้ได้ เพราะนาคเสนกุมารนั้นจะเป็นทหารเอกของสมเด็จพระทศพลผู้จะกอบกู้พระศาสนา

พระโรหณเถระจึงรับคำของพระอรหันต์ทั้งหลาย ฝ่ายมหาเสนเทพบุตร เมื่อจุติจากเทวโลกลงมาเกิดเป็นลูกของพราหมณ์ นับแต่วันนั้นมาพระโรหณเถระท่านเดินบิณฑบาตไปที่บ้านของพราหมณ์ทุกๆ วัน จนกระทั่งครบ 7 ปี 10 เดือนไม่ขาดแม้แต่วันเดียว และไม่เคยได้รับการไหว้ หรือการใส่บาตรจากพราหมณ์ เพราะพราหมณ์ไม่ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ด้วยหัวใจของยอดกัลยาณมิตร ท่านก็ทำหน้าที่ด้วยจิตใจที่เบิกบานผ่องใส จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านได้ฟังถ้อยคำของพราหมณีพูดว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าจงหลีกไปเถิด”

เมื่อพระเถระได้ฟังถ้อยคำเท่านี้ ก็สะพายบาตรเปล่าเดินจากสถานที่นั้น เดินสวนทางกับพราหมณ์ พราหมณ์ก็ถามท่านว่า “ ท่านได้อะไรมาบ้าง” ก็ตอบว่า “ ได้สิพราหมณ์ เราได้หน่อยเดียวเท่านั้น” พราหมณ์ไม่ศรัทธาอยู่แล้วจึงเกิดความฉุนเฉียว กลับไปถามคนในบ้านว่า มีใครให้ของไปหรือเปล่า ทุกๆ คนตอบเหมือนกันว่าไม่มีใครให้ พ่อของนาคเสนกุมารยิ่งหมดศรัทธา หาว่าพระโกหก จึงคิดจะต่อว่าท่านในวันรุ่งขึ้น

ครั้นรุ่งขึ้นอีกวัน พระเถระเดินมาบิณฑบาตหน้าบ้านพราหมณ์เหมือนเดิม พราหมณ์รออยู่แล้ว จึงเดินเข้าไปต่อว่าทันทีว่า “ ท่านทำไมโกหกอย่างนี้ เมื่อวานไม่มีใครสักคนใส่บาตรท่านเลย แล้วยังมีหน้าว่าได้หน่อยหนึ่ง” พระเถระท่านก็นิ่งๆ แล้วเอ่ยวาจาตอบพราหมณ์ว่า “ ท่านพราหมณ์ อาตมามาบิณฑบาตที่นี่ถึง 7 ปี กับ 10 เดือนแล้ว จังหันสักทัพพีหนึ่งก็ไม่เคยได้เลย คำพูดแม้สักคำก็ยังไม่เคยได้ ท่านเห็นเราเข้าก็ทำหน้าบึ้งตึง แต่เมื่อวานนี้พราหมณีพูดกับเราว่า จงหลีกไปเถิด อาตมาได้ฟังถ้อยคำๆ นี้ของนาง จึงได้พูดกับท่านเมื่อวานนี้ว่า ได้หน่อยหนึ่ง อาตมาจะกล่าวมุสาได้อย่างไร”

พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสว่า สมณะรูปนี้ แม้ได้ฟังถ้อยคำเท่านี้ยังดีใจ หากได้มากกว่านี้ คงจะสรรเสริญมากกว่านี้ จึงร้องเรียกให้ภรรยาเอาของมาใส่บาตร ยิ่งพอใกล้ชิด เห็นความสงบสำรวมอินทรีย์ของพระเถระ ก็ยิ่งเพิ่มพูนความศรัทธามากขึ้น จึงอาราธนานิมนต์ให้ท่านมาฉันที่บ้านทุกๆ วัน กว่าที่จะเข้าสู่บ้านของพราหมณ์ได้ ต้องใช้หัวใจของยอดกัลยาณมิตร อดทนอย่างมาก

นี่เพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ได้เจอกับนาคเสนกุมาร นาคเสนกุมารเป็นเด็กที่มีปัญญามาก เพียงอายุ 7 ขวบ ก็เล่าเรียนเขียนอ่านกับครูอาจารย์ของฝ่ายพราหมณ์ ฟังเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นาคเสนกุมารก็จำได้หมด จนหมดความรู้ของฝ่ายพราหมณ์ ถึงกับถามพราหมณ์ว่า ความรู้ของพวกเรามีเท่านี้เองหรือ พ่อของนาคเสนกุมารก็บอกว่า หมดแล้วลูกเอ๋ย เดี๋ยวพ่อจะแสวงหาครูมาให้ นาคเสนกุมารเดินลงจากปราสาท นั่งรำพึงรำพันอยู่คนเดียวว่า ความรู้ที่เราเรียนมาว่างเปล่าเหมือนอากาศ หาสาระแก่นสารที่แท้จริงไม่ได้ ไม่สามารถทำให้พ้นจากโลกไปได้เลย

ฝ่ายพระโรหณเถระ ทราบความคิดของนาคเสนกุมาร จึงอันตรธานจากวิหารมาปรากฏตรงหน้า พร้อมกับบอกว่า ศิลปศาสตร์ในพุทธศาสนานั้น อุดมล้ำเลิศกว่าความรู้ใดๆ ในโลก นาคเสนเป็นคนใฝ่รู้ จึงออกบวช ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนปริยัติจนแตกฉาน อีกทั้งตั้งใจปฏิบัติธรรมจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จากนั้นก็ทำหน้าที่เป็นทนายแก้ต่างให้กับพระศาสนา คือเป็นตัวแทนของภิกษุสงฆ์ทั่วสังฆมณฑลมาโต้วาทะกับพระยามิลินท์ จนได้ชัยชนะ ทำให้พระยามิลินท์ออกบวชตาม และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

เราจะพบว่า คนมีบุญมีปัญญา แม้แต่จอมปราชญ์อย่า

8.3 คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบกัลยาณมิตรชีวิตสดใส

เราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ต่างปรารถนาความสุขความเจริญ สิ่งที่ดีงาม ที่เป็นมงคลเกิดขึ้นแก่ชีวิตของตนด้วยกันทั้งนั้น เส้นทางสู่ความรุ่งโรจน์ของชีวิตอย่างหนึ่งคือการได้คบหากัลยาณมิตร ผู้จะมาคอยชี้แนะเส้นทางที่ถูกต้อง ดังธรรมภาษิตบทหนึ่งที่กล่าวว่า

บุคคลปรารถนาความสุขอันแน่นอน พึงเว้นมิตรชั่ว พึงคบหากัลยาณมิตร และพึงตั้งอยู่ในโอวาทของกัลยาณมิตรนั้น เต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็กๆ จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านเป็นอยู่ ย่อมจมลงในสังสารวัฏ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลายผู้สงัดเป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว เพ่งฌาน ปรารภความเพียรเป็นนิตย์4)

ความดีขั้นแรกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบอกให้ทำ คือต้องไม่คบคนพาล จากนั้นให้คบหาบัณฑิตผู้จะมาเป็นกัลยาณมิตร ชี้ทางสวรรค์นิพพานให้กับตัวเรา

คนพาล คือคนที่มีใจขุ่นมัวเป็นปกติ มีความคิดเห็นต่อสิ่งต่างๆ ผิดจากความเป็นจริง ชอบคิดชั่ว พูดชั่ว แล้วทำชั่ว ไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย นำแต่ความเดือดร้อนมาให้ ใครไปคบหาสมาคมด้วย มีแต่ความเสื่อมเสีย ตั้งแต่เสียชื่อเสียง ทรัพย์สินเงินทอง งานการ ญาติมิตร และคุณงามความดีของตัวเอง พลอยติดเชื้อพาล จากที่เคยเป็นคนดี กลายเป็นคนพาลไปด้วย

ดังเช่นเรื่องในอดีตกาล5) ที่กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นปุโรหิต คืออำมาตย์ที่ปรึกษาของพระราชาพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัต มีช้างมงคลอยู่เชือกหนึ่ง ชื่อมหิลามุข เป็นช้างใจดี ไม่เกะกะเกเร ไม่เคยทำร้ายใคร

อยู่มาวันหนึ่ง มีโจรกลุ่มใหญ่ หลังจากปล้นชิงทรัพย์สินของชาวบ้านแล้ว ตกกลางคืนก็มาชุมนุมกัน ที่ข้างโรงช้างของพระราชา เพื่อปรึกษาหารือ นัดแนะกันว่า พรุ่งนี้ จะไปทำการตัดช่องย่องเบาที่ไหน ปล้นชิงอย่างไร ขุดอุโมงค์ตรงไหน จะทำร้ายเจ้าทรัพย์ด้วยวิธีใดจึงจะไม่มีใครต่อสู้ได้ และสอนวิชาโจรให้กันว่า เราเป็นโจร ไม่ต้องมีมารยาท ไม่ต้องมีความเมตตา ต้องทำใจให้แข็งกระด้างเข้าไว้ ไม่ต้องสงสารใคร ต้องดุร้าย หยาบคาย ถึงจะทำงานในอาชีพโจรได้สำเร็จ

พวกโจรมาปรึกษาหารือกันแบบนี้ทุกคืน ช้างมหิลามุขได้ยินบ่อยจนเข้าใจว่าเขาสอนให้ตนเองทำแบบนั้น คือสอนให้เป็นโจร ให้ดุร้าย ให้ทำร้ายผู้อื่น เลยอาละวาด คนเลี้ยงช้างมาที่โรงช้างแต่เช้าตรู่ก็เอางวงจับเขาฟาดพื้นจนตาย เห็นใครผ่านมาฆ่าเขาตายหมด จนใครๆ เข้าใจว่า ช้างมหิลามุขเป็นบ้าไปแล้ว พากันไปกราบทูลพระราชา

พระราชาส่งพระโพธิสัตว์ไปดู หาต้นสายปลายเหตุของการเปลี่ยนแปลง ว่าทำไมช้างมงคลถึงกลายเป็นช้างดุร้ายไปได้ ปรากฏว่า ช้างไม่ได้เป็นอะไรเลย

พระโพธิสัตว์ท่านเป็นบัณฑิต มีปัญญา ตรึกตรองดูแล้วสันนิษฐานว่า คงจะมีใครมาพูดอะไรให้ช้างได้ยินเป็นแน่ จึงถามคนเลี้ยงช้างว่า ตอนกลางคืน เคยเห็นใครมาสนทนาหรือมาปรึกษาหารืออะไรกันให้ช้างได้ยินบ้างไหม ได้รับคำตอบว่า มีพวกโจรมาปรึกษาหารือกันอยู่ใกล้ๆ โรงช้างหลายคืนติดต่อกันนานแล้ว พระโพธิสัตว์ฟังแล้ว เข้าใจทันทีว่า ช้างมงคลกลายเป็นช้างดุร้ายไป เพราะได้ฟังพวกโจรแล้วเข้าใจผิด คิดว่าเขาสอนให้ตนเองทำตัวดุร้ายแบบนั้น

พระโพธิสัตว์จึงไปกราบทูลพระราชา ว่าช้างไม่ได้เป็นบ้า ไม่ได้ป่วยเป็นอะไร แต่ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฟังถ้อยคำของพวกโจร ท่านแนะนำว่า ถ้าจะแก้ไขให้เป็นช้างใจดีเหมือนเดิม ต้องนิมนต์สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มาพูดธรรมะ พูดเรื่องศีล เรื่องมารยาทให้ช้างฟัง พระราชาทรงเห็นด้วย รับสั่งให้ทำตามนั้นพระโพธิสัตว์นิมนต์สมณพราหมณ์ผู้มีศีลทั้งหลาย ให้มานั่งสนทนาเรื่องศีลกันในโรงช้าง ให้ช้างได้ยิน

สมณพราหมณ์เหล่านั้นสนทนากันว่า “ คนดีจะต้องมีศีล มีมารยาทดีงาม อ่อนโยน ไม่ควรด่าใคร ไม่ควรทำร้ายใคร จะต้องมีขันติ มีความเมตตา เอื้อเฟื้อเอ็นดูเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย” ช้างฟังดังนั้นก็เข้าใจว่า “ สมณพราหมณ์เหล่านี้สอนเรา ต่อแต่นี้ไปเราควรเป็นช้างที่มีศีล” ตั้งแต่นั้นมาช้างมหิลามุขกลับเป็นช้างใจดี สุภาพอ่อนโยนเหมือนเดิม พระราชาทราบเข้าทรงโสมนัสและชื่นชมพระโพธิสัตว์ว่าเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก เข้าใจแม้กระทั่งอัธยาศัยของสัตว์เดียรัจฉาน จึงได้พระราชทานยศใหญ่ให้แก่พระโพธิสัตว์

8.4 กัลยาณมิตรนำพาชีวิตสู่นิพพาน

มนุษย์ทุกคนในโลกล้วนปรารถนาความสุข และกำลังแสวงหาสิ่งที่เป็นสรณะอันแท้จริง ต่างก็อยากจะรู้เรื่องราวของตัวเองว่าเกิดมาจากไหน มาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต แต่การที่จะรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องอาศัยกัลยาณมิตรมาคอยแนะนำให้เรารู้จักความเป็นจริงของชีวิต ผู้ที่ “ คบกัลยาณมิตร ชีวิตจะไม่ผิดพลาด”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาสุตโสมชาดกว่า

“ การสมาคมกับสัตบุรุษแม้ครั้งเดียว ย่อมสามารถรักษาผู้นั้นไว้ได้แต่การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้หลายครั้ง ก็รักษาไม่ได้ พึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะการรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีเสื่อม ราชรถอันวิจิตรตระการตายังคร่ำคร่าได้ และแม้สรีระก็เข้าถึงชราโดยแท้ ส่วนธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นรู้กันได้ ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งของมหาสมุทรก็ไกลกัน ข้าแต่พระราชา แต่ธรรมของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ ไกลกันยิ่งกว่านั้น”6)

เมื่อเราจะคบกับใคร จะเคารพเลื่อมใสในผู้ใด หรือจะเชื่อฟังถ้อยคำของใคร เราควรพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า บุคคลนั้นเป็นสัตบุรุษ หรือว่าเป็นอสัตบุรุษ หากเป็นอสัตบุรุษผู้ไม่มีศีล ไม่มีธรรม เราอย่าไปเชื่อถือ เพราะจะทำให้เราเสียโอกาสในการสร้างบารมี แต่ถ้าหากเป็นสัตบุรุษ ผู้มีคุณธรรม เราควรจะเชื่อฟังและประพฤติตามบุคคลนั้น ตัวอย่างเช่น

ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีชายหนุ่ม 2 คน เป็นเพื่อนรักกัน คนหนึ่งชื่อสิริคุตตติ “ เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา คนหนึ่งชื่อ “ ครหทินน์” เป็นสาวกของนิครนถ์ พวกนิครนถ์จะพูดกับครหทินน์อยู่เสมอว่า ให้ไปบอกสิริคุตตต์ว่า การเข้าไปหาพระสมณโคดมนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก ให้มาหาผู้เป็นเจ้านิครนถ์ มาถวายไทยธรรมแก่นิครนถ์ทั้งหลายจะดีกว่า ครหทินน์เพียรพยายามไปพูดกับ สิริคุตตต์อยู่เนืองๆ สิริคุตตต์ก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่เมื่อถูกรบเร้าบ่อยเข้าจึงถาเพื่อนไปว่า “ พระผู้เป็นเจ้าของท่านรู้อะไรบ้างล่ะ”

ครหทินน์ตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า “ โอ ท่านอย่าพูดอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ไม่รู้เป็นไม่มี ท่านรู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต รู้ว่าอะไรจะเกิด อะไรไม่เกิด รู้การกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ของเราเชียวนะ”

สิริคุตตต์จึงกล่าวว่า “ เรื่องนี้เราไม่ทราบมาก่อนเลย เราอยากจะเห็นอานุภาพของพระผู้เป็นเจ้า นิครนถ์ ฉะนั้นขอช่วยนิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหารที่เรือนของเราในวันพรุ่งนี้หน่อยเถอะ” ครหทินน์ดีใจ จึงรีบไปแจ้งข่าวให้นิครนถ์ทั้งหลายทราบ เมื่อนิครนถ์ทราบก็รู้สึกกระหยิ่มใจ คิดว่ากิจของเราสำเร็จแล้ว ลาภสักการะจะเกิดขึ้นแก่เราอีกมากมาย

วันรุ่งขึ้น เมื่อนิครนถ์ 500 คน มาถึง สิริคุตตต์ออกไปต้อนรับ ไหว้แล้วนึกในใจว่า “ หากนิครนถ์ เหล่านี้เป็นผู้รู้จริง จงอย่าเข้ามาในเรือน เพราะในเรือนนี้ไม่มีภัตตาหาร มีแต่หลุมคูถ” แล้วก็นิมนต์นิครนถ์ ให้เข้าไป พวกนิครนถ์ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จึงตามเข้าไป พ่อบ้านชี้แจงให้นิครนถ์เหล่านั้นทราบว่า เป็นธรรมเนียมของที่บ้านว่าเมื่อจะนั่งต้องนั่งพร้อมกัน พอพวกนิครนถ์ทั้ง 500 คน นั่งลงพร้อมๆ กันบนอาสนะที่อยู่เหนือหลุมคูถ ก็ตกลงไปในหลุมคูถทั้งหมด ได้รับความอับอายขายหน้า

เวลาผ่านไปครึ่งเดือน สิริคุตตต์ก็กล่าวกับครหทินน์บ้างว่า “ ท่านเข้าไปหานิครนถ์เหล่านั้น จะมีประโยชน์อะไร ไปหาพระบรมศาสดาดีกว่า” ครหทินน์นั้นปรารถนาจะได้ยินคำนี้มานานแล้ว เพราะอยากแก้แค้น จึงถามสิริคุตตต์ว่า “ พระศาสดาของท่านรู้อะไรบ้าง” สิริคุตตต์จึงกล่าวสรรเสริญพระบรมศาสดาว่า “ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต พระพุทธองค์ทรงเป็นบรมครูของมนุษย์และเทวาทั้งหลาย” ครหทินน์ไม่ได้เชื่อหรอกแต่ปรารถนาจะแก้แค้น จึงกล่าวว่า “ ถ้าเช่นนั้น จงช่วยทูลนิมนต์พระศาสดา และภิกษุสงฆ์ 500 รูป มาฉันภัตตาหารที่บ้านของข้าพเจ้า ในวันพรุ่งนี้เถอะ”

สิริคุตตต์จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระองค์ทรงรับนิมนต์ เพราะทรงทราบด้วยพุทธญาณว่า ในวันพรุ่งนี้ มหาชนจำนวนมากจะได้บรรลุธรรม สิริคุตตต์และครหทินน์ จะได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

ครหทินน์ให้คนขุดหลุมใหญ่ในระหว่างเรือน 2 หลัง นำไม้ตะเคียนมา 80 เล่มเกวียน จุดไฟสุมตลอดคืน แล้วปกปิดอำพรางหลุมถ่านเพลิงไว้อย่างดี นำไม้ผุมาวางเป็นสะพานด้วยหวังว่า เมื่อพระบรม-ศาสดาและพระภิกษุสงฆ์เหยียบ ไม้ก็จะหัก พระพุทธองค์พร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์ก็จะตกลงไปในหลุมถ่านเพลิง แล้วให้คนนำตุ่มเปล่ามาอำพราง ทำเป็นว่ามีภัตตาหารอยู่มากมาย

มหาชนมาประชุมรวมกันที่บ้านของครหทินน์ ครั้นถึงเวลา พระบรมศาสดาเสด็จมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ 500 รูป ครหทินน์ออกไปรับเสด็จ ถวายบังคมแล้วยืนประคองอัญชลีอยู่เบื้องพระพักตร์ แล้วคิดในใจว่า ถ้าพระองค์ทรงทราบเรื่องทุกเรื่อง ทรงรู้วาระจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายจริง ขอพระองค์อย่าเสด็จเข้าไปสู่เรือนของข้าพระองค์ เพราะภัตตาหารต่างๆ นั้นไม่มี หากพระองค์เสด็จเข้าไป ก็จะตกลงในหลุมถ่านเพลิง”

พระบรมศาสดาทรงทราบความคิดของครหทินน์ แต่ต้องการจะสงเคราะห์ จึงเสด็จไปบนหลุมถ่านเพลิงนั้น ด้วยพุทธานุภาพ ดอกบัวใหญ่ผุดขึ้นมารองรับพระบาท ทรงเหยียบกลีบบัวเสด็จไปประทับที่พุทธอาสน์ แม้พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 500 รูป ก็ไปนั่งบนอาสนะด้วยวิธีเดียวกัน ครหทินน์เห็นดังนั้น เกิดความเร่าร้อน กระวนกระวายใจ รีบเข้าไปหาสิริคุตตต์ บอกว่า ไม่ได้เตรียมอาหารไว้เลย สิริคุตตต์จึงปลอบใจ แล้วให้ครหทินน์ลองไปเปิดที่ตุ่มดูอีกที ทันใดนั้น เขาก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นตุ่มเหล่านั้นเต็มไปด้วยภัตตาหารมากมาย สรีระของเขาเต็มไปด้วยความปีติ เกิดจิตเลื่อมใสในพระบรมศาสดา จึงได้น้อมถวายภัตตาหารด้วยความเคารพ

เมื่อเสร็จภัตกิจ พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนาแล้วตรัสว่า “ บุคคลไม่รู้คุณแห่งพระพุทธศาสนา และคุณแห่งพระสงฆ์สาวก เพราะไม่มีปัญญาจักษุ สรรพสัตว์ผู้ไม่มีปัญญาจักษุชื่อว่าเป็นผู้มืดบอด ทรงเทศน์สอนต่อไปว่า

“ ดอกปทุมมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองแห่งหยากเยื่ออันเขาทิ้งแล้วในใกล้ทางใหญ่นั้น ย่อมเป็นที่รื่นรมย์ใจฉันใด พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นเพียงดั่งกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วงปุถุชนทั้งหลายผู้เป็นดังคนบอดด้วยปัญญา ฉันนั้น”

เมื่อจบพระธรรมเทศนา สรรพสัตว์แปดหมื่นสี่พันได้บรรลุธรรมาภิสมัย ครหทินน์และสิริคุตตต์ได้บรรลุกายธรรมพระโสดาบัน และได้บำเพ็ญมหาทานบารมีในพระพุทธศาสนาจนตลอดอายุขัย7)

เราจะเห็นได้ว่า การที่เราจะคบกับใคร หรือรับฟังข้อมูลจากใครนั้น มีผลต่อชีวิตของเราอย่างมาก หากครหทินน์ไม่ได้สิริคุตตต์เป็นกัลยาณมิตร ชีวิตของเขาก็จะหลงผิด วนเวียนอยู่ในความมืด คืออวิชชา และเมื่อได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นยอดกัลยาณมิตรของโลก แม้เพียงครั้งเดียว เท่านั้น ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนแปลงจากปุถุชน ไปสู่ความเป็นพระอริยเจ้า การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ น่าท้าทาย และไม่เกินความสามารถที่นักศึกษาจะทำได้ ดังนั้นนักศึกษาควรตระหนักและภาคภูมิใจว่า ตัวเราก็สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับชาวโลกได้เหมือนกัน

8.5 อาศัยกัลยาณมิตรพิชิตความประมาท

ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระสารีบุตรเถระพาพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เที่ยวจาริกไปยังทักขิณาคิรีชนบท และพักอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหลายวัน วันหนึ่ง มีภิกษุหนุ่มเดินทางมาจากกรุงราชคฤห์ เข้ามานมัสการ พระสารีบุตร หลังจากทักทายสนทนาปราศรัยกันครู่หนึ่งแล้ว พระเถระได้ไต่ถามถึงข่าวคราวทางเมืองราชคฤห์ว่าพระบรมศาสดา และหมู่ภิกษุสงฆ์สบายดีหรือ ภิกษุหนุ่มกราบเรียนว่า ทั้งพระบรมศาสดา และภิกษุสงฆ์อยู่สำราญดี

จากนั้นพระเถระได้ถามไถ่ถึงพราหมณ์ที่ท่านคุ้นเคยชื่อธนัญชานิ ภิกษุหนุ่มนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงกราบเรียนท่านว่า “ ธนัญชานิพราหมณ์อยู่สุขสบายดี แต่ว่าบัดนี้ไม่เหมือนก่อนเสียแล้ว จากที่เคยเป็นผู้มีศีลเป็นผู้ประพฤติธรรม ก็กลายมาเป็นคนประมาทในชีวิต อาศัยอำนาจหน้าที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ตั้งอยู่ในศีล ในธรรม ส่วนภรรยาซึ่งเป็นคนดีเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา บัดนี้นางได้เสียชีวิตเสียแล้ว เขาได้มีภรรยาใหม่ แต่ว่าภรรยาใหม่ของพรามหณ์เป็นหญิงทุศีล ไม่ประพฤติธรรมเลย”

พระสารีบุตรฟังแล้ว พลันเกิดมหากรุณาต่อพราหมณ์ผู้หลงผิด ท่านจึงได้พาภิกษุสงฆ์ออกจากทักขิณาคิรีชนบทเดินทางมุ่งหน้ามายังนครราชคฤห์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นยามรุ่งอรุณ ขณะที่พระสารีบุตรกำลังเดินบิณฑบาตโปรดสัตว์ตามสมณวิสัย ธนัญชานิพราหมณ์เห็นพระเถระ ผู้กำลังเดินมาแต่ไกลพอดี พราหมณ์นี้มีความรักเคารพนับถือพระมหาเถระเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงรีบเข้าไปกล่าวทักทายด้วยความยินดีปรีดา เสมือนหนึ่งญาติผู้จากไปไกลกลับมาที่บ้าน พระเถระเองเห็นเป็นโอกาสเหมาะ จึงชักชวนพราหมณ์ให้นั่งพักที่โคนร่มไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วถามถึงความไม่ประมาทในการประพฤติธรรมของพราหมณ์

พราหมณ์เมื่อได้รับคำถามเช่นนั้นก็รู้สึกละอายใจ กราบเรียนพระเถระตามความเป็นจริงว่า ที่ผ่านมาตนเองมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน มุ่งหน้าแต่ในการแสวงหาทรัพย์ จึงทำให้ย่อหย่อนในการประพฤติธรรม ประมาทในการดำเนินชีวิต เพราะว่าการครองเรือนเต็มไปด้วยเครื่องกังวลใจ มีกิจธุระมากมาย ต้องเลี้ยงดูบิดามารดา บุตรภรรยา ต้องเลี้ยงพวกทาสกรรมกร ต้องฝืนใจทำบาปทั้งๆ ที่มีความละอายต่อบาปอย่างยิ่ง

พระเถระมองดูพราหมณ์ด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยเมตตา ต้องการจะเตือนพราหมณ์ให้ได้สติ จะได้กลับตัวกลับใจมาตั้งมั่นในการทำความดีเหมือนเดิม จึงกล่าวกับพราหมณ์ว่า “ ท่านพราหมณ์ อาตมาเข้าใจความรู้สึกของท่านดี แต่อาตมามีปัญหาอยากจะถามท่าน ให้ท่านช่วยตอบสักหน่อย พราหมณ์ มีบุคคลผู้หนึ่ง ประกอบอกุศลกรรม ประพฤติทุจริตเพียงเพื่อประสงค์จะเลี้ยงดูบิดามารดา เลี้ยงดูบุตรภรรยา ต้องการทำสงเคราะห์ให้แก่ญาติสายโลหิต ต่อมาเมื่อเขาตายแล้ว ถูกนายนิรยบาลฉุดคร่าโยนลงไปยังมหานรกอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เขาจึงอ้อนวอนต่อนายนิรยบาลว่า

การที่ข้าพเจ้ามีความประมาท ประพฤติอกุศลธรรม ประกอบทุจริตกรรม ก็เพราะข้าพเจ้ามีความต้องการจะได้ทรัพย์มาบำรุงเลี้ยงบิดามารดา เลี้ยงดูบุตรภรรยา ต้องสงเคราะห์ให้แก่ญาติสายโลหิต ต้องทำบุญส่งไปให้แก่บุรพเปตชน ต้องบวงสรวงแก่เทวดา ต้องทำกิจให้แก่องค์พระราชาธิบดี ฉะนั้นขอท่านนายนิรยบาล ได้โปรดเมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด อย่าได้ฉุดคร่าข้าพเจ้าไปลงในมหานรกเลย หรือบิดามารดาของเขาผู้นั้น เมื่อเห็นว่าบุตรสุดที่รักกำลังจะถูกนำไปไต่สวนในยมโลก แล้วต้องเสวยวิบากกรรมในมหานรก จะพึงเข้าไปอ้อนวอนต่อนายนิรยบาลว่า ขอท่านนายนิรยบาลได้โปรดเมตตาบุตรของข้าพเจ้าด้วยเถิด อย่าได้ฉุดคร่าเขาลงไปในมหานรกเลย

ดูก่อนพราหมณ์ นายนิรยบาลจะเกิดจิตเมตตายินยอมตามคำอ้อนวอนขอร้องนั้นหรือ หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่นายนิรยบาลก็ยังคงทำตามหน้าที่ของตน ถึงแม้บุคคลทั้งสองฝ่ายนั้น จะได้ร้องไห้คร่ำครวญจนน้ำตาไหลเป็นสายเลือด แต่นายนิรยบาลก็ไม่ยินยอม และย่อมจะฉุดคร่าเขาโยนลงไปในมหานรกตามเดิม เขาย่อมได้เสวยวิบากกรรมอันทุกข์ทรมานที่ตนได้กระทำไว้สิ้นกาลนาน”

ครั้นพราหมณ์ได้ฟังพระเถระผู้เป็นยอดกัลยาณมิตร ก็ได้สติหันมาปฏิญญาตั้งมั่นอยู่ในการทำความดีอีกครั้ง และท่านธนัญชานิพราหมณ์ผู้นี้เป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลของพราหมณ์ ซึ่งจะมีความเชื่อว่า ตนเองสืบเชื้อสายมาจากพระพรหม เพราะฉะนั้นท่านจึงได้รับการปลูกฝังให้มีความเลื่อมใสในพระพรหม และมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ในการที่จะได้ไปบังเกิดในพรหมโลก พระเถระทราบจริตอัธยาศัยของพวกพราหมณ์เป็นอย่างดี เพราะตัวท่านเองก็เป็นพราหมณ์มาก่อน จึงกล่าวสอนปฏิปทาข้อปฏิบัติให้ถึงพรหมโลกแก่พราหมณ์

หลังจากที่พราหมณ์กลับกลายมาเป็นผู้ไม่ประมาทอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้ตั้งใจสั่งสมคุณงามความดีเรื่อยมา เมื่อวันเวลาล่วงเลยไปหลายปี ธนัญชานิพราหมณ์ จากที่เป็นพราหมณ์หนุ่มก็กลายมาเป็นพราหมณ์แก่ชรา และกำลังนอนอยู่บนเตียง เป็นที่พักครั้งสุดท้ายของคนไข้ที่กำลังป่วยหนัก ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่ก็ยังมีสติอยากจะฟังธรรมิกถาจากพระสารีบุตร เพื่อจิตของตนจะได้ผ่องใส มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า จึงสั่งคนรับใช้ให้ไปบอกพระเถระให้ทราบว่า บัดนี้ตนเองป่วยหนัก ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ถ้าพระคุณเจ้าสะดวกขอให้มาโปรดหน่อยเถิด

พระเถระรับการอาราธนาด้วยอาการดุษณีภาพ และเมื่อคนรับใช้นั้นกราบลากลับไปแล้ว ท่านก็ห่มจีวรแล้วมุ่งหน้าไปที่บ้านของท่านพราหมณ์ พอไปถึงก็นั่งบนอาสนะที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ ใกล้ๆ กับเตียงนอนของพราหณ์ ที่กำลังป่วยหนัก พระเถระได้ถามถึงอาการเจ็บป่วยของพราหมณ์ว่า “ ท่านพราหมณ์ ท่านยังพอทนได้ไหม พอจะยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาของท่านทุเลาลงบ้างไหม อาการเจ็บป่วยของท่านปรากฏค่อยคลายไปไม่ทวีขึ้นมิใช่หรือ”

ธนัญชานิพราหมณ์ตื้นตันใจ ประนมมือไหว้พระธรรมเสนาบดี กล่าวกับท่านด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า “ พระคุณเจ้าผู้เปี่ยมด้วยมหากรุณาได้มาเยือนกระผมในยามนี้ ทุกขเวทนาแสนสาหัสปรากฏอยู่ในร่างกายของกระผม ลมชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในท้องมันมีฤทธิ์เหลือประมาณ นอกจากนี้ยังมีอาการเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย กระผมแทบจะทนไม่ไหว คงจะมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน อายุขัยของผมจะถึงที่สุดแล้ว เพราะทุกขเวทนาแรงกล้านัก อาการนี้ได้หนักทวีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ถอยเลย ขอรับกระผม” พราหมณ์กราบเรียนอาการเจ็บป่วยให้ทราบแล้ว ก็นอนนิ่งเฉยน้ำตาคลอ อยู่ด้วยอาการแห่งคนที่รู้ตัวว่าตนจักต้องตาย

พระเถระได้มองดูพราหมณ์ด้วยสายตาอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา ท่านทราบว่าธนัญชานิพราหมณ์ผู้ได้สั่งสมคุณงามความดีไว้มาก บัดนี้ มรณภัยได้มาปรากฏอยู่เบื้องหน้า ในยามนี้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือธรรมโอสถเท่านั้น อันจะเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง ฉะนั้นท่านจึงได้แสดงธรรมิกถาว่าด้วยความประเสริฐกว่ากันของภพภูมิชั้นต่างๆ ตั้งแต่นรกกับกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ไล่เรื่อยมาตามลำดับ กระทั่งถึงความประเสริฐประณีตกว่ากันของสวรรค์ในแต่ละชั้น พราหมณ์ปล่อยใจตามไปเรื่อยๆ มีความรู้สึกว่าตนเองจะได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นนั้นๆ

เมื่อพระสารีบุตรกล่าวถึงพรหมโลกซึ่งประเสริฐว่าสวรรค์ทุกชั้น พราหมณ์ครั้นได้ฟังคำว่าพรหมโลก เท่านั้นแหละ ดวงตาก็เปล่งประกายสุกใส ยิ้มแย้มสดชื่นด้วยความปีติยินดีเป็นยิ่งนัก เพราะพราหมณ์มีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพรหมมาก มีความปรารถนาจะไปบังเกิดในพรหมโลกอยู่แล้ว เมื่อพระเถระแสดงธรรมถึงพรหมโลก เห็นพราหมณ์มีใจเบิกบานมากขึ้น จึงมีความดำริ ที่จะแสดงปฏิปทาทางไปพรหมโลกแก่พราหมณ์ จึงกล่าวเตือนสติพราหมณ์ว่า

“ ท่านพราหมณ์ อาตมาจะแสดงปฏิปทาทางไปสู่พรหมโลกเพื่อความเป็นสหายกับเหล่าพรหมให้ฟัง ขอท่านจงตั้งใจเงี่ยโสตสดับเถิด ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ไปสู่ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องขวา ทั้งในทิศเบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกธาตุตลอดจนเหล่าสรรพสัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถานตลอดกาลทุกเมื่อ ด้วยใจที่ประกอบด้วยเมตตาเป็นต้น ทำจนเป็นมหัคคตารมณ์อันหาประมาณมิได้ เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีภัย และไม่มีความเบียดเบียน ข้อนี้แล ก็เป็นปฏิปทาเพื่อความบังเกิดเป็นสหายกับพระพรหม”

เมื่อพระเถระแสดงปฏิปทาทางไปสู่พรหมโลก ด้วยการเจริญพรหมวิหารธรรม พราหมณ์ผู้มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะไปบังเกิดในพรหมโลก ก็เจริญพรหมวิหารธรรมจนได้บรรลุปฐมฌาน มีความสุขอันเกิดจากการเข้าปฐมฌาน ดับทุกขเวทนากล้าอันเกิดจากพยาธิภัยได้หมด มีใบหน้าสดชื่นแจ่มใสเหมือนไม่ใช่คนป่วย เมื่อเกิดปีติซาบซ่านอันเกิดจากความสุขในการเข้าฌานแล้ว พราหมณ์ได้ฝากพระเถระให้ไปทูลลาพระบรมศาสดา เพราะเกรงว่าตนจะไม่มีโอกาสได้ไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกต่อไป

เมื่อพระเถระเห็นว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว ก็ได้อำลาพราหมณ์กลับ ในขณะที่พระเถระเดินทางกลับยังไม่ทันถึงพระเวฬุวันมหาวิหารนั้น พราหมณ์ก็ได้ดับชีพลง ด้วยอำนาจแห่งฌานกุศลที่ตนได้บรรลุ กำลังฌานส่งผลให้ได้ไปอุบัติเป็นพรหมผู้มีรูปงาม มีรัศมีกายรุ่งเรืองสว่างไสว ประดิษฐานอยู่ในพรหมวิมาน เสวยพรหมสมบัติอยู่ในพรหมโลกชั้นปาริสัชชาภูมิ

สรุป

เราจะเห็นว่าชีวิตของผู้ที่ได้คบหาสมาคมกับกัลยาณมิตร นับว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐ เพราะเมื่ออาศัยกัลยาณมิตรแล้วชีวิตที่เคยผิดพลาดก็เริ่มต้นใหม่ได้ ชีวิตที่กำลังเดินอยู่บนหนทางไปสู่ทุคติก็เปลี่ยนเส้นทางไปสู่สุคติสวรรค์และพรหมโลกได้ “ ชีวิตที่เคยทำพลาดทำผิดกัลยาณมิตรช่วยได้” การคบหากัลยาณมิตรจึงเป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องให้ความสำคัญ และตัวนักศึกษาก็ต้องทำตนเป็นกัลยาณมิตรที่ดีทั้งแก่ตนเองและคนอื่น ในขณะเดียวกัน จากเรื่องนี้เราจะเห็นว่า เราทุกคนนั้น เหมือนมีระเบิดเวลาติดตัวมา ่พร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ เวลาที่อยู่ในโลกนี้ก็มีอยู่อย่างจำกัด ฉะนั้นเราจำเป็นต้องชิงช่วงเวลาที่เหลืออยู่ทำความดี ประกอบความเพียรกันให้เต็มที่ ก่อนที่จะถูกพญามัจจุราชช่วงชิงชีวิตของเราไป ขณะนี้เรายังมีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจที่แข็งแกร่ง ถ้าไม่ประมาทในการปฏิบัติธรรมเราก็จะเข้าถึงธรรมได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้ถ้าเรามัวประมาทอยู่ เราก็อาจจะได้เห็นก่อนตาย เหมือนอย่างท่านธนัญชานิพราหมณ์ ซึ่งกำลังถูกทุกขเวทนารุมเร้าอย่างหนัก อีกทั้งพญามัจจุราชก็กำลังคุกคามที่จะช่วงชิงเอาชีวิตไป แต่เพราะได้ยอดกัลยาณมิตรอย่างท่านพระสารีบุตร จึงทำให้พราหมณ์สามารถเอาตัวรอดได้ มีที่พึ่งเข้าถึงปฐมฌานไปบังเกิดในพรหมโลกได้เหมือนกัน แต่ที่โชคดีได้กัลยาณมิตรอย่างนี้ก็มีไม่มาก

ดังนั้น ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดในมนุษยโลกนี้ แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็มีความหมายสำหรับการสร้างบารมีของเรามาก เราจะไปแสวงหาบุญหรือสร้างบารมีในภพภูมิอื่นนั้น ไม่ได้หรอก มนุสสภูมิซึ่งก็คือภพภูมิที่เราอาศัยอยู่นั้นแหละเป็นที่สร้างบารมีของเรา มีกำลังมีเรี่ยวแรงเท่าไร ให้สร้างบารมีให้เต็มที่ อย่าได้ประมาทในการประพฤติปฏิบัติธรรม ให้หมั่นสั่งสมบุญ และฝึกฝนใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่งกันตลอดเวลา

1) รวบรวมจากหนังสือวารสารกัลยาณมิตร ฉบับปี พ.ศ. 2530.
2) มหาสุวราราชชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, เล่มที่ 59 ข้อ 1228 หน้า 627-628.
3) อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก มหาอุกกุสชาดก, เล่มที่ 60 หน้า 378-388.
4) วิมลเถรคาถา, ขุททกนิกาย เถรคาถา, มก. เล่ม 51 ข้อ 322 หน้า 321.
5) อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก, มหิลามุขชาดก, มก. เล่ม 55 หน้า 301-303.
6) มหาสุตโสมชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 62 ข้อ 343 หน้า 623-624.
7) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องครหทินน์, เล่มที่ 41 หน้า 135-147.
df101/8.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki