บทที่ 3 หลักธรรมในการเป็นกัลยาณมิตร

เนื้อหา บทที่ 3 หลักธรรมในการเป็นกัลยาณมิตร

  • 3.1 คุณสมบัติของกัลยาณมิตร
  • 3.2 ตัวอย่างประกอบในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร
    • 3.2.1 อุบาสกยอดกัลยาณมิตร
    • 3.2.2 ลูกสะใภ้ยอดกัลยาณมิตร
  • 3.3 วิธีสังเกตผู้ที่ควรคบหาเป็นกัลยาณมิตร
  • 3.4 อานิสงส์การเป็นกัลยาณมิตร
    • 3.4.1 อานิสงส์การเป็นกัลยาณมิตร
    • 3.4.2 ตัวอย่างอานิสงส์ของผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตร

แนวคิด

1.การจะเป็นกัลยาณมิตรที่ดี ต้องรู้จักคุณสมบัติและคุณธรรมของกัลยาณมิตรว่า ควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรอย่างแท้จริง

2.กระทำทุกอย่างล้วนมีผลเกิดขึ้น ทั้งผลดีและผลเสีย ผลบวกและผลลบ การทราบอานิสงส์ของการเป็นกัลยาณมิตร จะทำให้บุคคลอยากเป็นกัลยาณมิตรต่อคนทั้งโลก

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและสามารถอธิบายหลักในการเป็นกัลยาณมิตรได้ถูกต้อง

2.เพื่อให้นักศึกษาได้รู้จักตัวอย่างของผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตร และเกิดความซาบซึ้งในการเป็นกัลยาณมิตรมากยิ่งขึ้น

3.เพื่อให้นักศึกษาสามารถแสดงอานิสงส์ของการเป็นกัลยาณมิตรได้

3.1คุณสมบัติของกัลยาณมิตร

การทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นที่จะต้องฝึกฝนอบรมตนเองให้มีคุณ สมบัติตามคุณธรรมของกัลยาณมิตร 7 ประการ เพื่อให้การทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดกำลังใจในการสั่งสมบุญบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ กัลยาณมิตรถึงจะมีกำลังน้อยแต่ดำรงอยู่ในมิตตธรรม ก็นับได้ว่าเป็นทั้งญาติ เป็นทั้งพวกพ้อง และเป็นทั้งเพื่อนของเรา

การดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มิตรสหายและพวกพ้องบริวารมีส่วนอย่างสำคัญยิ่งที่จะช่วยเหลือสนับสนุนชีวิตของเราให้มีความราบรื่น และสามารถสร้างความดีได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นเราจึงควรผูกมิตรไว้กับทุก ๆ คน ให้มีความรู้สึกว่า เมื่อหันไปรอบทิศก็มีแต่กัลยาณมิตรรอบตัว มิตรที่ดีจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เจริญก้าวหน้า เราจะต้องรู้จักคบหาสมาคม เพื่อประคับประคองกันในการทำความดี เพื่อให้มีชีวิตที่รุ่งโรจน์ถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม เราต้องรู้จักวิธีสังเกตดูคนให้เป็นว่า ผู้ที่เราคบหาสมาคมด้วยนั้นเป็นบุคคลเช่นไร เป็นมิตรเทียมที่มาในรูปของศัตรูในคราบมิตร หรือว่ามิตรแท้ที่สละชีวิตแทนกันได้ ชีวิตเราจะได้ดำเนินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องปลอดภัย พระพุทธองค์ทรงสอนให้รู้จักมิตรแท้เอาไว้ว่า มีลักษณะของผู้ให้ เป็นผู้มีอุปการคุณ คอยป้องกันไม่ให้ได้รับภัยอันตรายใด ๆ ทั้งร่างกายและทรัพย์สิน เมื่อยามมีภัยตกอยู่ในห้วงอันตรายก็ไม่ทอดทิ้งกัน สามารถเป็นที่พึ่งพิงได้ ยินดีให้ความช่วยเหลือ ขอน้อยก็ให้มาก หรือแม้ไม่เอ่ยปากขอก็ให้ด้วยความเต็มใจ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มีเรื่องอะไรก็ไม่ปิด ไม่มีความลับ แต่ให้ความไว้วางใจซื่อสัตย์ต่อกัน

ภิกษุเป็นที่รักใคร่ พอใจ เป็นที่เคารพ ควรสรรเสริญ

ฉลาดพูด อดทนต่อถ้อยคำ พูดถ้อยคำลึกซึ้ง ไม่ชักนำ

ในทางที่ไม่ดี ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในภิกษุใด ภิกษุนั้นเป็น

มิตรแท้ มุ่งอนุเคราะห์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ผู้ประสงค์

จะคบมิตร ควรคบมิตรเช่นนั้น แม้จะถูกขับไล่1)

การดำรงตนบนฐานะของความเป็นกัลยาณมิตรนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก บางคนมัวพร่ำสอนคนอื่น แต่ลืมหันกลับมาพิจารณาดูตัวเองว่ามีคุณสมบัติพอที่จะแนะนำคนอื่นเพียงใด ดังนั้นคุณธรรมของกัลยาณมิตร 7 ประการนี้ เป็นสิ่งที่เราควรศึกษาเอาไว้ หากมีใครมาคบหาสมาคม ก็จะคบหาด้วยน้ำใสใจจริง และตัวเราเองก็จะได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรโดยไม่เก้อเขิน ได้แก่

1.ปิโย แปลว่า น่ารัก หมายถึง เป็นที่สบายใจเมื่อเข้าใกล้ คือเมื่อได้พบเจอครั้งใดก็มีความสุข มีแต่ความสดชื่น แจ่มใส ร่าเริงเบิกบานใจอยู่เป็นนิตย์ ยิ่งได้เข้าใกล้ได้สนทนาพูดคุยด้วยแล้ว ยิ่งสบายใจ ชวนให้ปรึกษาไต่ถาม

การที่กัลยาณมิตรจะมีลักษณะอย่างนี้ได้ จะต้องฝึกกิริยามารยาทให้เรียบร้อย นุ่มนวลสง่างามในทุกอิริยาบถ มีอัธยาศัยดีงาม มีหัวใจของความเอื้อเฟื้อ ชอบให้ความช่วยเหลือ ด้วยตระหนักในคุณค่าของบุญ กัลยาณมิตรที่มีคุณสมบัติข้อนี้ อุปมาเหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ มีความสว่างไสว ชุ่มเย็นชวนมอง เป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งหลาย

2.ครุ แปลว่า น่าเคารพ หมายถึง เป็นผู้ที่อุดมไปด้วยคุณธรรมความดีจนเป็นที่ทราบโดยทั่วไป เมื่อหมู่ญาติได้พบเห็นก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความเคารพด้วยความชื่นชม นอกจากนี้แล้วกัลยาณมิตรยังเป็นผู้วางตนได้อย่างเหมาะสมตลอดเส้นทางการทำหน้าที่กัลยาณมิตร จนทำให้หมู่ญาติทั้งหลายเกิดความมั่นใจ อบอุ่นใจ เชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่า กัลยาณมิตรจะเป็นที่พึ่งที่ปรึกษาได้อย่างแน่นอน

ผู้ที่จะเป็นกัลยาณมิตรได้ดีดังกล่าว จะต้องฝึกตนเองให้มีความพร้อมในการให้คำปรึกษา ตอบปัญหาได้อย่างไม่ติดขัด คำสอนไม่ผิดพลาด วางตนได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการให้เกียรติแก่หมู่ญาติ มีความหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ไม่มีอคติ ลำเอียงเพราะรัก เพราะเกลียด เพราะหลง หรือเพราะกลัว ทำอะไรคงเส้นคงวา โดยเฉพาะเรื่องเวลาและคำพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ครอบครัว แม้ความรับผิดชอบในหน้าที่การงานและการทำหน้าที่กัลยาณมิตร หากกัลยาณมิตรมีทั้งความน่ารักและน่าเคารพก็จะเป็นที่น่าเข้าใกล้ และเป็นที่เกรงใจของกัลยาณมิตรและหมู่ญาติทั้งหลาย

กัลยาณมิตรที่มีคุณสมบัติในข้อนี้ อุปมาเหมือนขุนเขาที่ตระหง่านมั่นคง ไม่มีวันจะล่มสลายเพราะแรงลม เป็นที่พึ่งที่ยึดเกาะได้ทุกเมื่อ

3.ภาวนีโย แปลว่า น่าเทิดทูน หมายถึง ความรู้สึกชื่นชมที่เกิดขึ้นภายใน และอดไม่ได้ที่จะเอาคุณธรรมความดีของกัลยาณมิตรมากล่าวเล่าขาน ให้หมู่ญาติทั้งหลายได้รับฟังอย่างไม่รู้เบื่อ อยากจะชักชวนหมู่ญาติทั้งหลายให้ได้ไปพบเจอ ได้ไปฟังธรรมจากกัลยาณมิตร เพราะเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าหมู่ญาติจะมีปัญหา ยุ่งยาก หนักหนาเพียงใด กัลยาณมิตรย่อมแก้ไขให้ได้หมดทั้งสิ้น

กัลยาณมิตรจะมีลักษณะอย่างนี้ได้จะต้องเพียบพร้อมไปด้วยภูมิปัญญาทางโลก และเต็มเปี่ยมไปด้วยภูมิปัญญาทางธรรม เมื่อจะพูดก็พูดดี เมื่อลงมือทำก็ยิ่งทำได้ดีกว่าที่พูดเสียอีก คุณสมบัติข้อนี้ย่อมทำให้กัลยาณมิตรเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธา คือทั้งน่ารัก น่าเคารพ และน่าเทิดทูน ย่อมจะมีอานิสงส์ต่อการทำหน้าที่กัลยาณมิตรได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเพียงได้ยินก็ทำให้เกิดความประทับใจแล้ว กัลยาณมิตรที่มีคุณสมบัติข้อนี้ อุปมาเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยง โชติช่วงชัชวาล เป็นใหญ่ในท้องฟ้า

4.วัตตาจะ แปลว่า ฉลาดพร่ำสอนให้ได้ผล หมายถึง มีความสามารถพูดโน้มน้าวให้หมู่ญาติหรือคนรอบข้างทำตามในสิ่งที่ดีงาม ชี้แจงพร่ำสอนด้วยความกรุณาปรารถนาดีอย่างจริงใจและต่อเนื่อง จนทำให้หมู่ญาติระลึกนึกถึงในฐานะของผู้มีหัวใจของการเป็นกัลยาณมิตรที่แท้จริง ที่คอยประคับประคองหมู่ญาติและคนรอบข้างให้อยู่ในเส้นทางบุญ แม้จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ง่ายต่อการชักจูงไปสู่หนทางอันเป็นอกุศล กัลยาณมิตรจะมีลักษณะอย่างนี้ได้ จะต้องได้รับการถ่ายทอดและหล่อหลอมจากการเลี้ยงดู โดยมีคุณพ่อคุณแม่หรือบุพการีหรือครูอาจารย์เป็นกัลยาณมิตร ช่วยชี้แนะอบรมถ่ายทอดจนกระทั่งติดเป็นอุปนิสัย

คุณสมบัติข้อนี้ ถึงแม้กัลยาณมิตรจะชี้แนะพร่ำสอนอย่างต่อเนื่อง แต่หมู่ญาติก็สามารถรับรู้ถึงเจตนาอันบริสุทธิ์ที่อยู่เบื้องหลังการอบรมสั่งสอนได้ ไม่รู้สึกรำคาญหรือรังเกียจแต่ประการใด

5.วจนักขโม แปลว่า อดทนต่อถ้อยคำของหมู่ญาติหรือคนรอบข้าง หมายถึง พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถามอยู่เสมอ อดทนฟังได้แม้เรื่องการระบายความทุกข์ ความคับแค้นใจจากสภาพครอบครัว การทำงาน หรือการดำเนินชีวิต หรือคำก้าวร้าวหยาบคายของคนที่ไม่เข้าใจความปรารถนาดี โดยไม่ตอบโต้กลับด้วยความฉุนเฉียวโกรธเคือง กัลยาณมิตรที่จะมีลักษณะอย่างนี้ได้ จะต้องตระหนักถึงสถานะของกัลยาณมิตรที่ตนเองดำรงอยู่ หากขาดความอดทนโดยแสดงอาการโกรธฉุนเฉียวออกไปเสียแล้ว ก็ย่อมทำให้ตนเองต้องแหนงใจในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรที่ไม่สมบูรณ์บนเส้นทางของกัลยาณมิตร

คุณสมบัติข้อนี้ ย่อมทำให้กัลยาณมิตรเป็นศูนย์รวม เป็นที่ยอมรับและคบหาของหมู่ญาติ และมหาชนเป็นอันมาก ทำให้หมู่ญาติยกย่องสมกับการทำหน้าที่กัลยาณมิตร กัลยาณมิตรที่มีคุณสมบัติข้อนี้ อุปมาเหมือนแผ่นดินที่ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะมีของหอมหรือของสกปรกมาราดรดเพียงใด

6.คัมภีรัญจะ กะถัง กัตตา แปลว่า สามารถแถลงเรื่องที่ลึกล้ำ หมายถึง สามารถนำเรื่องที่ยากมาอธิบายให้เห็นภาพพจน์เข้าใจได้ง่าย ทำให้หมู่ญาติทั้งหลายสิ้นความเคลือบแคลงสงสัยในปัญหาเรื่องโลกและชีวิต หรือหัวข้อธรรมะต่าง ๆ มีความเข้าใจจนสามารถนำไปแก้ไขปัญหาที่ประสบอยู่ให้คลายทุกข์ ความกังวลไปสู่ความสุขได้โดยง่าย

กัลยาณมิตรจะมีลักษณะอย่างนี้ได้ แสดงว่าทุกลมหายใจจะต้องมีหมู่ญาติอยู่ในหัวใจ คิดแต่จะแสวงหาความรู้มาถ่ายทอดให้หมู่ญาติเข้าใจได้โดยง่าย นับว่ามีหัวใจของการเป็นกัลยาณมิตรอย่างแท้จริง

คุณสมบัติข้อนี้ ย่อมทำให้กัลยาณมิตรอยู่ในฐานะของผู้จุดประกายความสว่างทางปัญญาแก่หมู่ญาติทั้งหลาย กัลยาณมิตรที่มีคุณสมบัติข้อนี้ อุปมาเหมือนผู้จุดคบเพลิงในที่มืด หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ให้สิ้นความเคลือบแคลงสงสัย พร้อมที่จะเดินไปสู่ หนทางแห่งความสุขอย่างมั่นใจ

7.โน จัฏฐาเน นิโยชะเย แปลว่า ไม่ชักนำไปในทางเสื่อม หมายถึง ประพฤติตนอยู่ในทำนองคลองธรรม ไม่ยอมทำเรื่องที่เป็นความเสื่อม ทั้งในเรื่องการงานครอบครัว และการทำหน้าที่กัลยาณมิตร จนหมู่ญาติทั้งหลายถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ กัลยาณมิตรจะมีลักษณะอย่างนี้ได้ จะต้องมีภูมิปัญญาที่จะแยกแยะออกได้ว่า สิ่งใดถูก-ผิด สิ่งใดชั่ว-ดี สิ่งใดควร-ไม่ควร และเต็มเปี่ยมไปด้วยหิริโอตตัปปะ คือความละอายบาป กลัวบาป ไม่ยอมกระทำความชั่วแม้มีโอกาสหรือในที่ลับตาคน กัลยาณมิตรที่มีคุณสมบัติข้อนี้ อุปมาเหมือนเครื่องชั่งตวงวัดที่มีมาตรฐานคงเส้นคงวา ไม่มีนอก ไม่มีใน ไม่มีเบื้องหน้า ไม่มีเบื้องหลัง

คุณสมบัติทั้ง 7 ประการนี้หากมีอยู่ในบุคคลใด ย่อมทำให้ผู้นั้นเป็นผู้ทรงคุณประโยชน์อันใหญ่แก่ชาวโลก เป็นคนศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจเหนือธรรมชาติ ทำให้คนทั้งโลกรู้สึกเย็นใจแม้อยู่ท่ามกลางแสงแดดอันแผดกล้า ทำให้เห็นความสว่างได้ทั้ง ๆ หลับตา

ผู้ที่จะสามารถทรงคุณสมบัติเหล่านี้ได้จำเป็นต้องมีคุณธรรมพื้นฐาน 3 ประการคือ มีปัญญา มีความกรุณา และมีความบริสุทธิ์รองรับอยู่ การจะได้ปัญญา กรุณา และบริสุทธิ์อย่างครบถ้วน นอกจากจะต้องศึกษาธรรมะให้แตกฉานแล้ว ยังจะต้องหมั่นทำทาน รักษาศีล และฝึกสมาธิภาวนาเป็นประจำ ไม่ยอมว่างเว้นแม้จะมีภารกิจหนักหนาเหนื่อยอ่อนเพียงใดก็ตาม ทำอย่างนี้ได้จึงจะสมกับเป็นกัลยาณมิตรผู้นำสันติสุขให้เกิดขึ้นแก่โลกอย่างแท้จริง

3.2 ตัวอย่างประกอบในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร

การทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้ประสบผลสำเร็จอย่างน่าอัศจรรย์นั้น นักศึกษาควรศึกษาหัวข้อธรรมต่าง ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเล่า เพื่อน้อมนำใจผู้เป็นเจ้าของบุญให้เกิดปีติและศรัทธามั่นคงในการสร้างบุญสำหรับตนเอง และการทำหน้าที่กัลยาณมิตรผู้นำบุญให้แก่ผู้อื่น

ตัวอย่างประกอบในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรที่เลือกนำมาแสดงเป็นตัวอย่างเหล่านี้ นักศึกษาควรหาโอกาสศึกษาเพิ่มเติม จดจำทำความเข้าใจ และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนใจและตอกย้ำในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรของนักศึกษาเอง และน้อมนำใจผู้ฟังให้เกิดศรัทธาและปีติใจ เลื่อมใสในมหาบุญกุศลที่บังเกิดขึ้นอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งนี้เพื่อให้การทำหน้าที่กัลยาณมิตรผู้นำบุญสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

3.2.1 อุบาสกยอดกัลยาณมิตร

อุบาสกยอดกัลยาณมิตร2)

ในอดีตกาลสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มีคณะทานบดีช่วยกันรับเป็นเจ้าภาพจัดภัตตา หารถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกถึง 2 หมื่นรูป

หลังจากที่เสร็จภัตกิจแล้ว พระบรมศาสดาตรัสอนุโมทนาทานว่า

“ บุคคลบางคนในโลก ทำทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นทำทาน เขาย่อมได้โภคทรัพย์สมบัติ แต่ไม่ได้บริวารสมบัติในสถานที่ที่ตนเกิด

บุคคลบางคนในโลก ไม่ทำทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่นทำทาน เขาย่อมได้บริวารสมบัติ แต่ไม่ได้โภคทรัพย์สมบัติในสถานที่ที่ตนเกิด

บุคคลบางคนในโลก ทำทานด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นทำทาน เขาย่อมได้ทั้งโภคทรัพย์สมบัติ และบริวารสมบัติในสถานที่ที่ตนเกิด

บัณฑิตคนหนึ่งได้ฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา มีหัวใจของความเป็นกัลยาณมิตร คิดจะทำหน้าที่กัลยาณมิตร เพราะปรารถนาสมบัติทั้งสอง จึงออกทำหน้าที่กัลยาณมิตรชักชวนหมู่ญาติให้ร่วมกันรับเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารแด่พระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระสาวก 2 หมื่นรูป หมู่ญาติทั้งหลายต่างรับบุญเต็มกำลังของตน คนละ 10 รูปบ้าง 20 รูปบ้าง 100 รูปบ้าง 500 รูปบ้าง เต็มกำลังศรัทธาของตน

บัณฑิตกัลยาณมิตรได้ทำหน้าที่ด้วยความร่าเริงมาตลอด จนได้มาพบกับมหาทุคตะผู้ยากจนเข็ญใจคนหนึ่ง ด้วยมหากรุณาจึงได้เข้าไปเชิญชวนมหาทุคตะให้ร่วมรับเป็นเจ้าภาพบ้าง มหาทุคตะก็ตอบว่า

“ การถวายภัตตาหารพระเป็นเรื่องของคนมีทรัพย์ สำหรับผมแม้ข้าวจะเลี้ยงท้องให้อิ่มในวันพรุ่งนี้ยังไม่มีเลย ผมเป็นคนหาเช้ากินค่ำ จะให้ผมถวายภัตตาหารพระได้อย่างไร”

กัลยาณมิตรมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดี และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในการชี้แนะ จึงได้กล่าวตอบไปว่า

“ เพื่อนยาก คนทั่วไปกินอาหารอย่างดี นุ่งผ้าประณีต มีบ้านเรือนสวยงามใหญ่โต ส่วนท่าน รับจ้างทำงานตลอดทั้งวัน แม้อาหารที่พอจะประทังชีวิตยังไม่มี ท่านไม่ได้คิดเลยหรือว่า เป็นเพราะไม่ได้สะสมทานกุศลมาในอดีตนั่นเอง”

มหาทุคตะยืนนิ่งด้วยความสลดใจ จึงตัดสินใจรับเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารพระ 1 รูป แล้วรีบขวนขวายเร่งทำงาน เพื่อให้ได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นพอสำหรับเลี้ยงครอบครัวของตนเองและถวายพระอีก 1 รูป

ครั้นถึงวันรุ่งขึ้น บัณฑิตกัลยาณมิตรนิมนต์พระไปตามบัญชีเจ้าภาพที่บันทึกไว้จนหมด มหาทุคตะมาหาบัณฑิตกัลยาณมิตรเพื่อรับพระไปถวายภัตตาหาร ปรากฏว่าบัณฑิตกัลยาณมิตรลืมบันทึกการเป็นเจ้าภาพของมหาทุคตะ มหาทุคตะราวกับถูกทำร้ายที่ท้องด้วยหอก ร้องไห้สองมือปิดหน้า น้ำตาไหลพราก อุทานว่า

“ ท่านชวนเราแล้วเมื่อวาน เราและภรรยารับจ้างทำงานตลอดทั้งวันเพื่อค่าจ้างวันนี้ เที่ยวจัดเตรียมภัตตาหารแต่เช้าตรู่ ขอพระให้แก่เราสักรูปเถิด”

บัณฑิตกัลยาณมิตรเกิดความละอายใจ เพราะว่าพระทั้งหมดได้นิมนต์ไปตามเจ้าภาพจนหมด แล้วนึกถึงหนทางสุดท้าย จึงแนะนำให้มหาทุคตะไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่พระคันธกุฎี ซึ่งรายล้อมด้วยพระราชาและราชกุมารทั้งหลาย ที่รอรับบาตรของพระบรมศาสดาอยู่ มหาทุคตะเดินไปที่พระคันธกุฎี ผ่านไปในท่ามกลางพระราชาและราชกุมาร ก็ถูกทักท้วงขึ้นว่า นี้ยังไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะมารับเดนอาหาร เนื่องจากเคยเห็นมหาทุคตะกินเศษอาหารในวันก่อน ๆ

มหาทุคตะซบศีรษะลงที่ธรณีประตูพระคันธกุฎี กราบทูลว่า

“ ผู้ที่ยากจนกว่าข้าพระองค์ในเมืองนี้ไม่มี ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

พระบรมศาสดาทรงเปิดพระทวารพระคันธกุฎี ทรงนำบาตรประทานในมือของมหาทุคตะ เขาเหมือนได้สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าแผ่นดินและราชกุมารต่างทรงแลดูพระพักตร์ซึ่งกันและกัน แม้พระราชาจะขอซื้อบาตร3) ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง มหาทุคตะก็ไม่ยอมมอบบาตรของพระบรมศาสดาให้ เขาเดินนำพระบรมศาสดาไปถึงกระท่อมของตนแล้วจึงถวายภัตตาหาร

เมื่อพระบรมศาสดาเสร็จภัตกิจ4)แล้ว ทรงทำการอนุโมทนา พอพระองค์เสด็จลุกจากอาสนะ ทันใดนั้นฝนรัตนะทั้ง 7 ประการ ได้ตกลงมาจากอากาศเต็มไปทั่วเรือนของมหาทุคตะ พระราชาตรัสสั่งให้ขนทรัพย์มากองที่ลานหน้าพระราชวัง ในที่สุดก็แต่งตั้งให้มหาทุคตะเป็นเศรษฐีประจำเมือง ตั้งแต่นั้นมาเขาทำบุญตลอดอายุ ครั้นตายแล้วได้ไปบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติอยู่ตลอดหนึ่งพุทธันดร

ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าพระสมณโคดมของเรานี้ มหาทุคตะบังเกิดในตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตร พออายุได้ 7 ขวบมีศรัทธาออกบวช และได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในกาลต่อมาไม่นาน ด้วยบุญที่ได้สั่งสมมาดีแล้ว เพราะอาศัยจิตใจที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดีของบัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร ที่ได้ชักชวนเขาไว้ในกาลก่อน ดังนั้นจึงมีพุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า

การได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ก็ด้วยอานุภาพของบุญ

การเข้าถึงความเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ก็ด้วยอานุภาพของบุญ

การเข้าถึงความเป็นกษัตริย์หรือพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ด้วยอานุภาพของบุญ

แม้การเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสหรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ด้วยอำนาจของบุญ

บุญจึงเป็นต้นเหตุแห่งความสุข และความสำเร็จตามความปรารถนาทั้งปวง5)

3.2.2 ลูกสะใภ้ยอดกัลยาณมิตร

ลูกสะใภ้ยอดกัลยาณมิตร6)

ในสมัยพุทธกาล ณ เมืองอุคคะ มีเศรษฐีท่านหนึ่งชื่อว่า อุคคะ เป็นเพื่อนสนิทของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนหนังสือด้วยกัน วันหนึ่งท่านทั้งสองได้ตกลงกันว่า ภายภาคหน้าเมื่อเราทั้งสองเจริญวัยมีครอบครัวและมีบุตรธิดาแล้ว หากผู้ใดขอลูกสาวเพื่อลูกชายตน ผู้นั้นก็ต้องให้ลูกสาว เมื่อทั้งสองเรียนจบแล้วต่างก็ได้แยกย้ายกันไปครองตำแหน่งเศรษฐีอยู่ในเมืองของตน

ต่อมาอุคคเศรษฐีได้เดินทางไปยังเมืองสาวัตถีด้วยเกวียน 500 เล่ม เพื่อทำการค้าขาย พออนาถบิณฑิกเศรษฐีทราบข่าวการมาของสหาย จึงเรียกนางจูฬสุภัททาผู้เป็นธิดาของตนมาแล้วสั่งว่า “ ลูกเอ๋ย บิดาของเจ้าชื่ออุคคเศรษฐี ได้เดินทางมายังเมืองของเราแล้ว กิจที่สมควรทำแก่เขา พ่อขอมอบให้เป็นหน้าที่ของลูกก็แล้วกัน” นางรับคำแล้วก็ได้จัดโภชนะรสเลิศด้วยมือของตนเอง แล้วยังได้ตระเตรียมสิ่งของต่าง ๆ มีพวงดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ เป็นต้น ไว้ต้อนรับ เวลาที่ท่านเศรษฐีนั้นบริโภค ก็จัดแจงน้ำสำหรับอาบไว้คอย พอท่านเศรษฐีไปอาบน้ำ ก็ทำภารกิจทุกอย่างจนสำเร็จเรียบร้อยไม่มีที่ติเตียน

อุคคเศรษฐีได้เห็นกิริยามารยาท และการเอาใจใส่ในหน้าที่การงานของนางแล้ว ก็เกิดความพออกพอใจยิ่งนัก จึงได้นั่งสนทนากับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้เป็นสหาย ปรารภถึงความหลังครั้งยังเป็นหนุ่ม และกติกาที่ได้ตกลงกันเอาไว้ ก็เลยสู่ขอนางจูฬสุภัททาให้เป็นภรรยาของบุตรชายตน โดยปกติแล้วอุคคเศรษฐีเป็นมิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิด ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเหมือนอย่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

ดังนั้นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงนำเรื่องนี้เข้าไปกราบทูลให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งการบรรลุธรรมของอุคคเศรษฐีจึงทรงอนุญาต ท่านเศรษฐีก็กลับมาบอกภรรยา แล้วก็ได้ให้คำตอบแก่อุคคเศรษฐี ในที่สุดก็ได้จัดงานดุจงานวิวาห์ที่ธนัญชัยเศรษฐีจัดให้นางวิสาขาผู้เป็นธิดา

ในวันที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจะส่งลูกสาวไปนั้น ได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์โดยมีพระพุทธองค์เป็นประมุขแล้วได้ส่งธิดาไปด้วยสักการะอันยิ่งใหญ่ มหาชนพร้อมกับตระกูลของสามีในเมืองอุคคนครก็ได้ทำการต้อนรับนาง เมื่อนางจูฬสุภัททาไปถึง นางก็ได้แสดงตนแก่ชาวนครทั้งสิ้นเหมือนนางวิสาขา ทำสิริสมบัติของตนให้ปรากฏต่อสายตาชาวเมือง โดยยืนอยู่บนรถพร้อมเครื่องประดับที่วิจิตรสวยงามประมาณค่ามิได้เข้าสู่นคร นางได้รับเครื่องบรรณาการที่ชาวนครส่งมาให้แล้ว ได้ทำการตอบแทนชาวนครทั้งหลายด้วยการส่งวัตถุสิ่งของตามสมควร

ในวันอันเป็นมงคลวันหนึ่ง อุคคเศรษฐีตั้งใจจะทำสักการะแก่พวกชีเปลือย จึงบอกให้นางจูฬสุภัททามาไหว้ชีเปลือยเหล่านั้น เมื่อนางจูฬสุภัททาเห็นแล้วก็ไม่อาจมองดูได้ และไม่ปรารถนาจะเข้าไปหา เศรษฐีได้ส่งคนไปตามหลายครั้ง ก็ถูกนางปฏิเสธกลับมา จนกระทั่งเศรษฐีโกรธแล้วพูดขึ้นว่า พวกเจ้าจงไล่นางไปเสียให้พ้นบ้าน นางจูฬสุภัททาคิดว่า 'ไม่มีเหตุผลเลยที่พ่อสามีจะทำอย่างนี้' จึงให้คนเรียกกุฎุมพี 8 คนมาตัดสิน

เมื่อกุฎุมพีทราบว่านางไม่มีความผิดจึงบอกให้เศรษฐียอมความเสีย เมื่อเป็นเช่นนั้นเศรษฐีก็พูดกับภรรยาว่า “ ลูกสะใภ้คนนี้ไม่ยอมไหว้สมณะของเรา ด้วยเข้าใจว่าท่านเหล่านี้ไม่มีความละอาย” แต่ภรรยาของเศรษฐีกลับคิดว่า 'แล้วสมณะของลูกสะใภ้นี้เป็นเช่นไรหนอ นางถึงสรรเสริญคุณของสมณะของตนเหลือเกิน' จึงให้คนเรียกนางมา แล้วได้ถามถึงลักษณะ สีลาจารวัตรของสมณะที่นางเคารพนับถือว่าเป็นอย่างไร

นางจูฬสุภัททาเมื่อจะประกาศคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ จึงกล่าวว่า

“ พระสมณะของดิฉันนั้น ท่านเป็นผู้มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ท่านเดินยืนเรียบร้อย มีจักษุทอดลงตํ่า พูดก็พอประมาณ กายกรรมของท่านสะอาด วจีกรรมไม่มัวหมอง มโนกรรมหมดจดดี

ท่านไม่มีมลทินคืออุปกิเลสทั้งหลาย มีรัศมีดุจแก้วมุกดา บริสุทธิ์ทั้งภายในและภายนอก เต็มเปี่ยมแล้วด้วยคุณธรรม ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ แม้โลกจะฟูขึ้นเพราะลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือจะฟุบลงเพราะเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา หรือมีความทุกข์เข้าครอบงำ ท่านก็เป็นผู้มีใจปกติสม่ำเสมอ ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมเหล่านั้นเลย สมณะของดิฉันเป็นอย่างนี้”

เมื่อนางจูฬสุภัททากล่าวสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยให้ฟังโดยย่อแล้ว แม่สามีก็พูดกับนางว่า “ ถ้าอย่างนั้น เธอจะเชิญท่านเหล่านั้นมาให้ฉันเห็นได้หรือเปล่า” นางจึงตอบว่า “ ได้คุณแม่” จากนั้นจึงจัดเตรียมมหาทานอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เสร็จแล้วได้ยืนอยู่บนปราสาทชั้นบน หันหน้าไปทางวัดพระเชตวัน ระลึกถึงพระพุทธคุณ ทำการสักการะด้วยของหอมดอกไม้และธูปเทียนด้วยความเคารพ แล้วทูลอาราธนาว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอกราบนิมนต์พระองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เพื่อฉันภัตตาหารเช้าในวันรุ่งขึ้น ด้วยสัญญาณของหม่อมฉันนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเถิดว่า พระองค์เป็นผู้อันหม่อมฉันนิมนต์ไว้แล้ว”

เมื่อทูลอาราธนาเสร็จแล้วก็ได้โปรยดอกมะลิ 8 กำขึ้นไปในอากาศ ดอกไม้เหล่านั้นได้ลอยไป รวมตัวกันเป็นเพดานตาข่ายกลางอากาศ เบื้องบนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้กำลังแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัททั้ง 4 นั่นเอง

เมื่อพระธรรมเทศนาจบแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีซึ่งได้มาฟังธรรมด้วย ก็ได้ทูลนิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น แต่พระพุทธองค์ก็ตรัสบอกว่า ได้รับนิมนต์จากนางจูฬสุภัททาแล้ว ฝ่ายเศรษฐีจึงกราบทูลว่า

“ นางจูฬสุภัททานั้นอยู่ไกลตั้ง 120 โยชน์ นางจะมานิมนต์พระองค์ได้อย่างไร”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ ดูก่อนคฤหบดี สัตบุรุษทั้งหลาย แม้อยู่ในที่ไกล ย่อมปรากฏอยู่ในที่ใกล้ เหมือนยืนอยู่เฉพาะเบื้องหน้า” แล้วได้ตรัสพระคาถาว่า “ สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมปรากฏในที่ไกลเหมือนภูเขาหิมพานต์ ส่วนอสัตบุรุษย่อมไม่ปรากฏในที่นี้ เหมือนลูกศรที่ถูกยิงไปในยามราตรีฉะนั้น”

วันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระขีณาสพ ก็ได้เสด็จไปฉันภัตตาหารตามที่นางจูฬสุภัททานิมนต์ ยังความปลาบปลื้มปีติยินดี และความเลื่อมใสให้บังเกิดขึ้นแก่ครอบครัวของอุคคเศรษฐีเป็นอย่างมาก ในที่สุดทุกคนก็ได้บรรลุธรรมาภิสมัย

3.3 วิธีสังเกตผู้ที่ควรคบหาเป็นกัลยาณมิตร

การเลือกคบคนเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิต เพราะสามารถนำอนาคตของเรารุ่งโรจน์หรือตกต่ำได้ พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า การไม่คบหาสมาคมกับคนพาลเป็นมงคลของชีวิต เพราะคนพาลมักคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดีเป็นปกติ ชอบชักนำไปในทางที่ผิด ผู้ที่เข้าใกล้จึงมักมีความคิดเห็นผิดตามไปด้วย ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต จึงจำเป็นต้องหลีกให้ห่างไกลจากคนพาล

บัณฑิตในกาลก่อนเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ แม้ชมพูทวีปจะไร้ซึ่งคนดี ก็อย่าพึงคบกับคนพาลเลย จงห่างไกลเหมือนคนหลีกหนีอสรพิษร้าย เพราะคนพาลย่อมนำแต่ความวิบัติมาให้ อกุศลทั้งมวลเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยคนพาล การคบกับคนพาลจึงมีแต่นำทุกข์มาให้โดยส่วนเดียว”

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า

“ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบด้วยองค์ 7 ประการ คือ 1. มิตรผู้ให้ของที่ให้ได้ยาก 2. รับทำกิจที่ทำได้ยาก 3. อดทนถ้อยคำที่อดใจได้ยาก 4. บอกความลับของตนแก่เพื่อน 5. ปิดความลับของเพื่อน 6. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ 7. เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติก็ไม่ดูหมิ่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบด้วยองค์ 7 ประการนี้แล”7)

จากพุทธวจนะเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า การจะคบใครสักคน ไม่ใช่คบตามใจชอบ แต่ต้องให้ชอบธรรมด้วย ตามหลักทั่วไปถือว่า คบคนเช่นไร ย่อมเป็นเหมือนบุคคลนั้น ดังนั้นเมื่อต้องการคบมิตรสักคน มีใครสักคนเป็นเพื่อนนั้น เราต้องรู้จักสังเกต ใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบ “ ผู้มีปัญญา ไม่พึงคบคนชั่วเป็นมิตร ไม่พึงคบบุรุษผู้ต่ำทราม พึงคบหากัลยาณมิตร พึงคบบุรุษผู้สูงสุด”

คำว่า “ มิตรแท้หรือเพื่อนแท้” นี้ เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ปรารถนา บางคนมีเพื่อนพ้องมิตรสหายมากมาย มีทั้งเพื่อนเรียน เพื่อนกิน เพื่อนดื่ม เพื่อนเที่ยว แต่จะหาเพื่อนที่มีคุณสมบัติดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น หายากเหมือนกัน ฉะนั้นคำว่า “ มิตรแท้” ดูเหมือนเป็นถ้อยคำที่ฟังง่าย ๆ แต่หาพบได้ยาก เพราะมิตรแท้จริง ๆ นั้น คือผู้ที่เมื่อเราคบหาสมาคมด้วยแล้ว นำแต่ประโยชน์สุขมาให้อย่างเดียว เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ ไว้วางใจได้ คือถ้าวางใจในบุคคลนั้นแล้วเป็นไม่ผิดหวัง

มิตรแท้มีอยู่ 4 ประเภท คือ

1.มิตรมีอุปการะ ตั้งแต่รักษาเพื่อนไม่ให้ประมาท รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาท เมื่อมีภัยก็เป็นที่พึ่งพำนักได้ เมื่อเพื่อนเดือดร้อนในเรื่องเงินทองก็ไม่ทอดทิ้ง มีแต่เพิ่มทรัพย์ให้หลาย ๆ เท่า

2.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านกล่าวว่าเป็นมิตรแท้เหมือนกัน ใครคบหาด้วยก็มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต มีความจริงใจต่อกัน บอกความลับแก่เพื่อน และก็ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้คนอื่นรู้ เมื่อถึงคราวคับขันมีอันตรายเกิดขึ้นก็ไม่ละทิ้งกัน แม้ชีวิตก็ยอมสละได้ โบราณถึงกล่าวว่า “ เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” จะรู้ว่าเป็นมิตรแท้หรือไม่แท้ก็ดูกันตรงนี้แหละ

3.มิตรแนะประโยชน์ คือ ห้ามเพื่อนจากความชั่ว ให้ตั้งอยู่ในความดี ให้เพื่อนได้ฟังแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นสิริมงคลและก็บอกทางสวรรค์ให้

4.มิตรมีความรักใคร่ มีลักษณะคือ ไม่ยินดีในความล้มเหลวของเพื่อน เมื่อเพื่อนประสบความเจริญรุ่งเรืองก็ยินดีปรีดาและเป็นพวกพ้องกัน ห้ามปรามคนที่มากล่าวโทษของเพื่อน และก็สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน

3.4 อานิสงส์การเป็นกัลยาณมิตร

มิตรใดที่จะประเสริฐกว่ากัลยาณมิตรนั้นไม่มี เพราะว่ากัลยาณมิตรคือผู้สร้างสันติสุขให้แก่โลก เป็นผู้นำญาติมิตรในการสร้างความดี ด้วยการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เป็นผู้ติดตามรักษาสมบัติให้แก่หมู่ญาติ โดยการชักชวนให้ทำทาน เป็นการเปลี่ยนโลกียทรัพย์หรือทรัพย์ภายนอก ให้เป็นอริยทรัพย์หรือทรัพย์ภายในคือบุญ ที่โจรหรือภัยธรรมชาติไม่อาจลักพาหรือทำลายได้ และสามารถนำติดตัวไปได้ทุกภพทุกชาติ อีกทั้งยังสนับสนุนให้ปฏิบัติธรรมด้วยการรักษาศีล 5 ศีล 8 ชักชวนให้นั่งสมาธิ เจริญภาวนา จนสามารถทำใจสงบหยุดนิ่ง เข้าถึงนิพพานได้โดยง่าย

กัลยาณมิตร คือ ผู้นำหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปจุดในดวงใจของชาวโลกให้สว่างไสวด้วยแสงธรรม อันจะนำชีวิตไปสู่หนทางอันประเสริฐ ได้พบกับความสุขอันเป็นอมตะนิรันดร์ อานิสงส์ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตร จึงจะเป็นผู้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตไปทุกภพทุกชาติ มีความไม่ต่ำเป็นธรรมดา มีโอกาสที่จะได้เวียนวนอยู่ในสุคติภูมิเท่านั้น

3.4.1 อานิสงส์การเป็นกัลยาณมิตร

อานิสงส์การเป็นกัลยาณมิตร8)

1.ย่อมได้เกิดในสถานที่ที่รุ่งเรืองด้วยศีล สมาธิ ปัญญา

2.ย่อมมีบุตรภรรยา ตลอดจนบริวารชนที่ตั้งอยู่ในโอวาท

3.ย่อมเป็นผู้มีเสน่ห์ เป็นที่รักนับถือของมหาชน

4.ย่อมเป็นผู้มีความทรงจำดี ปฏิภาณว่องไว และปัญญาดี

5.ย่อมมีอาชีพและกิจการเป็นหลักฐานมั่นคงตลอดไป

6.ย่อมปลอดภัยจากอัคคีภัย โจรภัย อุทกภัย ราชภัย และศัตรูหมู่พาลทั้งหลาย

7.ย่อมเป็นผู้มีร่างกายแข็งแรง สมส่วน สง่างาม มีอำนาจมาก

8.ย่อมมีจิตใจมั่นคง เข้มแข็ง อดทน มีเหตุผล ไม่หวั่นไหวในโลกธรรม9)

9.ย่อมไปบังเกิดในสวรรค์ เมื่อยังไม่หมดกิเลส

10.ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย

บัณฑิตในกาลก่อนได้สอนลูกชายก่อนออกจากบ้านว่า “ ความฉิบหายย่อมขยายวงกว้างออกไป เมื่อคบหากับคนพาลมากไป จงอย่าได้สังคมกับคนพาลเลย เพราะการอยู่ร่วมกับคนพาลมีแต่ทุกข์ร่ำไป เหมือนการอยู่ร่วมกับศัตรูนั่นแหละ”

การเลือกคบคนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเราคบคนดี ชีวิตของเราก็จะดี มีความเจริญรุ่งเรือง อุปนิสัยที่ดี ๆ จะเกิดขึ้น เพราะคนดีหรือบัณฑิตจะคอยแนะนำสิ่งที่ถูกต้องดีงามเสมอ แต่ถ้าเราหลงไปคบกับคนพาลคนชั่ว ชีวิตจะหมองมัวตกต่ำ พบแต่ความเดือดร้อนทุกข์ยากลำบาก บางครั้งอาจทำให้เราต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต เพราะคนพาลจะแนะนำแต่สิ่งที่ผิดศีล ผิดธรรม เพียงเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเพียงฝ่ายเดียว โบราณจึงกล่าวเตือนไว้ว่า “ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล”

นรชนใดห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้ใบหญ้าคาของนรชนนั้น ก็ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไปฉันใด การเข้าไปเสพคนพาล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน นรชนใดห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ของนรชนนั้น ก็ย่อมหอมฟุ้งไปฉันใด การเข้าไปเสพนักปราชญ์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นบัณฑิตรู้ความเปลี่ยนแปลงของตน ดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่ควรเข้าไปเสพอสัตบุรุษ ควรเสพแต่สัตบุรุษ ด้วยว่าอสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมพาให้ถึงสุคติ10)

บัณฑิต คือ คนที่มีใจผ่องใสอยู่เสมอ มีความเห็นถูกต้อง รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป ดำเนินชีวิตด้วยสติและปัญญา ทั้งสอนตนเองได้และสอนผู้อื่นได้ ใครไปคบหาสมาคม ก็จะได้รับการชักนำให้ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี ปิดประตูอบายภูมิ และนำทางไปสู่สุคติโลกสวรรค์ได้ การคบบัณฑิตจะทำให้เราได้รับการถ่ายทอดความรู้และคุณธรรม ทำให้เราพลอยเป็นบัณฑิต ดำรงชีวิตอยู่ด้วยศีล สมาธิ ปัญญาไปด้วย เปรียบเสมือนใบไม้ที่ห่อหุ้มของหอม ซึ่งจะพลอยหอมตลบอบอวลไปด้วยฉะนั้น การคบบัณฑิตจึงเป็นมงคลอย่างยิ่ง จะทำให้ชีวิตของเราประสบแต่ความสุขความเจริญ

3.4.2 ตัวอย่างอานิสงส์ของผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตร

ตัวอย่างอานิสงส์ของผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตร11)

ในสมัยพุทธกาล สันตติมหาอำมาตย์ได้ฟังธรรมเพียงบทเดียว ก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์พร้อมทั้งปฏิสัมภิทา 4 ตั้งแต่เป็นคฤหัสถ์ ท่านระลึกชาติไปดูว่าได้ทำความดีอะไรไว้ ถึงบรรลุธรรมได้อย่างง่าย ๆ ชนิด สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ปฏิบัติสะดวกและตรัสรู้ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อระลึกชาติไปดูก็ทราบว่า ในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ท่านบังเกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิในพันธุมดีนคร เมื่อทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก จึงอยากจะให้มหาชนได้รู้จักสั่งสมบุญข้ามภพข้ามชาติ อยากให้เขามาฟังธรรม จะได้มีพระรัตนตรัยภายในเป็นที่พึ่ง

คิดแล้วก็ออกจากบ้านด้วยเท้าเปล่า ไม่มีใครชักชวนหรือบังคับ แต่ที่ทำไปเพราะเห็นว่าเป็นบุญสำหรับตัวเอง และเป็นประโยชน์ใหญ่ต่อเพื่อนร่วมโลก จึงได้เที่ยวชักชวนมหาชนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ให้ทำบุญกุศลกัน ท่านได้ป่าวประกาศว่า “ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ขอพวกท่านได้มาทำบุญกุศลกันเถิด จงสมาทานอุโบสถศีล ถวายทาน และหาโอกาสไปฟังธรรมกันเถิด รัตนะอย่างอื่นที่จะประเสริฐเหมือนกับพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ไม่มีอีกแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงทำสักการบูชาพระรัตนตรัยกันเถิด”

พระเจ้าพันธุมะผู้เป็นพระพุทธบิดา เมื่อสดับเสียงของเด็กหนุ่มคนนั้น ก็รับสั่งให้เรียกมาเข้าเฝ้า ตรัสถามว่า “ พ่อหนุ่มน้อย เธอเที่ยวทำอะไรหรือ” เมื่อทรงทราบว่า เด็กหนุ่มนี้กำลังเดินเที่ยวประกาศคุณของพระรัตนตรัย ชักชวนมหาชนให้สั่งสมบุญกุศลก็ทรงอนุโมทนาบุญด้วย พระองค์ทรงเห็นว่า การไปทำหน้าที่ทรงเกียรติอย่างนี้ เดินไปด้วยเท้าเปล่าคงลำบากมาก จึงพระราชทานม้าที่ฝึกอย่างดีเป็นยานพาหนะ

เมื่อเด็กหนุ่มได้รับพระราชทานม้าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติ ก็เกิดกำลังใจ ออกทำหน้าที่ทุกวันมิได้ขาด ทั้งยังทำหน้าที่กัลยาณมิตรแผ่กว้างออกไปได้ไกลกว่าเดิมอีก พระราชาทราบว่า หนุ่มน้อยนี้ยังคงทำหน้าที่กัลยาณมิตรด้วยความเบิกบาน จึงรับสั่งให้มาเฝ้าอีกเป็นครั้งที่ 2 ทรงรับสั่งว่า “ ม้าก็ยังไม่เหมาะสมสำหรับผู้มีใจสูงส่งอย่างเธอ” ว่าแล้วก็พระราชทานรถที่เทียมด้วยม้าสินธพ 4 ตัวเป็นพาหนะคู่ใจ จะได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรได้อย่างสะดวกสบาย

ผลแห่งการทำหน้าที่กัลยาณมิตรชักชวนคนให้ทำความดีครั้งนั้น ทำให้มีมหาชนทั้งใกล้และไกลได้พบเส้นทางสายกลาง ได้รู้จักทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เมื่อได้รับฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บรรลุธรรมกันเป็นจำนวนมาก ส่วนหนุ่มน้อยท่านนี้ ได้รับพระราชทานทรัพย์สมบัติและเครื่องประดับเป็นอันมาก และได้รับพระราชทานช้าง 1 เชือกเป็นพาหนะในการสร้างบารมี

ท่านได้ประดับเสื้อผ้าอาภรณ์ทุกอย่าง นั่งบนคอช้าง ทำการป่าวร้องให้มหาชนเห็นคุณค่าของพระรัตนตรัยอยู่นานถึงแปดหมื่นปี เมื่อละโลกไปแล้ว ทำให้ได้ไปสู่สุคติสวรรค์ มีวิมานใหญ่โตโอฬาร รัศมีกายสว่างไสว และที่พิเศษคือ มีกลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากกายของท่าน กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก มีกลิ่นปากหอมทุกภพทุกชาติ เพราะผลบุญที่ได้ทำหน้าที่บอกข่าวอันเป็นสิริมงคล เพื่อให้ทุกคนมาฟังธรรม และเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัว ภพชาตินี้ทำให้ท่านได้บรรลุธรรมหมดกิเลส เป็นพระอรหันต์ รู้แจ้งเห็นแจ้ง แทงตลอดในธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างง่ายดาย

นี่ก็เป็นตัวอย่างของกัลยาณมิตรในสมัยก่อน ที่ได้อุทิศตนเพื่องานพระศาสนา ทำตนเป็นประดุจสะพานให้ผู้คนได้เดินข้ามไปพบแสงสว่างแห่งธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้เราได้ศึกษาเป็นแนวทางกันแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนก็ควรจะดำเนินตามปฏิปทาของท่าน เพื่อบุญบารมีของเราเอง และเพื่อสันติสุขอันแท้จริงของมวลมนุษยชาติ

สรุป

ปัจจุบันนี้มีหลายท่านกำลังสวมหัวใจของพระบรมโพธิสัตว์ ทำหน้าที่เป็นยอดกัลยาณมิตรชักชวนคนให้มาฟังธรรม ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา การทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรนี้ เป็นหน้าที่อันทรงเกียรติและจะเป็นเกียรติประวัติชีวิตอันงดงาม เมื่อใดที่เราสามารถทำใจหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์ แล้วย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์อันงดงามของตัวเองได้ ความปลื้มปีติจะบังเกิดขึ้น จะปีติและภาคภูมิใจในตัวเองทีเดียวว่าเราได้ทำสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ก็ทำได้สำเร็จมาแล้ว

1) ทุติยเสขสูตร อรรถกถาขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, มก. เล่ม 45 หน้า 123.
2) เรื่องบัณฑิตสามเณร, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 41 หน้า 318-336.
3) ซื้อบาตรคือการจ่ายทรัพย์เพื่อความมีสิทธิ์ในการรับบาตรไปถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
4) ฉันภัตตาหาร.
5) อรรถกถาชาดก ติกนิบาตชาดก สิริชาดก, มก. เล่ม 58 หน้า 281-283.
6) อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เรื่องนางจูฬสุภัททา, เล่มที่ 43 หน้า 182-186.
7) ปฐมสขสูตร, อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต, มก. เล่ม 23 ข้อ 33 หน้า 91.
8) เรียบเรียงจากหนังสือคู่มือกัลยาณมิตรเพื่อสร้างธรรมกายเจดีย์.
9) โลกธรรม หมายถึงธรรมประจำโลก ได้แก่ มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์.
10) สุขสูตร, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, มก. เล่ม 45 ข้อ 254 หน้า 469.
11) เรื่องสันตติมหาอำมาตย์, อรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท, มก. เล่ม 42 หน้า 113-119.
df101/3.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki