df101:2 [Dou book online]
 

บทที่ 2 ความสำคัญของกัลยาณมิตร

เนื้อหาบทที่ 2 ความสำคัญของกัลยาณมิตร

  • 2.1 ความจำเป็นต้องมีกัลยาณมิตร
  • 2.2 คุณค่าของกัลยาณมิตร
    • 2.2.1 กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์
    • 2.2.2 กัลยาณมิตรเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค
    • 2.2.3 คบกัลยาณมิตรทำให้อริยมรรคบริบูรณ์
    • 2.2.4 กัลยาณมิตรคือต้นทางแห่งการเจริญโพชฌงค์ 7
  • 2.3 ประโยชน์ของกัลยาณมิตรต่อโลกในพระไตรปิฎก

แนวคิด

1.ความผิดพลาดของการกระทำบางอย่างยังสามารถแก้ไขกันได้ แต่ความผิดพลาดเพราะไม่รู้ความจริงในสังสารวัฏอาจทำให้บุคคลนั้นต้องไปเสวยวิบากกรรมอันเผ็ดร้อนในอบายภูมิเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะไปแก้ไขอะไรตอนนั้นไม่ได้เสียแล้ว กัลยาณมิตรคือบุคคลสำคัญที่จะคอยแนะนำสิ่งดีๆ ให้ชาวโลกรู้จักความจริงของชีวิต ช่วยปิดอบาย และเปิดประตูไปสู่สวรรค์นิพพาน

2.กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ หมายถึงความประพฤติอันประเสริฐ แม้แต่พระสัมมา สัมพุทธเจ้าเอง สมัยที่ยังบำเพ็ญตนเป็นพระบรมโพธิสัตว์ก็ยังต้องอาศัยกัลยาณมิตร หากโลกขาดกัลยาณมิตร ชีวิตคงมืดมนอนธการ กว่าผู้ที่ตาบอดมองไม่เห็นสีสันของโลกอันตระการนี้อย่างแน่นอน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจความจำเป็นของการมีและการเป็นกัลยาณมิตรทั้งต่อเองและต่อชาวโลก

2.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจ และอธิบายคุณค่าของกัลยาณมิตรอันจะเป็นกำลังใจต่อการทำหน้าที่ กัลยาณมิตรต่อตนเองและบุคคลอื่นต่อไป

3.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและอธิบายประโยชน์ของการเป็นกัลยาณมิตรต่อโลก

การเดินทางในยามราตรี จำเป็นต้องมีผู้คอยชี้ทางสว่าง ให้เดินไปถึงจุดหมายปลายทาง ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ชีวิตของมนุษยชาติที่กำลังเดินทางไกลในสังสารวัฏเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง ก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องอาศัยผู้รู้หรือกัลยาณมิตรคอยชี้เส้นทางสวรรค์ และนิพพาน เหมือนดังพระสัมมา สัมพุทธเจ้าที่ทรงทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตรของโลก แนะนำเหล่าเวไนยสัตว์1)

ให้ข้ามพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏไปสู่ฝั่งนิพพาน เพราะมนุษยชาติทั้งหลายล้วนถูกความมืด คืออวิชชาห่อหุ้มดวงจิตเอาไว้ น้อยคนนักจะรู้จักเส้นทางไปสู่สวรรค์และนิพพานได้ด้วยตนเอง เมื่อเกิดมาแล้ว ต้องเจออุปสรรคและความไม่ปลอดภัยต่างๆ มากมาย ทั้งภัยในชีวิตและภัยในสังสารวัฏ หากประมาท พลาดพลั้งไปสร้างบาปอกุศล ก็จะเป็นผลให้เราตกไปสู่ภพภูมิที่ทุกข์ทรมาน ถ้าได้พบเจอบัณฑิตกัลยาณมิตร คอยชี้แนะหนทางสว่างให้ จากผู้ที่เคยหลงผิดก็จะหวนมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องดีงามได้ ดังนั้นบุคคลจึงต้อง หมั่นเข้าหากัลยาณมิตร โดยเป็นทั้งกัลยาณมิตรให้กับตัวเอง และเป็นกัลยาณมิตรให้กับผู้อื่น เป็นผู้ไม่ ประมาทในการประคับประคองชีวิตของเรา ให้ดำเนินอยู่บนหนทางที่ถูกต้องอย่างมีความสุข เพราะ กัลยาณมิตรคือผู้ให้แสงสว่างแก่ชาวโลก

2.1 ความจำเป็นต้องมีกัลยาณมิตร

การได้คบกัลยาณมิตร เปรียบเหมือนบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของคุณธรรมภายใน จะเป็นหนทาง นำไปสู่การได้ประสบความสำเร็จอันสูงสุดในชีวิตทั้งทางโลก และทางธรรม คือทางโลกก็ประสบความสำเร็จ ในการครองเรือน ทางธรรมก็จะนำไปสู่การได้บรรลุมรรคผลนิพพาน กัลยาณมิตรมิได้หมายถึงเพื่อนที่ดี ทั่วไปเท่านั้น แต่ยังหมายถึงบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ที่จะชี้แนะหนทางสว่าง ในการดำเนินชีวิต ที่ถูกต้องให้กับผู้อื่น บุคคลใดมีกัลยาณมิตร ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญที่สั่งสมไว้ดีแล้ว ควรคบบุคคลเช่นนั้น เพราะเป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก พระพุทธองค์จึงทรงสรรเสริญความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรเป็นกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์ทีเดียวนะ พระเจ้าข้าŽ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า  ดูก่อนอานนท์ ! เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น ก็ความเป็นกัลยาณมิตรนี้ เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร จักเจริญในอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8Ž2)

การมีกัลยาณมิตรนั้น เป็นทั้งหมดของการดำเนินชีวิตอันประเสริฐ พระผู้มีพระภาคเจ้าในอดีตชาติ ที่ท่านเกิดเป็นมาณพชื่อ โชติปาละ ท่านก็เคยมีความเห็นผิดในพระรัตนตรัย แต่เพราะได้เพื่อนคือ ฆฏิการะ เป็นกัลยาณมิตร ชักชวนให้มาพบพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รับรสแห่งอมตธรรม กลับมีความเห็นที่ถูกต้อง ชีวิตของท่านจึงเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นชีวิตที่ทุ่มเทสร้างบารมีอย่างจริงจัง จนกระทั่งในที่สุด ภพชาติสุดท้ายก็ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังเรื่องต่อไปนี้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งสมัยที่ยังอยู่ในระหว่างการสร้างบารมี3) พระองค์ได้เกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ โชติปาละŽ ท่านมีเพื่อนเป็นช่างปั้นหม้อ ชื่อว่า ฆฏิการะŽ แม้จะเกิดมามีฐานะทางสังคมที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองก็เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นฆฏิการะได้ไปฟังธรรมจากพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใส จึงได้อุทิศตนเป็นอุบาสก ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เมื่อตัวเองได้พบเส้นทางสว่าง พบบุคคลผู้ประเสริฐอย่างพระบรมศาสดา ก็อยากจะชวนโชติปาละเพื่อนรัก ให้มาฟังธรรมจากพระพุทธองค์

ฆฏิการะพยายามเกลี้ยกล่อม ชักชวนให้เพื่อนไปเฝ้าพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ยอมไป จึงบอกกับโชติปาละว่า เพื่อนเอ๋ย การได้พบกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่ง เราไปฟังธรรมจากพระองค์กันเถอะŽ เนื่องจากว่า

โชติปาละเกิดในตระกูลพราหมณ์ ไม่ได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงตอบว่า อย่าเลยเพื่อน

ฆฏิการะ การไปเฝ้าพระสมณะโล้น จะมีประโยชน์อะไร ท่านไปคนเดียวเถอะŽ

ถึงแม้ว่า ฆฏิการะจะชวนหลายครั้ง และชี้ให้เห็นว่าการเห็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นสิ่งประเสริฐ การ ฟังธรรมจากพระพุทธองค์เป็นมงคล แต่ดูเหมือนว่าการชักชวนนั้นไม่ได้ผลเลย วันหนึ่งจึงหากุศโลบาย ชวนเพื่อนไปอาบนํ้าที่แม่นํ้าใกล้กับที่ประทับของพระบรมศาสดา หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ฆฏิการะจึงชวนอีกครั้งว่า วิหารที่ประทับของพระพุทธเจ้าอยู่ใกล้ๆ บริเวณนี้นี่เอง เราไปเดินเล่นในวิหารกันเถอะ โชติปาละก็ไม่ยอมไป จะขอกลับบ้านอย่างเดียว แม้จะถูกชักชวนอย่างไร ก็ไม่คล้อยตาม

จนสุดท้าย ฆฏิการะเมื่อเห็นว่าชวนอย่างไรก็ไม่ไปแล้ว ด้วยความจริงใจต่อเพื่อน จึงฉุดมวยผม ของโชติปาละ เพื่อที่จะให้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ให้ได้ โชติปาละเป็นผู้สั่งสมบุญมาดี เมื่อโดนเพื่อนดึงมวยผม จึงคิดว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ฆฏิการะผู้เป็นเพียงช่างปั้นหม้อ ผู้มีชาติต่ำ กล้ามาดึงมวยผมเราผู้เป็นเผ่า พันธุ์ของพระพรหม ตามปกติเพื่อนของเราไม่เคยทำอย่างนี้ มีความปรารถนาดีต่อเรามาตลอด ไม่เคยชักชวน ไปในทางที่ผิดเลย การไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คงจะเป็นการดีเป็นแน่Ž

เมื่อคิดได้อย่างนี้แล้ว แทนที่จะโกรธมีทิฏฐิมานะ กลับตกลงใจจะไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยกัน เมื่อได้สนทนาธรรมและฟังธรรมจากพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว โชติปาละเกิดความเลื่อมใส เป็นอย่างยิ่ง จึงชวนฆฏิการะออกบวช แต่เนื่องจากฆฏิการะต้องเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ตาบอด จึงไม่อาจที่จะบวชได้ โชติปาละจึงตัดสินใจออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา และได้ตั้งใจประพฤติธรรม จนตลอดอายุขัย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า เธออย่าคิดว่าฆฏิการะช่างปั้นหม้อเป็นเราตถาคต โชติปาลพราหมณ์ต่างหากที่เป็นเราตถาคต ในชาตินั้นŽ

พระองค์ได้กัลยาณมิตร คือ เพื่อนที่ประเสริฐอย่างฆฏิการะ ทำให้เปลี่ยนจากผู้มีความเห็นผิด มาเป็นผู้มีความเห็นถูกต้อง ได้มีโอกาสสร้างบารมีเพื่อการตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แม้พระองค์เอง จะได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้านับพระองค์ไม่ถ้วน ได้ชื่อว่าเป็นนิยตโพธิสัตว์ คือ เป็นบุคคลผู้เที่ยงแท้ ต่อการบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แต่ก็ยังมีความจำเป็นต้องอาศัยกัลยาณมิตร คอยประคับ ประคอง เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางอันสูงสุดของชีวิต เพราะกัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ นั่นคือการที่คนเราจะทำความดีให้ได้ตลอด หรือดำรงตนอยู่ในเพศพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้นั้น ต้อง อาศัยกัลยาณมิตรคอยชี้แนะ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า  ดูกรอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มี โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร ดูกรอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แลŽ4)

2.2 คุณค่าของกัลยาณมิตร

2.2.1 กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์

เรื่องเกิดขึ้นในกรุงสาวัตถี5) ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นเทียว พระเจ้าข้าŽ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถูกละ ถูกละ สารีบุตร ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ดูกรสารีบุตร ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8

ดูกรสารีบุตร ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 ย่อม กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 อย่างไรเล่า ดูกรสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญ สัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อันอาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรสารีบุตร ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 อย่างนี้แล.

ดูกรสารีบุตร ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น นั้นพึงทราบ โดยปริยายแม้นี้ ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตร ดูกรสารีบุตร ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แลŽ

2.2.2 กัลยาณมิตรเป็นนิมิตแห่งอริยมรรค

ความเป็นกัลยาณมิตรหรือเป็นผู้มีกัลยาณมิตรถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต นับ ตั้งแต่ความเป็นคนธรรมดาจนถึงดำเนินตามอริยมรรคไปสู่ความเป็นอริยบุคคลได้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัส ถึงความสำคัญของกัลยาณมิตรในฐานะที่เป็นนิมิตแห่งอริยมรรคไว้หลายแห่ง ดังเช่น  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิดแห่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ของภิกษุ คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 อย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 อย่างนี้แลŽ6) 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมาก เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ธรรมอันหนึ่งเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 อย่างไรเล่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 อย่างนี้แลŽ7)

นอกจากนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังได้ตรัสไว้ในทุติยกัลยาณมิตตสูตร ถึงความสำคัญของ กัลยาณมิตร ความว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันหนึ่งมีอุปการะมาก เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วย องค์ 8 ธรรมอันหนึ่ง คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 จักกระทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอัน ประกอบด้วยองค์ 8 อย่างไรเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ฯลฯ ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ มีอันกำจัดราคะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีอันกำจัดโมหะเป็นที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 อย่างนี้แลŽ8)

การที่พระองค์ตรัสอย่างนี้ เพราะว่าการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยชี้บอก หนทางสวรรค์ และพระนิพพานให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้เขาได้ดำเนินชีวิตอย่างปลอดภัย ไม่ผิดพลาด ไม่หลงทางพระนิพพาน ผู้ทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตร จึงเป็นเสมือนบุพนิมิตของการบังเกิดขึ้น แห่งอริยมรรค เป็นผู้จุดประกายความสว่างแห่งการตรัสรู้ธรรมให้แก่เวไนยสัตว์ผู้ตกอยู่ในท่ามกลางความมืดมิด ได้พบกับ แสงสว่างแห่งสันติสุขที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร จึงมีความสำคัญต่อโลก โลกจำเป็นต้องมี กัลยาณมิตรผู้เป็นแสงสว่างส่องนำทางชีวิต ให้ทุกชีวิตไปสู่จุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ

เศรษฐียอดกัลยาณมิตร9)

ในอดีตกาลมีพระอริยสาวกมากมาย ที่ท่านเข้าถึงพระรัตนตรัย แล้วต้องการที่จะให้เพื่อนร่วมโลก ได้เข้าถึงจุดแห่งบรมสุขที่ท่านเข้าถึง จะขอกล่าวถึงบุคคลสำคัญของโลกที่มีหัวใจยอดกัลยาณมิตร คือนอกจากจะสร้างบุญด้วยตัวเองแล้ว ก็ยังชักชวนให้เพื่อนพ้องได้มาสู่เส้นทางธรรมที่ถูกต้อง

บุคคลท่านนี้ท่านเป็นมหาเศรษฐีเป็นผู้ที่ประชาชน พ่อค้าคหบดี ต่างก็รู้ว่า ท่านมีศรัทธาอย่างแรงกล้า ได้เข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะอันสูงสุด แม้ว่าจะเข้าสังคมกับบุคคลที่นับถือต่างศาสนา มีความเชื่อที่แตกต่างกันท่านก็องอาจ ไม่ปิดบังคุณของพระรัตนตรัยแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันตัวท่าน ก็พยายามทำหน้าที่ยอดกัลยาณมิตร ชักชวนเพื่อนให้มาสู่เส้นทางธรรม เพื่อจะได้ฟังธรรมและประพฤติธรรม มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านเศรษฐีได้ชวนเพื่อนที่มีความเลื่อมใสต่อนักบวชนอกศาสนา ได้เข้าไปเป็นพวกสาวกของ อัญญเดียรถีย์กลุ่มใหญ่ถึง 500 คน ท่านเศรษฐีดำริว่า วันนี้อยากจะชวนเพื่อนไปทำบุญฟังธรรมที่พระวิหารเชตวัน พอเกิดความคิดอย่างนี้ ท่านเศรษฐีก็ได้ชักชวนเพื่อนผู้เป็นสหายของท่านทั้ง 500 คน ให้ถือ ระเบียบ ดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้เป็นอันมาก น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย และผ้าเครื่องปกปิด ไปยังพระเชตวัน ได้ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น และได้ถวายทาน ด้วย เภสัชและผ้าแด่ภิกษุสงฆ์ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เพื่อนๆ ที่เป็นสาวกของอัญญเดียรถีย์ด้วยความที่ เกรงใจท่านเศรษฐีก็พากันถวายบังคมพระศาสดา เศรษฐีทำอย่างไรตนเองก็ได้ทำอย่างนั้น แล้วก็นั่งดู พระพักตร์ของพระศาสดา

แลเห็นพระพักตร์อันงามสง่าดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ เห็นพระวรกายอันประดับด้วยพระลักษณะมหาบุรุษถึงพร้อมด้วยอนุพยัญชนะ มีพระรัศมีรุ่งเรืองแผ่ออกจากพระวรกายด้านละวา พระพุทธรังสี นั้นหนาแน่นเปล่งออกเป็นวงๆ ดุจพวงอุบะเป็นคู่ๆ จึงพากันคิดอยู่ในใจว่า พระมหาสมณโคดมนี้ ช่างงดงามเหลือเกิน ไม่น่าแปลกเลยว่า ทำไมสาวกทั้งหลายจึงพากันเลื่อมใสในองค์พระโคดมเหลือเกิน บัดนี้พวกเราได้พากันนั่งลงฟังธรรมของสมณะนั้นด้วยความคิดว่า พระองค์จะแสดงธรรมได้สมกับที่เขารํ่าลือ กันแค่ไหน จึงพากันนั่งใกล้ๆ ท่าน

ลำดับนั้น พระศาสดาก็ได้ตรัสธรรมิกถาอันไพเราะวิจิตรด้วยนัยต่างๆ ด้วยพระสุรเสียงประดุจ ท้าวมหาพรหม ทั้งน่าฟังมีความงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและเบื้องปลาย เหล่าสาวกของอัญญเดียรถีย์ ทั้งหลาย ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ต่างก็มีจิตเลื่อมใสได้ลุกขึ้นถวายบังคมพระทศพล และได้ประกาศเลิกนับถืออัญญเดียรถีย์ ได้ขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ตั้งแต่นั้นมา สหายของท่านเศรษฐีทั้ง 500 ก็ได้พากันไปสร้างบุญที่พระวิหารพร้อมกับท่านเศรษฐีเป็นประจำ ทำความปีติให้บังเกิดแก่ท่านเศรษฐีมาก ที่สามารถทำให้เพื่อนของตนกลับมาเป็นสัมมาทิฏฐิได้

ต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จออกจากกรุงสาวัตถีกลับไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อเปลี่ยนสถานที่ หลีกเร้น ในเวลาที่พระตถาคตเสด็จไป อดีตสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นต่างก็พากัน เปลี่ยนใจได้ทำลายสรณะนั้นเสีย กลับไปนับถือพวกอัญญเดียรถีย์อีก ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นความเชื่อเดิมของตนนั่นเอง เมื่อ 7-8 เดือนผ่านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้เสด็จกลับไปยังพระเชตวันเหมือนเดิมอีก ท่านเศรษฐีก็พาสาวก อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นไปเฝ้าพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง ได้บูชาพระศาสดาด้วยของหอมและดอกไม้ เป็นต้น ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พวกสาวกอัญญเดียรถีย์ เหล่านั้นก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า

ท่านเศรษฐีได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงเรื่องที่เพื่อนๆ ของท่านได้แปรเปลี่ยนไปในขณะที่ พระองค์ไม่อยู่ คือได้กลับไปนับถืออัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ ได้ดำรงตนอยู่ในฐานะเดิมอีก พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเผยมณฑลพระโอษฐ์ประดุจเปิดผอบแก้วอันเต็มด้วยของหอมต่างๆ อันมีกลิ่นหอมด้วยของหอมอัน เป็นทิพย์ เพราะอานุภาพของวจีสุจริตที่ทรงบำเพ็ญมิได้ขาดสายตลอดโกฏิกัปนับไม่ถ้วน เมื่อจะทรงเปล่ง พระสุรเสียงอันไพเราะ ก็ตรัสถามว่า ได้ยินว่า พวกท่านผู้เป็นอุบาสก ทำลายสรณะ 3 เสียแล้วถึง อัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ จริงหรือ

พวกสาวกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้นไม่อาจปกปิดไว้ได้ พากันกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้าŽ พระศาสดา จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ในโลกธาตุ เบื้องล่างจรดอเวจีมหานรก เบื้องบนจรดภวัคคพรหม และไปตามขวางหาประมาณมิได้ ไม่มีใครที่ประเสริฐกว่าพระตถาคต บุคคลจะเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม ผู้ถึงพระรัตนตรัยอันประกอบด้วยอุดมคุณอย่างนี้ ชื่อว่า จะเป็นผู้บังเกิดในนรกเป็นต้น ย่อมไม่มี อนึ่งผู้พ้นจากการบังเกิดในอบายแล้ว ยังจะเกิดขึ้นในเทวโลกได้เสวยมหาสมบัติ แล้วเพราะเหตุไร พวกท่านจึงพากันทำลายสรณะเห็นปานนี้ แล้วถึงอัญญเดียรถีย์เป็นสรณะ กระทำกรรมอันไม่สมควรเลย

แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ได้ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ชนเหล่านั้น จักไม่เข้าถึงอบายภูมิ ละร่างกายของมนุษย์นี้ไปแล้ว จักยังกายเทพ ให้บริบูรณ์ มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากถูกภัยคุกคาม ย่อมถึงภูเขาบ้าง ป่าบ้าง อารามและต้นไม้ที่เป็นเจดีย์บ้าง ว่าเป็นสรณะ นั่นแลมิใช่สรณะอันเกษม นั่นมิใช่สรณะอันอุดม เขาอาศัยสิ่งนั้นเป็นสรณะแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ส่วนผู้ใดถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะแล้ว เห็น อริยสัจ 4 ด้วยปัญญาอันชอบนี้แลเป็นสรณะอันเกษม นี้เป็นสรณะอันอุดม เขาอาศัยสิ่งนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ ทั้งปวงได้

จากนั้นพระบรมศาสดาทรงตักเตือนว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ชื่อว่าพุทธานุสติกัมมัฏฐาน ธัมมานุสติกัมมัฏฐาน สังฆานุสติกัมมัฏฐาน ย่อมให้โสดาปัตติมรรค ย่อมให้โสดาปัตติผล ย่อมให้สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล ย่อมให้อนาคามิมรรค อนาคามิผล ย่อมให้อรหัตมรรค อรหัตผล พวกท่านได้ทำลายสรณะเห็นปานนี้ กระทำกรรมอันไม่สมควรแล้วŽ

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงให้โอวาทอุบาสกทั้งหลายแล้ว ท่านเศรษฐีก็ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวชมเชย แล้วประคองอัญชลีเหนือเศียรเกล้า กราบทูลว่า บัดนี้ การที่ พวกอุบาสกเหล่านี้ทำลายสรณะอันสูงสุดแล้ว ถือสรณะที่ผิดยึดถือเอาด้วยการคาดคะเน ยึดถือเอาอย่างผิดๆ แล้วเกิดความเสื่อมเสียขึ้นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดแสดงธรรม ให้กระจ่างชัด ทำลายความเห็นผิดของผองเพื่อนของข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าข้าŽ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกท่านจงเงี่ยโสตฟังโดยเคารพŽ แล้วพระองค์ทรงแสดงธรรม ประกาศอริยสัจ ในเวลาจบอริยสัจสี่ อุบาสกทั้ง 500 คนทั้งหมดนั้น ก็ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นผู้มีความ มั่นคงในพระรัตนตรัยไม่คลอนแคลน

เราจะเห็นว่า ศรัทธาของคนเรานั้น ต้องอาศัยกัลยาณมิตรคอยประคับประคอง จะได้ไปถึงฝั่งแห่ง อริยมรรค หากว่าได้กัลยาณมิตรผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่ ไม่ย่อท้ออย่างเช่นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้มีหัวใจยอด กัลยาณมิตรที่อุตส่าห์ชักชวนเพื่อนๆ ให้เข้ามาสู่เส้นทางธรรม ทำให้ได้พบกับสันติสุขที่แท้จริง พบกับ พระรัตนตรัยภายใน เมื่อท่านรู้เส้นทางที่ถูกต้องแล้วก็ไม่ทอดทิ้งการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมโลก ทั้งทำความดีด้วยตนเอง และชักชวนคนอื่นทำด้วย ถ้าเราทำอย่างนี้ สิ่งที่เราจะได้ก็คือ บุญกุศลและมหาปีติ ที่ได้ทำหน้าที่ให้แสงสว่างแก่โลก เราจะเกิดความภาคภูมิใจไปจนตราบชีวิตจะหาไม่

2.2.3 คบกัลยาณมิตร ทำให้อริยมรรคบริบูรณ์

นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังตรัสว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุผู้เป็นพระเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผล ปรารถนาความเกษมจากโยคะ อันยอดเยี่ยม เราไม่พิจารณาเห็น แม้เหตุอันหนึ่งอย่างอื่น กระทำเหตุที่มี ณ ภายนอกว่ามีอุปการะมาก เหมือนความมีมิตรดีนี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดีย่อมละอกุศลเสียได้ ย่อมเจริญกุศลให้เกิดมีŽ10) 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่เล็งเห็นธรรมอันอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อริยมรรคอัน ประกอบด้วยองค์ 8 ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เหมือนความเป็นผู้ มีมิตรดีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8 จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ 8Ž11)

การได้คบกับกัลยาณมิตร จะทำให้มรรคมีองค์ 8 บริบูรณ์ มรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วย

สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง คือในเบื้องต้น เห็นว่าการให้ทานดีจริง การสงเคราะห์กันดีจริง บิดามารดามีพระคุณจริง การบูชาบุคคลที่ควรบูชาดีจริง นรกสวรรค์มีจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง มีจริง สัมมาทิฏฐิเบื้องต้นนี้จะนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ได้ บรรลุมรรคผลนิพพานต่อไป

สัมมาสังกัปปะ คือความดำริชอบ คิดออกจากกาม คิดออกจากความพยาบาท คิดออกจาก การเบียดเบียน

สัมมาวาจา คือมีวาจาชอบ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดแต่สิ่งที่ เป็นกุศล ชักชวนให้คนทำความดี

สัมมากัมมันตะ คือการกระทำที่ถูกต้อง ทำแต่ในสิ่งที่ดีมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

สัมมาอาชีวะ คือประกอบอาชีพสุจริต เว้นจากอาชีพที่พระพุทธองค์ทรงห้าม คือ ค้าอาวุธ ค้ามนุษย์ ค้ายาพิษ ค้ายาเสพติด ค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า เพราะอาชีพเหล่านี้เป็นทางมาแห่งบาปอกุศล

สัมมาวายามะ คือมีความเพียรชอบ เพียรที่จะสั่งสมบุญให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพียรฝึกใจให้หยุดนิ่ง ไม่ประมาท

สัมมาสติ คือมีสติชอบ มีความรู้ตัวทั่วพร้อม ใจไม่หลุดจากศูนย์กลางกาย

สัมมาสมาธิ คือมีสมาธิชอบ ใจปักดิ่งไปที่ศูนย์กลางกาย มีใจตั้งมั่น อารมณ์เป็นหนึ่ง เป็น เอกัคคตารมณ์

เมื่อมรรคมีองค์ 8 ครบถ้วนบริบูรณ์ ก็จะทำให้สามารถทำสมาธิได้ผลดี สามารถทำจิตให้เข้าถึง ดวงปฐมมรรคอันเป็นหนทางเบื้องต้น ที่จะดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง มุ่งตรงสู่อายตนนิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทางของทุกชีวิต เพราะฉะนั้น ปฐมมรรค จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเข้าถึงธรรมกาย เมื่อเอาใจหยุดต่อไปในกลางดวงปฐมมรรค เราก็จะพบดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันเข้าไปเรื่อยๆ ตามลำดับ จนเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม และกายธรรม ไปตามลำดับ กายธรรมในกายธรรม จนกระทั่งเข้าถึงกายธรรมอรหัตเป็น พระอรหันต์มีอริยมรรคครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด เป็นผู้หลุดพ้นจากอาสวกิเลสทั้งปวง

กายธรรมหรือธรรมกายเป็นยอดกัลยาณมิตรภายใน เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง เมื่อเราเข้าถึงแล้ว พึ่งท่านได้ เวลามีทุกข์ก็ช่วยให้เราพ้นทุกข์ เวลามีความสุข ก็เพิ่มเติมความสุขได้ จะรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นภัยในอบายภูมิ หรือภัยในสังสารวัฏ เราจะปลอดภัยจากภัยพิบัติทั้งหมด เข้าถึงธรรมกายแล้ว ปิดประตูอบายภูมิได้ ก่อนหลับตาลาโลก ถ้าเห็นธรรมกายใสแจ่ม สว่างไสวอยู่ภายใน สุคติภูมิเป็นที่ไป อยากไปเกิดในภพภูมิไหน สวรรค์ชั้นไหน เลือกได้ดังใจปรารถนา

2.2.4 กัลยาณมิตรคือต้นทางแห่งการเจริญโพชฌงค์ 7

กัลยาณมิตรคือต้นทางแห่งการเจริญโพชฌงค์ 712)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระอาทิตย์จะขึ้น สิ่งที่ขึ้นก่อน สิ่งที่เป็นนิมิตมาก่อน คือ แสงเงินแสงทอง ฉันใด สิ่งที่เป็นเบื้องต้น เป็นนิมิตมาก่อน เพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งโพชฌงค์ 7 แก่ภิกษุ คือ ความเป็นผู้มีมิตรดี ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้มีมิตรดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญโพชฌงค์ 7 จักกระทำ ให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญโพชฌงค์ 7 ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7 อย่างไรเล่า? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ฯลฯ ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี ย่อมเจริญโพชฌงค์ 7 ย่อมกระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7 อย่างนี้แลŽ13)

โพชฌงค์ คือ ธรรมะที่เป็นเหตุให้ตรัสรู้ ถ้าหากตั้งใจปฏิบัติตามหลักโพชฌงค์ 7 ประการนี้ อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ก็จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุวิชชาในทางพระพุทธศาสนาได้ ไม่ว่าจะเป็นวิชชา 3 วิชชา 8 อภิญญา 6 จะทำให้หลุดพ้นจากอาสวกิเลส ทั้งที่เป็นแบบ เจโตวิมุตติ คือหลุดพ้นด้วยอำนาจจิต ที่แน่วแน่เป็นหนึ่ง หลุดร่อนจากกิเลสอาสวะที่นอนเนื่องอยู่ในใจจนหมดสิ้น และก็ปัญญาวิมุตติ คือหลุดพ้นด้วยอำนาจของปัญญาบริสุทธิ์ ที่รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งหลายทั้งปวง หากเราปรารถนาเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยากเป็นผู้เข้าถึงวิชชาและวิมุตติ ก็ต้องคบหากัลยาณมิตร ผู้จะนำพาเราให้ได้รู้จักโพชฌงค์ ทั้ง 7 ประการ พระพุทธองค์ได้ทรงอุปมาเอาไว้ว่า กลอนเรือนยอดทั้งหมดย่อมน้อมไปสู่ยอด โน้มไปสู่ยอด โอนไปสู่ยอด แม้ฉันใด ภิกษุผู้เจริญโพชฌงค์ 7 กระทำให้มากซึ่งโพชฌงค์ 7 ย่อมเป็นผู้น้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ฉันนั้นเหมือนกัน ชีวิตนี้ถ้าขาดกัลยาณมิตรแล้ว โอกาสที่จะได้เจริญธรรม 7 ประการนี้ก็หาได้ยากยิ่ง

ผู้ที่ได้ฟังโพชฌงค์และได้เจริญจนชำนาญเป็นวสีแล้ว หากเกิดโรคภัยไข้เจ็บอะไรขึ้นมา ก็อธิษฐานจิตให้โรคนั้นมลายหายสูญไปได้ด้วยอานุภาพพระปริตรได้ เหมือนในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทรงเห็นในข่ายพระญาณว่า ขณะนี้พระโมคคัลลานะกับพระมหากัสสปะ กำลังอาพาธได้รับทุกขเวทนาอย่าง หนัก ไม่มียารักษา พระองค์จึงเสด็จเข้าไปเยี่ยมถึงที่พักของพระเถระทั้งสองรูป ทรงไต่ถามอาการป่วย จาก นั้นก็ได้แสดงโพชฌงค์ทั้ง 7 ให้พระมหาเถระได้สดับ

พระมหาเถระทั้งสองรูปปล่อยใจตามกระแสพระธรรมเทศนา เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงโพชฌงค์ ทั้ง 7 จบลง ความทุกข์ทรมานที่เกิดจากโรคร้ายก็หายไปเป็นอัศจรรย์เลยทีเดียว แม้กระทั่งบางครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราเอง ทรงพระประชวร พระองค์ทรงรักษาด้วยการให้พระจุนทะเถระสวดโพชฌงค์ปริตรให้ฟัง เมื่อสวดจบ อาการประชวรของพระองค์ก็หายไปเป็นอัศจรรย์เหมือนกัน นี่ก็คือ การใช้ธรรมโอสถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยในสมัยอดีต ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลดีเยี่ยม เพราะฉะนั้น ตั้งแต่โบราณมา ชาวพุทธเราจึงนิยมอาราธนานิมนต์พระสงฆ์ไปเจริญพระปริตรที่บ้าน เพื่อขจัดความชั่วร้าย วิบัติต่างๆ ออกจากบ้าน ให้เหลือไว้แต่สิ่งที่เป็นสิริมงคล  สำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตผล ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายนอกอย่างอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่มีประโยชน์มาก เหมือนความมีกัลยาณมิตรเลย ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร ย่อมกำจัดอกุศลได้ และย่อมบำเพ็ญกุศลให้เกิดขึ้นŽ

ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตร.. พึงหวังสิ่งเหล่านี้ได้ คือ

1.จักเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร ฯลฯ

2 จักเป็นผู้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ได้ร่วมสนทนา (อย่างสะดวกสบาย) ตามความปรารถนาในเรื่องต่างๆ ที่ขัดเกลาอุปนิสัย ชำระจิตใจให้ปลอดโปร่ง คือเรื่องความมักน้อย เรื่องการบำเพ็ญเพียร เรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา เรื่องวิมุตติ เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ ฯลฯ

3.จักเป็นผู้ตั้งหน้าทำความเพียรเพื่อกำจัดอกุศลธรรม และเพื่อบำเพ็ญกุศลธรรมให้เพียบพร้อม จักเป็นผู้แข็งขัน บากบั่นมั่นคงไม่ทอดธุระในกุศลธรรม

4.จักเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาที่เป็นอริยะ หยั่งรู้ถึงความเกิด ความดับ ชำแรกกิเลส นำไปสู่ความสูญสิ้นแห่งทุกข์

2.3 ประโยชน์ของกัลยาณมิตรต่อโลกในพระไตรปิฎก

การรู้จักคบคนเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพราะเมื่อเราคบกับใคร เหมือนกับเราได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ กันและกัน ชีวิตดำเนินได้ถูกต้องหรือผิดพลาดจะมีผลต่อทั้งสองฝ่าย ใครก็ตามที่ได้คบหากับบัณฑิตผู้เป็น กัลยาณมิตร ชีวิตเหมือนมีโชคอย่างมหาศาล เพราะโดยธรรมชาติของบัณฑิต จะเป็นผู้คิด พูด และจะทำ แต่กรรมดีๆ เป็นบุญกุศล เมื่อเรามีโอกาสได้คบคนอย่างนี้แล้ว จะทำให้เราได้โอกาสสั่งสมบุญบารมีเพิ่มพูน ตามไปด้วย เท่ากับว่าได้แก้วสารพัดนึกที่ทรงคุณค่าสูงสุดของชีวิต ดังพระบาลีว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นเหตุอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้มีมิตรดี ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่14)  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้นหรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรดี กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไปŽ15)

ในมหานารทกัสสปชาดก16) กล่าวว่า

ในสมัยหนึ่ง มีพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า อังคติ ทรงเสวยราชสมบัติในกรุงมิถิลามหานคร ณ วิเทหรัฐ ทรงเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องการรบมาก เมื่อกรีฑาทัพไปโจมตีข้าศึกหรือแสวงหาเมืองขึ้น ก็ทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง ในคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงคืนหนึ่ง พระเจ้าอังคติราช ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์ แจ่มกระจ่าง ส่องสว่างกลางรัตติกาล เห็นแล้วทรงมีความสบายพระทัย จึงปรึกษากับอำมาตย์ที่ปรึกษา ทั้ง 3 ท่านว่า คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่าง เราควรจะเสด็จไปที่ไหนดี

อลาตมหาอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นกราบทูลว่า ขอให้พระองค์จัดกองทัพ ไปรบกับข้าศึกตามหัวเมือง ต่างๆ ที่ยังไม่ได้ขึ้นตรงต่อเมืองของเราŽ ต่อจากนั้น สุนามอำมาตย์ทูลขึ้นว่า ในเมื่อพระองค์มีทรัพย์สมบัติ มากมายแล้ว ควรแสวงหาความสุขจากสมบัติเหล่านั้นให้เต็มที่ สมกับความเหนื่อยยาก ที่ได้ออกไปรบทัพ จับศึกและได้ชัยชนะกลับมา เมื่อพระราชาสดับถ้อยคำของอำมาตย์ทั้งสองท่านแล้ว ทรงนิ่ง ยังไม่ตัดสิน พระทัยอะไร ส่วนอำมาตย์อีกท่านหนึ่งชื่อวิชัยได้กราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น เราควรเข้าไปหานักปราชญ์ผู้ทรง ความรู้ สนทนาธรรมกับท่านเพื่อประดับสติปัญญาเถอะพระเจ้าข้า

เมื่อพระเจ้าอังคติราชสดับเช่นนั้นทรงเห็นดีด้วย อลาตมหาอำมาตย์จึงแนะว่า มีนักปราชญ์ท่านหนึ่ง ซึ่งเขาลือกันว่าเป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าคณะ พวกเราน่าจะไปกราบท่าน เมื่อสดับดังนั้นพระราชา ทรงเห็นชอบ จึงรับสั่งให้จัดขบวนทัพเข้าไปหาอเจลกะ พอเสด็จไปถึงก็ได้สนทนากันถึงเรื่องของการทำบุญ ให้ทาน ว่ามีผลเป็นอย่างไร บุญบาปมีจริงไหม อเจลกะบอกว่า การทำความดีมันไม่ดีหรอก คนเราเมื่อทำ ความชั่วหรือทำความดี พอทำไปถึงระยะหนึ่งแล้วประมาณ 84 กัป ทุกคนก็จะบริสุทธิ์หมด เพราะฉะนั้น ผลของการทำความชั่วความดีไม่มี

พระราชาทรงสดับเช่นนั้นก็หลงเชื่อ เพราะทรงเข้าพระทัยว่า บุคคลผู้ไม่มียางอาย มีหนวดเครายาว ไม่ได้นุ่งห่มเสื้อผ้าอาภรณ์อะไรเลย คงจะเป็นผู้หมดกิเลสแล้ว จึงดำริว่า จริงสินะ สมัยก่อนเราเคยคิดว่า บุญบาปมีจริง โลกนี้โลกหน้ามีจริง เราคิดผิดไปแล้ว เราจะต้องเลิกทำความดีทุกอย่าง เมื่อเสด็จกลับถึง พระนคร จึงรับสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งหมด จัดงานรื่นเริงภายในพระราชวัง หลังจากนั้นพระราชา ก็ไม่ออกว่าราชการอีกเลย ทรงประพฤติผิดศีลธรรมอยู่เป็นนิตย์

จนกระทั่งถึงวันพระขึ้น 15 คํ่า พระราชธิดาพระนามว่า รุจาราชธิดา ซึ่งเป็นผู้ที่ฝักใฝ่ในธรรม เข้ามากราบทูลพระราชาให้ทำทานแก่พวกยาจก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่า ลูกเอ๋ย สมัยก่อนพ่อให้ทรัพย์ลูก ครั้งละ 1 พันกหาปณะ ให้เจ้าไปทำบุญน่ะ พ่อว่า พ่อคิดผิดแล้ว เพราะพ่อไปถามพระอรหันต์มาแล้ว ท่านบอกว่าการทำความดีไม่มีผลหรอก ทำความชั่วมันก็ไม่มีผล เมื่อไปถึงระยะหนึ่งแล้วจะบริสุทธิ์เอง

แล้วพระองค์ยกตัวอย่างของขอทานคนหนึ่ง ที่ได้ยืนยันถึงถ้อยคำของอเจลกะ ในครั้งที่ได้เข้าไป สนทนาถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษในครั้งนั้น ซึ่งขอทานนั้นได้กล่าวว่า ข้าพระองค์ขอยืนยันว่าบาปบุญคุณโทษไม่มี เพราะข้าพระองค์สามารถจะระลึกชาติได้ 1 ชาติ

สมัยก่อนข้าพระองค์เป็นเศรษฐีในเมืองแห่งหนึ่ง ตั้งใจหมั่นทำบุญทำทานมิเคยขาด แล้วทำไมชาตินี้ ข้าพระองค์ถึงกลายเป็นคนขอทาน ทำไมความดีที่ทำเอาไว้ถึงไม่ส่งผล ต่อจากนั้นพระองค์ตรัสถึงถ้อยคำ ของอลาตมหาอำมาตย์ที่ได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตของตนให้พระองค์ในครั้งที่เข้าไปสนทนากับอเจลกะเช่นกันว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ระลึกชาติได้ 1 ชาติ ขอยืนยันว่า ในชาติที่แล้ว ข้าพระองค์เป็นนายพรานฆ่าโค เอาเนื้อมาขายในตลาด ทำกรรมอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิต แต่ทำไมผลกรรมที่ข้าพระองค์ทำนั้น ไม่เห็นตาม ส่งผลเลย ชาตินี้ข้าพระองค์กลับได้เป็นอำมาตย์ เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่ แสดงว่าผลของการทำความชั่วไม่มี

ฝ่ายพระราชธิดาเองก็สามารถระลึกชาติในอดีตได้ถึง 7 ชาติ แล้วยังระลึกชาติในอนาคตได้อีกถึง 7 ชาติ ได้กราบทูลพระราชาว่า สองคนนั้นระลึกชาติได้เพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น ความเห็นยังไม่ถูกต้อง สมบูรณ์ เพราะว่าการที่ขอทานเขาระลึกชาติได้ว่า สมัยหนึ่งเป็นเศรษฐี และอดีตชาติของเศรษฐีคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยทำวิบากกรรมขัดลาภของพระอรหันต์รูปหนึ่ง ผลกรรมนั้น จึงส่งผลให้กลายเป็นขอทาน ส่วนท่านอำมาตย์ที่เคยเป็นคนฆ่าโค เพราะว่าในภพชาติก่อนหน้านั้นได้เอาดอกอังกาบไปบูชาที่พระเจดีย์ ผลบุญนั้นจึงส่งผลให้เป็นมหาอำมาตย์

พระราชาแม้ได้สดับเช่นนั้นก็ไม่ทรงเชื่อพระธิดา เพราะถือว่าคำพูดของอเจลกะที่ตัวเองนับถือนั้น เป็นจริงกว่า ฝ่ายราชธิดารู้ว่าพระบิดาทรงคบคนพาล ทำให้กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงอธิษฐานจิตว่า ถ้าหากว่า ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมีอยู่จริง ก็ขอให้มาช่วยแก้ทิฏฐิของพระบิดาด้วยเถอะ

ในขณะนั้นพระพรหมชื่อนารทะ ได้ทราบด้วยญาณของท่าน ด้วยหัวใจของความเป็นยอดกัลยาณมิตร จึงอันตรธานจากพรหมโลกมาปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระราชา พระราชาเห็นแสงสว่างเกิดขึ้นก็ตก พระทัย ไม่สามารถจะดำรงอยู่บนราชอาสน์ของพระองค์ได้ จึงเสด็จลงจากราชอาสน์ประทับยืนอยู่ที่พื้น ตรัสถามพรหมนารทะว่า ท่านเป็นใคร มาจากไหนŽ

นารทพรหมจึงบอกว่า ท่านเป็นพรหม ที่มาคราวนี้ก็จะมาเตือนพระราชาว่า เรื่องการทำความดี ความชั่วนั้นมีจริง พระราชาตรัสว่า ถ้ามีจริงอย่างนั้นข้าพเจ้าขอยืมทรัพย์ 500 กหาปณะกับท่าน แล้วจะใช้คืนให้ท่าน 1,000 กหาปณะในชาติหน้าก็แล้วกัน พระพรหมบอกว่า หากท่านยืมไปแล้ว คงไม่มีโอกาสคืน ให้ข้าพเจ้าได้หรอก เพราะว่าท่านมัวประพฤติผิดศีลผิดธรรมอยู่อย่างนี้ เมื่อตกนรกแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ คืนข้าพเจ้า จากนั้นพระพรหมก็ได้พรรณนาถึงความทุกข์ทรมานในนรกให้พระราชาได้สดับ

พระราชาสดับแล้วสลดพระทัยเกิดความเกรงกลัวจึงขอร้องให้นารทพรหมบอกหนทางไปสวรรค์ ให้แก่พระองค์ พระพรหมจึงแสดงหนทางไปสวรรค์ว่า ถ้าจะพ้นจากนรกได้ต้องทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา มีเมตตาธรรมต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อทำได้อย่างนี้ จึงจะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป อาศัย มหากรุณาของพระพรหมมาช่วยเป็นกัลยาณมิตรให้ในครั้งนั้น ทำให้พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพารต่าง หันกลับมาปกครองประเทศชาติโดยธรรม และหมั่นสั่งสมบุญตามที่ได้รับคำแนะนำ เมื่อละโลกแล้วก็ได้ไป สู่สุคติโลกสวรรค์

เราจะเห็นว่า การคบหาสมาคมกับกัลยาณมิตรเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของเรา ผู้คนในโลกนี้มีมากมาย มีทั้งคนพาลและบัณฑิต มีทั้งมิตรแท้และมิตรเทียม ถ้าเราคบกับใครแล้ว คนๆ นั้นก็มีส่วนในการตัดสินใจให้ ตัวเรา หรือบางครั้งอาจมีอิทธิพลต่อเราเป็นอย่างมากก็ได้ ถ้าปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิต ก็ต้องรู้ จักเลือกคบหาสมาคมกับนักปราชญ์บัณฑิต ต้องใช้สติปัญญาเลือกคบแต่คนดี จากนั้นก็ทำตนเป็นกัลยาณมิตร ให้กับคนอื่น เป็นแสงสว่างให้กับชาวโลก โลกนี้จะได้สว่างไสวด้วยแสงแห่งธรรมตลอดไป แม้พระอรหันตเถระชื่ออุบาลี ยังได้กล่าวสอนภิกษุผู้บวชใหม่ว่า

ภิกษุผู้ออกบวชด้วยศรัทธา ยังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษา พึงคบหากัลยาณมิตรผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน ภิกษุผู้ออกบวชด้วยศรัทธายังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษา พึงเป็นผู้ฉลาดอยู่ในสงฆ์ ศึกษาวินัย ด้วยอำนาจการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ ภิกษุผู้ออกบวชด้วยศรัทธา ยังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษา พึงเป็นผู้ฉลาดในสิ่งควรและไม่ควร ไม่ควรถูกตัณหาครอบงำŽ17)

การที่บุคคลจะพบกับความก้าวหน้าในชีวิต จำเป็นจะต้องคบหากัลยาณมิตร และหากเมื่อพบผู้เป็น กัลยาณมิตรอย่างนี้ จึงควรที่จะเข้าหา ทำความสนิทสนมคุ้นเคยไว้ เพราะตัวเราเองจะได้มีกัลยาณมิตร คอยชี้แนะประคับประคองให้อยู่บนเส้นทางของความดีได้

สรุป

นักปราชญ์บัณฑิตผู้เป็นกัลยาณมิตร นอกจากจะเป็นที่พึ่งให้กับตัวเองได้แล้ว ยังเป็นที่พึ่งให้กับ ผู้อื่นได้อีก เมื่อเกิดมาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่พ้นจากเมฆหมอกที่มา บดบัง จะย่างก้าวไปแห่งหนตำบลใดก็ตาม ย่อมเป็นที่ปรารถนาของมหาชน การเกิดมาในโลกนี้ ชีวิตของทุกๆ คนล้วนต้องพบเจอกับปัญหาทั้งนั้น ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่า ตนเองเกิดมาทำไม มีหน้าที่อย่างไร ก็ยังต้องอาศัย กัลยาณมิตรผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือประคับประคองชีวิตเรา ให้เดินทางไปถึงฝั่งแห่งความสำเร็จ

1) เวไนยสัตว์ หมายถึง หมู่สัตว์ผู้มีธุลีคือกิเลสเบาบางพอที่พระพุทธองค์จะทรงโปรดให้.
2) ทุติยอัปปมาทสูตร, สังยุตตนิกาย สคาถวรรค, มก. เล่ม 24 ข้อ 382 หน้า 482.
3) ฆฏิการสูตร, มัชฌิมนิกาย มัญฌิมปัณณาสก์, มก. เล่ม 21 ข้อ 405-413 หน้า 2-7.
4) อัปฑฒสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 7 หน้า 8.
5) สารีปุตตสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 8-11หน้า 9-10.
6) ทุติยกัลยาณมิตตสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 138-139 หน้า 78.
7) ปฐมกัลยาณมิตตสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 147-148 หน้า 83.
8) ทุติยกัลยาณมิตตสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 156-157 หน้า 86-87.
9) อปัณณกชาดก, อรรถกถาขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 55 หน้า 154-170.
10) ทุติยเสขสูตร, ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ, มก. เล่ม 45 ข้อ 195 หน้า 121.
11) ปฐมกัลยาณมิตตสูตร, สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค, มก. เล่ม 30 ข้อ 165 หน้า 91.
12) โพชฌงค์ คือองค์ธรรมที่นำไปสู่การตรัสรู้ ๗ ประการ คือ สติ ธัมมวิจยะ(การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม) วิริยะ ปิติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา.
13) หนังสือธรรมะเพื่อประชาชน โดยพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย).
14) ปมาทาทิวรรคที่ 9, อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่ม 32 ข้อ 96 หน้า 154.
15) กัลยาณมิตตตาทิวรรคที่ 8, อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต, มก. เล่ม 32 ข้อ 72 หน้า 142.
16) มหานารทกัสสปชาดก, ขุททกนิกาย ชาดก, มก. เล่ม 64 ข้อ 834-892 หน้า 205-229.
17) อุบาลีเถรคาถา, ขุททกนิกาย เถรคาถา, มก. เล่ม 51 ข้อ 317 หน้า 282.
df101/2.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki