บทที่ 6 การปลูกฝังอุดมการณ์เพื่อความเป็นกัลยาณมิตร

เนื้อหาบทที่ 6 การปลูกฝังอุดมการณ์เพื่อความเป็นกัลยาณมิตร

  • 6.1 กัลยาณมิตรกับความเป็นพระโพธิสัตว์
    • พระอินทร์โพธิสัตว์ทำหน้าที่กัลยาณมิตร
  • 6.2 กัลยาณมิตรกับสันติภาพโลก
    • ราชายอดกัลยาณมิตร
  • 6.3 อุปสรรคของการเป็นกัลยาณมิตร
    • 6.3.1 เป้าหมายชีวิตไม่ชัดเจน
    • 6.3.2 ขาดกำลังใจ
    • 6.3.3 ขาดความอดทน

แนวคิด

1.การบังเกิดขึ้นของกัลยาณมิตรไม่ใช่สิ่งที่จะบังเกิดขึ้นได้ง่าย ต้องมีการปลูกฝังอุดมการณ์ ของความเป็นผู้ให้ ปลูกฝังความเสียสละ ความอดทน และมหากรุณาอย่างยิ่งยวดมาเป็นเวลายาวนาน

2.การกระทำใดๆ ในโลกนี้ ที่จะไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค ย่อมไม่มี จะทำดีหรือชั่ว ทำบุญหรือบาป ก็ต้องมีอุปสรรคทั้งนั้น การทำหน้าที่กัลยาณมิตรก็เช่นเดียวกัน ย่อมประสบปัญหามากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งถือเป็นเรื่องเป็นธรรมดา แต่ถ้ามองว่านั่นคือเครื่องพิสูจน์ว่าเราจะเป็นนักสร้างบารมียอดกัลยาณมิตร ของโลกที่สมบูรณ์ได้หรือไม่

3.ความอดทนคือหัวใจหลักในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร คือคุณธรรมที่จะพิชิตเป้าหมายอันสูงสุด คือการทำตนและคนอื่นให้ได้บรรลุมรรคผลนิพพาน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาได้เข้าใจอุดมการณ์ที่ดีงามอันนำไปสู่การเป็นกัลยาณมิตรของโลก

2.เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักภาพรวมของอุปสรรคการเป็นกัลยาณมิตรพร้อมวิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

3.เพื่อให้นักศึกษาเกิดกำลังใจที่จะเอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับตนเองในขณะทำหน้าที่กัลยาณมิตร

6.1 กัลยาณมิตรกับความเป็นพระโพธิสัตว์

พระบรมโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ กว่าจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านต้องสร้างบารมี ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันทีเดียว ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตนเองและคนอื่นเรื่อยมา ด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่และมุ่งมั่นนั้น ท่านจึงยอมสละได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งทรัพย์สินภายนอก และทรัพย์ภายใน คือ อวัยวะ เลือด เนื้อ แม้กระทั่งชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งสัพพัญญุตญาณอันประเสริฐ คือ ญาณหยั่งรู้ ในสรรพศาสตร์ ที่เป็นเหตุให้รู้แจ้งโลกทั้งปวง การสร้างบารมีของท่านถึงกับมีอุปมาไว้ว่า

ในเส้นทางการสร้างบารมี แม้จะมีถ่านเพลิงร้อนระอุตลอดเส้นทางมาขวางกั้น หรือจะมีทะเลเพลิง ลุกโพลงโชติช่วงจนมองไม่เห็นฝั่ง แต่หากรู้ว่าจุดหมายปลายทางข้างหน้า คือ ฝั่งแห่งพระนิพพาน อันเป็นบรมสุข ท่านก็จะอดทนฝ่าฟันข้ามไป เพื่อแลกกับการได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะยอมสละทุกสิ่ง เพื่อพระสัทธรรมอันประเสริฐ”

ตั้งแต่นั้นมาก็สร้างบารมีเรื่อยมาโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบาก จนได้บรรลุอภิสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นศาสดาเอกของโลก

การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งปรารถนาพุทธภูมิ อยากรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งนิพพานนั้น เพียงแค่คิด ก็ยากแล้ว ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร จากนั้นต้องยํ้าคิด ยํ้าพูด ยํ้าทำ หมั่นตอกยํ้าซํ้าเดิม ในมโนปณิธาน ที่แน่วแน่ ไม่ได้คำนึงถึงเวลาว่าอีกกี่เดือน กี่ปี กี่ภพ กี่ชาติจึงจะสมปรารถนา ท่านสร้างบารมี อย่างไร้กาลเวลา บารมีแก่รอบเมื่อไรก็สมปรารถนาเมื่อนั้นพระโพธิสัตว์จึงเป็นบุคคลที่มีใจเหนือกว่ามนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจะทำทานก็ทำแบบทุ่มเทสุดหัวใจ ชาวโลกส่วนใหญ่นั้นอยากได้ แต่ท่านอยากให้ ให้ได้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิตเป็นทาน

พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุดยอดนักเสียสละของโลกและจักรวาล การรักษาศีลหรือเจริญภาวนา ก็ทุ่มเทจนตลอดชีวิต เพียรพยายามมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แม้รู้ว่าหนทางสู่ความเป็นพระพุทธเจ้านั้นยัง อีกยาวไกล อย่างไรก็ตามขณะที่สร้างบารมีอยู่นั้น มีพระโพธิสัตว์จำนวนไม่น้อยที่เกิดท้อถอยในระหว่างทาง เพราะยังเป็นประเภทอนิยตโพธิสัตว์ คือ เห็นว่าการรื้อสัตว์ขนสัตว์ช่างยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ จึงปรารถนาเป็นเพียงพระอัครสาวกบ้าง พระอริยสาวกบ้าง ซึ่งการสร้างบารมีไม่ยาวนานมาก เพียงให้ได้หมดกิเลสเป็นพระอสีติมหาสาวกใช้เวลาอย่างน้อย 100,000 กัป พระอัครสาวกก็ใช้เวลา 1 อสงไขย กับ 100,000 กัป

ท่านได้สร้างบารมีเช่นนั้นมายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน จนกระทั่งเกิดอุปมาว่า ท่านได้สละเลือดเนื้อและชีวิต เฉพาะที่เป็นเลือดก็มากกว่าน้ำในท้องทะเลมหาสมุทร สละเนื้อเป็นทานมากกว่าแผ่นดิน บนพื้นชมพูทวีป ที่ควักลูกนัยน์ตาก็มากกว่าดวงดาวบนท้องฟ้า และที่ตัดศีรษะบูชาธรรม มากยิ่งกว่าผลมะพร้าวในชมพูทวีป

นั่นคือข้อความที่อุปมาไว้ ท่านทำเช่นนั้นนับภพนับชาติกันไม่ถ้วน จากการศึกษาประวัติ การสร้างบารมีของท่านที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติอันยาวนานของ พระพุทธองค์เท่านั้น

อันที่จริง พระพุทธองค์ทรงสร้างบารมีมานานถึง 20 อสงไขย แสนมหากัป โดย 8 อสงไขยแรก เพียงคิดอยากเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น ยังไม่กล้าบอกใคร เมื่อความคิดดี ติดแน่นอยู่ที่ศูนย์กลางกายมากเข้า ก็เปล่งวาจาบอกคนรอบข้าง เมื่อพบพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ท่านจะเข้าไปกราบนมัสการ ทำบุญกุศลกับ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วกราบทูลถึงความปรารถนาดีของตัวท่านเองว่า อยากจะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตบ้าง พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็จะทรงชื่นชมอนุโมทนา และทรงอวยพรให้ท่านสมหวังดัง ใจปรารถนาเรื่อยมา ท่านได้พบพระพุทธเจ้ามามากมายหลายพระองค์ แต่ยังไม่ได้รับคำยืนยันหรือ คำพยากรณ์ใดๆ อย่างไรก็ตามท่านก็สร้างบารมีอย่างไม่ย่อท้อ

ครั้นครบ 16 อสงไขย ในสมัยที่ท่านเป็นสุเมธดาบส ท่านได้นอนทอดร่างเป็นสะพาน เพื่อให้พระทีปังกรพุทธเจ้า และเหล่าพระอรหันตขีณาสพเดินข้ามโคลนตมไป ท่านจึงได้รับ คำพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้าพระองค์แรกว่า อีก 4 อสงไขยแสนมหากัป สุเมธดาบสจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า สมณโคดมและหลังจากนั้นมาอีก 4 อสงไขยแสนมหากัป เมื่อบารมีของท่านเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ก็สมปรารถนา ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นยอดกัลยาณมิตรของโลก สมดังพุทธพยากรณ์ทุกประการ

ดังนั้น ผู้ที่ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ ก็ต้องรักในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นชีวิตจิตใจควบคู่ไปด้วย จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้เลย ในขณะเดียวกัน ผู้ที่รักในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร มีใจประกอบด้วยมหากรุณา คอยทำหน้าที่แนะนำมหาชนให้เดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง ชักชวนให้ละจากบาปอกุศล ทำความดีทุกอย่าง และชักชวนให้มาประพฤติปฏิบัติธรรมด้วยการนั่งสมาธิเจริญภาวนา แสดงว่าเป็นผู้มีหัวใจของพระบรมโพธิสัตว์ มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ มีสิทธิ์ปรารถนาพุทธภูมิ และดำเนินตามปฏิปทาของพระโพธิสัตว์ ทั้งหลายในปางก่อน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาจะสูงส่งหรือยิ่งใหญ่สักเพียงใด ก็จะได้เท่าที่ลงมือทำ

พระอินทร์โพธิสัตว์ทำหน้าที่กัลยาณมิตร1)

ครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชย์อยู่ในกรุงพาราณสี มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่ออิลลีสะ มีทรัพย์ 80 โกฏิ เป็นมรดกสืบทอดมาจากบิดามารดาในอดีต อิลลีสเศรษฐีเคยทำทานกับเนื้อนาบุญไว้ แต่บกพร่องในเรื่องการรักษาศีล ทำให้ประกอบด้วยบุรุษโทษหลายอย่าง หลังค่อม เดินเขยก ตาเหล่ มีตุ่มเกิดบนศีรษะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา ไม่เป็นที่น่าเลื่อมใสแก่ผู้ที่ได้พบเห็น เนื่องจากบุคลิกภาพของท่านเศรษฐีไม่ดีมากเช่นนี้ จึงทำให้คนทั่วไปไม่รู้ว่าบุคคลท่านนี้คือเศรษฐี ท่านต้องเจ็บใจ ขุ่นเคืองใจบ่อยครั้ง เพราะถูกมหาชนล้อเลียน ในรูปกายที่อัปลักษณ์ของตน

นอกจากนี้ อิลลีสเศรษฐียังเป็นคนตระหนี่ ไม่ยอมให้ทรัพย์สมบัติกับใคร ไม่ยอมบริจาคทาน แก่พวกยาจกวณิพก ตลอดจนนักบวชทั้งหลาย นอกจากไม่ให้คนอื่นแล้วยังไม่ยอมบริโภคใช้สอย เพราะกลัวทรัพย์จะหมดไปอีกด้วย ตรงกันข้ามกับมารดาบิดาของท่านเศรษฐี ซึ่งให้ทานมาโดยตลอด เป็นทานบดีมา 7 ชั่วตระกูล ครั้นอิลลีสะได้ตำแหน่งเศรษฐี กลับไม่ได้รักษาประเพณีอันดีงามที่บรรพบุรุษเคยทำไว้ ท่านได้เผาโรงทาน ขับไล่พวกยาจกที่มาขอทาน เก็บงำทรัพย์ไว้อย่างมิดชิด บ้านของเศรษฐีที่เคยเป็นเหมือน สระโบกขรณี เป็นประโยชน์เผื่อแผ่ให้กับสรรพสัตว์ กลับกลายเป็นเหมือนสถานที่ถูกรากษสยึดครอง

วันหนึ่ง อิลลีสเศรษฐีไปเข้าเฝ้าพระราชา ซึ่งเป็นธรรมเนียมของเศรษฐีในสมัยก่อน ที่จะต้องเข้าเฝ้าพระราชาวันละ 2 เวลา ขณะกำลังเดินทางกลับบ้าน อิลลีสเศรษฐีเห็นคนบ้านนอกคนหนึ่ง ถือขวดเหล้าขวดหนึ่ง นั่งรินเหล้า ดื่มสุราและเคี้ยวกินกับแกล้มด้วยความเอร็ดอร่อยอยู่ตามลำพัง เหมือนคนไม่มีความ กังวลใจ จึงนึกอยากลองดื่มบ้าง เผื่อจะได้คลายความกลุ้ม ที่ตัวเองเป็นเศรษฐีแท้ๆ แต่กลับถูกล้อเลียนเป็น ประจำ

ครั้นจะจัดพิธีดื่มสุราให้โอ่อ่าเหมือนเศรษฐีทั่วไปทำกัน ก็เกรงพวกข้าทาสบริวารมาขอดื่มด้วย อันจะทำให้ต้องสิ้นเปลืองทรัพย์มาก เศรษฐีอดกลั้นความอยากไว้หลายวัน เมื่อทนไม่ไหว จึงสั่งให้คนรับใช้แอบไปซื้อเหล้ามาขวดหนึ่ง จากนั้น พาคนรับใช้ออกไปนอกเมือง เดินไปถึงฝั่งแม่น้ำ หลบเข้าไปในพุ่มไม้ แห่งหนึ่ง ให้คนรับใช้วางขวดเหล้าไว้ และสั่งให้ไปนั่งสังเกตการณ์อยู่ไกลๆ คอยระแวดระวัง อย่าให้ใครเดินผ่าน เข้ามาในบริเวณนั้น จากนั้นตนก็เริ่มรินเหล้าใส่จอก ดื่มสุราด้วยความใคร่อยากลอง

ส่วนบิดาของเศรษฐีอิลลีสะนั้น เป็นพระโพธิสัตว์ผู้รักในการบริจาคเป็นชีวิตจิตใจ ไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชในเทวโลก เพราะทำทานไว้มาก ตลอดชีวิตของบิดาเป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญล้วนๆ แม้พระพุทธศาสนาจะยังไม่อุบัติขึ้น แต่ท่านก็ทำความดีทุกรูปแบบ ธุรกิจการงานก็ทำควบคู่ไปกับงานทางใจ บุญจึงส่งผลให้ไปบังเกิดเป็นจอมเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะนั้น ท่านดำริว่า “ บุตรชายผู้มีรูปกายขี้ริ้วขี้เหร่ ของเรา ยังคงให้ทานตามแบบอย่างของบรรพบุรุษอยู่หรือไม่”

ครั้นตรวจตราดูด้วยทิพยจักษุ พบว่า บุตรชายได้เผาโรงทานที่พ่อได้สถาปนา นอกจากนี้ยังสั่งให้คนรับใช้ คอยขับไล่พวกยาจกที่มาขอทาน ยึดถือทิฏฐิที่ผิดๆ นอกจากมีรูปกายที่ขี้เหร่แล้ว ยังมีจิตใจ ที่ไม่งดงาม เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวมาก หากท่านไม่ลงไปดัดนิสัย บุตรชายต้องไปตกนรก เสวยวิบากกรรม ที่เป็นผลจากความตระหนี่ และผิดศีลจากการดื่มสุราเป็นอาจิณ ด้วยความรักในบุตรชาย จึงทรงดำริว่าจะต้องไปทรมานอิลลีสะให้หันกลับมาบำเพ็ญทาน ประพฤติธรรม เพื่อมุ่งไปสู่หนทางสวรรค์ให้ได้

ดังนั้น ท้าวสักกะจึงเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ทรงเนรมิตอัตภาพปลอมเป็นเศรษฐีอิลลีสะเข้าไปเฝ้าพระราชา พระราชาเห็นเศรษฐีมาผิดเวลา จึงตรัสถามว่า

“ ท่านเศรษฐี ทำไมวันนี้ ท่านจึงมาผิดเวลาเล่า”

“ ข้าแต่มหาราชเจ้า ที่บ้านของข้าพระบาทมีทรัพย์อยู่ประมาณ 80 โกฏิ ขอพระองค์ ได้โปรดให้ขนทรัพย์เข้ามาเก็บงำไว้ในท้องพระคลังด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

แต่พระราชาทรงปฏิเสธและอนุญาตให้เอาไปบริจาคทานแก่คนยากจนได้ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้ว ท่านก็ถวายบังคมลา รีบออกเดินทางไปบ้านอิลลีสเศรษฐี พวกคนรับใช้และบริวารเห็นเศรษฐีกลับมา พากันห้อมล้อม โดยไม่มีใครสังเกตว่า ท่านผู้นี้ไม่ใช่อิสลีสเศรษฐี แต่คืออดีตเจ้าของ ทรัพย์ที่แท้จริง ท้าวสักกะบอกทุกคนในบ้านว่า

“ เราเป็นคนตระหนี่มาช้านาน วันนี้เรารู้แล้วว่า การให้ทานเป็นสิ่งที่ดี ขอให้ทุกคนช่วยกัน บริจาคทานเถิด”

บุตร ธิดา และภรรยา รวมทั้งข้าทาสกรรมกร ได้ยินถ้อยคำอันเป็นมงคลเช่นนั้น ต่างอนุโมทนาในกุศลจิตศรัทธาของท่านเศรษฐี และบอกให้คนตีกลองร้องป่าวประกาศว่า ใครอยากได้เงินทอง แก้วมณี แก้วมุกดา หรือข้าวปลาอาหาร ก็ให้มารับที่บ้านของอิลลีสเศรษฐี คนยากจนทั้งหลายได้ยินข่าวแล้ว ต่างพากันถือถุงกระสอบ ไปยืนชุมนุมกันที่ประตูบ้าน ท้าวสักกะทรงให้เปิดห้องที่เต็มไปด้วยรัตนะ 7 และให้มหาชนช่วยกันขนไป ตามแต่จะขนไปได้

ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ตนไม่มีโคเทียมเกวียน ท่านเศรษฐีจำแลง จึงมอบโคคู่ให้พร้อมกับ เกวียนคันงาม บรรทุกรัตนะ 7 จนเต็มเกวียน เมื่อได้แล้ว ก็ขับออกไปนอกเมืองเพื่อเดินทางกลับบ้าน ขณะขับไปก็พรรณนาคุณของท่านเศรษฐีไม่ขาดปาก ฝ่ายอิลลีสเศรษฐีกำลังนั่งดื่มเหล้าด้วยความมึนเมา เมื่อได้ยินเสียงนั้น ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า หนุ่มบ้านนอกคนนี้ เอาชื่อของเรามากล่าวอ้าง จึงรีบโผล่ออกจากพุ่มไม้ ร้องตวาดเสียงดังว่า เจ้าคนบ้านนอก นั่นโคของข้า รถก็ของข้า เจ้าเอามาได้อย่างไร” พลางรีบวิ่งไปจับสายตะพายของโคไว้ทันที

หนุ่มบ้านนอกลงจากรถ และตะคอกเศรษฐีว่า

“ เจ้าหน้าปีศาจ ท่านเศรษฐีให้ทานแก่คนทั้งเมือง เจ้าอย่ามากล่าวตู่เช่นนี้”

ด้วยความไม่พอใจ จึงทุบต้นคอเศรษฐีอย่างแรง ราวกับสายฟ้าฟาด จากนั้นก็ดึงรถมา และขับต่อไป

ท่านอิลลีสเศรษฐีตัวสั่นงันงก รีบปัดฝุ่นและวิ่งไปยึดรถไว้อีก หนุ่มบ้านนอกก็ลงจากรถ ลงมือทุบตีเศรษฐีอย่างแรง จับคอเหวี่ยงไปมา และขับเกวียนต่อไป โดนเข้าเช่นนี้ ท่านเศรษฐีหายเมา เป็นปลิดทิ้ง รีบเดินกลับเข้าเมืองทันที ครั้นเดินไปถึงหน้าบ้านของตน เห็นมหาชนพากันขนทรัพย์ไป จึงตะโกนบอกให้เอาทรัพย์ของตนคืนมา แต่ก็ไม่มีใครสนใจแต่อย่างใด

เศรษฐีเห็นว่า มีแต่พระราชาเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งได้ จึงไปเข้าเฝ้าพระราชา พลางกราบทูล ความจริงทุกอย่าง พระราชาจึงรับสั่งให้เรียกท่านเศรษฐีจำแลงมา เมื่อทรงพิจารณาดู ก็ไม่สามารถ เห็นความแตกต่างของคนทั้งสอง จึงรับสั่งให้บุตรและภรรยามาชี้ว่า คนไหนตัวจริง คนไหนตัวปลอม ฝ่ายบุตรและภรรยา รวมไปถึงข้าทาสบริวาร ต่างชี้ไปที่ท้าวสักกะว่า เป็นท่านอิลลีสเศรษฐีตัวจริง

ท่านเศรษฐียังไม่ยอมอับจน คิดได้ว่า ที่ศีรษะของตนมีปุ่มน่ารังเกียจ ซึ่งเส้นผมปิดไว้มิดชิด มีแต่ช่างกัลบกคนเดียวเท่านั้นที่รู้ จึงบอกให้ช่างกัลบกมาชี้ตัว พระราชาตรัสถามว่า

“ จำอิลลีสเศรษฐีได้ไหม”

ช่างกัลบกกราบทูลว่า “ ตรวจดูศีรษะแล้วคงจำได้ พระเจ้าข้า”

ท้าวสักกะได้สดับเช่นนั้น ทรงบันดาลให้เกิดปุ่มขึ้นที่ศีรษะทันที ช่างกัลบกตรวจดูศีรษะของคนทั้งสอง เห็นมีปุ่มเหมือนกัน จึงกราบทูลว่า

“ ข้าแต่มหาราชเจ้า คนทั้งสองหลังค่อม เดินเขยก ตาเหล่ มีตุ่มที่ศีรษะ ข้าพระองค์ไม่สามารถชี้ตัวได้ว่า คนไหนเป็นเศรษฐีตัวจริง คนไหนเป็นเศรษฐีตัวปลอม พระเจ้าข้า”

ท่านเศรษฐีฟังแล้ว ตัวสั่นงันงก ไม่อาจตั้งสติไว้ได้ เพราะความโลภในทรัพย์ ถึงกับเป็นลม ล้มฟุบต่อหน้าพระที่นั่ง ขณะนั้น ท้าวสักกะกล่าวกับพระราชาว่า

“ ดูก่อนมหาราช เราไม่ใช่อิลลีสะ เราเป็นท้าวสักกะ”

จากนั้น ทรงประทับยืนอยู่ในอากาศด้วยท่าทางที่สง่างาม พวกลูกๆ ช่วยกันเอานํ้ามาลูบหน้า ท่านเศรษฐีให้ฟื้นคืนมา และรีบลุกขึ้นยืนไหว้ท้าวสักกเทวราช

ท้าวสักกะทรงตักเตือนเศรษฐีว่า “ ดูก่อนอิลลีสะ ทรัพย์นี้เป็นของเรา ไม่ใช่ของท่าน เพราะเราเป็นบิดาของท่าน ท่านเป็นบุตรของเรา เราทำบุญไว้มาก จึงได้เป็นท้าวสักกะ แต่เธอตัดวงศ์ของเราขาดสิ้น ตั้งอยู่ในความตระหนี่ เผาโรงทาน ขับไล่พวกยาจก เอาแต่สั่งสมทรัพย์บริโภคเอง เหมือนรากษสหวงสระน้ำ ถ้าเธอไม่ให้ทาน เราจะทำทรัพย์ของเธอให้อันตรธานไปจนหมด แล้วจักตีศีรษะของเธอด้วยอินทวัชระนี้ให้สิ้นชีวิตในบัดนี้”

อิลลีสเศรษฐีถูกคุกคามเอาชีวิต จึงเกิดความกลัว และกลับได้สติ ได้ให้ปฏิญญาว่า “ ตั้งแต่ บัดนี้ ข้าพเจ้าจักให้ทาน”

ท้าวสักกะรับปฏิญาณคำของท่านเศรษฐี ทรงชักนำให้เศรษฐีดำรงในศีล แล้วเสด็จกลับ ไปเทวโลกตามเดิม จากนั้นมา อิลลีสเศรษฐี ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการทำทานอย่างเต็มที่ และหมั่นรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ครั้นละโลกแล้ว จึงมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป

นี่คือตัวอย่างของพระบรมโพธิสัตว์ แม้ได้ไปเสวยทิพยสมบัติในสวรรค์ ก็ยังคงทำหน้าที่กัลยาณมิตรเรื่อยไป หน้าที่กัลยาณมิตรคือพันธกิจที่ฝังแน่นอยู่ในใจของพระโพธิสัตว์ตลอดเวลา

6.2 กัลยาณมิตรกับสันติภาพโลก

โลกคือหมู่สัตว์นี้ ส่วนมากยังติดอยู่ในหล่มคือกิเลสอาสวะ สำหรับผู้ไม่ได้ฝึกใจให้สะอาดบริสุทธิ์ เป็นประจำแต่ละวันยิ่งดูเหมือนว่า จะยิ่งติดหล่มลึกลงไปทุกที การได้กัลยาณมิตรมาเป็นทางสว่างแก่ชีวิต เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ในโลกนี้มีเพียงกัลยาณมิตรเท่านั้น ที่จะสามารถปลุกชาวโลกให้ตื่นจากความหลงใหล ในเบญจกามคุณ ไม่หลงไปในกระแสวัตถุนิยม ลำพังกัลยาณมิตรคนเดียวก็เหมือนแสงเทียนเล่มเดียว ส่องแสงได้เพียงไม่กี่นาทีและอยู่ในรัศมีที่ใกล้เหลือเกิน ไม่สามารถทำให้โลกนี้สว่างพอ แต่ถ้าโลกนี้มีกัลยาณมิตรเป็นร้อยคนหรือล้านคน ทำหน้าที่แนะนำความจริงของชีวิตให้กับชาวโลก มุ่งนำมหาชน ให้ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า ให้เห็นประโยชน์ของการสั่งสมบุญว่าประเสริฐกว่าการได้ทรัพย์สินเงินทอง การแก่งแย่งชิงดีกัน ให้เห็นประโยชน์สุขของส่วนรวมมากกว่าความสุขส่วนตัว แนะนำไม่ให้ประมาทในชีวิต ให้เห็นคุณค่าของการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างบารมี เมื่อทุกคนมีจิตสำนึก เหล่านี้เกิดขึ้น จะเป็นพลังหมู่ เกิดกระแสแห่งการทำความดีร่วมกันขึ้น จะมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา ปรารถนาดีต่อกัน สันติสุขจะแผ่ขยายออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สันติภาพ โลกเป็นจริงได้เมื่ออาศัยกัลยาณมิตร

ราชายอดกัลยาณมิตร2)

สมัยที่พระบรมศาสดาบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ได้บังเกิดเป็นโอรสของ พระเจ้าพรหมทัตมีพระนามว่า ชนสันธกุมาร เมื่อทรงเจริญวัยแล้ว ทรงมีความเชี่ยวชาญในศิลปวิทยาทุกอย่าง หลังจากที่พระราชบิดาสวรรคต พระกุมารก็ได้ครองราชสมบัติ พระองค์ทรงเห็นคุณค่าของการเกิดมา เป็นมนุษย์ อีกทั้งปรารถนาจะให้โลกนี้ร่มเย็นเป็นสุข ให้เป็นโลกแห่งสันติภาพ แม้พระองค์จะมีความสามารถ ในการรบ แต่ก็ไม่ปรารถนาการรบ ทรงปกครองไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม พระองค์ทรงรับ สั่งให้สร้างโรงทานถึง 6 แห่ง บริจาคพระราชทรัพย์วันละ 6 แสน ทรงบำเพ็ญมหาทานบารมีจน เป็นที่เลื่องลือไปทั่วชมพูทวีป และมีรับสั่งให้เปิดประตูเรือนจำ ปลดปล่อยนักโทษให้เป็นอิสรภาพ ทรงทำการสงเคราะห์ชาวโลกด้วยสังคหวัตถุ 4 คนยากจนเข็ญใจเมื่อมาในอาณาเขตของพระองค์แล้ว จะได้รับการช่วยเหลือทุกคน ทรงมุ่งขจัดทุกข์บำรุงสุข โดยไม่เลือกที่รักผลักที่ชัง แนะนำให้ทุกคนรักษาศีล 5 ทำให้พระองค์เป็นศูนย์รวมใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมหาชน

ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ พระองค์จะสมาทานอุโบสถศีล และเชิญชวนให้มหาชนประพฤติธรรม ตามพระองค์ ทรงรับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศให้ชาวพระนครทั้งหมดมาประชุมกันเพื่อฟังธรรม แล้วพระองค์ ก็ประทับนั่งเป็นประธานแสดงธรรมให้มหาชนตั้งอยู่ในความไม่ประมาท พร้อมทั้งตรัสถึงเหตุที่ทำให้ ไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังว่า

ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยสูญเปล่า โดยไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย เมื่อยังเป็นหนุ่ม ให้เร่งรีบศึกษาสั่งสมวิชาความรู้ในศิลปะการงานต่างๆ และนำความรู้นั้นขวนขวายทำการงาน หารายได้ให้ กับตนเอง และครอบครัว เพื่อจะได้ไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง และให้ซื่อสัตย์สุจริต ไม่คดโกง เพราะจะทำให้ไม่ได้รับความเชื่อถือจากบุคคลอื่น และอย่าไปเบียดเบียนเข่นฆ่าให้ใครเดือดร้อน

เมื่อเป็นมนุษย์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีใจสูง ควรมีความอดทน ไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น และเมตตาต่อสรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่า ให้ยินดีในคู่ครองของตน ไม่เป็นคนแสวงหาความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น เพราะสักวันหนึ่ง คนอื่นจะนำความทุกข์กลับคืนมาให้เรา เหมือนกงจักรที่ขว้างออกไป ในที่สุดก็จะย้อนกลับมาหาตัว

ผู้ฉลาดควรหมั่นให้ทานอยู่เป็นนิตย์ ชีวิตจะได้ไม่ลำบากในภายหลัง อย่าเป็นคนตระหนี่ ที่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังว่า สมัยที่ยังมีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยให้ทานกับใครเลย ทำให้ต้องมาเป็น คนยากจนเข็ญใจ พึงดำรงตนอยู่ในสถานะของผู้ให้เสมอ และเมื่อได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดา จนเติบใหญ่แล้ว ควรหาโอกาสตอบแทนท่าน ให้มีความกตัญญูกตเวที อยู่ในโอวาทของท่าน สมกับ เป็นอภิชาตบุตร

นอกจากนี้ พระราชายังทรงทำหน้าที่กัลยาณมิตรแนะนำให้มหาชนรู้จักเข้าหาสมณพราหมณ์ ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เพราะท่านจะได้ชี้หนทางสวรรค์ และพระนิพพานให้กับเรา ให้หาโอกาสเข้าไป สนทนาธรรมกับท่านผู้ทรงศีล จะได้นั่งใกล้พระรัตนตรัย อันจะเป็นเหตุให้มีภูมิธรรมภูมิปัญญาสูงยิ่งๆ ขึ้นไป

เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นว่า ธรรมะอะไรที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับชาวโลกได้ พระองค์จะนำมาแสดงให้มหาชนฟังทุกๆ กึ่งเดือน มหาชนตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ บ้านเมืองในยุคสมัยนั้น จึงอยู่เย็นเป็นสุข ต่างคนต่างก็ขวนขวายทำความดี โจรผู้ร้ายก็ไม่มี ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยสันติ ไม่มีการกระทบกระทั่งหรือทะเลาะเบาะแว้งกัน เมื่อละโลกไปแล้ว ได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์

6.3.1 เป้าหมายชีวิตไม่ชัดเจน

คนเราเกิดมาต้องมีเป้าหมายของชีวิต เพื่อเป็นตัวกำหนดว่า เราจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด จะได้ฝึกฝนตนเองไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถ้าไม่มีเป้าหมายชีวิต มัวแต่ศึกษาเล่าเรียน หรือทำมาหากินไปวันๆ ชีวิตก็จะเหมือนสวะที่ลอยไปตามกระแสน้ำ การตั้งเป้าหมายไว้ในทางที่ถูกต้อง จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เรา ดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ซึ่งทางพระท่านเรียกว่า “ ตั้งตนชอบ” เป้าหมายนั้นมี 2 อย่าง คือ เป้าหมาย ทางโลกกับเป้าหมายทางธรรม เป้าหมายทางโลกคือการศึกษาเล่าเรียน การประกอบอาชีพการงาน แต่เป้าหมายทางธรรมคือการบรรลุมรรคผลนิพพาน ดังนั้นเป้าหมายทางธรรมนี้สำคัญ เพราะเราเกิดมาภพชาติหนึ่ง จะต้องสั่งสมบุญกุศลไว้เป็นเสบียง หล่อเลี้ยงชีวิตข้ามภพข้ามชาติ ตั้งเป้าหมาย ในการสร้างบารมีไว้ ฝึกฝนกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไป ละโลกไปแล้วเราจะได้ไปอยู่ ในภพภูมิที่ดี สร้างความดีได้เต็มที่และสะดวกสบาย ดำเนินชีวิตมุ่งตรงสู่มรรคผลนิพพาน ตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปด้วย ดังโอวาทของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ที่กล่าวไว้ว่า

เราเกิดมาภพชาติหนึ่ง เพื่อแสวงหาที่พึ่งที่ระลึกอันแท้จริง แสวงหาสิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นสุขได้ด้วยตัวเอง และเป็นตัวตนที่แท้จริง สิ่งที่เราต้องการนี้ รวมประชุมอยู่ในธรรมกายทั้งหมด ธรรมกายคือแก่นของชีวิต เป็นชีวิตในระดับลึก ที่อยู่ภายในตัวของเรา ที่ทุกคนมีสิทธิ์จะเข้าถึงได้ หากฝึกใจให้หยุดนิ่ง ถ้าหยุดได้เมื่อไร เข้าถึงได้เมื่อนั้น ไม่จำกัดด้วยกาลเวลา ถ้าเราเข้าถึงธรรมกายแล้ว ชีวิตเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีความสุขเพิ่มขึ้น ชีวิตจะมีความมั่นคงและปลอดภัย

ชีวิตนักสร้างบารมี เกิดมาก็เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี และมีภารกิจ หน้าที่ที่ติดตัวมาข้ามภพข้ามชาติ คือหน้าที่ของ “ กัลยาณมิตร” เพื่อชี้ทางสว่างให้กับคนทั้งโลกได้หันมา ประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย แล้วช่วยกันแผ่ขยายพุทธศาสนาไปทั่วโลก โดยทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ทุ่มเททำลงไปนั้น ก็เพื่อเป้าหมายเดียวคือสร้างสันติสุขให้บังเกิดขึ้นแก่โลก

6.3.2 ขาดกำลังใจ

อุปสรรคในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรอย่างหนึ่งคือ ขาดกำลังใจ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เหมือนน้ำทะเลมีขึ้นมีลง เหมือนพระอาทิตย์มีช่วงที่อับแสง หรือเหมือนพระจันทร์ที่ถูกเมฆหมอกมาบดบัง ซึ่งสาเหตุที่ขาดกำลังใจ เพราะอยู่ห่างไกลจากหมู่คณะบ้าง ห่างจากการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์บ้าง ทำให้ขาดจิตสำนึกความเป็นกัลยาณมิตรผู้มีหัวใจโพธิสัตว์

แนวทางแก้ไข จะต้องคบหาผู้มีกำลังใจสูงส่ง ที่สามารถฉุดรั้งเราขึ้นจากความเบื่อหน่าย หรือท้อแท้ใจ หมั่นฟังธรรมจากครูอาจารย์และบัณฑิตนักปราชญ์ผู้มีอุดมการณ์ในการสร้างสันติสุขให้บังเกิดขึ้นแก่โลก ครั้นฟังแล้ว ต้องใช้โยนิโสมนสิการคือพิจารณาไตร่ตรองถึงผลดีของการทำหน้าที่กัลยาณมิตร แล้วเราจะเกิดกำลังใจที่ไม่สิ้นสุด เมื่อไรก็ตามที่ขาดกำลังใจ ควรหาโอกาสนั่งสมาธิมากๆ กำลังใจจะไม่สิ้นสุดเมื่อใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เพราะศูนย์กลางกายคือต้นแหล่งแห่งพลังใจที่ไร้ขอบเขต เมื่อไรก็ตามที่ได้เข้าถึงพระธรรมกาย เราจะมอบความรักอันบริสุทธิ์ที่เกิดจากใจหยุดนิ่งนี้แก่ทุกคนที่เรารู้จัก เราจะทำหน้าที่อย่างมีความสุขกว่าที่เคยเป็นมาก่อน ดังนั้นการหมั่นนั่งสมาธิเจริญภาวนาเป็นประจำทุกวัน อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อตัวกัลยาณมิตรเอง

วิธีสร้างกำลังใจตามพุทธวิธีมีปรากฏใน สังคีติสูตร3) ความว่า

1.สัปปุริสสังเสวะ [การคบสัตบุรุษ] หมายถึงการรู้จักเข้าหาครูอาจารย์ ไปมาหาสู่เป็นประจำ คบหาบัณฑิตนักปราชญ์หรือเพื่อนกัลยาณมิตรที่มีกำลังใจสูงส่งกว่าเรา บางครั้งเพียงแค่ได้พบเห็น ก็เป็นมงคลแก่ชีวิตแล้ว เพราะจิตใจของเราจะสูงส่งตามไปด้วย หัวใจของกัลยาณมิตรจะได้โชนนิรันดร์

2.สัทธัมมัสสวนะ [การฟังพระสัทธรรม] ต้องหาโอกาสฟังธรรมเป็นประจำ ทั้งจากครูอาจารย์ จากเพื่อนกัลยาณมิตร เพื่อตอกย้ำเป้าหมายและมโนปณิธาน เหมือนเสาเข็มยิ่งตอกลึกเพียงไร ก็สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างได้สูงเพียงนั้น

3.โยนิโสมนสิการ [การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย] ต้องหมั่นตรึก หมั่นตรองด้วยจิตเป็นกุศล เพิ่มพูนความเมตตาและมหากรุณาต่อสรรพสัตว์เอาไว้ เกิดมาทั้งทีต้องช่วยกันชี้นำสิ่งดีๆ ให้แก่ชาวโลก เมื่อเรามีโอกาสรู้ก่อน ก็ควรแนะนำผู้อื่นให้รู้ตาม 4. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ [การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม] ต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม ทำตนเป็นต้นแบบที่ดีเสียก่อน ไม่ทำตนเถลไถล เพราะอย่างน้อยแม้ว่าเราอาจทำหน้าที่กัลยาณมิตรยัง ได้ไม่สมบูรณ์ แต่ลำพังความประพฤติหรือคุณธรรมของเราเองก็สามารถเป็นตัวอย่างที่ดี อันจะนำไปสู่ การเอาเยี่ยงอย่างของผู้ได้พบเห็น กำลังใจในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร4)

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) ได้ให้กำลังใจการทำหน้าที่กัลยาณมิตร เรื่องความอดทนแก่สาธุชนผู้มาปฏิบัติธรรมร่วมกันที่วัดเอาไว้ว่า

หากมนุษย์ทุกคนได้รู้จักธรรมกาย ได้เข้าถึงพระธรรมกาย มนุษย์จะเลิกเบียดเบียนกันจะมอบความรักความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน สันติสุขที่แท้จริงก็จะบังเกิดขึ้นในโลก เพื่อนร่วมโลกของเราจะรู้จักและเข้าใจเรื่องธรรมกายได้ดีเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับลูกๆ ทุกคน สิ่งสำคัญที่สุด ทุกคนจะต้องปฏิบัติธรรม จนเข้าถึงพระธรรมกาย เพราะเมื่อเข้าถึงแล้ว จึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า ธรรมกายนี้เป็นของดีจริง มีจริงๆ อยู่ภายในตัวของเรา จากนั้นเราก็จะทำหน้าที่กัลยาณมิตรคอยแนะนำให้บุคคลทั้งหลายได้เข้าถึงธรรมกาย เช่นเดียวกัน

ในอดีตอันยาวนาน มนุษย์ต่างไม่เคยค้นพบสันติสุขที่แท้จริงเลย เพราะไปหลงแสวงหาผิดที่ ด้วยการลองผิดลองถูก จึงไม่รู้ว่าที่ตั้งแห่งความสุขนั้นอยู่ที่ไหน จะเข้าถึงได้ด้วยวิธีการอย่างไร ต่อเมื่อใดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบังเกิดขึ้นในโลก ทรงชี้นำแสงสว่างแห่งปัญญาอันเกิดจากการตรัสรู้ธรรม ด้วยการทำใจหยุดนิ่งจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระรัตนตรัยภายใน ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 แล้ว เมื่อนั้นชาวโลกจึงได้รู้จักวิธีเข้าถึงสันติสุขภายในที่แท้จริง

เมื่อเวลาแห่งพุทธกาลผ่านพ้นไปนานแล้ว ชาวโลกส่วนใหญ่กลับหลงลืมวิธีการที่ถูกต้องนั้นไปเสีย หันไปใช้วิธีการลองผิดลองถูกขึ้นมาอีก แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะสามารถบอกได้ว่า วิธีการใด วิธีการหนึ่งนั้นเป็นวิธีการที่ถูกต้อง การเข้าถึงพระธรรมกายภายในของพวกเราจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถยืนยันด้วยตัวเองว่า เป็นการเข้าถึงความสุขที่แท้จริง และสามารถสร้างสันติสุข ให้เกิดขึ้นแก่โลกของเราได้อย่างถูกต้องตรงทาง

วิธีการที่จะสร้างจิตสำนึกร่วมให้ทุกคนเกิดแรงบันดาลใจ อยากประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อให้เข้าถึงธรรมกาย จนเกิดเป็นสันติสุขขึ้นมาได้นั้น คือการรวมกลุ่มคนมาปฏิบัติธรรมร่วมกันจำนวนมากๆ อย่างน้อยจะต้องให้เกิดภาพผู้ปฏิบัติธรรมจำนวน 1 ล้านคน มาประชุมกันในชุดขาว นั่งหลับตา เจริญภาวนาพร้อมๆ กัน ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันคุ้มครองโลก เป็นต้น

ดังนั้นจึงขอฝากหน้าที่กัลยาณมิตรไว้ในความรับผิดชอบของเราทุกคน ให้ก้าวเดินไปทำหน้าที่ อันยิ่งใหญ่แก่มวลมนุษยชาติ สิ่งนี้ไม่ใช่การฝันเฟื่อง แต่เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะว่า ธรรมกายภายในนั้นมีอยู่จริงในตัวมนุษย์ทุกคน วิธีการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรมก็มีอยู่ และมีตัวอย่าง ของผู้ที่เข้าถึงแล้วอีกมากมาย เพราะฉะนั้นทุกคนก็สามารถเข้าถึงได้

สิ่งสำคัญที่สุดประการแรก คือเราต้องเข้าถึงธรรมกาย เมื่อทุกคนได้เข้าถึงธรรมกายแล้ว เราจึงจะสามารถช่วยกันสร้างภาพคน 1 ล้านคน ไม่ขาดเลยแม้แต่เพียงคนเดียว มาประพฤติปฏิบัติธรรม กันที่มหาธรรมกายเจดีย์ ศูนย์กลางแห่งการสร้างบารมีของพวกเราและมนุษยชาติ เมื่อภาพนี้ปรากฏขึ้น ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มีเทคโนโลยีทางการสื่อสารเชื่อมประสานกันทั่วโลก จะเป็นภาพที่มีพลังมีอานุภาพ สื่อสารเข้าไป ถึงใจของผู้คนต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก ให้เกิดแรงบันดาลใจอยากประพฤติปฏิบัติธรรม ตามแบบอย่างที่ปรากฏในภาพนั้น และธรรมกายจะแผ่ขยายไป ทั่วทุกมุมโลก

เราทุกคนจะต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เอาชีวิตของเราทุ่มลงไปโดยไม่คำนึงถึง อุปสรรคที่จะเกิดขึ้น คิดอยู่ในใจเสมอว่า เราจะต้องทำให้ได้ 1 ล้านคน ให้เป็นภาพแห่งบุญกุศลที่จะต้องเกิดขึ้นจริงในโลก ขอให้เตรียมร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าไข้ เรากำลังทำงานเต็มที่ เราจึงต้องเตรียมร่างกายของเราให้แข็งแรง เพราะสุขภาพเป็นที่ตั้งของสุขภาพใจ เป็นที่ตั้งของความสุขและความสำเร็จทั้งมวล เราต้องทำงานหนัก เพราะฉะนั้นจะละเลยหรือละเว้น ในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายไม่ได้เลย จะต้องเตรียมร่างกายของเราแข็งแรงสดชื่นอย่างสม่ำเสมอ

ขั้นต่อไปก็ต้องเตรียมจิตใจให้แข็งแกร่งมั่นคง เป็นจิตใจที่เข้มแข็งของนักสร้างบารมี ที่มีความมุ่งมั่นว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นให้ได้ เราต้องปลูกฝังความเชื่อมั่นนี้ ย้ำลงไป ในใจของเราทุกๆ วัน วันละหลายๆ ครั้งเท่าที่เราจะนึกได้

เมื่อมีความคิดและเชื่อมั่นอย่างเต็มที่แล้ว ต่อไปก็ต้องเตรียมความรู้และธรรมะ ว่าธรรมกายคืออะไร อยู่ที่ตรงไหน จะเข้าถึงได้อย่างไร เตรียมความรู้ให้รอบ เตรียมคำถามคำตอบให้เข้าใจ ทั้งเรื่องราวของวัด เรื่องราวขององค์กรหรือเรื่องราวอะไรก็ตามที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ เตรียมข้อมูลต่างๆ ให้พร้อมแล้วจะช่วยให้เราเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลย คือ กำลังใจของเราเอง ในบาง ครั้งเราอาจไปพบอุปสรรค พบบุคคลที่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นด้วย ไม่น่าฟัง อย่าไปขุ่นเคืองหรือท้อแท้ เราต้องอดทน และพร้อมเสมอที่จะให้อภัยแก่ทุกคน

เมื่อเรามีทุกอย่างพร้อมอย่างนี้แล้ว จะเป็นผู้ที่มีความองอาจกล้าหาญ มีคุณสมบัติของกัลยาณมิตรที่ดี แล้วก็เดินตรงไปข้างหน้า ใครอยู่ใกล้เรา ข้างหน้าเรา หรือรอบข้างเรา บุคคลนั้นคือผู้มีบุญ ให้ทุกคนพูดออกไปเลย ชักชวนแนะนำให้เขาได้มีโอกาสมาสั่งสมบุญด้วยกัน มาทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนาอันเป็นเสบียงติดตัวเขาไปข้ามชาติ

เมื่อได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรอย่างนี้แล้ว ทุกๆ วันก่อนนอน ขอให้ระลึกถึงผลบุญที่ได้ทำมา แล้วทั้งหมด อธิษฐานว่า ด้วยอานุภาพแห่งบุญนี้ ให้เราหลับเป็นสุข อยู่ในความคุ้มครองของพระธรรมกาย พระพุทธเจ้าในพระนิพพาน ให้เรามีพลังกายพลังใจที่สดชื่น มีสติปัญญาที่จะไปแนะนำให้ชาวโลกทุกๆ คนที่แวดล้อมใกล้ชิดเรา มาปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงสันติสุขภายใน และก็ทำความดีร่วมกัน แล้วก็หลับ ไปอย่างเป็นสุข

ตื่นมาตอนเช้า ชำระล้างร่างกายให้สะอาด นั่งทำสมาธิภาวนาแผ่กระแสใจของเราไปทั่วจักรวาลที่ไม่มีขอบเขต แล้วก็ระลึกถึงผู้มีบุญ ไม่ว่าจะไปพบปะเจอะเจอใครก็ตาม ขอให้ได้รับการต้อนรับ อย่างดีเยี่ยม เมื่อเราได้พูดให้เขาฟังแล้ว ขอให้เขาเกิดความปีติเลื่อมใส ตัดสินใจมาสั่งสมบุญร่วมกันกับเราและหมู่คณะ และด้วยอานุภาพบุญแห่งความตั้งใจต่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนี้ ขอให้ได้พบแต่คนดีๆ คนที่มีสัมมาทิฏฐิ คนที่พร้อมจะร่วมอุดมการณ์เดียวกันคือร่วมกันสร้างสันติภาพโลกให้บังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด

หากว่าจะมีบางครั้งเมื่อไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรแล้ว อาจไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ จงอย่าหวั่นไหว อย่าตัดสินใจแทนเขา จงทำหน้าที่กัลยาณมิตรเท่านั้น พูดคุยให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อตัว ของเขาเองและส่วนรวม ให้เขาเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ในที่สุดเราก็จะได้คำตอบที่ยินยอมพร้อมใจ ด้วยกุศลศรัทธาอย่างแก่กล้าด้วยตัวของเขาเอง

เมื่อลูกๆ ทุกคนได้ตั้งใจทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรเช่นนี้อย่างเต็มกำลังแล้วก็เชื่อว่า ภาพคน จำนวน 1 ล้านคน จะต้องบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และเมื่อภาพนี้ขยายไปทั่วโลก จะมีพลังสร้างจิตสำนึก ร่วมในการประพฤติปฏิบัติธรรมแก่ชาวโลก เราจะมีชีวิตที่กอปรไปด้วยบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ไพศาลและมีปีติเป็นรางวัล เมื่อสันติสุขอันแท้จริงของโลกบังเกิดขึ้น

6.3.3 ขาดความอดทน

เป็นไปได้ที่การทำหน้าที่กัลยาณมิตรมีสิทธิ์ล้มเหลว เพราะทำไปได้ระดับหนึ่งแล้ว จะคลายความเพียร แม้จะมีมโนปณิธาน มีอุดมการณ์และเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน แต่เมื่อขาดความอดทนเสียแล้ว ก็มีโอกาสที่จะหยุดทำหน้าที่กัลยาณมิตรได้ เพราะการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น เปรียบเหมือนการพายเรือ ทวนกระแสน้ำเชี่ยว จำเป็นต้องอาศัยสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พลังใจที่แข็งแกร่ง ทนต่อสภาวธรรมของโลก ที่เชี่ยวกรากด้วยความไม่รู้และไม่เข้าใจของคนทั่วไป

พระราชภาวนาวิสุทธิ์ได้สอนให้อดทนในเรื่องการทำหน้าที่กัลยาณมิตรเอาไว้ว่า

“ คลื่นในมหาสมุทรจะสร้างคลื่นลูกใหม่ต่อไปฉันใด คลื่นความดีจะสร้างความดีใหม่ต่อไป ฉันนั้น หลวงพ่อต้องการให้ลูกๆ ชายหญิงทุกคน สวมหัวใจสิงห์และสวมวิญญาณกัลยาณมิตร

ชี้แนะหมู่ญาติให้ใจของเขาเป็นกุศล แล้วชักนำให้มาประพฤติปฏิบัติธรรมให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ว่าชาวโลกจะได้เปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทางที่ดี

ขอให้เราทุกคนต่อสู้ อดทน เข้มแข็ง และอ่อนน้อมถ่อมตน ด้วยการให้ความเคารพแก่ผู้อื่น ซึ่งจะทำให้เราลดทิฐิมานะลง และฝึกให้เรามีสติอดกลั้นต่ออาการอันไม่น่าพึงใจที่มีผู้แสดงออกทั้งทางกาย และวาจา จงอดทนต่ออุปสรรคเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้น ประหนึ่งแผ่นดินที่ ไม่ทุกข์ร้อนยามถูกราดรดด้วยของดี หรือของเสีย จงอดทนประหนึ่งลิ้นในปากของงูพิษที่สามารถอยู่ได้ท่ามกลางกระแสพิษร้าย จงอดทนประหนึ่ง ผ้าขี้ริ้ว หรือผ้าเช็ดเท้าที่คอยแต่จะทำความสะอาดให้ทุกคนเรื่อยไป จงลดตัวของเราลงต่ำเพื่อที่จะยกจิตใจ ของเราให้สูงขึ้น และจงรักษาคุณค่าอันสูงส่งนี้เพื่อยกระดับจิตใจของชาวโลก เราทุกคนจะสร้างสันติสุข ให้เกิดขึ้นในโลก ด้วยการชักนำชาวโลกให้ตระหนักถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์และมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน

เราจะเอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง ที่จะมาขัดขวางชาวโลกมิให้รู้คุณและตอบแทนคุณผู้มีพระคุณของโลก ผู้เป็นต้นแบบชีวิตจิตใจและกายอันประเสริฐของเรา ชัยชนะนี้จะติดเป็นผังสำเร็จของเราไป ทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน เราจะต้องเป็นผู้ชนะ สมกับที่เราได้เป็นทายาทของอนันตชัยนั่นคือพระพุทธเจ้าผู้ทรงมีชัยชนะอันไม่มีที่สิ้นสุด”5)

อดทนเพื่อให้ก้าวพ้นอุปสรรค

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคุณสมบัติของนักรบอาชีพ 5 จำพวก กับคุณสมบัติของนักบวช โดยอิงอาศัยความอดทนไว้ใน ปฐมโยธาชีวสูตร6) ความว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้เปรียบด้วยนักรบอาชีพ 5 จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในพวกภิกษุ ฉันนั้นเหมือนกัน 5 จำพวก คือ

1.ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถจะสืบต่อ พรหมจรรย์ไปได้ จึงลาสิกขา อะไรเป็นฝุ่นฟุ้งขึ้นของเธอคือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมได้ฟังว่า ในบ้าน หรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือกุมารีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามอย่างยิ่ง เธอได้ฟังดังนั้นแล้วย่อมสะทกสะท้าน อดทนไม่ได้ จึงลาสิกขา นี้ชื่อว่า ฝุ่นฟุ้งขึ้นของเธอ เหมือนนักรบอาชีพบางพวก ในโลกนี้ เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้ารบได้

2.ภิกษุแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แต่ว่าเธอเห็นยอดธงของข้าศึกเข้าเท่านั้น ย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ จึงลาสิกขา อะไรชื่อว่าเป็นยอดธงของข้าศึกของเธอ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือนิคมชื่อโน้น มีหญิงหรือกุมารีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใสประกอบด้วยผิวพรรณงามอย่างยิ่ง แต่ว่าเธอย่อมได้เห็นด้วยตนเองซึ่งหญิงหรือกุมารีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณงามอย่างยิ่ง เธอเห็นแล้วย่อมสะทกสะท้าน ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ จึงลาสิกขา เหมือนนักรบอาชีพนั้นเห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แต่พอเห็นยอดธงของข้าศึกเข้าเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้ารบได้

3.ภิกษุแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แต่พอเธอได้ยินเสียง กึกก้องของข้าศึกเข้าเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถจะสืบต่อพรหมจรรย์ไปได้ จึงลาสิกขาอะไรชื่อว่าเป็นเสียงกึกก้องของข้าศึกของเธอ คือ มาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่ในป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเปล่า แล้วย่อมยิ้มแย้ม ปราศรัย กระซิกกระซี้ เย้ยหยัน ภิกษุอดทนไม่ได้จึงลาสิกขา นี้ชื่อว่าเสียงกึกก้องของข้าศึกของเธอ เหมือนนักรบอาชีพแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึก ก็อดทนได้ แต่พอได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกเข้าเท่านั้นย่อมหยุดนิ่ง สะทกสะท้าน ไม่สามารถเข้ารบได้

4.ภิกษุแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้อง ของข้าศึกก็อดทนได้ แต่ว่าย่อมขลาดต่อการโจมตีทำร้ายของข้าศึก อะไรชื่อว่าเป็นการโจมตีทำร้าย ของข้าศึกของเธอ คือ มาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่ในป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเปล่า แล้วย่อม นั่งทับ นอนทับ ข่มขืน เธอไม่บอกคืนสิกขา ย่อมเสพเมถุนธรรม นี้ชื่อว่า การโจมตีทำร้ายของข้าศึกของเธอ เหมือนนักรบอาชีพ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้อง ของข้าศึกก็อดทนได้ แต่ว่าย่อมขลาดต่อการโจมตีทำร้ายของข้าศึก

5.ภิกษุแม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้อง ของข้าศึกก็อดทนได้ อดทนการโจมตีทำร้ายของข้าศึกได้ เขาชนะสงครามแล้ว เป็นผู้พิชิตสงคราม ยึดครอง ค่ายสงครามนั้นไว้ได้ อะไรชื่อว่าชัยชนะในสงครามของเธอ คือมาตุคามเข้าไปหาภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้อยู่ในป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเปล่า เธอถูกมาตุคามล่อลวงด้วยเมถุนธรรม ไม่พัวพัน ปลดเปลื้อง หลีกออกได้ แล้วหลีกไปตามประสงค์ เธอย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธออยู่ในป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเปล่า ย่อมนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์ทั้ง 5 ซึ่งเป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองแห่งใจ บรรลุธรรมอันลึกซึ้งไปตามลำดับ จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นี้ชื่อว่า ชัยชนะในสงครามของเธอ เหมือนนักรบอาชีพ แม้เห็นฝุ่นฟุ้งขึ้นก็อดทนได้ แม้เห็นยอดธงของข้าศึกก็อดทนได้ แม้ได้ยินเสียงกึกก้องของข้าศึกก็อดทนได้ อดทนต่อการโจมตี ทำร้ายของข้าศึกได้ เขาชนะสงครามแล้ว เป็นผู้พิชิตสงครามแล้ว ยึดครองค่ายสงครามนั้นไว้ได้

ความอดทนกับหัวใจในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

พระราชภาวนาวิสุทธิ์กล่าวถึงความอดทนในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรเอาไว้ว่า

“ ความอดทนเป็นดั่งเสาเข็มของบ้าน เป็นรากฐานแห่งความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวง

ดังนั้น เมื่อพบเจออุปสรรค ปัญหา การวิพากษ์วิจารณ์อันใด ลูกๆ ที่รักทั้งหลายของหลวงพ่อ จะต้องไม่หวั่นไหว ไม่ท้อแท้ ไม่พ่ายแพ้ ในเมื่อเราปรารถนาให้โลกสงบสันติ ให้มนุษยชาติได้เข้าถึงธรรมกาย โดยทั่วไป เราจะยอมให้กิเลสมารทั้งหลายมามีอิทธิพลเหนือชีวิต มาขัดขวางการสร้างบารมีของเราได้อย่างไร ลูกๆ ผู้เป็นทหารกล้าแห่งกองทัพธรรมทั้งหลาย ขอจงเข้มแข็ง อดทน เอาชนะอุปสรรคต่างๆ ด้วยการทำความดี

ทุกคนคงจะเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องยุคต่างๆ ที่ผูกเอาไว้เป็นถ้อยคำที่คล้องจองกันว่า เมื่อสิ้นยุคทมิฬก็จะถึงถิ่นกาขาว ชาวศิวิไลซ์ จนเป็นไทยมหารัฐในที่สุด ซึ่งเป็นภาพที่ปรากฏในสมาธิจิต ของบรรพบุรุษมาเนิ่นนานหลายร้อยปีแล้ว เราได้ผ่านห้วงแห่งความเจ็บปวด เลวร้ายในยุคทมิฬกันมาแล้ว บัดนี้ภาพของพวกเรา ภาพสาธุชนจำนวนมากมหาศาลในชุดอุบาสก อุบาสิกาขาวบริสุทธิ์ที่ร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรม ช่วยกันสนับสนุนค้ำจุนพระพุทธศาสนา นับเป็นสัญลักษณ์ของถิ่นกาขาวโดยแท้จริง

ถิ่นกาขาว…ในที่นี้มิใช่หมายถึงยุคที่มีคนต่างชาติหรือฝรั่งเข้าครอบครอง ตามที่บางคนให้ทัศนะเอาไว้ แต่หมายถึงดินแดนที่มีศีลธรรมเป็นที่ตั้ง มีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึด ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นชาวศิวิไลซ์ คือมีความเจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านวัตถุและจิตใจ น่ายินดียิ่งนักที่ภาพที่เคยเกิดขึ้นในใจของบรรพบุรุษ แต่เดิมมาได้ปรากฏเป็นจริง เป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของพวกเราในยุคปัจจุบัน

ดังนั้น ลูกๆ ที่รักทั้งหลาย จงไปเถิด ไปปฏิบัติหน้าที่ ไปชี้นำเส้นทางที่ดีงาม ไปจุดความสว่าง สร้างสีขาวให้เกิดขึ้นในสังคม ให้สมกับที่ได้เกิดมาในผืนแผ่นดินไทย อันมีพระมหากษัตริย์ เจ้าผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมเป็นประมุข แล้วในที่สุดชาวโลกก็จะได้ประจักษ์ในคุณค่าของประเทศไทย ในฐานะที่เป็นดินแดนแห่งการตรัสรู้ธรรม เมื่อนั้นภาพต่างๆ ที่บรรพบุรุษของเราได้พยากรณ์ไว้ ก็จะเข้าสู่ความเป็นจริงโดยสมบูรณ์”

สรุป

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรคือการทำหน้าที่ชี้ทางสว่าง ทางไปสู่สวรรค์และนิพพานให้กับ มนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งปวง เป็นการทำหน้าที่ที่ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ เป็นการกระทำที่เกิดจากจิตใต้สำนึก ที่เปี่ยมล้นด้วยมหากรุณาเท่านั้น หน้าที่นี้แม้ไม่มีรางวัลเครื่องตอบแทน แต่สิ่งที่เราจะได้คือบุญบารมีและสันติสุขของโลกอันแท้จริงที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นกัลยาณมิตรจะต้องไม่ยอมแพ้ ไม่ท้อแท้ ต้องอดทน ต่อการทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้

ส่วนความสะดวกสบายนั้น ถือเป็นผลพลอยได้ เป็นผลพลอยดีที่เราได้รับจากผลของ การทำความดีเท่านั้น เราจึงควรยินดีต่อความลำบากที่เกิดจากการทำหน้าที่กัลยาณมิตร อุปสรรคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือดินฟ้าอากาศ จะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่เป็นอุปสรรค ต่อการสร้างบารมีของเรา ให้ดูอย่างพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่ต้องประสบอุปสรรคมากมาย แต่ทรงอาศัยขันติธรรม และยึดมั่นในอุดมการณ์ อุปสรรคที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถบั่นทอนกำลังใจของท่านได้ ท่านมีใจจดจ่อต่อการสร้างบารมีอย่างแท้จริง อัธยาศัยนี้จึงติดตัวมาจนกระทั่งถึงชาติสุดท้าย ทรงออกบำเพ็ญเพียรทุ่มเทเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ในที่สุดพระองค์ได้เข้าถึงความสุขอันไพบูลย์ ความสุขอัน เป็นอมตะ พวกเราทั้งหลายต้องสวมหัวใจของพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ไม่เข้าถึงธรรมกายเป็นไม่ยอมเลิกล้ม แล้วเราจะสมปรารถนา เข้าถึงพระธรรมกายภายในได้ทุกคน

1) อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก อิลลีสชาดก, มก. เล่ม 56 หน้า 251-259.
2) ชนสันธชาดก, อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 60 หน้า 162-164.
3) สังคีติสูตร, ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค, มก. เล่ม 16 ข้อ 240 หน้า 187.
4) รวบรวมจากคู่มือกัลยาณมิตรเพื่อสร้างธรรมกายเจดีย์.
5) คอลัมน์โอวาทแด่ลูกแก้ว, วารสารกัลยาณมิตร ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 เมษายน 2529, หน้า 2.
6) ปฐมโยธาชีวสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, เล่มที่ 36 ข้อ 75 หน้า 174-177.
df101/6.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki