df101:7 [Dou book online]
 

บทที่ 7 พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

เนิ้อหาบทที่ 7 พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

  • 7.1 คุณสมบัติของกัลยาณมิตรตามแบบอย่างพระพุทธองค์
    • 7.1.1 มีความกรุณาเป็นพื้นฐาน
    • 7.1.2 ไม่ถือตัวไม่หยิ่งยโส
    • 7.1.3 มีความอดทน
    • 7.1.4 มีความยุติธรรม
    • 7.1.5 มีความรอบคอบ
    • 7.1.6 มีความประพฤติน่าเคารพบูชา
    • 7.1.7 รู้จักภูมิสติปัญญาของนักเรียน
  • 7.2 วิธีการสอน 3 แบบ (ปาฏิหาริย์ 3)
    • 7.2.1 วิธีสอนแบบอิทธิปาฏิหาริย์
    • 7.2.2 วิธีสอนแบบอาเทสนาปาฏิหาริย์
    • 7.2.3 การสอนแบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์
  • 7.3 พุทธวิธีการตอบปัญหา

แนวคิด

1.บุคคลผู้เป็นต้นแบบในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรของโลกได้ดีที่สุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การศึกษาวิธีการทำหน้าที่กัลยาณมิตรของพระพุทธองค์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เราจะได้นำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรในโลกยุคปัจจุบัน

2.ยอดครูและยอดคนในโลกพร้อมทั้งเทวโลกและพรหมโลก ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ทรงมีสัพพัญญุตญาณที่รู้แจ้งในสรรพสิ่ง ทรงสามารถรู้จริตอัธยาศัยของบุคคล ที่กำลังจะสอน ดังนั้นเมื่อสอนแล้ว จึงทำให้ผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้ง และทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในที่สุด

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในหลักการทำหน้าที่กัลยาณมิตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

2.เพื่อให้นักศึกษาได้เพิ่มพูนความศรัทธาปสาทะต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอกของโลก เพราะพระพุทธองค์ทรงทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรได้สมบูรณ์ที่สุด

3.เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจหลักพุทธพยากรณ์ และวิธีการสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันจะเป็นต้นแบบของผู้ที่ปรารถนาเป็นกัลยาณมิตรแก่ชาวโลกต่อไป

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ชื่อว่าเป็นยอดกัลยาณมิตรของโลก เพราะทรงแนะนำชาวโลกให้พ้นจากทุกข์ พบสุขอันเป็นอมตะ ซึ่งจะหาศาสดาหรือเจ้าลัทธิใดๆ ในโลกนี้มาเทียบไม่ได้เลย พระพุทธองค์ทรงสอนได้ทั้งมนุษย์และเทวดา ที่เรียกว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงสามารถสอนให้คนเกิดความรู้ถึงขั้นวิชชาญาณและสัมโพธิญาณได้ด้วยการพูดธรรมดา สามารถให้ผู้ฟังรู้ถึงขั้นอริยสัจจะ และเกิดการเปลี่ยนแปลงถึงขั้นจากปุถุชนเป็นอริยบุคคลได้ ซึ่งในสมัยปัจจุบันหาไม่ได้อย่างนี้อีกแล้ว ด้วยความที่พระองค์เป็นครูชั้นยอดนี่เอง จึงทรงทำงานประกาศคำสอนใหม่อย่างได้ผลในชั่วระยะเวลาเพียง 8 เดือน สามารถทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรให้เหล่าเวไนยสัตว์เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง เป็นอริยบุคคลถึง 1,250 องค์ และในชั่วพระชนมชีพของพระองค์นั้น พระพุทธศาสนาก็ตั้งเป็นหลักแหล่งลงอย่างมั่นคง ในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำคงคา และต่อมากลายเป็นศาสนาของโลกในที่สุด การได้ศึกษาคุณสมบัติและวิธีการสอนของพระพุทธเจ้า จึงเท่ากับเป็นการศึกษาวิธีสอนตามหลักพุทธศาสตร์ เราจะได้หลักการเพื่อประยุกต์ใช้ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรในยุคปัจจุบัน

7.1 คุณสมบัติของกัลยาณมิตรตามแบบอย่างพระพุทธองค์

คุณสมบัติของกัลยาณมิตรตามแบบอย่างพระพุทธองค์1)

7.1.1 มีความกรุณาเป็นพื้นฐาน

ทรงสงสารสรรพสัตว์ เพราะเห็นว่าตกอยู่ในความมืดคืออวิชชา ยังไม่รู้เส้นทางสว่างแก่ชีวิต ไม่รู้เส้นทางไปสู่สวรรค์และนิพพาน การสอนไม่ได้มุ่งเรื่องลาภสักการะหรือชื่อเสียงเหมือนครูในโลกยุคปัจจุบัน แต่สอนเพื่อมุ่งช่วยศิษย์ให้พ้นจากความทุกข์ ไม่หวังผลสิ่งใดตอบแทน ไม่ต้องการความร่ำรวย เพราะพระองค์ทรงข้ามพ้นความจนและความรวยมาได้แล้ว ครูที่หวังผลประโยชน์ตอบแทนจากศิษย์หรือหวัง ความร่ำรวยจากศิษย์ จะเป็นครูที่ดีไม่ได้ เช่นเดียวกัน ผู้ที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตรเพื่อหวังลาภ ยศ สรรเสริญ ยังไม่ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรอย่างแท้จริง

7.1.2 ไม่ถือตัวไม่หยิ่งยโส

ถ้าเพื่อความรู้ของศิษย์แล้ว จะเสด็จไปที่ไหนและไกลเพียงใดก็ไม่เคยปฏิเสธ จะประทับนั่งที่ไหนก็ได้ พบกับใครสนทนากับใครก็ได้ เพื่อจะช่วยโจรร้าย พระพุทธองค์ต้องเสด็จเข้าป่าไปเผชิญหน้ากับโจรร้ายที่ฆ่าคนมานับร้อย ดังเช่นครั้งที่เสด็จไปโปรดองคุลิมาลซึ่งกำลังจะฆ่ามารดาตนเองเพราะความหลงผิด บางทีเมื่อถึงคราวจำเป็น ก็ทรงลงมือล้างเลือดล้างหนอง อุจจาระปัสสาวะของภิกษุที่กำลังอาพาธ เช่นเสด็จไปโปรดพระติสสเถระผู้มีกายเปื่อยเน่า2) เรื่องเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล คือมีกุลบุตรท่านหนึ่ง ออกบวชอุทิศชีวิตในพระพุทธศาสนา ได้ฉายาว่า พระติสสเถระ มีอยู่วันหนึ่ง โรคร้ายเกิดขึ้นในสรีระของท่านตุ่มเล็กๆ เท่าเมล็ดผักกาดผุดขึ้นมาที่ผิวหนัง เนื่องจากกรรมเก่าของท่านตามมาทัน ต่อมาตุ่มนั้นโตขึ้นเรื่อยๆ ขนาดประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว แล้วก็โตเท่าเมล็ดถั่วดำ ใหญ่โตขึ้นเท่าเมล็ดกระเบา เท่าผลมะขามป้อม สุดท้ายก็โตเท่ากับผลมะตูม จากนั้นก็แตกออก มีเลือดและหนองไหลเยิ้มไปทั่วร่างกาย

ร่างกายของท่านเป็นแผลเหวอะหวะไปทั่ว ท่านต้องทนทุกข์ทรมานมาก นอกจากนี้ร่างกายของท่านยังส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง จนเพื่อนสหธรรมิกไม่กล้าเข้าใกล้ เท่านั้นยังไม่พอกระดูกของท่านแตกหัก ท่านขยับเขยื้อนตัวไม่ได้ นอนจมกองน้ำเลือดน้ำหนองอยู่ในกุฏิตามลำพังผ้านุ่ง และผ้าห่มเปรอะเปื้อนไปหมด นอนรอคอยวันตายอย่างน่าสงสาร

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเห็นท่านถูกพวกลัทธิวิหาริก3) ทอดทิ้ง ไม่มีที่พึ่งในยามยาก ด้วยพระมหากรุณาอันไม่มีประมาณ พระพุทธองค์จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ไปที่โรงไฟทรงต้มน้ำร้อนด้วยพระองค์เอง พวกภิกษุทราบว่าพระบรมศาสดาเสด็จมา จึงกราบทูลขันอาสาจะช่วยกันทำแล้วช่วยกันยก เตียงที่พระติสสภิกษุนอน นำไปสู่โรงไฟ พระบรมศาสดาทรงให้พวกภิกษุเปลื้องผ้าเอาผ้าห่มของพระติสสะออก เอาไปขยำกับน้ำร้อน แล้วนำไปผึ่งแดด ส่วนพระองค์เองสรงน้ำให้พระติสสะ เมื่อผ้าห่มแห้งทรงช่วย ท่านให้นุ่งผ้าห่ม ทรงให้นำผ้านุ่งที่ท่านนุ่งไปซักแล้วผึ่งแดด เมื่อผ้านุ่งนั้นแห้งพระองค์ก็ทรงให้นุ่งผ้าผืนนั้น

พระบรมศาสดาประทับยืนที่เหนือศีรษะของท่าน ตรัสให้เห็นทุกข์เห็นโทษของสังขาร ร่างกายนี้ว่า กายของเธอนี้ไม่นานจะปราศจากวิญญาณแล้ว หาอุปการะมิได้ อีกไม่นานต้องนอนบนแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้ที่ไม่มีประโยชน์Ž พระติสสเถระนอนฟังพระธรรมเทศนา ข่มความเจ็บปวดของร่างกาย ค่อยๆ ปล่อยใจตามกระแสเสียงของพระพุทธองค์ จนมีใจหยุดนิ่งเป็นอารมณ์เดียว ในที่สุดได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

7.1.3 มีความอดทน

ใจเย็น แม้จะถูกรุกรานด้วยคำหยาบคายก็ตาม คราวหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปบิณฑบาตในนิคมของชาวถูลู มีพระภิกษุโอรสเจ้าลิจฉวีชื่อสุนักขัตตะ เป็นผู้ติดตาม พอเสด็จไปถึงที่แห่งหนึ่ง ได้พบอเจลกะตนหนึ่งชื่อโกรักขัตติยะ ซึ่งประพฤติตนอย่างสุนัข เดินด้วยข้อศอกและเข่ากินอาหารที่กองบนพื้นด้วยปาก เมื่อสุนักขัตตะเห็นเข้าก็คิดในใจว่า เขาเป็นพระอรหันต์ที่ดีองค์หนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดของเขา จึงตรัสปรามว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ คนอย่างเธอยังจะปฏิญาณตนว่าเป็นศากยบุตรอยู่อีกหรือ พระสุนักขัตตะจึงทูลถามว่า เหตุไฉนพระพุทธองค์จึงตรัสอย่างนั้น พระพุทธองค์ก็ตรัสตอบว่า เพราะเธอเชื่อว่า อเจลกะผู้ประพฤติเหมือนสุนัขเป็นพระอรหันต์ที่ดี เมื่อได้ยินเช่นนั้น สุนักขัตตะได้กล่าวย้อนว่า พระผู้มีพระภาคยังหวง ความเป็นพระอรหันต์ไว้อีกหรือ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นการย้อนที่เจ็บแสบ แต่พระพุทธองค์ก็ทรงโต้ตอบ ต่อไปอย่างปกติ4)

อีกคราวหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในที่อยู่ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ผู้เคร่งในศาสนาพราหมณ์ กำลังทำการบูชาไฟ เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา เขาได้ส่งเสียงร้องบอกว่า หยุดอยู่นั้นแหละ คนหัวโล้น หยุดอยู่นั้นแหละสมณะ หยุดอยู่นั้นแหละคนถ่อย ซึ่งเป็นคำเรียกด้วยความดูถูกเหยียดหยาม แต่พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสถามไปอย่างปกติว่า พราหมณ์ ท่านรู้จักคนถ่อยหรือ ธรรมที่ทำให้คนเป็นคนถ่อยเป็นอย่างไรหรือ เมื่อเขาบอกว่า ไม่รู้ พระองค์ก็ทรงแสดงธรรมแก่เขา จนปฏิญาณตนเป็นอุบาสกในที่สุด5)

7.1.4 มีความยุติธรรม ไม่เห็นแก่หน้า

คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์เพื่อจะไปฉันที่บ้านของหญิงโสเภณีชื่อ อัมพปาลีไว้แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน พวกเจ้าลิจฉวีผู้มีศักดิ์ใหญ่กว่าก็มาทูลนิมนต์บ้าง แต่พระพุทธองค์หาได้ทรงรับไม่ ตรัสบอกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า พระองค์ได้รับนิมนต์นางอัมพปาลีไว้เสียแล้ว6)

ครูที่ขาดความยุติธรรมในใจ โปรดศิษย์บางคน เข้าข้างศิษย์บางคน ไม่อาจเป็นครูที่ดีได้ กัลยาณมิตรที่ดี ต้องไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง ควรมีใจประกอบด้วยกรุณาต่อทุกคน ไม่เลือกเชื้อชาติหรือชนชั้น วรรณะ

7.1.5 มีความรอบคอบ

ทรงพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ไม่ตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น ความรอบคอบของพระพุทธองค์ทรงแสดงออกมาในพระดำรัสดังนี้

“ ดูก่อนจุนทะ แม้หากว่าสิ่งที่เป็นอดีต ไม่เป็นของจริง ไม่เป็นของแท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตไม่พยากรณ์สิ่งนั้น

แม้หากว่าสิ่งที่เป็นอดีต เป็นของจริง เป็นของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตก็ไม่พยากรณ์แม้สิ่งนั้น

แม้หากสิ่งที่เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมรู้กาลเพื่อจะพูดสิ่งนั้น”(สิ่งที่เป็นอนาคตและปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน)7)

จากพระพุทธพจน์นี้ เราจะเห็นได้ทันทีว่า แม้แต่สิ่งที่เป็นความจริงพูดไปแล้วมีประโยชน์ พระพุทธองค์ก็ยังทรงดูกาลเทศะที่พึงจะตรัสออกมา นับว่าทรงมีความรอบคอบอย่างยิ่ง

อีกคราวหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ทรงต้อนรับพระเจ้าปเสนทิแห่งรัฐโกศลที่บุพพาราม ได้มีชฎิล 7 คน นิครนถ์ 7 คน อเจลกะ 7 คน เอกสาฎก 7 คน และปริพาชก 7 คน มีขนรักแร้ และเล็บยาว หาบบริขารพะรุงพะรังเดินผ่านไป เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็น ได้คุกเข่าประคองอัญชลีไปทางคนเหล่านั้น เป็นการถวายความเคารพ แล้วกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า คนเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์จำพวกหนึ่งในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายในโลก

พระพุทธองค์ตรัสว่า “ ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรเป็นคฤหัสถ์ บริโภคกาม ทรงครองฆราวาสอันคับคั่งด้วยโอรสและมเหสี …ยากที่จะทรงทราบได้ว่า ท่านเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์…

ดูก่อนมหาบพิตร ศีลพึงทราบได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ..ความเป็นผู้สะอาดพึงทราบได้ด้วยการปราศรัย…กำลังใจพึงทราบได้ในคราวมีอันตราย ..ปัญญาพึงทราบได้ด้วยการสนทนา ..ก็ศีล..ความเป็นผู้สะอาด..กำลังใจ..ปัญญานั้นแลพึงทราบได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่โดยกาลนิดหน่อย พิจารณาจึงจะทราบได้ ไม่พิจารณาไม่พึงทราบ ผู้มีปัญญาจึงจะทราบ ผู้มีปัญญาทรามไม่พึงทราบ”8)

เมื่อได้ฟังพุทธพจน์จนเกิดความซาบซึ้งแล้ว พระเจ้าปเสนทิจึงทรงรับสารภาพออกมาว่า นักบวชเหล่านั้นเป็นราชบุรุษ ปลอมตัวไปสอดแนมราชการในชนบท เป็นคนของพระเจ้าปเสนทินั่นเอง

7.1.6 มีความประพฤติน่าเคารพบูชา

ครูไม่ใช่ผู้ให้ความรู้แก่ศิษย์อย่างเดียว แต่เป็นแบบอย่างทางความประพฤติแก่ศิษย์ด้วย ฉะนั้นครูจะต้องเป็นทั้งผู้แนะและผู้นำ จะต้องปฏิบัติในสิ่งที่ตนสอน พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับพระองค์เองว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นผู้กล่าวอย่างใดทำอย่างนั้น เป็นผู้ทำอย่างใด กล่าวอย่างนั้น ด้วยเหตุนี้ ตถาคตจึงชื่อว่า ยถาวาที ตถาการี หรือ ยถาการี ตถาวาที”9)

7.1.7 รู้จักภูมิสติปัญญาของนักเรียน

ครูที่ดีต้องรู้จักระดับสติปัญญาของนักเรียนว่าสูงต่ำแค่ไหน แล้วปรับปรุงวิธีการสอนของตนให้เหมาะสมกับแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม

บุคคล 4 ประเภท10)

พระพุทธเจ้าทรงพบว่า คนเรามี 4 ประเภท ตามระดับสติปัญญา คือ

1.อุคฆฏิตัญญู ผู้สามารถรู้ได้ฉับพลัน เพียงแต่ยกหัวข้อขึ้นแสดงก็รู้ได้ทันที

2.วิปจิตัญญู ผู้สามารถรู้ได้ต่อเมื่อมีการอธิบายขยายความของหัวข้อที่ยกขึ้นไว้

3.เนยยะ ( ผู้พอแนะนำได้ ) ผู้สามารถเข้าใจได้ เมื่อยกหัวข้อขึ้นแสดงอธิบายความอย่างละเอียด แล้วก็มีการซักถามทบทวนอีกครั้งหนึ่ง จึงจะเข้าใจได้

4.ปทปรมะ ( ผู้มีบทเป็นอย่างยิ่ง ) หมายถึงผู้ต้องใช้บทบาทมากจึงจะเข้าใจได้

ปทปรมะน่าจะมี 2 ประเภท คือ

4.1ประเภทสอนไม่ได้เลย คือคนประเภทปัญญาอ่อน ไม่มีทางจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งได้

4.2ประเภทมีความเห็นผิดอย่างรุนแรง และยึดถือในความเห็นของตนอย่างเหนียวแน่น ประเภทนี้พอสอนได้ แต่ต้องใช้วิธีพิเศษ ดังจะกล่าวต่อไปนี้

เปรียบด้วยบัว 4 เหล่า

คน 4 ประเภทนี้อาจจะเปรียบได้ด้วยดอกบัว 4 ประเภท คือ

พวกอุคฆฏิตัญญู เปรียบเหมือนบัวพ้นน้ำแล้ว รอแต่แสงแดดเท่านั้นเมื่อรับแสงแดดจะบานทันที

พวกวิปจิตัญญู เปรียบเหมือนบัวปริ่มน้ำ วันรุ่งขึ้นจะพ้นน้ำ และจะบานเมื่อได้รับแสงแดด

พวกเนยยะ เปรียบเหมือนบัวอยู่ใต้พื้นผิวน้ำ วันต่อๆไปก็จะขึ้นเหนือน้ำ รับแสงแดดแล้วก็บาน

พวกปทปรมะ เปรียบเหมือนบัวที่ยังติดดิน ถ้าไม่ได้รับการประคบประหงมเป็นพิเศษ อาจจะเป็นภักษาแห่งปลาและเต่า

7.2 วิธีการสอน 3 แบบ (ปาฏิการิย์ 3)

พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีสอนคนอยู่ 3 วิธี ท่านเรียกแต่ละวิธีว่า “ ปาฏิหาริย์” แปลว่า สิ่งน่าอัศจรรย์ หมายความว่า มีผลสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะสามารถทำให้คนเกิดความรู้ถึงขั้นวิชชุญาณได้ และมีการเปลี่ยนแปลงได้ถึงขั้นเป็นพระอริยบุคคล วิธีสอนทั้ง 3 นั้นคือ

1.อิทธิปาฏิหาริย์ การสอนด้วยการใช้ความสามารถพิเศษ เพื่อปราบคนร้ายๆ ที่ไม่ยอมรับคำสอนง่ายๆ ให้สิ้นพยศ เช่น ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้อุรุเวลกัสสปะและบริวาร แสดงฤทธิ์ปราบนาค ยักษ์ เป็นต้น

2.อาเทสนาปาฏิหาริย์ การสอนโดยวิธีดักใจ วิธีนี้พระองค์ทรงใช้กับบุคคลประเภทอุคฆฏิตัญญู และวิปจิตัญญู

3.อนุสาสนีปาฏิหาริย์ การสอนด้วยการบรรยายลำพังพระองค์เดียว หรือการบรรยายแบบโต้ตอบสนทนา พระองค์ทรงใช้วิธีนี้กับคนประเภทเนยยะ

เรื่องปาฏิหาริย์ 3 นี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสอนคนทั้งหลายอย่างแน่นอน เพราะพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

“ พรหมจรรย์ใด ถ้าศาสดาเป็นพระเถระ รู้ราตรีนาน บวชนาน ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ แต่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของศาสดานั้น ไม่เป็นเถระ ไม่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ไม่สามารถเพื่อจะกล่าว พระสัทธรรมได้โดยชอบ ไม่สามารถเพื่อแสดงธรรมให้มีปาฏิหาริย์ ข่มขี่ปรับปวาทที่เกิดขึ้นแล้วได้ด้วยดีโดยชอบธรรม พรหมจรรย์นั้น ย่อมไม่ครบถ้วน บริสุทธิ์บริบูรณ์11)

7.2.1 วิธีสอนแบบอิทธิปาฏิหาริย์

การสอนแบบอิทธิปาฏิหาริย์ คือการใช้ความสามารถพิเศษนี้ พระพุทธองค์ทรงใช้กับบุคคลประเภทปทปรมะที่มีลักษณะร้าย เป็นนักเลง หรือเป็นคนหัวแข็งไม่เชื่อฟังใครง่ายๆ อยากลองดีพระพุทธองค์ทรงใช้ในโอกาสบางครั้ง ดังนี้

ทรงบันดาลไม่ให้เศรษฐีเห็นบุตร12)

ขณะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสีพระพุทธองค์ทรงมีโอกาสต้อนรับบุตรเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ ยสะ ซึ่งเกิดเบื่อโลกชีวิต หนีจากบ้านมาพบพระพุทธองค์ในตอนเช้ามืด และเมื่อได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์แล้วก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ครั้นรุ่งเช้า เศรษฐีผู้เป็นบิดาออกเดินทางติดตามหาบุตรจนมาถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พระพุทธองค์ทรงเกรงว่าถ้าบิดาเห็นบุตรอาจจะพลาด จากคุณวิเศษที่ควรได้ควรมี จึงทรงพระดำริว่า ไฉนหนอ เราพึงบันดาลด้วยการสร้างสรรค์ด้วยฤทธิ์ ให้เศรษฐีคหบดีซึ่งนั่งอยู่ที่นี้ไม่เห็นยสกุลบุตรผู้นั่งอยู่ที่นี้ แล้วทรงบันดาลด้วยการสร้างสรรค์ด้วยฤทธิ์ดังพระพุทธดำริ ต่อมาเศรษฐีผู้คหบดีได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามว่า “ พระผู้มีพระภาคทรงเห็นยสกุลบุตรบ้างไหม พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบโดยตรง ทรงเชื้อเชิญให้นั่ง ตรัสว่า บางทีถ้านั่งอยู่ที่นี่ อาจจะเห็นบุตรก็ได้ จากนั้นทรงแสดงธรรมให้ทั้งบิดาทั้งบุตรฟัง เมื่อจบพระธรรมเทศนา เศรษฐีได้เป็นพระโสดาบัน ส่วนยสกุลบุตรได้บรรลุอรหันต์ ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงคลายการสร้างสรรค์ด้วยฤทธิ์เสีย ทำให้พ่อกับลูกได้พบกัน ณ จุดนั้น

เศรษฐีเมืองพาราณสี และบุตรเป็นคฤหัสถ์คนแรกที่ได้รับการสั่งสอนจากพระพุทธองค์แล้วเกิดวิชชุญาณ และความเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นพระอริยบุคคล

ทรงปราบชฎิล 3 พี่น้อง13)

ที่ตำบลอุรุเวลา ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มีชฎิล 3 พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร 1000 รูป ตั้งอาศรมบำเพ็ญตบะ มีชื่อเสียงปรากฏ เป็นที่เคารพนับถือของชาวมคธเป็นอันมาก

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการจะสอนชฎิลเหล่านั้น จึงเสด็จไปหาชฎิลผู้พี่ชื่อ อุรุเวลกัสสปะ และขอเข้าพักในโรงบูชาไฟ ชฎิลกัสสปะได้ห้ามไว้ เพราะในโรงบูชาไฟนั้น มีพญานาคที่มีพิษร้ายแรงอาศัยอยู่ แต่พระพุทธองค์ทรงยืนยันที่จะพักให้ได้ เพื่อจะแสดงฤทธิ์ให้ชฎิลได้เห็น คืนวันนั้น พระองค์ ทรงแสดงฤทธิ์ปราบพญานาคจนสำเร็จ วันรุ่งขึ้น ยังจับพญานาคใส่บาตรนำมาแสดงให้ชฎิลดูอีก ทำให้พวกชฎิลเกิดความเลื่อมใสมาก แต่อุรุเวลกัสสปะก็ยังไม่อ่อนข้อ ยังเข้าใจว่าตนเป็นพระอรหันต์ประเสริฐกว่านั่นเอง

ต่อมาพระพุทธองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์อีกหลายอย่าง เช่น ให้อุรุเวลกัสสปะเห็น ท้าวมหาราชจตุโลกบาลทั้ง 4 มาเข้าเฝ้า เห็นท้าวสักกะมาเข้าเฝ้า เห็นท้าวสหัมบดีพรหมมาเข้าเฝ้า ทรงทายดำริของอุรุเวลกัสสปะถูกต้อง เสด็จไปบิณฑบาต ที่อุตตรกุรุทวีป เทพต่างๆ มาช่วยในการซักผ้าบังสุกุล ทรงนำผลหว้าประจำชมพูทวีปมาให้ดู ทรงช่วยผ่าฟืน ก่อไฟ ดับไฟ ก่อกองไฟ 500 กอง และครั้งสุดท้ายทรงแยกน้ำออกแล้วทรงจงกรมอยู่ระหว่างกำแพงน้ำ ในที่สุดอุรุเวลกัสปะจึงยอมแพ้

ทรงแก้ความสงสัยของเสลพราหมณ์

ครั้งหนึ่งเสลพราหมณ์ ผู้เป็นปรมาจารย์ทางพระเวทได้พามาณพบริวาร 300 คนเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้ตรวจดูมหาปุริสลักษณะของพระพุทธองค์ ก็ได้พบลักษณะทุกอย่าง เว้นแต่ลักษณะ 2 ประการ คือ พระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก 1 พระชิวหาใหญ่ 1 ทันใดนั้น พระผู้มีพระภาคทรงบันดาลด้วยการกระทำพิเศษด้วยฤทธิ์ ให้เสลพราหมณ์เห็นพระคุยหะเร้นอยู่ในฝักและทรงแลบพระชิวหาสอดเข้าช่องพระกรรณทั้ง 2 กลับไปมาสอดเข้าช่องพระนาสิกทั้ง 2 กลับไปกลับมาแผ่ปิดมณฑลพระนลาฏ ทำให้เสลพราหมณ์ได้เห็นเป็นลักษณะมหาบุรุษครบ 32 และเกิดความเลื่อมใส14)

ทรงแสดงพระองค์ช่วยพระสาวก

คราวหนึ่ง พระปิงคิยะซึ่งในอดีตเป็นศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ได้ไปโปรดอาจารย์เดิมของตนซึ่งตั้งสำนักอยู่ริมฝั่งน้ำโคธาวารีในชนบทอันห่างไกล เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบว่า ทั้งสองท่านมีอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ขณะประทับยืนอยู่ที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถีนั่นเอง ทรงเปล่งพระรัศมีดุจทองไปแล้ว พระปิงคิยะ กำลังนั่งพรรณนาพระพุทธคุณแด่พราหมณ์พาวรีอยู่ เห็นพระรัศมีแล้วคิดว่า นี่อะไร เหลียวแลไป ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่เบื้องหน้าตน จึงบอกแก่พราหมณ์พาวรีว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว15)

ทรงโปรดโจรองคุลิมาล

เรื่องที่รู้กันแพร่หลายที่สุด ก็คือเรื่องเสด็จไปโปรดโจรร้ายชื่อองคุลิมาล ซึ่งฆ่าคนมา 999 คนแล้ว เวลานั้น กำลังซุ่มซ่อนอยู่ในป่ามหาวัน ใกล้เมืองสาวัตถี ในวันรุ่งขึ้น ทางราชการกำลังจะส่งกองทหารไปปราบ นางพราหมณีผู้มารดาเป็นห่วงบุตร เกรงว่าจะถูกกองทหารฆ่าตาย จึงตัดสินใจจะไปแจ้งข่าวให้บุตรทราบตั้งแต่เช้า แต่ถ้าไปก็จะถูกบุตรฆ่าตาย เพราะขณะนั้นองคุลิมาลสติฟั่นเฟือนจำใครไม่ได้ จะตัดเอา นิ้วมืออย่างเดียว

ด้วยความสงสารต่อองคุลิมาล และมารดา พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปยังป่ามหาวันก่อนมารดาของเขา พอองคุลิมาลเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา ก็ชักดาบออกวิ่งไล่ทันที แต่ปรากฏว่าวิ่งจนสุดฝีเท้าก็ไล่ไม่ทัน ในที่สุดก็ยอมแพ้ต่อพระพุทธองค์

อิทธิปาฏิหาริย์ พระพุทธเจ้าทรงใช้เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นเท่านั้น

7.2.2 วิธีสอนแบบอาเทสนาปาฏิหาริย์

อาเทสนา แปลว่า การดักใจ หมายถึง การรู้สภาพจิตใจของผู้เรียนหรือผู้ฟังแล้ว ก็สอนเขาตามสภาพจิตใจนั้น พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีนี้ กับบุคคลประเภทอุคฆฏิตัญญู คือคนที่มีปัญญาบารมีสูง สามารถเกิดความรู้อย่างต่ำถึงขั้นทิฏฐิได้ เพียงแต่ได้ฟังหัวข้อที่ยกขึ้นแสดงเท่านั้น อาเทสนาวิธีมี 2 วิธีด้วยกันคือ

1. การสอนด้วยคำพูดสั้นๆ แต่ประทับใจหรือกินใจ

2. การสอนด้วยการไม่พูด แต่ให้ลงมือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง จนเกิดความรู้ด้วยตนเอง

1.) การสอนด้วยคำพูดสั้นๆ

การสอนด้วยคำพูดสั้นๆ แต่กินใจนั้น พระพุทธเจ้าทรงใช้กับบุคคลบางคน และบางโอกาส และการสอนแบบนี้ส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดความรู้ระดับทิฏฐิเท่านั้น แต่เมื่อเกิดความรู้ระดับทิฏฐิที่เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็เป็นการเตรียมตัวพร้อมที่จะรับการสอนแบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เพื่อให้เกิดความรู้ระดับวิชชุญาณต่อไป แต่ก็มีบางรายเหมือนกันที่สามารถได้ความรู้ถึงขั้นวิชชุญาณและโพธิ์ญาณ ด้วยการฟังคำสอนสั้นๆ

ทรงปราบความหัวดื้อของพระปัญจวัคคีย์

พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เป็นผู้เลื่อมใสในการบำเพ็ญตบะทรมานตน ได้ติดตามปรนนิบัติพระโพธิสัตว์ ด้วยหวังจะได้รับสัจธรรม แต่เมื่อเห็นพระโพธิสัตว์ละเลิกตบะ ก็หมดศรัทธาเลยหนีไป อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี

หลังจากตรัสรู้แล้วไม่นาน พระพุทธองค์ก็เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ถึงเมืองพาราณสี พอเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล พระปัญจวัคคีย์ก็นึกดูถูกขึ้นมาทันทีว่า พระสมณะโคดมผู้ล้มเหลว ได้ซมซานมาขอพึ่งพาอาศัยอีกแล้ว แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสบอกว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้วก็ไม่เชื่อ ยังคงกล่าวออกนามและใช้คำเรียกอย่างยโสโอหัง แต่ในตอนสุดท้าย พระพุทธองค์ก็ทรงสามารถปราบปรามความหัวดื้อของพระปัญจวัคคีย์ได้ ด้วยการใช้พระดำรัสสั้นๆ ว่า “ ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจำได้หรือว่า ถ้อยคำเช่นนี้ (ว่าเราตรัสรู้แล้ว) เราได้เคยพูดแล้วในกาลก่อนแต่กาลนี้ ”16)

พระปัญจวัคคีย์ยอมฟังธรรม เพราะจำได้ว่าคำพูดเช่นนี้พระองค์ไม่เคยพูดมาก่อนเลย และพระพุทธองค์ทรงมีคำพูดที่เชื่อถือได้มากที่สุด

ทรงทำให้ชายหนุ่ม 30 คนได้คิด

ในระหว่างเดินทางไปยังกรุงราชคฤห์ พระพุทธองค์ได้แวะพักใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ในบริเวณใกล้เคียงกันนั้นมีชายหนุ่ม 30 คนชื่อพาคนรักมาเที่ยวหาความสำราญกัน แต่ชายหนุ่มคนหนึ่งไม่มีคนรัก จึงพาเอาหญิงแพศยาคนหนึ่งมาเป็นคู่แทน ขณะที่กำลังเล่นเพลินกันอยู่นั้น หญิงแพศยาได้ลักเอาของมีค่าของเขาเหล่านั้นหลบหนีไป คนเหล่านั้นออกติดตามหาจนกระทั่งมาพบพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นไม้ จึงเข้าไปทูลถามว่า เห็นผู้หญิงคนหนึ่งหรือไม่

พระองค์ทรงถามว่า “ มีอะไรจะต้องทำกับผู้หญิงหรือ”

ชายหนุ่มเหล่านั้นเล่าเรื่องตั้งแต่แรกถวาย พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ ดูก่อนกุมารทั้งหลาย พวกเธอจะมีความเห็นเป็นอย่างไร การที่พวกเธอแสวงหาหญิง กับการที่พวกเธอแสวงหาตนเองนั้น อย่างไหนเป็นความดีสำหรับพวกเธอเล่า”

ชายหนุ่มเหล่านั้นต่างเห็นว่าแสวงหาตนดีกว่า จึงยอมรับฟังธรรมของพระพุทธองค์ แล้วได้บรรลุธรรมในที่สุด17)

ทรงสะกดองคุลิมาลด้วยคำพูด

ในการปราบโจรร้ายองคุลิมาลนั้น นอกจากจะทรงใช้อิทธิปาฏิหาริย์ คือทรงกระทำให้องคุลิมาลวิ่งไล่ไม่ทันแล้ว ยังทรงใช้วิธีอาเทสนาปาฏิหาริย์คือพูดดักใจอีกด้วย

เมื่อองคุลิมาลวิ่งไล่พระพุทธเจ้าจนเหนื่อยอ่อน แต่ไล่ไม่ทันสักทีนั้น เขาได้ตะโกนออกมาว่า “ หยุดก่อนสมณะ หยุดก่อน”

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “ เราหยุดแล้ว แต่ท่านสิยังไม่หยุด” พระดำรัสนี้ ต้องการจะให้องคุลิมาลเกิดความงุนงงซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความสนใจต่อไป

“ ท่านสมณะพูดมุสาท่านเดินอยู่ ไฉนจึงว่าเราหยุดแล้ว”

พระพุทธองค์ทรงดักใจด้วยประโยคต่อไปว่า “ เราหยุดทำบาปแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” เท่านั้นเองแสงสว่างก็เกิดขึ้นในดวงใจขององคุลิมาล เขาหยุดวิ่งโยนดาบทิ้งแล้วก็คุกเข่าลงแทบพระยุคลบาท เพื่อฟังการสอนแบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ต่อไป

ทรงสอนพาหิยะอย่างย่อๆ

คราวหนึ่ง มีนักบวชนอกศาสนาคนหนึ่งชื่อพาหิยะมาจากเมืองสุปปารกะที่ริมฝั่งสมุทรอันเป็นแดนไกลเขาได้มาพบพระพุทธเจ้า ขณะที่พระองค์กำลังทรงบิณฑบาต และขอให้พระองค์แสดงธรรมให้ฟัง พระพุทธองค์ทรงห้ามเขาถึง 3 ครั้ง เพราะเห็นว่าเป็นเวลาที่ไม่เหมาะกับการแสดงธรรม แต่ในที่สุดพระองค์ก็ทรงยินยอมโดยแสดงธรรมอย่างย่อๆ ว่า “ ดูก่อนพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง..ในกาล นั้น ท่านย่อมไม่มี ในกาลใดท่านไม่มี ในกาลนั้นท่านย่อมไม่มีในโลกนี้ ..ในโลกหน้า ..ในระหว่างโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์”

เมื่อพาหิยะได้ฟังคำสอนย่อๆ นี้ ก็เกิดความรู้ถึงระดับวิชชุญาณ และเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเป็นพระอรหันต์ ต่อมาภายหลัง พระพุทธเจ้าตรัสชมพระพาหิยะว่า “ ภิกษุทั้งหลาย พาหิยทารุจีริยะ เป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ทั้งยังไม่ทำให้เราลำบากเพราะเหตุแห่งการแสดงธรรม”18)

พระอัสสชิสอนพระสารีบุตรแบบย่อๆ

ในระยะแรกแห่งการเผยแพร่พระศาสนา พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระอัสสชิ (1 ใน 5 ของพระปัญจวัคคีย์) กำลังเดินบิณฑบาตอยู่ในเมือง อุปติสสปริพาชก สาวกคนสำคัญ ของเจ้าลัทธิชื่อสัญชัยได้มาพบเข้าและรู้สึกประทับใจมากในกิริยามารยาทสงบสำรวมของพระอัสสชิ เมื่อได้โอกาสจึงตรงเข้าไปถามว่าเป็นสาวกของใคร พระศาสดาสอนว่าอย่างไร พระอัสสชิตอบว่า

“ เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านอย่างกว้างขวางได้ แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้”

พอได้ฟังเพียงเท่านี้ พระสารีบุตรก็เกิดความรู้ระดับวิชชุญาณ เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน จนกลายเป็นพระโสดาบันไป

2.) การสอนแบบไม่พูดแต่ให้ลงมือทำ

ในบางกรณี พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนอะไรด้วยพระวาจาเลย แต่ทรงมอบหมายงานบางอย่างให้คนกระทำจนกระทั่งเกิดความรู้ขึ้นมาพบความจริงด้วยตนเอง เท่าที่ได้สังเกตจากหลักฐาน ปรากฏว่า วิธีนี้พระพุทธองค์ทรงใช้กับคนที่มีจิตใจอยู่ในภาวะไม่ปกติอย่างมาก จนไม่พร้อมที่จะฟังสิ่งใด

ทรงให้พระจูฬปันถกลูบผ้าขาว19)

ในสมัยพุทธกาล มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ มหาปันถก ต่อมาพระมหาปันถกได้นำเอาน้องชายชื่อ จูฬปันถกมาบวชด้วย ครั้นบวชแล้ว พี่ชายก็มอบหมายหน้าที่ให้ท่องจำคาถาหรือคำฉันท์บทหนึ่งซึ่งมีความยาวเพียง 4 บาทเท่านั้น แต่พระจูฬปันถก ก็ท่องจำไม่ได้ แม้เวลาจะล่วงไปตั้ง 4 เดือนก็ตาม

พระมหาปันถกผู้พี่เห็นว่าน้องชายจะไปไม่ไหวแน่ ก็เลยขับไล่ให้ลาสิกขาออกไปเป็นคฤหัสถ์เสียเลย แต่พระจูฬปันถกยังไม่อยากสึก แต่จำต้องไป เมื่อเดินไปพบพระศาสดาจึงเข้าไปเฝ้า พระพุทธองค์ทรงถาม ครั้นทราบเรื่องราวแล้ว จึงพาพระจูฬปันถกกลับเข้าไปในพระคันธกุฎี ทรงบอกให้พระจูฬปันถกนั่งลงประทานผ้าขาวให้ผืนหนึ่งแล้วทรงสั่งให้นั่งเอามือลูบผ้าขาวไปมา พร้อมกับท่องคำว่า รโชหรณํ โดยไม่ต้องคิด อะไรทั้งสิ้น

เมื่อพระจูฬปันถกท่องไปลูบไป จิตก็เป็นสมาธิมีความสว่าง สะอาด สงบเป็นลักษณะ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ความรู้ระดับวิชชุญาณก็เกิดขึ้น พระจูฬปันถกผู้ปุถุชนก็กลับกลายเป็นพระอรหันต์ไป

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การบรรลุมรรคผลนั้นไม่เกี่ยวกับสติปัญญา หรือความสามารถทั่วไปของจิตแต่อย่างใด คนมีสติปัญญาต่ำ อาจจะบรรลุได้เร็วก็ได้ เช่น ในกรณีของพระจูฬปันถกนี้ ความสามารถในการจดจำต่ำมาก แต่สามารถบรรลุธรรมได้เร็ว คนที่มีสติปัญญาสูงกลับบรรลุช้าเพราะมัวแต่คิดเหตุผล ติดอยู่ในตาข่ายแห่งเหตุผล ตัวอย่างเช่น พระสารีบุตรเป็นต้น

ทรงให้นางกีสาโคตมีรู้จักความตาย20)

มีลูกสะใภ้เศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อกีสาโคตมี ซึ่งมีบุตรคนเดียว ต่อมาบุตรของนางได้ตายลงไปโดยปัจจุบันทันด่วน นางเสียอกเสียใจจนมีสติวิปลาสไปบ้าง ด้วยความรักอาลัยในบุตร นางจึงไม่ยอมเอาศพไปเผาหรือฝัง แต่อุ้มลูกตระเวนไปตามหมู่บ้าน เพื่อขอยาชุบลูกของนางให้ฟื้น เป็นที่น่าสมเพชเวทนาสำหรับบางคนแต่ก็เป็นที่น่าขบขันสำหรับบางคน นางจะได้ยินแต่คำว่า “ ไม่มี” จากทุกบ้านเรือน บางแห่งยังถูกขับไสไล่ส่งเสียอีก

ครั้งหนึ่ง นางได้พบกับอุบาสกคนหนึ่ง ซึ่งได้แนะนำให้นางไปขอยาจากพระพุทธเจ้า นางรีบไปยังพระเชตวันทันที เมื่อนางออกปากขอยา พระพุทธองค์ตรัสว่า “ ยามีแน่” นางดีใจอย่างล้นพ้นที่ได้ยินคำว่า “ มี” เป็นครั้งแรก นางทูลถามว่ายานั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาด นางดีใจยิ่งขึ้น เมล็ดพันธุ์ผักกาดเป็นของหาง่าย ขณะที่นางกำลังจะรีบเดินทางไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั่นเอง พระพุทธองค์ก็ตรัสว่า ให้ไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านเรือนที่ไม่เคยมีคนตาย

นางกีสาโคตมี ออกตระเวนขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง แต่เดินจนเหนื่อยอ่อนก็หาไม่ได้ เพราะทุกบ้านเรือนล้วนแต่มีคนเคยตายทั้งสิ้น ในที่สุดแสงสว่างก็เกิดขึ้นในดวงจิตของนางว่า ความตายเป็นของธรรมดา คนในโลกทุกคนต้องตาย ในโลกนี้มีคนตายมากกว่าคนเป็น ลูกของนางไม่ใช่รายพิเศษอะไร เขาได้ปฏิบัติตามกฎอันเที่ยงธรรมแห่งจักรวาลแล้วพร้อมๆ กับเกิดความรู้ใหม่นี้ขึ้นมา นางก็นำศพลูกไปฝังแล้วก็กลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ต่อมาก็ได้บรรลุพระอรหันต์

7.2.3 การสอนแบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์

การสอนแบบอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เป็นการบรรยายหรือการแสดงแบบธรรมดา โดยไม่ต้องใช้ฤทธิ์เดช หรือการดักใจช่วยแต่อย่างใด ในการสอน พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีอนุสาสนีมากที่สุดและได้ผลดีที่สุด เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้มีฤทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระปัญญาธิคุณ คือมีปัญญา เป็นเลิศ ความรู้ทั้งมวลอยู่ในศูนย์กลางธรรมกายอรหัตของพระพุทธองค์ ด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมของพระองค์นั้น ทำให้ทรงรู้ว่าจะต้องใช้ธรรมะบทใดมาแสดง พร่ำสอนเหล่าสาวกให้ได้บรรลุธรรมตาม

ทรงพิจารณาจนรู้จักจริต

พระพุทธองค์ทรงพิจารณาถึงภูมิปัญญาและภูมิหลังของผู้ฟัง แล้วก็ทรงปรับปรุงเนื้อหาของเรื่องที่จะสอน และวิธีสอนให้เหมาะสมกับคนฟัง ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักขุ

”..ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมีอาการดี บางพวกมีอาการทราม บางพวกสอนให้รู้ได้ง่าย บางพวกสอนให้รู้ได้ยาก บางพวกมีปรกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัยอยู่..”

ก่อนทรงแสดงธรรม พระพุทธองค์ทรงทราบอนาคตของผู้ฟังด้วยการพิจารณาอย่างรอบคอบ ว่าใครจะได้บรรลุมรรคผลขั้นไหน ในการสั่งสอนคน พระพุทธองค์มิได้ทรงสอนคนทุกประเภทเท่าเทียมกัน แต่ทรงสอนตามฐานะความสัมพันธ์กับพระองค์ คราวหนึ่งนายบ้านอสิพันธกบุตรได้เข้าไปทูลถามพระองค์ว่า ถ้าพระพุทธองค์ทรงมีพระทัยเกื้อกูลแก่สัตว์ถ้วนหน้า ไฉนพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก ไม่ทรงแสดงธรรมโดยเคารพแก่คนบางพวก พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ถ้าเจ้าของนา มีนาอยู่ 3 ประเภท คือ นาดี นาปานกลาง และนาเลว เขาย่อมจะหว่านข้าวในนาดีก่อน พระพุทธองค์ทรงสอนธรรมแก่ภิกษุและภิกษุณีของพระองค์ก่อน ต่อจากนั้นจึงจะสอนพวกอัญญเดียรถีย์สณพราหมณ์ และปริพาชกเหล่านั้น

ในการพิจารณาดูพื้นฐานทางจิตใจของผู้ฟังนั้น บางทีพระองค์ก็ทรงใช้ญาณพิเศษ เครื่องกำหนดรู้ใจของผู้อื่นเข้าช่วยด้วย ดังเรื่องต่อไปนี้

”..ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดใจของบริษัททุกหมู่เหล่าด้วยพระทัยแล้ว ได้ทรงพิจารณาว่าในบริษัทนี้ ใครหนอแลควรจะรู้แจ้งธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นสุปปพุทธกุฏฐินั่งอยู่ในบริษัทนั้น ครั้นแล้วได้ทรงพระดำริว่า ในบริษัทนี้ บุรุษนี้แลควรจะรู้แจ้งธรรม..”21)

ทรงสอนตามจริตอัธยาศัย

พระพุทธโฆษจารย์ นักปราชญ์ชาวอินเดียที่ไปศึกษาและทำงานอยู่ในลังกา ผู้แต่งคัมภีร์ วิสุทธิมรรค ได้จำแนกคนออกเป็น 6 ประเภท ตามคุณภาพทางจิตใจ ที่เรียกว่า จริต คือ

1.ราคจริต มีความโน้มเอียงในทางรักใคร่

2.โทสจริต มีความโน้มเอียงในทางโกรธเคือง

3.โมหจริต มีความโน้มเอียงในทางลุ่มหลง

4.วิตกจริต มีความโน้มเอียงในทางฟุ้งซ่าน

5.สัทธาจริต มีความโน้มเอียงในทางเชื่อง่าย

6.พุทธิจริต มีความโน้มเอียงในทางใคร่ครวญไตร่ตรอง

7.3 พุทธวิธีการตอบปัญหา

การตอบคำถามของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับปัญญาและอัธยาศัยของผู้ถามปัญหาว่า มีพื้นฐานทางด้านธรรมะมากน้อยเพียงไร โดยสรุปอยู่ 4 วิธี คือ

1.เอกังสพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องแก้โดยส่วนเดียว

2.ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องย้อนถามแล้วจึงแก้

3.วิภัชชพยากรณียปัญหา ปัญหาที่จะต้องจำแนกแล้วจึงแก้

4.ฐปนียปัญหา ปัญหาที่ควรงดเสีย เป็นปัญหาที่ไม่ควรตอบ เพราะตอบไปก็ไม่เกิดประโยชน์ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง

โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด

ชีพก็อันนั้นหรือสรีระก็อันนั้น

ชีพเป็นอื่นหรือสรีระก็เป็นอื่น

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกหรือ ฯ

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เกิดอีกหรือ ฯ

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีหรือ ฯ

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้หรือ

ปัญหาเหล่านี้เป็นเหมือนปัญหาโลกแตก ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งต่อผู้ถามและผู้ตอบ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน จึงไม่ควรตอบ และไม่จำเป็น ต้องไปแสวงหาคำตอบ

ถ้อยคำที่ควรพูด 3 อย่าง22)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ 3 นี้ กถาวัตถุ 3 คืออะไร คือบุคคลพึงพูดเรื่องราวปรารภเวลา ที่เป็นอดีตว่า กาลที่ล่วงแล้วได้เป็นอย่างนี้อย่าง 1 พูดเรื่องราวปรารภเวลาที่เป็นอนาคตว่า กาลภายหน้าจักเป็นอย่างนี้อย่าง 1 พูดเรื่องราวปรารภเวลาที่เป็นปัจจุบันบัดนี้ว่า กาลที่เกิดขึ้นจำเพาะหน้าบัดนี้ เป็นอยู่อย่างนี้ อย่าง 1

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงรู้กันได้ด้วยกถาสัมปโยค ว่าจะเป็นบุคคลควรสนทนา หรือว่าเป็นบุคคลไม่ควรสนทนา ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหาแล้ว ไม่แก้ตรงซึ่งเอกังสพยากรณียปัญหา (ปัญหาที่ต้องแก้ตรง) ไม่แก้จำแนกซึ่งวิภัชชพยากรณียปัญหา (ปัญหาที่ต้องแก้จำแนก) ไม่ย้อนถามแล้วจึงแก้ซึ่งปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา (ปัญหาที่ต้องย้อนถามแล้วจึงแก้) ไม่ยกเลิกซึ่งฐปนียปัญหา (ปัญหาที่ต้องยกเลิก) เช่นนี้ บุคคลนี้เป็นบุคคลไม่ควรสนทนา

ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหาแล้ว แก้ตรงซึ่งเอกังสพยากรณียปัญหา แก้จำแนกซึ่งวิภัชชพยากรณีย- ปัญหา ย้อนถามแล้วจึงแก้ซึ่งปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา ยกเลิกซึ่งฐปนียปัญหา เช่นนี้ บุคคลนี้เป็นบุคคล ควรสนทนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงรู้กันได้ด้วยกถาสัมปโยค ว่าจะเป็นบุคคลควรสนทนา หรือว่าเป็นบุคคลไม่ควรสนทนา ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหาแล้ว ไม่มั่นอยู่ในฐานะ (ข้อที่เป็นได้) และอฐานะ (ข้อที่เป็นไม่ได้) ไม่มั่นอยู่ในข้อที่กำหนดไว้ ไม่มั่นอยู่ในวาทะของผู้อื่น ไม่มั่นอยู่ในข้อปฏิบัติ บุคคลเช่นนี้ เป็นบุคคลไม่ควรสนทนา ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหา มั่นอยู่ในฐานะและอฐานะ มั่นอยู่ในข้อที่กำหนดไว้ มั่นอยู่ในวาทะของผู้อื่น มั่นอยู่ในข้อปฏิบัติ บุคคลเช่นนี้ เป็นบุคคลควรสนทนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงรู้กันได้ด้วยกถาสัมปโยค ว่าจะเป็นบุคคลควรสนทนา หรือว่าเป็นบุคคลไม่ควรสนทนา ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหาแล้ว พูดกลบเกลื่อนนอกเรื่องนอกทาง แสดงความขุ่นเคืองความโกรธแค้นความน้อยใจให้ปรากฏ บุคคลอย่างนี้ เป็นบุคคลไม่ควรสนทนา ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหาแล้วไม่พูดกลบเกลื่อน ไม่นอกเรื่องไม่นอกทาง ไม่แสดงความขุ่นเคืองความโกรธแค้นความน้อยใจให้ปรากฏ บุคคลอย่างนี้ เป็นบุคคลควรสนทนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงรู้กันได้ด้วยกถาสัมปโยค ว่าจะเป็นบุคคลควรสนทนา หรือว่า เป็นบุคคลไม่ควรสนทนา ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหาแล้ว พูดพล่าม พูดเหยียบย่ำ พร่ำหัวเราะ คอยจับคำพลาด บุคคลชนิดนี้เป็นบุคคลไม่ควรสนทนา ถ้าบุคคลที่ถูกถามปัญหาแล้ว ไม่พูดพล่าม ไม่พูดเหยียบย่ำ ไม่พร่ำ หัวเราะ ไม่คอยจับคำพลาด บุคคลอย่างนี้ เป็นบุคคลควรสนทนา….

ชนเหล่าใดพูดกันอยู่ ผิดใจกัน มั่นมุ่งไปคนละทาง ต่างยกตัวกระทบกระเทียบกันอย่าง อนารยชน จ้องหาช่องผิดของกันและกัน ชนเหล่านั้นย่อมยินดีคำผิด คำพลาด ความเผลอ ความเพ้อของกันและกัน อารยชนไม่ประพฤติการพูดกันอย่างนั้น

ถ้าอารยชนใคร่จะพูด ก็เป็นผู้ฉลาด รู้จักกาล พูดแต่ถ้อยคำที่ประกอบด้วยเหตุผล ที่อารยชนประพฤติกัน ไม่โกรธ ไม่ยกตัว มีใจสงบ ไม่ตีเสมอ ไม่รุนแรง ไม่เอาหน้า รู้ชอบแล้วจึงกล่าว ทีเขาพูดถูก ก็อนุโมทนา เมื่อเขาพูดผิด ก็ไม่รุกราน ไม่ใฝ่เอาเปรียบ เขาพูดพลั้งไปบ้างก็ไม่ถือ ไม่พูดพล่าม ไม่พูดเหยียบย่ำเขา ไม่พูดคำสบถสาบาน. การพูดของสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นการพูดเพื่อให้เกิดความรู้ ความเลื่อมใส อารยชนทั้งหลายย่อมพูดกันอย่างนี้ นี่เป็นการสนทนากันแห่งอารยชน ผู้มีปัญญา รู้ความข้อนี้แล้ว พึงพูดจาอย่ายกตัว

สรุป

ด้วยความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งปวง ทรงรู้แจ้งอัธยาศัย นิสัย จริต และธาตุของหมู่สัตว์ได้อย่างชัดเจน การทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรของโลกของพระพุทธองค์ จึงประสบ ความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ได้รับการเฉลิมพระนามว่า สัพพัญู ทรงเป็นศาสดาเอกของโลก คือทรงเป็นครูสอนที่เก่งที่สุดในโลก คือเป็น สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ทรงสอนได้ไม่ใช่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้น แต่สามารถสอนได้กระทั่งเทวดา พรหม นาค ยักษ์ ครุฑ คนธรรพ์ทั้งหลาย พุทธวิธีในการสอนสรรพสัตว์ จึงหลากหลาย ซึ่งไม่มีศาสดาใดในโลกจะสามารถสั่งสอนศิษยานุศิษย์ได้มากเท่ากับพระพุทธองค์

1) แสง จันทร์งาม, วิธีสอนของพระพุทธเจ้า, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2540), หน้า 22-27.
2) เรื่องพระปูติคัตตติสสเถระ, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 40 หน้า 435-437.
3) ลัทธิวิหาริก หมายถึง ลูกศิษย์ที่คอยรับใช้
4) ปาฏิกสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 15 ข้อ 4 หน้า 6-8.
5) อรรถกถาอัคคิกภารทวาชสูตร, ขุททกนิกาย สุตตนิบาต, มก. เล่ม 46 หน้า 331.
6) เภสัชชขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 7 ข้อ 77 หน้า 121.
7) ปาสาทิกสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 15 ข้อ 119 หน้า 281.
8) ปฏิสัลลานสูตร, ขุททกนิกาย อุทาน, มก. เล่ม 44 ข้อ 134 หน้า 598.
9) โลกสูตร, อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต, มก. เล่ม 35 ข้อ 23 หน้า 65.
10) มหาขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก, เล่ม 6 ข้อ 9 หน้า 32-33.
11) ปาสาทิกสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 15 ข้อ 103 หน้า 267.
12) มหาขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 ข้อ 27 หน้า 63-64.
13) มหาขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 ข้อ 37-40 หน้า 87-91.
14) อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา เสลคาถาที่ 6, เล่ม 53 หน้า 96-103.
15) โสฬัสมาณวกปัญหานิทเทส, อรรถกถาขุททกนิกาย จูฬนิทเทส, มก. เล่ม 67 หน้า 506.
16) มหาขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 ข้อ 12 หน้า 41-42.
17) มหาขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 ข้อ 36 หน้า 84-86.
18) พาหิยสูตร, ขุททกนิกาย อุทาน, มก. เล่ม 44 ข้อ 47 หน้า 124-128.
19) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องพระจูฬปันถกเถระ, มก. เล่มที่ 40 หน้า 323-328.
20) ประวัติพระกีสาโคตรมีเถรี, อรรถกถาอังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่ม 33 หน้า 50.
21) สุปปพุทธกุฏฐิสูตร, ขุททกนิกาย อุทาน, มก. เล่ม 44 ข้อ 112 หน้า 491-492.
22) กถาวัตถุสูตร, อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต, มก. เล่ม 34 ข้อ 507 หน้า 357-360.
df101/7.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki