บทที่ 4 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อตนเอง

เนื้อหาบทที่ 4 การทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อตนเอง

  • 4.1 การฝึกฝนตนของกัลยาณมิตร
    • 4.1.1 สัปปุริสธรรม 7 ประการ
    • 4.1.2 สติสัมปชัญญะ
    • 4.1.3 หิริโอตตัปปะ ธรรมะคุ้มครองโลก คุ้มตน
    • 4.1.4 ขันติ โสรัจจะ ธรรมะที่จะทำตนให้งดงาม
    • 4.1.5 กุศลกรรมบถ บทฝึกตนทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์
    • 4.1.6 ละอคติธรรม 4 ประการ
    • 4.1.7 ปธาน ความเพียร
    • 4.1.8 พรหมวิหารธรรม
    • 4.1.9 อภิณหปัจจเวกขณ์
  • 4.2 กัลยาณมิตรในอุดมคติของชาวโลก
    • 4.2.1 ธิดาช่างหูก ตัวอย่างผู้ที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อตนเอง
    • 4.2.2 ผู้เห็นทุกข์ในการเกิด
    • 4.2.3 หญิงชราผู้สอนตนให้พ้นชาติ ชรา มรณะ

แนวคิด

“ ก่อนสอนคน ต้องสอนตนให้ดีก่อน” หมายถึง การจะแนะนำคนอื่นให้เป็นคนดี หรือเข้าสู่กระแสธรรมได้นั้น กัลยาณมิตรจะต้องฝึกฝนตนเองอย่างยิ่งยวด และเข้มงวดกวดขันต่อตนเอง จนรู้สึกว่าเป็นต้นแบบทั้งทางกาย วาจา ใจ ได้อย่างไม่มีที่ตำหนิ ต้นแบบที่ดีมีค่ากว่าคำสอนนับหมื่นนับล้านคำ การทำดี ๆ ให้ดู และพูดจาในสิ่งที่เป็นอรรถเป็นธรรม เป็นบุญกุศลอยู่เสมอ จะทำให้คนรอบข้างสัมผัสได้ถึงความเป็นผู้น่าเลื่อมใส ความศรัทธาเลื่อมใสนำไปสู่การอยากประพฤติปฏิบัติธรรมโดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง และเงื่อนไข การฝึกฝนตนบนเส้นทางของกัลยาณมิตร จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งฝึกตนได้ดีเพียงไร นั่นคือแสงสว่างที่ส่องนำทาง สรรพสัตว์ให้มองเห็นแสงสว่างของชีวิต และเห็นทางไปสู่สวรรค์นิพพาน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจ และสามารถฝึกฝนตนเองบนเส้นทางของกัลยาณมิตรได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์

2.เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ตระหนักของการฝึกตนเองอย่างยิ่งยวด เพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นกัลยาณมิตรในอุดมคติของชาวโลก

3.เพื่อให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อตนเอง

ผู้ได้ชื่อว่ากัลยาณมิตร หมายถึง ผู้ที่อุดมด้วยคุณธรรมความดีทั้งภายในและภายนอก การจะประสบ ความสำเร็จในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อคนอื่นนั้น ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน เหมือนดังพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรมแล้ว ก็มุ่งมั่นทำพระนิพพานให้แจ้ง เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และทรงทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้แก่ตนเอง จนได้ชื่อว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะแล้ว ทรงทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรแก่มนุษย์ เทวดา พรหม รวมไปถึงสรรพสัตว์อีกมากมายนับไม่ถ้วน ตราบวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน การทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรแก่เหล่าเวไนยสัตว์ของพระองค์จึงประสบความสำเร็จเกินควรเกินคาด

4.1 การฝึกฝนตนของกัลยาณมิตร

ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร คือผู้ที่รักในการฝึกฝนตนเอง ทั้งกาย วาจา ใจ หมั่นปรับปรุงแก้ไขตนเองในทุกรูปแบบ ยอมสละทิฏฐิมานะอันจะเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

มองเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเอง เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ตนเองจะออกไปทำหน้าที่แนะนำแสงสว่างแห่งธรรม และประโยชน์อันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นต่อมนุษยชาติ ดังนั้นเราจำเป็นต้องศึกษาหลักธรรมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของการเป็นกัลยาณมิตรที่ดีเอาไว้

4.1.1 สัปปุริสธรรม 7 ประการ

สัปปุริสธรรม 7 ประการ1)

คุณธรรมของผู้ที่จะเป็นกัลยาณมิตรของโลก

1.ธัมมัญญู รู้จักธรรม ต้องมีธรรมะประจำใจ ที่สามารถเป็นแนวทางในการสอนตนเองและคนอื่นได้ ไม่ใช่เป็นคนหลักลอย มีความเข้าใจและแตกฉานในคำสอนของพระพุทธเจ้าในระดับหนึ่ง ต้องหาโอกาสศึกษาธรรมะในพระไตรปิฎก ศึกษาจากการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ หรือจากการอ่านหนังสือธรรมะ เป็นต้น

2.อัตถัญญู รู้จักอรรถ คือ ทำความเข้าใจในเนื้อความต่าง ๆ ได้อย่างแตกฉาน จนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง รู้ความมุ่งหมายของหลักธรรมนั้น ๆ ว่ามีวัตถุประสงค์หรือเหตุผลอย่างไร อีกทั้งสามารถตีความหมายของผู้ที่ตนเองไปทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้นั้นว่ามีจุดประสงค์อะไร เมื่อมีปัญหาสามารถแก้ไขให้ได้

3.อัตตัญญู รู้จักตน คือ รู้จักที่ต่ำที่สูง ควรไม่ควร รู้จักกำลังของตนเอง ว่ามีความรู้ความสามารถเพียงไร กัลยาณมิตรจะต้องเป็นผู้ที่มั่นคงในเรื่องของความศรัทธา คือความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย มีสัมมาทิฏฐิเบื้องต้นครบบริบูรณ์ ต้องมีศีลบริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย มีสุตะคือศึกษาและเรียนรู้มามาก มีความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ต้องมีจาคะ ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว มีปัญญาสามารถสั่งสอนแนะนำบุคคลที่เราจะไปทำหน้าที่ได้จริง และต้องมีปฏิภาณเป็นยอด เพราะระหว่างการทำหน้าที่กัลยาณมิตร มีทั้งปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อน

4.มัตตัญญู รู้จักประมาณ บริหารตนเองได้ ตั้งแต่เรื่องความเป็นอยู่ ดำรงตนสมฐานะ ไม่ใช้จ่ายเกินรายได้ รู้จักประมาณในการรับประทาน และการบริโภคใช้สอยสิ่งต่าง ๆ แต่งตัวแม้ไม่เลิศหรู แต่ให้ดูดี เป็นที่ตั้งแห่งความน่าเชื่อถือของผู้ได้พบเห็น มีความมักน้อยสันโดษ ไม่ฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย

5.กาลัญญู รู้จักกาล รู้จักบริหารเวลาให้กับตนเอง เวลาไหนควรทำอะไร กำหนดตารางกิจกรรมที่จะต้องทำในแต่ละวันหรือแต่ละเดือน จนกระทั่งตลอดปีให้ชัดเจน เช่น เวลาเรียน เวลาทำงาน เวลาพักผ่อน เวลานั่งสมาธิเจริญภาวนา เวลาศึกษาธรรมะ เป็นต้น

6.ปริสัญญู รู้จักบริษัทหรือสังคม การจะเข้าไปสู่ที่ประชุมหรือสังคมใด ต้องรู้จักการวางตัว ต้องศึกษามารยาทหรือขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของแต่ละสถานที่นั้น ๆ ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง จะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง ควรรู้สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติให้ยิ่งกว่าสิ่งที่ควรปฏิบัติให้มากเข้าไว้ รู้จักการเดิน การยืน การนั่ง และการพูดจา อันจะเป็นทางมาแห่งการทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อสังคมนั้น ๆ ได้สำเร็จ

7.ปุคคลปโรปรัญญู รู้จักบุคคล การวิเคราะห์คนได้ถูกต้องตามหลักจริต อัธยาศัย นิสัยหรือธาตุของผู้ร่วมสนทนา คือความสำเร็จก้าวแรก และเป็นก้าวสำคัญในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร จะได้รู้จักว่า บุคคลไหนควรคบไม่ควรคบ ควรแนะนำธรรมะหมวดใดจึงจะตรงจริตอัธยาศัย เหมือนหมอที่จ่ายยาถูกโรคย่อมทำให้คนไข้หายป่วยได้อย่างรวดเร็ว

4.1.2 สติสัมปชัญญะ

บุคคลผู้ได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรควรมีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ

มีสติ หมายถึง ระลึกถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้ว ทั้งที่เคยคิด เคยพูด และเคยทำมาก่อน ระลึกได้ทุกครั้งที่ต้องการ ไม่เลื่อนลอยเผลอตัวในเรื่องปัจจุบัน ไม่หวาดหวั่นฟุ้งเฟ้อในเรื่องอนาคต สติจะคอยเป็นธรรมกั้นความพลั้งเผลอ ทำอะไรมักจะไม่พลาดไม่พลั้ง

สัมปชัญญะ คือความรู้ตัวขณะกำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด ความรู้ตัวอยู่เสมอนี้เป็นการป้องกัน รักษา ซึ่งการกระทำ การพูด การคิด ทั้ง 3 กาล ไม่หันเหไปทางผิดตามกิเลส ระวังให้ตั้งอยู่ในทางถูกเท่านั้น ธรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีอุปการะมาก เพราะนำมาซึ่งความเกื้อกูลในการงานทั้งปวง ธรรมอื่น ๆ นอกจากนี้ก็มีอุปการะมากเหมือนกัน แต่ไม่สำคัญเท่า 2 ข้อนี้ ถ้าสติสัมปชัญญะไม่มีแล้ว ธรรมอื่นก็มีไม่ได้ เพราะสติสัมปชัญญะมีอุปการะแก่ธรรมเหล่าอื่นด้วย

4.1.3 หิริโอตตัปปะ ธรรมะคุ้มครองโลก คุ้มตน

หิริ ความละอายแก่ใจ

โอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อผลของบาป

หิริ คือ ความละอายแก่ใจในขณะกำลังจะทำชั่ว ทั้งทางกาย วาจา ใจ รู้สึกขยะแขยงใจไม่กล้าทำความชั่ว โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อบาปทุจริต คิดเห็นภัยที่เกิดจากการทำความชั่ว ธรรมเหล่านี้ท่านเรียกว่า ธรรมสำหรับคุ้มครองโลก เพราะย่อมคุ้มครองโลกให้อยู่กันด้วยความรัก สามัคคี ไม่มีความอาฆาต พยาบาทปองร้ายกันและกัน ทำให้การเป็นอยู่ร่วมกัน มีความสงบสุขร่มเย็น นอกจากนี้หิริโอตตัปปะยังเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งห้ามปรามไม่ให้กล้าทำความชั่วลงได้ แม้มีโอกาสที่จะกระทำ เมื่อเข้าใจว่าการที่จะทำเป็นความชั่วแล้ว ก็รู้สึกละอาย หวาดหวั่นใจไม่อาจทำลง เพราะถือหิริโอตตัปปะเป็นใหญ่ โลกจึงมีความสุข และตั้งอยู่ยั่งยืนสืบมา ดังนั้นผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรจะต้องทำคุณธรรมข้อนี้ให้มีให้เป็นขึ้นมาในใจ เพราะในขณะทำหน้าที่กัลยาณมิตร จะทำให้เราสามารถพิชิตเป้าหมายได้อย่างงดงาม โดยไม่มีรอยแผลคือบาปอกุศลที่ทำให้นึกถึงแล้วแหนงใจตนเอง หิริโอตัปปะบางครั้งท่านเรียกว่า “ สุกกธรรม” เพราะเป็นธรรมฝ่ายกุศลอันเปรียบด้วยสีขาว และเป็นไปเพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต บางครั้งเรียกว่า “ เทวธรรม” เพราะเป็นธรรมทำบุคคลให้เป็นเทวดาหรือให้เป็นผู้รุ่งเรือง บุคคลเมื่อละจากโลกนี้แล้ว จะเข้าถึงความเป็นเทพในสวรรค์ต้องมีธรรม 2 ประการนี้อยู่ในใจ

4.1.4 ขันติ โสรัจจะ ธรรมะที่จะทำตนให้งดงาม

ขันติ ความอดทน

โสรัจจะ ความเสงี่ยม

ขันติ คือ ความอดทนต่ออารมณ์ที่ไม่เป็นที่พอใจ (อกนิฏฐารมณ์) ไว้ได้ อด คือ ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ทำให้อด ส่วนทน คือได้ในสิ่งที่ไม่ปรารถนา จึงจำเป็นต้องทน

ความอดทน โดยประเภทมี 4 คือ

1.ทนต่อความลำบากตรากตรำ ได้แก่ ทนต่อการทำงาน ไม่หวั่นหวาดต่อความเหนื่อยยาก หนาว ร้อน และลมแดด เป็นต้น

2.ทนต่อความเจ็บป่วยไข้ ได้แก่ อดทนต่อทุกขเวทนา อันเกิดมีเพราะความเจ็บไข้มีประการต่าง ๆ แม้ที่สุดทนทุกขเวทนาแสนสาหัส ก็ไม่แสดงอาการกระสับกระส่าย

3.ทนต่อความเจ็บใจ ได้แก่ ทนต่อการหมิ่นประมาท ที่ผู้อื่นกล่าวคำเสียดสี หรือกระทบกระทั่งในขณะทำงาน เป็นต้น

4.ทนต่ออำนาจกิเลส คือราคะ โทสะ และโมหะที่คุกรุ่นอยู่ในใจของเรา พร้อมที่จะแสดงออกมาได้ทุกเมื่อ

การอดทนต่อความลำบากตรากตรำ มีผลดีทำให้การงานลุล่วงไปได้ อดทนต่อความเจ็บป่วยไข้จะทำให้เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะครบบริบูรณ์ อดทนต่อความเจ็บใจและกิเลสตัณหาจะช่วยป้องกันความผิดพลั้ง อันจะเกิดขึ้นด้วยโทสะเสียได้ ผู้ที่มีความอดทนจะทำให้การทำหน้าที่กัลยาณมิตรประสบความสำเร็จ เหมือนลักษณะของแผ่นดิน แม้ต้นไม้ ภูเขา และอื่น ๆ แผ่นดินก็ยังทรงไว้ได้ อดทนจนเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี ยอมรับด้วยใบหน้าชื่นบาน เขาจะตำหนิติเตียน ด่าว่าหยาบคาย เสียดสีให้เจ็บใจอย่างไรก็ทนได้ ไม่แสดงอาการโต้ตอบ

โสรัจจะ ได้แก่ ความเสงี่ยม ความรู้จักทำใจให้แช่มชื่น ในเมื่อต้องอดทน มีความยิ้มแย้มและแช่มชื่นเบิกบาน ความเสงี่ยมใช้ในลักษณะที่ต้องอดทน คือไม่แสดงกิริยาเสียอกเสียใจให้ปรากฏเกินงาม

ขันติ มีอานิสงส์ 5 ประการ คือ

1.คือเป็นที่รักใคร่ของคนเป็นอันมาก

2.ไม่มากด้วยเวร

3.ไม่มากด้วยโทษ

4.ไม่หลงทำกาลกิริยา

5.เมื่อกายแตกดับขันธ์เบื้องหน้าแต่มรณะ ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของความอดทน 5 ประการนี้ 5 ประการเป็นไฉน คือ

ผู้อดทนย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนเป็นอันมาก 1 ย่อมเป็นผู้ไม่มากด้วยเวร 1 ย่อมเป็นผู้ไม่มากด้วยโทษ 1 ย่อมเป็นผู้ไม่หลงกระทำกาละ 1 เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของความอดทนทั้ง5 ประการนี้แล2)

โสรัจจะ มีอานิสงส์เช่นเดียวกับขันติ แต่เป็นคุณธรรมที่ส่งเสริมขันติให้เด่นชัดขึ้น

ขันติธรรมข้อนี้เป็นสิ่งที่กัลยาณมิตรจะต้องมุ่งมั่นที่จะพิชิตให้ได้ ต้องไม่ให้อำนาจกิเลสคือ ความโลภ โกรธ หลงมาบีบคั้นจิตใจ ต้องหาโอกาสขจัดออกไปจากใจ ด้วยการหมั่นทำสมาธิภาวนา และรักษาอุดมการณ์ของตนเอง ในการที่จะสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลกให้ได้

4.1.5 กุศลกรรมบถ บทฝึกตนทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์

กุศลกรรมบถ 10 ประการ แบ่งออกเป็น

กายสุจริต 3 อย่าง

1.เว้นจากฆ่าสัตว์

2.เว้นจากลักทรัพย์

3.เว้นจากประพฤติผิดในกาม

วจีสุจริต 4 อย่าง

1.เว้นจากการพูดเท็จ

2.เว้นจากพูดส่อเสียด

3.เว้นจากพูดคำหยาบ

4.เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ

มโนสุจริต 3 อย่าง

1.ไม่โลภอยากได้ของเขา

2.ไม่พยาบาทปองร้ายเขา

3.เห็นชอบตามคลองธรรม

อานิสงส์ของการประพฤติสุจริตมี 5 อย่าง คือ

1.ตนเองไม่พึงติเตียนตนเองได้

2.ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วสรรเสริญ

3.เกียรติคุณย่อมฟุ้งไป

4.เป็นผู้มีสติ ไม่หลงทำกาลกิริยา

5.ตายแล้ว มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

4.1.6 ละอคติธรรม 4 ประการ

ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักใคร่ชอบพอกัน เช่น การตัดสินคดีอธิกรณ์พิพาทต่าง ๆ ก็ดี แบ่งปันสิ่งของก็ดี พิจารณาให้ยศหรือรางวัลก็ดี ด้วยอำนาจพอใจรักใคร่กัน โดยตัดสินให้ผู้ที่ชอบพอกันเป็นผู้ชนะ ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรชนะ ให้สิ่งของที่ดี ให้ยศหรือรางวัลแก่คนที่ชอบพอกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรจะได้ ซึ่งเป็นการไม่ยุติธรรมประการหนึ่ง

โทสาคติ ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน เช่น การตัดสินคดีด้วยอำนาจความโกรธเกลียดชัง โดยให้ผู้ที่โกรธกันนั้นเป็นผู้แพ้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ควรแพ้ ให้ของที่เลวแก่ผู้ที่ตนเกลียดชัง ทั้ง ๆ ที่เขาควรจะได้ของดี ไม่ให้ยศหรือรางวัลแก่ผู้ที่ไม่ชอบกัน ทั้ง ๆ ที่ควรจะได้ จัดเป็นการไม่ยุติธรรมประการหนึ่ง

โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา ได้แก่ การกระทำโดยไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ว่า อย่างไรถูก อย่างไรผิด อย่างไรควร อย่างไรไม่ควร เช่น ได้รับคำฟ้องแล้ว ยังไม่ทันสอบสวนให้รอบคอบ ด่วนตัดสินผิด ๆ ไม่ถูกต้อง จัดเป็นการไม่ยุติธรรมประการหนึ่ง

ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว เช่น คนมีอำนาจทำผิด ผู้พิพากษาไม่กล้าตัดสินใจลงโทษ เพราะกลัวเขาจะทำร้ายตอบ หรือผู้ที่อยู่ในปกครองทำผิดไม่กล้าลงโทษ เพราะกลัวจะขาดเมตตากรุณา กลัวเขาจะเดือดร้อน จัดเป็นการไม่ยุติธรรมประการหนึ่ง

อคติ 4 ประการนี้ไม่ควรประพฤติ เป็นการกระทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ซึ่งเป็นความประพฤติที่ผิดด้วยความลำเอียง คือ ด้วยความไม่เที่ยงธรรม การประพฤติสมเหตุสมผล หรือมุ่งความเที่ยงตรงเป็นเกณฑ์เรียกว่ายุติธรรม กัลยาณมิตรจะต้องมีทั้งความเที่ยงธรรมและยุติธรรมควบคู่ไปด้วย

4.1.7 ปธาน ความเพียร 4 อย่าง

ปธาน คือ ความพากเพียรพยายามในกิจที่ชอบธรรม (สัมมัปปธาน) เนื่องจากในโลกนี้มีกิจที่ต้องทำมากมาย เมื่อทำแล้วจะให้ประสบผลสำเร็จต้องอาศัยความเพียรพยายาม ทุ่มเททั้งกาย วาจา ใจ ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน บางคนก็ทุ่มเทอยากเป็นมหาเศรษฐี แต่บางคนใช้ความเพียรไปทำความชั่ว ลักขโมย จี้ ปล้น หรือฆ่ามนุษย์ด้วยกัน เป็นต้น ส่วนความเพียรในความหมายของกัลยาณมิตรนั้น ท่านหมายเอาเรื่องความเพียรพยายามละเว้นจากบาปอกุศล และเพียรพยายามที่จะพอกพูนกุศลให้เกิดขึ้นมาในใจ ซึ่งเป็นความเพียรที่เป็นไปเพื่อการได้บรรลุมรรคผลนิพพานเท่านั้น

ปธาน คือความเพียร 4 อย่าง ได้แก่

1.สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน คือ เพียรพยายามปิดกั้นบาป ปิดกั้นอกุศล ปิดกั้นความชั่วที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ได้แก่ การปิดประตูบาป ปิดประตูความชั่วไว้ไม่ให้เกิดขึ้นในจิตใจ มีสติระวังอินทรีย์ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

2.ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว คือ ความตั้งใจละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วในสันดานให้หมดสิ้นไป คือ เพียรพยายามเลิกละหรือกำจัดบาป กำจัดอกุศล กำจัดความชั่วที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดสิ้นไปจากจิตใจ

3.ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน การตั้งใจสร้างคุณความดี คือ ทานมัย สีลมัย ภาวนามัย เป็นต้น ที่ยังไม่มีให้มีขึ้น ที่มีอยู่แล้วให้เจริญยิ่งขึ้น

4.อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดแล้วไม่ให้เสื่อม คือ การตั้งใจรักษาความดี หรือรักษาบุญกุศลที่มีอยู่แล้วไม่ให้เสื่อม ไม่ละทิ้งความดี ทำให้มั่นคงยิ่งขึ้นไป เหมือนเกลือรักษาความเค็ม และไม่ให้ความชั่วเข้ามาแทนที่

ความเพียร 4 อย่างนี้ เป็นความเพียรชอบ ควรประกอบให้มีในตนฯ

4.1.8 พรหมวิหารธรรม

พรหมวิหาร เป็นธรรมเครื่องอยู่ของผู้ใหญ่ หรือธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม และเป็นธรรมะข้อสำคัญสำหรับผู้ได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรอีกด้วย การจะทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้ครบถ้วนบริบูรณ์ต้องเริ่มจากจิตใจที่งดงาม ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมโลกอย่างแท้จริง คุณธรรมคือพรหมวิหาร 4 ประการ จึงเป็นสิ่งที่กัลยาณมิตรจะต้องทำให้บังเกิดขึ้นในจิตใจ เป็นอุปนิสัยติดตัวไป จนกลายเป็นธรรมะที่ฝังแน่นในขันธสันดานกันเลยทีเดียว พรหมวิหาร 4 ประการ ได้แก่

1.เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาจะให้เป็นสุข ความสนิทสนม หรือความรักปราศจากความกำหนัดยินดี เช่น พ่อแม่รักลูก เป็นต้น ปรารถนาความไม่มีภัยไม่มีเวร ไม่มีการเบียดเบียน ไม่มีความทุกข์ ปรารถนาให้มีความสุข อาการปรารถนาความไม่มีภัยไม่มีเวร ไม่มีการเบียดเบียน ไม่มีความทุกข์ เหล่านี้ชื่อว่าเมตตา ความรักใคร่ปรารถนาให้เป็นสุข

2.กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์ ความหวั่นใจเมื่อเห็น หรือได้ยินผู้อื่นได้ความทุกข์ลำบากอยู่ ก็จะช่วยหรือลงมือช่วยให้พ้นทุกข์ หรือความปรารถนาเพื่อจะปลดเปลื้องทุกข์ของเขา สร้างความรู้สึกที่จะเห็นเขาหลุดพ้นจากความทุกข์เป็นเบื้องต้น เมื่อมีความสามารถก็แสดงออกมาให้เห็นทางกาย คอยช่วยเหลือเขา ทางวาจาแนะนำพร่ำสอนเขา ชื่อว่ากรุณา ความสงสารคิดจะให้พ้นทุกข์

3.มุทิตา ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ได้แก่ ความบันเทิงใจหรือเบิกบานใจ เมื่อได้เห็นหรือได้ยินผู้อื่นมีความสุขสบาย เจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุขตามสภาพของตนแล้ว ก็พลอยยินดีชื่นชม ไม่มีจิตใจริษยา พลอยยินดีร่วมกับเขา

4.อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ หมายความว่า เมื่อได้เห็นหรือรู้ว่าผู้อื่นถึงความวิบัติก็วางใจเป็นกลาง โดยพิจารณาว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว ไม่ดีใจเมื่อศัตรูประสบความวิบัติ และไม่เสียใจเมื่อคนเป็นที่รักประสบความวิบัติ ต้องรู้จักวางเฉย ไม่แผ่เมตตากรุณาไปโดยไม่บังควร เช่น เอาใจช่วยโจร ผู้ที่ถูกลงอาญา เป็นต้น เพราะการกระทำความผิดของเขาเป็นเหตุ โดยทำความรู้สึกว่าคนเราทุกคนเกิดมามีกรรมเป็นของตน จะต้องได้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมใดไว้ดีหรือชั่วก็ตาม จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น อาการที่ดำรงรักษาจิตไม่ให้ตกไปในความยินดีและยินร้ายได้โดยอาการสม่ำเสมอในหมู่สัตว์ ดังนี้ชื่ออุเบกขา

ผลดีของการเจริญในพรหมวิหาร

ผู้เจริญเมตตาได้รับผลดี คือ อยู่ด้วยความไม่มีภัย ไม่มีเวร เป็นไปเพื่อความรักใคร่กัน และละธรรมอันเป็นข้าศึกคือ พยาบาทเสียได้

ผู้เจริญกรุณาได้รับผลดี คือ ย่อมเป็นเหตุให้ช่วยทุกข์เขา ไม่หนีเอาตัวรอด และละธรรมคือ วิหิงสา ความเบียดเบียนเสียได้

ผู้เจริญมุทิตาได้รับผลดี คือ ย่อมเป็นเหตุให้เกิดโสมนัสยินดี และละธรรมคือ อิสสาเสียได้

ผู้เจริญอุเบกขาได้รับผลดี คือ ย่อมเป็นเหตุให้ละธรรมปฏิฆะความกระทบกระทั่งแห่งจิตเสียได้

4.1.9 อภิณหปัจจเวกขณ์

คือ ธรรมที่กัลยาณมิตรต้องหมั่นพิจารณา 5 ประการ ได้แก่

ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ยังล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้

ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ยังล่วงพ้นความเจ็บไปไม่ได้

ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ยังล่วงพ้นความตายไปไม่ได้

ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เราจักต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว

อานิสงส์ของการพิจารณาธรรมหมวดนี้ คือ

ข้อที่ 1 มีประโยชน์ คือ จะได้แก้ความมัวเมาในความเป็นเด็ก หรือในความเป็นหนุ่มเป็นสาว เห็นแก่ความสนุกเพลิดเพลินเสียได้ จะได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และทำกิจที่ควรทำในขณะที่ยังไม่แก่

ข้อที่ 2 มีประโยชน์ คือ เป็นอุบายกำจัดความมัวเมาในความไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ จะได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และทำกิจที่ควรทำในขณะที่ยังไม่เจ็บ และจะได้รู้จักป้องกันรักษาไว้

ข้อที่ 3 มีประโยชน์ คือ เป็นอุบายบรรเทาความมัวเมาในชีวิต แล้วรีบเร่งทำกิจที่ควรทำให้สำเร็จก่อนที่ความตายจะมาถึง จะได้คิดทำการงาน ที่เป็นประโยชน์ทั้งตนและส่วนรวม

ข้อที่ 4 มีประโยชน์ คือ เป็นอุบายบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นว่า สิ่งนั้น คนนี้เป็นที่รักของเรา จักไม่ต้องเสียใจในเมื่อต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ

ข้อที่ 5 มีประโยชน์ คือ เป็นอุบายเพื่อบรรเทาความเห็นผิดว่า คนจะดีก็ดีเอง จะชั่วก็ชั่วเอง จะได้ทุกข์ก็ทุกข์เอง แล้วรีบเร่งทำแต่กรรมดี งดเว้นกรรมชั่ว เป็นเหตุให้ละสิ่งที่ชั่ว ประพฤติแต่กรรมที่ดี และเป็นเหตุให้มั่นคงในความเพียร

4.2 กัลยาณมิตรในอุดมคติของชาวโลก

ใคร ๆ ก็ต้องการคบคนดี อยากได้กัลยาณมิตรมาคอยแนะนำสิ่งที่ดี ๆ แก่ชีวิต มีเพื่อนก็อยากได้เพื่อนแท้ มิตรแท้ ไม่ต้องการมิตรเทียม กัลยาณมิตรในอุดมคติคือ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา

ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ ย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งปวงด้วยรัศมีฉันใด บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีศรัทธา ก็ย่อมรุ่งโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวงในโลก ด้วยความเสียสละฉันนั้น

เมฆที่ลอยไปตามอากาศ มีสายฟ้าปลาบแปลบ มีช่อตั้งร้อย ตกรดแผ่นดินเต็มที่ดอนและที่ลุ่มฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ เป็นบัณฑิตก็ฉันนั้น ย่อมข่มผู้ตระหนี่ได้ด้วยฐานะ 5 ประการ คือ อายุ วรรณะ สุข ยศ และเปี่ยมด้วยโภคะ ย่อมบันเทิงใจในสวรรค์ในปรโลก ดังนี้ฯ3)

ในลักษณะกัลยาณมิตรนั้น บุคคลมีศรัทธาสมบัติ ย่อมเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม คือเชื่อว่าทานที่ให้แล้วมีผล การบูชามีผล การเซ่นสรวงมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดี ทำชั่วมีจริง โลกนี้มีจริง โลกหน้ามีจริง มารดาบิดามีคุณจริง สัตว์ผู้เกิดผุดขึ้นมีจริง สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งกระทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งมีอยู่ในโลก มหาชนย่อมต้องการคบหาผู้มีปัญญาที่สามารถเตือนตนเองและผู้อื่นได้

มีศีลสมบัติ ผู้มีศีลย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพสรรเสริญ เป็นผู้โจทก์ท้วง เป็นผู้ติเตียนบาป อดทนต่อถ้อยคำของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีลมี 5 ประการคือ ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย คนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีลในโลกนี้ ย่อมได้กองโภคทรัพย์ใหญ่หลวง เพราะเหตุแห่งความไม่ประมาท นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 1 แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง อานิสงส์ข้ออื่นยังมีอีก ชื่อเสียงอันดีงามของคนมีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมเฟื่องฟุ้งไป นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 2 แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง อานิสงส์ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมด้วยศีล เข้าไปหาบริษัทใด ๆ เช่น ขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัท ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ขวยเขินเข้าไปหาบริษัทนั้น ๆ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 3 แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง อานิสงส์ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมไม่หลงทำกาละ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 4 แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อนึ่ง อานิสงส์ข้ออื่นยังมีอีก คนมีศีลถึงพร้อมด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ 5 แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล

ดูก่อนคหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล มี 5 ประการนี้แล4)

มีสุตสมบัติ ย่อมทำถ้อยคำอันลึกซึ้งให้ง่าย สามารถที่จะแนะนำในสิ่งที่ดี เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง และจุดประทีปในที่มืดด้วยประสงค์จะให้คนได้มองเห็นทาง

มีจาคสมบัติ แสดงว่าเป็นผู้ไม่โลภมากหรือเห็นแก่ได้ ไม่คดโกง เป็นคนมักน้อย สันโดษ ชอบสงัด ไม่คลุกคลีด้วยหมู่

มีวิริยสมบัติ เป็นผู้ริเริ่มความเพียร เพื่อปฏิบัติประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งหลาย

มีสติสมบัติ หมายถึง มีสติตั้งมั่น ไม่เป็นคนจิตใจโลเล

มีสมาธิสมบัติ เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตเป็นสมาธิ

มีปัญญาสมบัติ มีปัญญาสามารถวินิจฉัยอรรถคดีต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง ตรงไปตามความเป็นจริง5)

บุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตร จึงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคติธรรมอันเป็นกุศลด้วยสติ รู้สิ่งที่มีประโยชน์ และไม่มีประโยชน์แห่งสัตว์ทั้งหลายตามเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นผู้มีจิตแน่วแน่ในกุศลธรรมเหล่านั้นด้วยสมาธิ ย่อมกีดกันสัตว์ทั้งหลายจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แล้วชักนำเข้าไปในสิ่งที่เป็นประโยชน์ด้วยวิริยะ ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า บุคคลเป็นที่รัก เคารพ ยกย่อง เป็นผู้ว่ากล่าว ผู้อดทนถ้อยคำ ผู้กระทำถ้อยคำอันลึกซึ้ง และไม่ชักนำในฐานะที่ไม่ควร

4.2.1 ธิดาช่างหูก ตัวอย่างผู้ที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อตนเอง

เรื่องธิดาช่างหูก6)

มีเรื่องของหญิงสาวผู้เป็นธิดาของช่างหูก ผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตนเอง ด้วยการทำตามโอวาทของพระบรมศาสดาที่ทรงสอนให้พุทธบริษัทเจริญมรณานุสสติ นางได้ทำอย่างนั้นต่อเนื่องถึง 3 ปี อานิสงส์นี้ทำให้นางได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เมื่อละโลกไปแล้ว ยังได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

ดังเรื่องมีอยู่ว่า ในสมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จไปเมืองอาฬวี ได้ทรงประทานโอวาทให้มหาชนว่า “ ท่านทั้งหลายจงเจริญมรณานุสสติว่า ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน ความตายของเราแน่นอน เราพึงตายแน่แท้ ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตของเราไม่เที่ยง แต่ความตายเที่ยง เพราะฉะนั้น พวกท่านทั้งหลาย พึงเจริญมรณานุสสติเถิด” เมื่อทรงประทานโอวาทเสร็จ ก็เสด็จกลับวัดเชตวัน

มหาชนครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว บางส่วนก็ปฏิบัติตาม บางส่วนก็ไม่ค่อยนำไปปฏิบัติเท่าที่ควร ยังมัวประมาทในชีวิตเหมือนเดิม ส่วนธิดาของนายช่างหูกคนหนึ่ง นางอายุเพียง 16 ปี แต่ก็มีปัญญาสอนตัวเองได้ นางได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตนเอง เมื่อกลับมาที่บ้านก็ได้ทำการบ้านที่พระพุทธเจ้าทรงประทานให้ ด้วยการเจริญมรณานุสสติอยู่ตลอดเวลา

สามปีต่อมา พระบรมศาสดาเสด็จไปโปรดชาวเมืองอาฬวีอีกครั้งหนึ่ง ธิดาช่างหูกก็มีโอกาสมาเข้าเฝ้า เพื่อฟังพระธรรมเทศนาเหมือนเดิม พระบรมศาสดาตรัสถามเธอในท่ามกลางบริษัทว่า “ กุมาริกา เธอมาจากไหน ? ”

กุมาริกาตอบว่า “ ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”

“ เธอจะไปไหน” “ ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”

“ เธอไม่ทราบหรือ” “ ทราบ พระเจ้าข้า”

“ เธอทราบหรือ” “ ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”

เมื่อธิดาช่างหูกตอบปัญหาเพียงสองคำว่า ทราบกับไม่ทราบเท่านั้น ทำให้มหาชนเกิดความไม่พอใจกันใหญ่ เพราะคิดว่าธิดาช่างหูกพูดเล่นลิ้นกับพระพุทธเจ้า เพื่อจะคลายความสงสัยของมหาชน พระบรมศาสดาจึงตรัสถามต่อไปว่า

“ กุมาริกา เมื่อเรากล่าวว่า เธอมาจากไหน ทำไมเธอจึงตอบว่า ไม่ทราบ”

กุมาริกาผู้มีปัญญาลึกซึ้งได้ทูลตอบว่า “ หม่อมฉันไม่ทราบว่า ตัวเองเกิดมาจากไหน จึงตอบว่า ไม่ทราบ”

พระบรมศาสดาทรงประทานสาธุการว่า “ ดีละ กุมาริกา เธอมีปัญญาแก้ปัญหาที่ตถาคตถามได้ดีแล้ว”

ทรงถามข้อต่อไปว่า “ เมื่อเราถามว่า เธอจะไปไหน ทำไมจึงกล่าวว่า ไม่ทราบ”

กุมาริกาก็ทูลตามที่เข้าใจว่า “ หม่อมฉันจุติจากโลกนี้แล้วไม่ทราบว่า จะไปเกิดในที่ไหน”

ทรงถามว่า “ และเมื่อเราถามว่า เธอไม่ทราบหรือ ทำไมจึงตอบว่าทราบล่ะ”

กุมาริกาทูลตอบว่า “ พระเจ้าข้า หม่อมฉันทราบว่า ตัวเองจะต้องตายอย่างแน่นอน จึงตอบว่าทราบพระเจ้าข้า”

“ แล้วเมื่อตถาคตถามว่า เธอย่อมทราบหรือ ทำไมจึงตอบว่า ไม่ทราบ”

กุมาริกาก็ทูลตอบว่า “ หม่อมฉันทราบแต่เพียงว่าจะต้องตาย แต่ไม่ทราบว่าจะตายเวลาไหน จึงตอบเช่นนั้น พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาทรงชมเชยธิดาช่างหูก ในความเป็นผู้มีใจจดจ่อต่อการเจริญมรณานุสสติ สามารถ ตักเตือนตนเองได้ ไม่มัวรอให้คนอื่นมาคอยจ้ำจี้จ้ำไซ แล้วตรัสเตือนพุทธบริษัทว่า

“ พวกท่านไม่ทราบถ้อยคำที่กุมาริกานี้กล่าว จึงกล่าวตู่ธิดาของเราผู้มีปัญญา”

ดังนั้นแล้วทรงแสดงธรรมเรื่องมรณานุสสติอีกครั้งหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดพระธรรมเทศนา ธิดาของช่างหูกได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ไม่มีความตกต่ำในชีวิตอีกต่อไป แต่เนื่องจากวิบากกรรมเก่าตามมาทัน เมื่อนางเดินทางกลับไปบ้าน เห็นพ่อกำลังนอนหลับอยู่ข้างเครื่องทอหูก นางได้ปลุกพ่อให้ตื่น ฝ่ายพ่อ กำลังนอนหลับเพลิน มือไปกระทบด้ามฟืมอย่างแรง ทำให้ปลายฟืมอีกด้านหนึ่งแทงเข้าที่หน้าอกของนาง อย่างแรง นางล้มลงกับพื้นและสิ้นใจ ณ ที่ตรงนั้นเอง เมื่อละโลกแล้วได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

4.2.2 ผู้เห็นทุกข์ในการเกิด

เราเกิดมาแต่ละภพแต่ละชาติ มีเป้าหมายคือสร้างบารมีให้เต็มเปี่ยม เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย ภายใน อันเป็นสรณะที่แท้จริงของชีวิต ในชีวิตการสร้างบารมีนั้น บางครั้งเราอาจต้องประสบกับปัญหาและอุปสรรคที่ยากต่อการแก้ไข แต่ถ้าเรารู้จักการทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตนเอง มีความอดทน รู้จักยกใจให้สูง ขึ้นอยู่เหนืออุปสรรคทั้งมวล และรักษาใจให้ผ่องใสเป็นปกติ ไม่ยอมรอคอยกำลังใจจากใคร เราก็จะฝ่าฟัน อุปสรรคนั้นไปได้อย่างแน่นอน

ในสมัยพุทธกาล มีลูกชายของพ่อค้าใหญ่คนหนึ่ง มีทรัพย์สมบัติมากมายถึง 400 ล้าน แต่ท่านสอน ตนเอง เป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองได้ คือพิจารณาเห็นความทุกข์ในโลก ทุกข์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา คลอดออกจากครรภ์มารดา ก็พบกับความทุกข์เรื่อยมา ทั้งความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มีความโศกเศร้า เสียใจ คับแค้นใจ ความพรํ่าพิไรรำพัน อะไรต่างๆ เหล่านั้น มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ท่านจึงตัดสินใจจะทำ กองทุกข์ให้หมดสิ้นไป ให้เข้าถึงความสุขอันเป็นอมตะ จึงได้ตั้งใจสละทรัพย์สมบัติทั้งหมด ออกบวชเป็นพระภิกษุ ได้ฉายานามว่า ติสสะ บวชแล้วท่านก็ตั้งอกตั้งใจ ประพฤติดี ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย และก็ได้เจริญสมาธิภาวนาอย่างสมํ่าเสมอทุกวันตลอดมา

จนกระทั่งวันหนึ่งน้องสะใภ้ของท่าน เกิดความโลภครอบงำจิตใจ นางอยากเป็นเจ้าของครอบครอง ทรัพย์สมบัติทั้งหมดในบ้าน และมีความหวาดระแวง เกรงว่าพระเถระจะสึกหาลาเพศออกมาครองเรือน แล้วจะต้องแบ่งทรัพย์สมบัติของนางไป นางจึงว่าจ้างพวกโจรให้ไปฆ่าพระเถระเสีย เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม

พวกโจรพากันสืบถามหาจนไปถึงที่อยู่ของพระเถระ แล้วก็พากันไปล้อมกุฏิของท่านไว้ ท่านเห็นผู้คนมากันมากมาย ก็สอบถามว่า “ พวกท่านเป็นใคร จะไปที่ไหนกันหรือ” พวกโจรตอบว่า “ มีผู้จ้างวาน พวกเรา ให้มาฆ่าท่าน ท่านถูกพวกเราล้อมไว้หมดแล้ว หนีไปไหนไม่รอดหรอก จงยอมตายเสียเถิด”

แม้พระเถระจะรู้ว่าความตายกำลังมาถึง แต่ท่านก็ไม่ได้มีความหวาดหวั่นกลัวตายแม้สักนิดเดียว ท่านมีแต่ความรู้สึกเบื่อหน่าย เอือมระอากับความทุกข์และกิเลสที่จะติดตามไปในภพเบื้องหน้า เพราะตราบใด ที่ยังไม่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ตราบนั้นก็ยังต้องวนเวียนอยู่ในความทุกข์ระทม ท่านจึงได้กล่าวกับ พวกโจรว่า “ อุบาสก อาตมภาพขอเวลาบำเพ็ญสมณธรรมอีกสักคืนเถิด พอถึงเวลาเช้า พวกท่านจะจัดการ กับอาตมภาพอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ” พวกโจรจึงถามกลับว่า “ ถ้าพวกเราผ่อนผันให้กับท่านคืนหนึ่ง ใครจะรับประกันได้ว่า ท่านจะไม่หลบหนีไป”

เพื่อให้พวกโจรมั่นใจว่าท่านจะไม่หนีไปไหน พระเถระจึงเอาก้อนหินใหญ่ ทุบขาทั้งสองข้าง ของตนเองจนกระดูกขาแตก แล้วกล่าวว่า “ พวกท่านวางใจเถิดว่า เราหนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว” ถึงอย่าง นั้น พวกโจรก็ยังล้อมกุฏิของท่านไว้อย่างแข็งขัน ส่วนพระเถระท่านอดทนต่อทุกขเวทนาแสนสาหัสที่เกิดขึ้น และก็รักษาใจไม่ให้มีความโกรธ ทั้งต่อพวกโจร ทั้งต่อผู้ที่ว่าจ้างพวกโจรให้มาฆ่าท่าน ท่านสอนตัวเองว่า ความทุกข์ทรมานที่ท่านได้รับอยู่ ในขณะนี้ เป็นผลมาจากอกุศลกรรมของท่านเองในปางก่อน แล้วท่าน ก็มานึกทบทวนถึงการรักษาศีลของท่าน ทั้ง 227 ข้อ นับตั้งแต่วันที่อุปสมบทมา ได้เห็นศีลที่สะอาด บริสุทธิ์ สว่างใส ดังดวงจันทร์อันปราศจากมลทิน ขณะที่พิจารณาดูดวงศีลอยู่นั้น ท่านได้เกิดปีติแผ่ซาบซ่านไปทั่ว สรรพางค์กาย ท่านข่มปีติได้แล้วเจริญวิปัสสนาต่อไป ในที่สุดก็ได้บรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ในคืนนั้น

เรื่องของพระติสสะเถระผู้สามารถสอนตนเองได้นี้ ถึงแม้ว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ทุกขณะ แต่ท่านก็อดทนต่อความเจ็บปวด และก็ไม่โกรธใครเลย รักษาอารมณ์ให้สงบเยือกเย็นได้ จนในที่สุด ท่านก็ได้บรรลุธรรมดังที่ปรารถนา ฉะนั้นการรู้จักสอนตนเองได้ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ศีล สมาธิ ปัญญา บริบูรณ์มากยิ่งขึ้น

4.2.3 หญิงชราผู้สอนตนให้พ้นชาติ ชรา มรณะ

ความเพียรใดเป็นไปเพื่อพระนิพพาน ความเพียรนั้นเป็นยอดของความเพียร เพราะเป็นสิ่งประเสริฐ ที่นักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลาย ต่างก็สรรเสริญ ผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรที่ดี ต้องให้ความสำคัญกับการทำ ความเพียรเป็นชีวิตจิตใจ เป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจก็ว่าได้ จะปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกระแสโลกนั้นไม่ได้ ต้องให้ชาวโลกเอาเราเป็นเยี่ยงอย่าง คิดที่จะฝึกฝนตนเองทุกรูปแบบ เหมือนการเดินทางไกล ในขณะที่คนอื่น กำลังหลับใหล เราจะตื่นขึ้นจากความหลับ ในขณะที่เขาลุก เราจงเดินก้าวต่อไป เมื่อมีผู้ก้าวตามมา พวกเรา ก็ถึงจุดหมายเรียบร้อยแล้ว อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า เป็นผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตรผู้จะนำความสว่างไสวมาให้แก่โลก

ส่วนความเพียรในการประกอบอาชีพ ทำธุรกิจการงาน หรือการศึกษาเล่าเรียนนั้น เป็นเพียง การช่วยเหลือตัวเอง ให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสะดวกสบายเท่านั้น เป็นภารกิจที่ยังติดข้องอยู่ใน เบญจกามคุณ ยังเกี่ยวข้องอยู่กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ บางครั้งเนื่องจากว่า บางท่านยังมี สติปัญญาไม่สมบูรณ์ ความเพียรพยายามที่ทุ่มเทให้กับสิ่งที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร กลับนำความทุกข์ระทมมาให้ ตัวเอง

แต่การมุ่งขจัดกิเลสอาสวะออกจากใจ ด้วยการหมั่นฝึกฝนใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์หยุดนิ่งนั้น เราจะไม่มีคำว่าผิดหวัง เพราะเราไม่ได้หวังผิด เพียงแต่บางครั้งจำเป็นต้องใช้เวลา และให้โอกาสกับใจของเรา เพราะใจดวงนี้เคยฟุ้งซ่าน ล่องลอยไปในเรื่องภายนอกมาเป็นเวลายาวนาน ถึงคราวจะฝึกให้หยุดนิ่ง จึงต้องค่อยเป็น ค่อยไป เหมือนการโผล่พ้นจากขอบฟ้าของดวงอาทิตย์ในยามเช้า เราจะไปบังคับให้รีบขึ้นหรือขึ้นช้าๆ ก็ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความพอดีอยู่ในตัวของมันเอง เพราะฉะนั้นผลแห่งการทำความเพียรเพื่อเผาผลาญ อาสวกิเลส จะมีสุขเป็นอานิสงส์เสมอ แม้พระบรมศาสดาก็ทรงสรรเสริญ ว่าเป็นผู้มีชีวิตไม่ว่างเปล่าจาก ความดี เหมือนนางพหุปุตติกาเถรี ผู้ไม่ประมาทในชีวิต เร่งรีบทำความเพียร จนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

ดังเรื่องที่ได้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลความว่า7) พระเถรีท่านนี้ เคยเป็นเศรษฐินีมาก่อน มีลูกชาย 7 คน ลูกสาวอีก 7 คน เมื่อลูกๆ เติบโตขึ้นก็ได้แต่งงานมีครอบครัว ต่อมาสามีของนางได้เสียชีวิตลง นางถูกลูกๆ รบเร้าให้แบ่งสมบัติ เศรษฐินีท่านนี้จึงได้แบ่งทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ทั้งหมด ให้กับลูกๆ คนละเท่าๆ กัน โดยที่ไม่ได้ เหลือไว้ให้กับตัวเองเลย เพราะคิดว่า แม้ไม่มีสมบัติติดตัวสักชิ้น ลูกๆ ก็คงช่วยกันอุปัฏฐากดูแลยามแก่ชรา

เนื่องจากนางไม่เคยสอนให้ลูกๆ ไปวัดฟังธรรม หรือสนใจในพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา ไม่ได้สอนให้ลูกรู้จักความกตัญญูต่อบิดามารดา สมัยแรกๆ ลูกแต่ละคนก็ช่วยกันรับหน้าที่ดูแลแม่คนละเดือนหนึ่งบ้าง สองเดือนบ้าง แต่พออยู่นานๆ ไป ลูกแต่ละคนมัวยุ่งกับการทำธุรกิจการงาน ไม่มีเวลาดูแลแม่อย่างเต็มที่ บางครั้งก็พูดจากระทบกระเทียบว่า ทำไมแม่ไม่ไปอยู่บ้านหลังอื่นบ้าง เพราะทรัพย์สมบัติที่แม่มอบให้ ก็ให้เท่าๆ กันมิใช่หรือ แม่ได้ฟังเช่นนั้น ก็รู้สึกขัดเคืองใจ ไม่พอใจที่ลูกว่ากล่าวทำนองไม่ อยากจะดูแลเลี้ยงดู นางจึงต้องไปอาศัยอยู่กับลูกชายคนรอง

เมื่อไปอยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง สมัยแรกๆ ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่พอนานวันเข้า ลูกสะใภ้ก็ดี ลูกเขยก็ดี มักจะพูดจาไม่ไพเราะ มีเจตนาจะให้นางไม่สบายใจ ทั้งไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร เมื่อทนไม่ไหวก็ อำลาลูกๆ คนนี้ ไปอยู่บ้านหลังอื่น แม้ว่านางจะไปอาศัยกับลูกคนไหนก็ตาม ก็จะได้รับคำพูดที่แทงใจเสมอๆว่า

“ คุณแม่แบ่งสมบัติให้ลูกแต่ละคนเท่าๆ กัน ก็ควรจะไปอยู่บ้านหลังอื่นบ้าง เพราะฉันเองก็มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย”

เศรษฐินีท่านนี้ เห็นว่าไม่มีลูกคนไหนที่พอจะพึ่งพิงได้ หรือแม้อยู่ด้วย ก็อยู่เหมือนเป็นภาระของลูกๆ เมื่อลูกแต่ละคนไม่ได้เต็มใจที่จะปรนนิบัติดูแลแม่ นางจึงนึกถึงพระบรมศาสดา เพราะทราบว่า พระพุทธองค์ เป็นผู้มีมหากรุณาต่อสรรพสัตว์ เป็นเหมือนที่พึ่งของคนยาก จึงตัดสินใจไปขอบวชเป็นภิกษุณีในพระพุทธศาสนา

เมื่อได้รับอนุญาตให้บวชเป็นภิกษุณี นางได้มองดูภาพประวัติชีวิตที่ผ่านมา ว่าได้ทำความดีอะไรเอาไว้ เพื่อให้ตัวเองได้ปลื้มอกปลื้มใจบ้าง ก็ไม่ได้เห็นอะไรที่นำความปลื้มปีติมาให้เลย ตัวเองสามารถเลี้ยงลูกตั้ง 14 คน จนเติบโตมีครอบครัวกันหมด แต่ลูกทั้งหมดไม่มีใครสามารถเลี้ยงแม่คนเดียวได้ซักคน จึงคิดสอนตนว่า ในปัจฉิมวัยที่ได้มาพบแสงสว่างแห่งชีวิต คือได้มีโอกาสอันเลิศ ได้บวชในบวรพระพุทธศาสนานี้ นางจะไม่ประมาท เร่งรีบทำความเพียรให้เต็มที่ จะได้ไม่ถูกตำหนิว่า บวชในยามแก่ บวชมาเพื่อขอพึ่งวัด พึ่งพระพุทธศาสนาเท่านั้น จึงตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรมให้ได้บรรลุมรรคผลเร็วที่สุด

เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว หลังจากปัดกวาด ทำความสะอาดเสนาสนะ และทำวัตรปฏิบัติดูแลภิกษุณีผู้เป็น เถระทั้งหลายแล้ว จึงตั้งใจทำสมาธิภาวนาไม่ได้ขาดเลยแม้แต่วันเดียว นางสลัดเรื่องราวทางโลกทั้งหมดมุ่ง รักษาใจให้กลับมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายภายใน ใจไม่วอกแวกกันเลยทีเดียว มีอยู่คืนหนึ่ง นางตั้งใจว่าจะทำ สมณธรรมตลอดคืนยันรุ่ง คือตัดสินใจว่า คืนนี้จะไม่นอนกันหละ บังเอิญว่า คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด นางมองไม่ เห็นอะไรเลย จะเดินจงกรมก็ลำบากเหลือเกิน คืนนั้น นางจึงใช้มือจับเสาไม้ต้นหนึ่ง เดินเวียนเสาไม้ทำ สมณธรรม

ขณะเดินจงกรมแก้ง่วง ก็เอามือจับเสาไม้ไปด้วย เพราะเกรงว่าศีรษะจะกระทบกับต้นไม้หรือสะดุด หกล้ม เพราะนางเป็นคนแก่ชรา จะเดินเหินเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไปก็ไม่ได้แล้ว เดินจงกรมไป ใจก็ตรึกระลึกนึกถึงคำสอนของพระบรมศาสดาไปด้วย แล้วก็พยายามประคับประคองใจให้หยุดนิ่ง คือ ข้างนอกเคลื่อน ไหว ภายในก็หยุดนิ่ง ในขณะที่ใจของนางกำลังหยุดนิ่งอยู่ พระบรมศาสดาซึ่งประทับอยู่ในพระคันธกุฏี ได้เห็นความตั้งใจจริงของนาง จึงแผ่พระรัศมีออกไป เหมือนประทับนั่งอยู่ต่อหน้า แล้วตรัสพระธรรมเทศนาว่า ผู้ใดไม่เห็นธรรมอันยอดเยี่ยม พึงเป็นอยู่ 100 ปี ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นธรรมอันยอดเยี่ยมประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ของผู้นั้น

นางได้ปล่อยใจตามกระแสพระธรรมเทศนา พิจารณาธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดง แล้วดำเนินจิต เข้าสู่กลางของกลางภายในเข้าไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นความอาลัยในโลก ทั้งปวง เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งใจหยุดนิ่ง มีพระนิพพานเป็นอารมณ์อย่างเดียว

สรุป

จากเรื่องราวข้างต้นคือตัวอย่างของผู้ที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตนเอง จึงไม่ประมาทในชีวิต ทำความเพียรอย่างเต็มที่ ผลของความเพียรในการฝึกฝนใจให้หยุดนิ่ง ย่อมมีความสุขเป็นผลเสมอ เพราะฉะนั้นการรู้จักสอนตนเองให้เป็นผู้ไม่ประมาทในวัยและชีวิต จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก “ ไม่มีใครในโลกนี้จะทำหน้าที่ กัลยาณมิตรให้เราได้ดี เท่ากับตัวเราเอง” วันเวลาที่ผ่านไป ก็ให้ความสำคัญทั้งภารกิจและจิตใจไปพร้อมๆ กัน ทางโลกก็ทำงานที่สุจริต ไม่ประกอบมิจฉาวณิชชา ไม่เกียจคร้าน ไม่เอารัดเอาเปรียบ แสวงหาทรัพย์ เพื่อจะได้เอามาหล่อเลี้ยงครอบครัว และมีไว้ทำบุญ ทางธรรมก็หมั่นศึกษาธรรมะของพระบรมศาสดา แล้วมุ่ง สั่งสมบุญ ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่เป็นประจำ เมื่อเราทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตนเอง ได้อย่างสมบูรณ์ที่เรียกว่า บำเพ็ญอัตตหิตประโยชน์แล้ว เส้นทางการทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อโลกซึ่งเป็น ปรหิตประโยชน์ก็จะสมบูรณ์ตามมาด้วย

1) ธัมมัญญสูตร, อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 65 หน้า 236-240.
2) อขันติสูตร, พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต เล่ม 22 หน้า 229.
3) สุมนสูตร, อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต, มก. เล่ม 36 ข้อ 31 หน้า 62.
4) เภสัชชขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, เล่มที่ 7 ข้อ 69 หน้า 114-115.
5) เมฆิยสูตร, อรรถกถาขุททกนิกาย อุทาน, มก. เล่ม 44 หน้า 389.
6) เรื่องธิดาของช่างหูก, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 245-250.
7) เรื่องพระพหุปุตติกาเถรี, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 41 หน้า 505-506.
df101/4.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki