df101:5 [Dou book online]
 

บทที่ 5 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อคนอื่น

เนื้อหาบทที่ 5 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อคนอื่น

  • 5.1 หลักการทำหน้าที่กัลยาณมิตร
    • 5.1.1 ไม่สร้างความเดือดร้อน
    • 5.1.2 แนะนำธรรมะและแจ้งข่าวบุญ
    • 5.1.3 ชี้ให้เห็นคุณค่าของบุญ
    • 5.1.4 ประเภทของบุญ
    • 5.1.5 รักษาใจให้ผ่องใส
  • 5.2 การวางตัวของกัลยาณมิตร
  • 5.3 ถ้อยคำที่ควรพูดในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร
  • 5.4 วาจาสุภาษิตกับการทำหน้าที่กัลยาณมิตร
  • 5.5 ลักษณะของทูตที่ดี (ทูตสันติ)

แนวคิด

1.กัลยาณมิตรคือผู้ให้อย่างแท้จริง ชาวโลกทั่วไปอาจให้วัตถุสิ่งของ ให้การสงเคราะห์ในเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่หรือเสื้อผ้าอาภรณ์ ให้ความรู้เพื่อเพิ่มพูนสติปัญญา แต่กัลยาณมิตรผู้แนะนำให้รู้จัก ความจริงของชีวิต คือผู้ให้แสงสว่างแก่โลก นับว่าเป็นผู้ให้เส้นทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง คือนี่คือเส้นทางที่จะนำไปสู่สวรรค์และนิพพาน ชาวโลกทั่วไปช่วยเหลือกัน ให้กันได้เฉพาะความสุขและความสะดวกสบายในชาตินี้ แต่กัลยาณมิตรสามารถให้ความสุขข้ามชาติ

2.คำพูดและการกระทำคือสิ่งที่มีอิทธิพลและเครื่องวัดความเป็นกัลยาณมิตรได้ง่ายที่สุดกัลยาณมิตรจึงต้องรู้จักวิธีการพูดที่นำไปสู่ความเป็นทูตสันติ

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้ผู้ศึกษาได้เข้าใจหลักในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรที่สมบูรณ์แบบ

2.เพื่อให้ผู้ศึกษาได้รู้จักการวางตัวของกัลยาณมิตร และการพูดที่นำไปสู่ความสำเร็จของการเป็นผู้ให้ แสงสว่างแก่ชาวโลกอย่างแท้จริง

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปทางเดียวกัน 2 รูป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในจักษุน้อยมีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อมเสีย ผู้รู้ทั่วถึงซึ่งธรรมยังจักมี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม1)

5.1 หลักการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

5.1.1 ไม่สร้างความเดือดร้อน

ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อหมู่ญาติหรือบุคคลอันเป็นที่รัก เราต้องมีหลักอยู่ในใจเสมอว่า เราไปในฐานะของผู้ให้ ทำให้ผู้ที่เราไปพบได้ทราบหนทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงามซึ่งเป็นทางสว่างแห่งชีวิต ให้พวกเขาได้พบที่พึ่งอันเกษม ให้ได้มีโอกาสสร้างบารมี ให้มีอริยทรัพย์สำหรับติดตัวสร้างบารมีไป ข้ามภพข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำให้เขามาวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ให้รักษาศีล หรือสร้างทานกุศลก็ดี แม้จะเป็นการแนะนำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ และเกิดอานิสงส์ แก่ตัวของเราเองมากเพียงใดก็ตาม เราจะต้องตระหนักไว้ในใจเสมอว่าอย่าให้เขาเกิดความเศร้าหมองขุ่นมัวจากการทำหน้าที่ของเรา เพราะการทำความดีต้องทำแล้วเกิดความเบิกบานผ่องใส ปีติในบุญดังนั้นหากเห็นว่าเขายังไม่พร้อมจากปัญหาส่วนตัว ครอบครัว หรือช่วงเวลาไม่เหมาะสม ขอให้เรา ทำหน้าที่เป็นผู้นำเสนอข่าวบุญ และชี้ประโยชน์ให้เขาเห็นอย่างเต็มกำลังความสามารถของเราเท่านั้น ส่วนการตัดสินใจที่จะลงมือทำความดีแต่ละประเภทนั้น ให้เป็นหน้าที่ของเขาเอง อย่าให้เขาเกิดความรู้สึกว่า เป็นผู้ไปสร้างความเดือดร้อนแก่ตัวเขาและครอบครัวเด็ดขาด ในทางตรงกันข้าม นอกจากเราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไปให้หนทางสวรรค์นิพพานแก่เขาแล้ว ต้องให้ผู้ที่เราไปทำหน้าที่นั้นเกิดความรู้สึกเฉกเช่นตัวเราอีกด้วย

พุทธพจน์ต่อไปนี้ แม้จะไม่ได้กำหนดว่าเป็นคุณสมบัติของผู้เป็นกัลยาณมิตร แต่ก็นับได้ว่าเป็นคุณสมบัติร่วมในการเป็นกัลยาณมิตรได้เหมือนกัน

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 6 ประการ เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ทั้งตนและผู้อื่น ธรรม 6 ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

1.เป็นผู้มีความเข้าใจได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย

2.เป็นผู้ทรงจำธรรมที่ได้ฟังแล้ว

3.พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำแล้ว

4.รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

5.เป็นผู้มีวาจางาม กล่าวถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองอันสละสลวย ไม่มีโทษ ให้รู้ประโยชน์

6.เป็นผู้ชี้แจงพรหมจารีให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ร่าเริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 6 ประการนี้แล เป็นผู้สามารถในอันปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ทั้งตนเองและผู้อื่น”2)

5.1.2 แนะนำธรรมะและแจ้งข่าวบุญ

เมื่อเราได้ทราบแล้วว่า มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ต่างก็แสวงหาความสุข ต้องการจะหลุดพ้น จากทุกข์ด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อหมู่ญาติของเราอันดับแรกก็คือ นำพระธรรม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เราได้เรียนรู้และได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว ไปแนะนำแก่หมู่ญาติของเรา ให้ได้ทราบว่า หนทางที่จะพบความสุขที่แท้จริงนั้น คือการทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เมื่อใจหยุดนิ่งถูกส่วนแล้ว จะเข้าถึงพระธรรมกายซึ่งเป็นสรณะที่แท้จริงของมนุษย์ทุกคนในโลก ต่อจากนั้น เราค่อยแนะนำให้เขาเห็นคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์

พญานาคอยากเกิดเป็นมนุษย์

กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ การได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นการยาก

กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเป็นอยู่ยาก

กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ การได้ฟังพระสัทธรรมเป็นการยาก

กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท การอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นการยาก3)

การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นของยาก ต้องอาศัยกำลังความเพียรในการสั่งสม ความดีอย่างยิ่งยวด พระพุทธองค์ทรงอุปมาความยากในการเกิดเป็นมนุษย์ไว้ว่า ในท้องทะเลกว้างใหญ่สุดจะประมาณ มีเต่าตาบอดทั้งสองข้างอยู่ตัวหนึ่ง ทุกๆ หนึ่งร้อยปี จะโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ 1 ครั้ง และในท้อง ทะเลนี้มีห่วงที่พอดีกับหัวเต่าลอยอยู่อันหนึ่ง โอกาสที่เต่าตาบอดจะโผล่หัวขึ้นมา แล้วเอาหัวสอดเข้าไป ในห่วงพอดี มีความยากเพียงใด โอกาสที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น มีความยากยิ่งกว่า

เมื่อเกิดมาแล้วการที่จะรักษาชีวิตให้ดำเนินอยู่บนเส้นทางของการสร้างความดีไปได้ ตลอดรอดฝั่งก็ทำได้ยาก เพราะภัยอันตรายต่างๆ ที่เกิดกับชีวิตของเรามีอยู่รอบตัว และการที่จะได้มีโอกาส ฟังธรรมของสัตบุรุษเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ในโบราณกาลผู้คนต่างแสวงหาความรู้อันแท้จริง และปรารถนาที่จะสนทนากับนักปราชญ์บัณฑิต เพื่อที่จะได้ดำเนินชีวิตให้ถูกต้องตามคำสอนอันประเสริฐ

พระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์ กว่าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ต้องสร้างบารมีกันยาวนานหลายอสงไขยกัป ท่านสร้างบารมีทุกรูปแบบ แม้บางชาติจะพลัดไปเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน แต่ท่านก็ยังคงสร้างบารมี เพื่อมุ่งหวังพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ การอุบัติขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ จึงเป็นการยากอย่างนี้

เรื่องราวในจัมเปยยชาดก4) ราวว่า

ในอดีตชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งได้ไปเกิดเป็นพญานาคราช มีร่างกายใหญ่โต อายุยืนมาก อุดมไปด้วยสมบัติทั้งหลายและพรั่งพร้อมไปด้วยบริวาร พระองค์ทรงเบื่อหน่ายในราชสมบัติ เพราะดำริว่า แม้เราจะมีสมบัติ และบริบูรณ์ด้วยความสุขนานัปการ แต่ก็ ยังคงเป็นเพียงสัตว์เดียรัจฉาน โอกาสที่จะสร้างบุญบารมีได้เต็มที่นั้น ยากยิ่งนัก เมื่อดำริอย่างนี้แล้วจึงตั้งใจ รักษาศีล เพื่อว่าเมื่อพ้นจากอัตภาพ ของพญานาคแล้ว จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก แล้วทรงออกจาก นาคพิภพไปพำนักอยู่ในที่สงบ ตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ บรรดานางนาค กัญญาทั้งหลาย ต่างเกรงว่า พระองค์จะจากพวกนางไป จึง ประดับประดาด้วยของหอม แล้วมาเย้ายวนพระองค์ เพื่อให้ศีลของพระองค์วิบัติ

พระองค์ดำริว่าหากเป็นเช่นนี้ โอกาสที่ศีลของเราจะบริสุทธิ์บริบูรณ์นั้น เป็นไปได้ยาก จึงขึ้นมาเมืองมนุษย์ ขดร่างกายอยู่ที่จอมปลวกริมฝั่งแม่น้ำ คนทั้งหลายผ่านมาต่างพากันบูชาด้วยของหอม และเครื่องสักการะมากมาย ทุก 1 เดือน นาคราชจะกลับลงไปเมืองบาดาลหนึ่งครั้ง

นางสุมนาเทวีอัครมเหสีเป็นห่วงพญานาคราชจึงกล่าวว่า “ เมื่อพระองค์ขึ้นไปบนเมืองมนุษย์ เป็นเวลานาน หากพระองค์มีอันตราย ข้าพระองค์จะทราบได้อย่างไรว่าเกิดอะไรขึ้นกับพระองค์” พญานาค จึงพานางไปดูที่สระน้ำ แล้วบอกว่า “ วันใด ที่สระน้ำขุ่นมัว ให้รู้ว่าเรากำลังจะโดนประหาร ถ้าพญาครุฑจับไป น้ำจะเดือดพลุ่งขึ้นมา ถ้าหมองูจับไป น้ำจะมีลักษณะสีแดงเหมือนโลหิต” เมื่อพญานาคราชบอกลักษณะของการเกิดภัยแล้ว จึงกลับขึ้นไปเมืองมนุษย์อีก

ในระหว่างที่รักษาศีลอยู่นั้น วันหนึ่งมีหมองูผ่านมา เห็นนาคราชขดอยู่ที่จอมปลวก ก็คิดจะจับไปแสดงให้ชาวเมืองดู เพื่อหาทรัพย์มาดำรงชีวิต คิดดังนั้นแล้ว จึงหยิบโอสถมาร่ายมนตร์ เมื่อนาคราช ถูกมนต์ ร่างกายก็เร่าร้อนเหมือนโดนถ่านเพลิง ศีรษะปวดร้าวเหมือนโดนบีบ ดำริว่าเกิดเหตุอะไร จึงยกพระเศียรขึ้นจากวงในขนด เห็นหมองูกำลังร่ายมนตร์ก็คิดว่า พิษของเรานั้นมากมาย ถ้าเราโกรธแล้ว พ่นลมจมูกออกไป ร่างกายของหมองูต้องแตกละเอียดเป็นธุลี แต่ถ้าทำอย่างนั้น ศีลของเราก็จะด่างพร้อย ครั้นสอนตัวเองเช่นนี้แล้ว ก็ขนดศีรษะต่อไป ไม่ต่อสู้หรือทำร้ายหมองู เพื่อรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์

หมองูเห็นนาคราชไม่โต้ตอบ จึงเคี้ยวโอสถแล้วร่ายมนตร์ พ่นไปยังลำตัวของนาคราช นาคราชเหมือนโดนถ่านเพลิงร้อนๆ สาดใส่ ลำตัวพองบวม ดิ้นทุรนทุราย หมองูจับหางนาคราชให้เหยียดตรง บีบลำตัวด้วยไม้กีบ ทำให้ดิ้นไม่ได้ จับศีรษะแล้วบีบเค้นให้อ้าปากออก พ่นโอสถที่ร่ายมนตร์แล้ว เข้าในปาก ของนาคราช ฟันของนาคราชหลุดออกหมด ปากเต็มไปด้วยเลือด จากนั้นหมองูก็ขึ้นไปเหยียบลำตัว ทำให้ กระดูกแหลกละเอียด ตลอดลำตัวของนาคราชเปื้อนไปด้วยเลือด สุดจะระงับความทุกข์ทรมาน และสติไว้ได้ แต่ด้วยกำลังใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวที่จะรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต จึงใช้ความอดทนอย่างยิ่งยวด ไม่ยอมแม้ กระทั่งคิดที่จะประทุษร้ายหมองูนั้นเลย

หมองูเห็นพญานาคราชอ่อนกำลังลง จึงจับใส่กรง แล้วนำไปแสดงตามหมู่บ้าน ไม่ว่าหมองูจะให้พญานาคแสดงอย่างไร พญานาคก็ทำตามทุกอย่าง ประชาชนดูแล้วพากันชอบใจให้ทรัพย์แก่หมองู เขานำพญานาคแสดงเรื่อยไป จนถึงเมืองหลวง พระราชาได้รับสั่งให้หมองูเข้าเฝ้า เพื่อทอดพระเนตร การแสดงของนาคราช เช้าวันนั้นคนทั้งเมืองที่มาดูการแสดงของนาคราช ต่างชอบใจพากันปรบมือ เป็นที่สนุกสนาน

วันนั้น นางสุมนาเทวีระลึกถึงสามีของตนจึงไปดูที่สระน้ำ เห็นน้ำในสระเปลี่ยนเป็นสีแดง เหมือนโลหิต รู้ทันทีว่า พญานาคราชต้องถูกหมองูจับไปแน่นอน นางเสด็จออกจากนาคพิภพขึ้นไปเมืองมนุษย์ ดูร่องรอยที่สามีถูกหมองูทรมานแล้วจับไป นางร้องไห้เที่ยวเดินถามชาวบ้านเรื่อยไปจนถึงเมืองหลวง จึงเหาะขึ้นไปยืนอยู่บนอากาศ เห็นพญานาคราชแสดงอยู่ ก็ร้องไห้ด้วยความสงสาร

พญานาคราชเหลือบไปเห็นนางยืนอยู่กลางอากาศ เกิดความละอาย จึงเลื้อยเข้าไปขดในกรง พระราชาสงสัยว่าเกิดอะไรกับพญานาค เมื่อทอดพระเนตรขึ้นไปบนอากาศเห็น

นางสุมนาเทวียืนร้องไห้อยู่ จึงตรัสถามขึ้นว่า “ ท่านเป็นใคร ทำไมถึงร้องไห้เหมือนคนสติฟั่นเฟือน ท่านสูญเสียอะไรหรือ นางตอบว่า หม่อมฉันกำลังตามหาพระสวามีที่ถูกหมองูจับไป และงูที่แสดงต่อหน้าพระองค์ คือสามีของหม่อมฉัน”

พระราชาตรัสว่า “ ธรรมดาพญานาคนั้นมีฤทธิ์ มีพิษ มีกำลังมหาศาล ทำไมจึงตกอยู่ในอำนาจ ของหมองูเช่นนี้” พระนางตอบว่า “ ข้าแต่สมมติเทพ ที่พญานาคไม่แสดงฤทธิ์นั้น เป็นเพราะกำลังรักษาศีลอยู่ ถ้าพญานาคราชไม่รักษาศีลแล้ว บ้านเมืองของพระองค์ก็จะมอดไหม้เป็นธุลีอย่างแน่นอน ขอพระองค์ ทรงปล่อยพญานาคราชด้วยเถิด”

พระราชาทรงรับสั่งให้หมองูปล่อยพญานาคทันที ทันใดนั้นพญานาคก็แปลงกายเป็นมนุษย์ ประคองอัญชลีขอบพระทัยพระราชาที่เมตตาให้ชีวิต และได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดถวายพระราชา จากนั้น จึงกราบทูลเชิญเสด็จชมเมืองบาดาล

เมื่อพระราชาเสด็จไปถึงเมืองบาดาล ทรงเห็นสมบัติและบริวารของพญานาคราชมากมาย จึงตรัสถามว่า “ ท่านนาคราช ท่านก็มีสมบัติมากมาย แวดล้อมด้วยบริวารนับหมื่น อุดมไปด้วยรูปทิพย์ กลิ่นทิพย์ ทำไมท่านจึงมีความเพียรในการรักษาศีลเช่นนี้”

พญานาคราชตอบว่า “ ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์บำเพ็ญเพียรรักษาศีลก็เพราะต้องการจะไปเกิดเป็นมนุษย์ เพราะการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ทำให้โอกาสในการรักษาศีลง่ายกว่า สามารถสร้างบารมีอื่น ได้สะดวก มีโอกาสบำเพ็ญภาวนา และบรรลุมรรคผลนิพพานง่ายกว่าการเป็นพญานาค เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงรักษาศีลยิ่งชีวิต”

จากเรื่องนี้ จะเห็นว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่ได้มายากยิ่งนัก นักสร้างบารมี ทุกยุคทุกสมัย ต่างต้องการเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น เพราะเป็นภพภูมิอันวิเศษที่เหมาะต่อการสร้างบารมี ได้ทุกรูปแบบ ดังนั้นเมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว ถือว่าพวกเราเป็นผู้มีบุญลาภอันประเสริฐ ไม่ควรประมาท ในการดำเนินชีวิต ต้องรีบขวนขวายสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 ทัศ อย่างน้อยที่สุด ก็ควรหมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาให้ได้ทุกๆ วัน เมื่อถึงคราวบุญบารมีเต็มเปี่ยม เราจะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นเป้าหมาย สูงสุดของพวกเราทุกคน

5.1.3 ชี้ให้เห็นคุณค่าของบุญ

เมื่อเราสามารถชี้แนะให้เขารู้คุณค่าของความเป็นมนุษย์แล้ว ก็ต้องให้เขาตระหนักในคุณค่า ของบุญ ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เป็นบ่อเกิดแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิต คือบุญกุศลที่เราได้ทำไว้อย่างดีแล้ว จะเป็นเครื่องสนับสนุนให้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ของชีวิต เราจะเข้าถึงความเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีได้ก็เพราะบุญ จะเข้าถึงความเป็นพระราชา เป็นพระเจ้าจักรพรรดิได้ก็เพราะบุญ จะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็เพราะบุญ ฉะนั้นบุญจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินชีวิต ยิ่งถ้าเราหมั่นชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เป็นประจำ จะเป็นเหตุให้เราเข้าถึงความเต็มเปี่ยม ของชีวิต คือเข้าถึงพระธรรมกายได้อย่างรวดเร็ว

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน นิธิกัณฑสูตร ว่า

ขุมทรัพย์คือบุญ ไม่สาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น โจรลักไปไม่ได้ บุญนิธิอันใดติดตามตนไปได้ ปราชญ์พึงทำบุญนิธิอันนั้น บุญนิธินี้ให้สมบัติที่พึงใคร่ทั้งปวงแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายปรารถนานักซึ่งอิฐผลใดๆ อิฐผลนั้นๆ ทั้งหมด อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

ความเป็นผู้มีผิวพรรณงาม ความเป็นผู้มีเสียงไพเราะ ความเป็นผู้มีทรวดทรงดี ความเป็นผู้ มีรูปสวย ความเป็นอธิบดี ความเป็นผู้มีบริวาร อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

ความเป็นพระราชาประเทศราช ความเป็นใหญ่ สุขของพระเจ้าจักรพรรดิอันเป็นที่รัก แม้ความเป็นพระราชาแห่งเทวดาในทิพยกาย อิฐผลทั้งปวงนั้น อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้

มนุษย์สมบัติ ความยินดีในเทวโลก และนิพพานสมบัติ อิฐผลทั้งปวงนี้เทวดาและมนุษย์ ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ ความที่พระโยคาวจร ถ้าเมื่ออาศัยคุณเครื่องถึงพร้อมคือมิตร แล้วประกอบอยู่โดยอุบาย อันแยบคายไซร้ เป็นผู้มีความชำนาญในวิชชาและวิมุตติ อิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วย บุญนิธินี้

ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณและพุทธภูมิอิฐผลทั้งปวงนี้ อันเทวดาและมนุษย์ย่อมได้ด้วยบุญนิธินี้ คุณเครื่องถึงพร้อมคือบุญนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะเหตุนั้นบัณฑิต ผู้มีปัญญาจึงสรรเสริญความที่บุคคลมีบุญอันทำไว้แล้วŽ5)

บุญนิธิ หมายถึงขุมทรัพย์อันประเสริฐ ที่จะอำนวยผลทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์ บุญที่ สั่งสมไว้มากๆ จะกลายเป็นทะเลบุญ ที่คอยหนุนนำเราให้ประสบความสุขและความสำเร็จ บางท่านอาจ สงสัยว่า บุญนิธินี้ฝังไว้ตรงไหน จะขุดมาใช้ได้อย่างไร สามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมเหมือนขุมทรัพย์ทั่วๆ ไปได้ไหม

บุญไม่ใช่เป็นเพียงคำกล่าวในเชิงนามธรรมอย่างเดียว ถ้าหากเมื่อไรเราทำใจหยุดใจนิ่ง ได้อย่างสมบูรณ์ จะไปรู้ไปเห็นได้ว่า บุญมีลักษณะเป็นดวงกลมๆ ใสๆ ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกๆ คน ดวงโตบ้าง เล็กบ้าง ตามแต่กำลังบุญของแต่ละคน เป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ที่ในกลางดวงบุญนั้น มีสมบัติ ทั้งหลาย ทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผลนิพพาน คือมีสมบัติ ทั้งที่เป็นโลกิยทรัพย์ และอริยทรัพย์ซ้อนอยู่ในกลางดวงบุญนั้น สายสมบัติก็เชื่อมโยงมาที่กลางกาย

บางคนสายสมบัติยาว บางคนสั้น บางคนขาดตอนเป็นช่วงๆ สายสมบัติมาจากต้นแหล่ง แห่งบุญที่อยู่ลึกๆ ละเอียดๆ ในภพอันวิเศษ มาเชื่อมโยงที่กลางกาย เมื่อสายสมบัติเชื่อมโยงติดแน่น ก็จะดึงดูดสมบัติหยาบในเมืองมนุษย์มาให้เราใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น ถ้าสายสมบัติเชื่อมติดกับ กลางกายแล้ว มนุษย์จะพรั่งพร้อมด้วยสมบัติทั้งหลาย เป็นอยู่ได้ด้วยบุญ เมื่อปรารถนาอะไรในสิ่งที่ดี ก็สมความปรารถนา

5.1.4 ประเภทของบุญ

การแนะนำบุคคลอันเป็นที่รักให้เข้าใจเรื่องบุญ นอกจากจะพูดถึงการบริจาคทาน เป็นหลักแล้ว ต้องหาโอกาสที่พอเหมาะพอสมอธิบายให้เข้าใจถึงการทำบุญในพระพุทธศาสนาว่า ไม่ใช่เพียงแค่การบริจาคเท่านั้น แต่มีอยู่ด้วยกันถึง 10 ประการ ที่เรียกว่า “ บุญกิริยาวัตถุ”6) คือ

1.ทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้

2.สีลมัย บุญที่สำเร็จด้วยการรักษาศีล

3.ภาวนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการเจริญสมาธิภาวนา

4.อปจายนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน

5.เวยยาวัจจมัย บุญที่สำเร็จด้วยการให้ความช่วยเหลือ ขวนขวายในกิจการงานที่ถูกที่ควร

6.ปัตติทานมัย บุญที่สำเร็จด้วยการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น

7.ปัตตานุโมทนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนาในการทำบุญ หรือแสดงความยินดี ต่อความสำเร็จของคนอื่น

8.ธัมมัสสวนมัย บุญที่สำเร็จด้วยการฟังธรรม

9.ธัมมเทสนามัย บุญที่สำเร็จด้วยการแสดงธรรม

10.ทิฏฐุชุกัมม์ บุญที่สำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกต้องดีงาม ตรงตามความเป็นจริง (มีสัมมาทิฏฐิ)

การทำบุญทั้ง 10 วิธีนั้น สามารถย่อให้ง่ายขึ้นเป็นบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ คือ ทาน ศีล ภาวนา

ศีล และ กุศลกรรมบถ บทฝึกตนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

เมื่อกัลยาณมิตรรู้จักแนะนำบุคคลอันเป็นที่รักได้รู้จักคุณค่าของความเป็นมนุษย์และคุณค่าของการสั่งสมบุญแล้ว ก็ต้องแนะนำให้รู้จักการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักพุทธวิธี คือการรักษาศีล อันจะเป็นหนทางไปสู่สุคติสวรรค์ ผู้รักษาศีลนอกจากจะได้ชื่อว่าสร้างความปลอดภัยและความไว้เนื้อเชื่อใจให้ กับคนอื่นแล้ว ยังได้ชื่อว่ารักษาตัวเองให้รอดจากภัยในอบายภูมิ เมื่อถึงคราวตายก็ไม่ต้องหวาดกลัวต่อปรโลก

บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่ทำบาปด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีวาจาน่าคบ เป็นสหายมีวาจา อ่อนหวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึงหวาดกลัวปรโลกเลย7)

การรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์คือการสร้างความมั่นใจให้กับชีวิตในสังสารวัฏ ขณะเดียว กันก็ต้องประพฤติกุศลกรรมบถ 10 ประการควบคู่กันไปด้วย เป็นพัฒนาการที่สูงขึ้นกว่าการรักษาศีล 5 โดย ทั่วไป แบ่งเป็นประพฤติกายสุจริต 3 อย่าง ประพฤติวจีสุจริต 4 อย่าง ประพฤติมโนสุจริต 3 อย่าง

กายสุจริต 3 อย่าง ได้แก่ 1. ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ 2. เว้นจากการลักทรัพย์ 3. เว้นจากการประพฤติผิดในกาม

วจีสุจริต 4 อย่าง ได้แก่ 1. ละเว้นการพูดเท็จ 2. เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด 3. เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ

4. เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ

มโนสุจริต 3 อย่าง ได้แก่ 1. ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น 2. ไม่มีจิตคิดพยาบาทปองร้าย 3. เป็นผู้มีความเห็นชอบ คือมีสัมมาทิฏฐิ เชื่อว่า ทานที่บุคคลให้แล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผล การบูชามีผล ผลวิบากของกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ผู้เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปชอบ ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม มีอยู่

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน จูฬกัมมวิภังคสูตร ความว่า

ดูก่อนมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ ให้ตกล่วง เป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด หมกมุ่นในการประหัตประหาร ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์มีชีวิต เขาตายไปจะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมี อายุสั้น…

…ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญาวางศาสตราได้มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะห์ ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูตอยู่ เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้ พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ใน ภายหลัง จะเป็นคนมีอายุยืน

บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติเบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้ หรือศาสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคมาก

บุคคลบางคนในโลกนี้จะเป็นสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เป็นผู้มีปกติไม่เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือก้อนดิน หรือท่อนไม้หรือศาสตรา เขาตายไป จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ หากตายไป ไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง จะเป็นคนมีโรคน้อย…8)

5.1.5 รักษาใจให้ผ่องใส

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น บางครั้งเราจะต้องพบเจอกับอุปสรรคต่างๆ นานา จากการเดินทางบ้าง จากดินฟ้าอากาศบ้าง หรือแม้กระทั่งจากหมู่ญาติที่เราตั้งใจไปพบ เพื่อทำหน้าที่กัลยาณมิตรก็ตาม เขาอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เกี่ยวกับตัวเราเอง เกี่ยวกับหน้าที่ ที่เรากำลังทำอยู่ หรือเกี่ยวกับวัด ฯลฯ เราอาจจะต้องให้เวลาแก่เขาในการตอบคำถามที่ยังข้องใจอยู่ ซึ่งในขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น อาจมีบางคำพูด บางคำถาม เป็นการยั่วยุให้เราเกิดความขุ่นเคืองใจบ้าง เราก็ต้อง ระมัดระวังรักษาอารมณ์รักษาใจของเราอย่าแสดงความขุ่นมัวในการอธิบายชี้แจง

ดังนั้น ทุกช่วงเวลาของการออกไปทำหน้าที่กัลยาณมิตร ขอให้เราเตรียมใจไว้ให้พร้อม เพื่อยอมรับสภาพการณ์ทุกรูปแบบ โดยวางใจเบาๆ สบายๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกาย นึกถึงบุญกุศล นึกถึงมโนปณิธานที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสันติสุขให้บังเกิดขึ้นแก่เพื่อนร่วมโลก แล้วรักษาใจให้เบิกบาน ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ นึกถึงเป้าหมายของเราที่เกิดมาสร้างบารมีและทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้แก่หมู่ญาติของเรา

5.2 การวางตัวของกัลยาณมิตร

บุคลิกภาพ เป็นความประทับใจอันอับแรกของคนเราเมื่อได้พบเห็น ดังนั้นเราจึงควรรักษา สุขภาพร่างกายของเราให้สดชื่นแข็งแรงอยู่เสมอ แต่งกายให้เหมาะสม ดูสุภาพ ให้มีกิริยาอาการที่สำรวม น่าเลื่อมใส มีรอยยิ้มที่เบิกบานแจ่มใส เราควรมีสติสำรวมระวัง ถึงแม้เราจะสนทนาอยู่กับหมู่ญาติของเรา ที่คุ้นเคย แต่อย่าลืมว่าเรากำลังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพระพุทธศาสนา เพื่อสร้างเสริมศรัทธาของเขา ให้เกิดขึ้น ให้เราสร้างจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังเข้าไปหาญาติของเราคนหนึ่ง ซึ่งเรารักและเป็นห่วงเป็นใย เป็นกันเองกับเขา แต่ก็อยู่ในสถานะอันเหมาะสม

5.3 ถ้อยคำที่ควรพูดในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

1.อัปปิจฉกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย

2.สันตุฏฐิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สันโดษยินดีในปัจจัยตามมีตามได้

3.ปวิเวกกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สงัดกาย สงัดใจ

4.อสังสัคคกถา ถ้อยคำที่ชักนำไม่ให้ระคนด้วยหมู่คณะ

5.วิริยารัมภกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารภความเพียร

6.สีลกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล

7.สมาธิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจสงบ

8.ปัญญากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา

9.วิมุตติกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจให้หลุดพ้นจากกิเลส

10.วิมุตติญาณทัสสนกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดความรู้ความเห็นในภาวะที่ใจพ้นจากกิเลส

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน คือ อัปปิจฉกถา 1 สันตุฏฐิกถา 1 ปวิเวกกถา 1 อสังสัคคกถา 1 วิริยารัมภกถา 1 สีลกถา 1 สมาธิกถา 1 ปัญญากถา 1 วิมุตติกถา 1 วิมุตติญาณทัสสนกถา 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ 10 ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าเธอทั้งหลายยึดถือเอากถาวัตถุทั้ง 10 ประการนี้แล้ว กล่าวเป็นกถาไซร้ เธอทั้งหลาย พึงครอบงำเดชแม้ของพระจันทร์และพระอาทิตย์ ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ด้วยเดชได้ จะป่วยกล่าวไปไย ถึงปริพาชกอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายเล่า.9)

ลูกสะใภ้ยอดกัลยาณมิตร10)

ในกรุงสาวัตถี มีธิดาของสกุลอุปัฏฐากของพระอัครสาวกทั้งสอง นางเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา มีความเคารพในพระรัตนตรัย สมบูรณ์ด้วยมารยาท ยินดียิ่งในบุญมีทานเป็นต้น เมื่อ ตระกูลมิจฉาทิฏฐิที่มีชาติเสมอกันมาสู่ขอ แต่บิดามารดาของนางก็ไม่ยอมยกให้ เพราะกลัวว่าเมื่อยกให้ไปแล้ว ธิดาตนจะไม่ได้ทำทาน รักษาศีล ฟังธรรม หรือทำอุโบสถกรรมตามความพอใจของตน จึงได้ปฏิเสธไปว่า เราไม่ให้ธิดาแก่ท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงไปสู่ขอนางกุมาริกาจากตระกูลอื่นเถิด

ด้วยความที่ต้องการเอานางมาเป็นสะใภ้ให้ได้ จึงพูดว่า เมื่อธิดาของท่านไปเรือน ของพวกเราแล้ว จงทำบุญทำทานตามความประสงค์เถิด พวกเราจะไม่ห้าม ครั้นตกลงกันได้แล้ว บิดามารดา ของนางจึงยกให้ไป เมื่อฤกษ์ดีมาถึงจึงทำวิวาหมงคลแล้วได้นำนางไปสู่เรือนของตน เนื่องจากนาง เป็นกุลธิดาเพียบพร้อมด้วยความประพฤติ และมารยาทจึงบำรุงสามีประดุจเทวดา ได้รับใช้พ่อแม่สามี เป็นอย่างดี เริ่มทำหน้าที่กัลยาณมิตรด้วยการให้คนในครอบครัวเห็นความดีของตนเอง ไม่ให้รู้สึกว่ามีอะไรที่ต้องแก้ไขปรับปรุง และสามารถเป็นต้นแบบที่ดีของทุกคนในครอบครัวได้ นางวางตัวได้ดีสมกับที่เป็น พุทธศาสนิกชนผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

วันหนึ่งนางได้บอกสามีว่า “ ดิฉันปรารถนาจะให้ทานแก่พระเถระประจำสกุลของดิฉัน”

สามีกล่าวว่า “ นางผู้เจริญ เธอจงให้ทานตามอัธยาศัยเถิด” นางได้รับอนุญาตแล้วจึงนิมนต์ พระอัครสาวกทั้งสองมา ได้กระทำสักการะใหญ่ ให้ฉันโภชนะอันประณีต เมื่อพระเถระทั้งหลายฉันเสร็จแล้ว จึงกล่าวว่า “ พระคุณเจ้าผู้เจริญ ตระกูลนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีศรัทธา ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัย ขอพระคุณเจ้า ได้โปรดสงเคราะห์ด้วยเถิด และขออาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายจงรับภิกษาหารในที่นี้แหละ จนกว่า ตระกูลนี้จะรู้คุณของพระรัตนตรัย”

พระเถระก็รับนิมนต์ได้มาฉันที่บ้านนี้เป็นประจำ

ต่อมานางกล่าวแก่สามีอีกว่า “ พระเถระทั้งหลายมาเป็นประจำ ทำไมท่านจึงไม่ไปดูพระเถระบ้าง เพราะการเห็นสมณะเป็นมงคล” เมื่อภรรยาพูดอย่างนี้ วันรุ่งขึ้นสามีของนางจึงเข้าไปหาพระเถระ ได้ทำปฏิสันถารกับพระเถระทั้งหลาย ในที่สุดพระธรรมเสนาบดีจึงกล่าวธรรมิกถาแก่สามีของนาง ทำให้เขาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย

นางดีใจมากที่สามารถทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับสามีได้ โดยสังเกตเห็นว่า ตั้งแต่นั้นมา ผู้เป็นสามีจะทำหน้าที่เป็นผู้ปูลาดอาสนะแด่พระเถระทั้งหลาย กรองน้ำดื่ม ฟังธรรมิกถาในระหว่างภัต ต่อมา ความเป็นมิจฉาทิฏฐิของเขาก็ถูกทำลาย

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพระเถระกล่าวธรรมิกถาแก่สามีภรรยาแล้วประกาศอริยสัจ ในเวลาจบ พระธรรมเทศนา สามีภรรยาทั้งคู่ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ตั้งแต่นั้นมา ตระกูลนี้ทั้งหมดรวมทั้งบิดามารดา ของสามี จนถึงคนรับใช้ทั้งหลายได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งกันทุกคน

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรของหญิงสะใภ้ได้พัฒนาขึ้นไปตามลำดับ เพราะการวางตัว เสมอต้นเสมอปลาย อยู่มาวันหนึ่ง นางทาริกาได้กล่าวแก่สามีว่า “ ข้าแต่นาย จะมีประโยชน์อะไรสำหรับดิฉันในการอยู่ครองเรือน ดิฉันปรารถนาจะบวช” สามีกล่าวว่า “ ดีละนางผู้เจริญ แม้ฉันก็จักบวช” แล้วนำภรรยาไปยังสำนักภิกษุณีด้วยบริวารมากมาย ให้บวชเป็นภิกษุณี ส่วนตนเองก็เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดาให้บรรพชาอุปสมบทแล้ว เมื่อท่านทั้งสองเจริญวิปัสสนาไม่นานนัก ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

5.4 วาจาสุภาษิตกับการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

วาจาสุภาษิต ไม่ว่าจะพูดด้วยถ้อยคำสำเนียงภาษาใด วาจานั้นย่อมเป็นวาจาชั้นสูง ควรแก่การสรรเสริญของนักปราชญ์บัณฑิต เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายต่างก็ชื่นชมอนุโมทนาสาธุการ เพราะเป็นถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากใจที่บริสุทธิ์ ยิ่งถ้าเป็นวาจาของกัลยาณมิตร ผู้ประกอบด้วยจิตเมตตาแนะนำให้สร้างแต่คุณงามความดี ยิ่งนับว่าเป็นวาจาสูงสุด เพราะนำไปสู่มรรคผลนิพพานได้ และกัลยาณมิตร ผู้กล่าวแต่วาจาสุภาษิตนั้น ย่อมได้รับอานิสงส์อันเลิศ วาจาสุภาษิต หมายถึง คำพูดที่ผู้พูดได้กลั่นกรองไว้ดีแล้ว มิใช่สักแต่พูด พูดแล้วเป็นคุณทั้งแก่ตัวผู้พูดและผู้ฟัง

องค์ประกอบของวาจาสุภาษิต11)

1.ต้องเป็นคำจริง ไม่ใช่คำพูดที่ปั้นแต่งขึ้น เป็นคำพูดที่ไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ไม่บิดเบือนจากความจริง ไม่เสริมความ ไม่อำความ ต้องเป็นเรื่องจริง

2.ต้องเป็นคำสุภาพ เป็นคำพูดไพเราะ ที่กลั่นออกมาจากน้ำใจที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นคำหยาบ คำด่า คำประชดประชัน คำเสียดสี คำหยาบนั้นฟังก็ระคายหู แค่คิดถึงก็ระคายใจ

3.พูดแล้วก่อให้เกิดประโยชน์ เกิดผลดีทั้งแก่คนพูดและคนฟัง ถึงแม้คำพูดนั้นจะจริงและเป็นคำสุภาพ แต่ถ้าพูดแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไร กลับจะทำให้เกิดโทษ ก็ไม่ควรพูด

4.พูดด้วยจิตเมตตา พูดด้วยความปรารถนาดี อยากให้คนฟังมีความสุข มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ในข้อนี้หมายถึงว่า แม้จะพูดจริง เป็นคำสุภาพ พูดแล้วเกิดประโยชน์ แต่ถ้าจิตยังคิดโกรธมีความริษยา ก็ยังไม่สมควรพูด เพราะผู้ฟังอาจรับไม่ได้

5.พูดถูกกาลเทศะ แม้ใช้คำพูดที่ดี เป็นคำจริง เป็นคำสุภาพ เป็นคำพูดที่มีประโยชน์ และพูดด้วยจิตที่เมตตา แต่ถ้าผิดจังหวะ ไม่ถูกกาลเทศะ ผู้ฟังยังไม่พร้อมที่จะรับแล้ว จะก่อให้เกิดผลเสียได้ เช่น จะกลายเป็นประจานกันหรือจับผิดไป

พูดถูกเวลา (กาล) คือรู้ว่าเวลาไหนควรพูด เวลาไหนยังไม่ควรพูด ควรพูดนานเท่าไร ต้องคาดผล ที่จะเกิดขึ้นไว้ด้วย

พูดถูกสถานที่ (เทศะ) คือรู้ว่าในสถานที่เช่นไร เหตุการณ์แวดล้อมเช่นไรจึงสมควรที่จะพูด หากพูดออกไปแล้วจะมีผลดีหรือผลเสียอย่างไร เช่น มีความหวังดีอยากเตือนเพื่อนไม่ให้ดื่มเหล้า แต่ไปเตือนขณะเพื่อนกำลังเมาอยู่ในหมู่เพื่อนฝูงทำให้เขาเสียหน้า อย่างนี้นอกจากเขาจะไม่ฟังแล้ว เราเองอาจเจ็บตัวได้

คนฉลาดไม่ใช่เป็นแต่พูดเท่านั้น ต้องนิ่งเป็นด้วย คนที่พูดเป็นนั้น ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่ควรพูดให้ยิ่งกว่า สิ่งที่ควรพูด

5.5 ลักษณะของทูตที่ดี (ทูตสันติ)

ลักษณะของทูตที่ดี (ทูตสันติ)12)

1.ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ด่วนปฏิเสธ

2.เมื่อถึงคราวพูดก็สามารถทำให้ผู้อื่นฟัง

3.รู้จักกำหนดขอบเขตของการพูดให้กะทัดรัด

4.จำเนื้อความทั้งหมดที่จะพูด

5.เข้าใจเนื้อความทั้งหมดโดยละเอียดตามความเป็นจริง

6.ทำให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้

7.ฉลาดในการพูดที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์

8.ไม่พูดชวนให้เกิดการทะเลาะวิวาท

สรุป

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรที่สมบูรณ์แบบนั้น คือกัลยาณมิตรจะต้องเป็นผู้ทำได้จริง ในสิ่งที่สอนคนอื่น หรือได้บรรลุผลสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรมในระดับหนึ่งมาก่อน จึงสอนเรื่องดีๆ แก่คนอื่น ถ้าตนเองทำไม่ได้สักอย่างแล้วไปสอนคนอื่น หาสมควรไม่ ดังพุทธพจน์ที่ว่า

“ บุคคลพึงยังตนนั้นแลให้ตั้งอยู่ในคุณอันสมควรเสียก่อน พึงพร่ำสอนผู้อื่นในภายหลังบัณฑิตไม่พึงเศร้าหมอง หากว่า ภิกษุพึงทำตนเหมือนอย่างที่ตนพร่ำสอนคนอื่นไซร้ ภิกษุนั้นมีตนอันฝึกดี แล้วหนอ พึงฝึก ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก ตนแลเป็นที่พึ่งของตน บุคคลอื่นไรเล่าพึงเป็นที่พึ่งได้ เพราะว่าบุคคลมีตนฝึกฝนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งอันได้โดยยาก”13)

1) ทุติยปาสสูตร, สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่ม 25 ข้อ 428 หน้า 13.
2) ปฐมอลังสูตร, อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 152 หน้า 582.
3) เรื่องนาครราชชื่อเอรกปัตตะ, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 329.
4) จัมเปยยชาดก, อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 61 หน้า 195-219.
5) นิธิกัณฑ์, ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ, มก. เล่ม 39 ข้อ 9 หน้า 303.
6) อรรถกถาธรรมสังคณี จิตตุปปาทกัณฑ์, มก. เล่ม 75 หน้า 427.
7) อุทยชาดกที่ 4, อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 60 หน้า 45.
8) จูฬกัมมวิภังคสูตร, มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 23 ข้อ 582-253 หน้า 252-253.
9) ปฐมวัตถุกถาสูตร, อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต, มก. เล่ม 38 ข้อ 69 หน้า 216-217.
10) อรรถกถาสุวรรณมิคชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 58 หน้า 776-783.
11) พระมหาสมชาย ฐานะวุฑฺโฒ, มงคลชีวิต ฉบับทางก้าวหน้า, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทฐานการพิมพ์ จำกัด, 2543), หน้า 85-86.
12) พระมหาสมชาย ฐานะวุฑฺโฒ, มงคลชีวิต ฉบับทางก้าวหน้า, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทฐานการพิมพ์ จำกัด, 2543), หน้า 85-86.
13) อัตตวรรค, ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 ข้อ 22 หน้า 186.
df101/5.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki