df101:1 [Dou book online]
 

บทที่ 1 กัลยาณมิตรคืออะไร

เนื้อหาบทที่ 1 กัลยาณมิตรคืออะไร

  • 1.1 ความหมายของคำว่า “ กัลยาณมิตร”
    • 1.1.1ความหมายโดยศัพท์
    • 1.1.2ความหมายจากพระไตรปิฎก
    • 1.1.3ความหมายโดยลักษณะของการทำหน้าที่
  • 1.2 ลักษณะของกัลยาณมิตร
    • 1.2.1หากพิจารณาลักษณะกัลยาณมิตรโดยยึดหลักของประโยชน์
    • 1.2.2หากพิจาณาลักษณะกัลยาณมิตรโดยยึดหลักของการให้คำแนะนำพร่ำสอน
    • 1.2.3หากพิจารณาลักษณะกัลยาณมิตรโดยยึดหลักของการทำงานร่วมกัน
    • 1.2.4หากพิจารณาลักษณะกัลยาณมิตรโดยยึดหลักของความเป็นผู้สม่ำเสมอ
  • 1.3 ประเภทของกัลยาณมิตร
  • 1.4 ตัวอย่างของการเป็นกัลยาณมิตร

แนวคิด

1.กัลยาณมิตรคือผู้สร้างสันติสุขให้แก่ชาวโลก การบังเกิดขึ้นของกัลยาณมิตร หมายถึง การเกิดขึ้นของสัมมาทิฏฐิบุคคลที่จะทำให้มนุษยชาติดำเนินชีวิตอยู่บนหนทางที่ถูกต้อง

2.ในการเดินทางไกลในสังสารวัฏเพื่อไปสู่ฝั่งพระนิพพาน กัลยาณมิตรคือผู้ที่คอยประคับประคองนาวาชีวิตของเราไปสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ขณะเดียวกันผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรก็เหมือนดวงตะวันที่ทอฉายแสงให้แก่สรรพสัตว์บนผืนโลก ให้ได้มีโอกาสมองเห็นวัตถุต่าง ๆ ไปตามความเป็นจริง

3.กัลยาณมิตรไม่ได้หมายถึงคนที่ชักชวนให้ประพฤติปฏิบัติธรรมเพียงอย่างเดียว แม้ชักชวนให้ดำเนินชีวิตอยู่บนเส้นทางที่ปลอดจากอบายมุข หรือคอยแนะนำช่วยเหลือให้ประสบความสำเร็จในชีวิตทางโลก ก็ได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรได้เหมือนกัน

วัตถุประสงค์

1.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและอธิบายความหมายของกัลยาณมิตรได้อย่างถูกต้อง

2.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและอธิบายถึงความสำคัญของการเป็น/มีกัลยาณมิตรที่ถูกต้อง

3.เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจและอธิบายถึงลักษณะและประเภทของกัลยาณมิตรได้อย่างถูกต้อง

มนุษย์ที่เกิดมามีชีวิตอยู่ในโลกย่อมจะต้องมีการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ทั้งในลักษณะที่เป็นกลุ่มหรือเป็นสังคมของมนุษย์ ซึ่งอาจจะใหญ่บ้างเล็กบ้าง โดยอยู่กันเป็นกลุ่มตามเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภาษา หรือความเชื่อถือทางศาสนาอย่างเดียวกัน และการอยู่ร่วมกันกับบุคคลอื่นเช่นนี้ เนื่องมาจากการที่มนุษย์มีความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น มีความสัมพันธ์ในฐานะบิดา มารดา พี่น้อง หรือญาติสนิทมิตรสหาย เป็นต้น ความสัมพันธ์ในฐานะต่าง ๆ ดังกล่าว จะมีผลต่อพฤติกรรม นิสัย การตัดสินใจ ตลอดจนการเลือกดำเนินชีวิตของมนุษย์นั้น ๆ ให้เป็นไปตามสภาพแวดล้อมรอบข้าง ทั้งที่เป็นอิทธิพลมาจากบุคคลหรือสิ่งแวดล้อมในธรรมชาติอื่น ๆ หากการตัดสินใจเลือกดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นไปในทางที่ดี มีประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น อีกทั้งยังสามารถแนะนำบุคคลอื่นให้ดำเนินชีวิตในสิ่งที่ดีงามตามบุคคลนั้น ย่อมได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตร ซึ่งนอกจากจะเป็นกัลยาณมิตรให้กับตนเองแล้ว ยังเป็นกัลยาณมิตรให้กับบุคคลอื่นด้วย

1.1 ความหมายของคำว่า "กัลยาณมิตร"

คำว่า “ กัลยาณมิตร” มีความหมายต่าง ๆ ดังนี้

1.1.1 ความหมายโดยศัพท์

คำว่า “ กัลยาณมิตร” มาจากคำว่า “ กัลยาณ”1) สมาสกับคำว่า “ มิตร”(พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, พิมพ์ครั้งที่ 1, (กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊กส์พับลิเคชั่นส์, 2546), หน้า 861.)) โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำ “ กัลยาณ” ว่า งาม ดี และ “ มิตร” หมายถึง เพื่อนรักใคร่คุ้นเคย ดังนั้น กัลยาณมิตรจึงมีความหมายว่า เพื่อนที่ดี เพื่อนที่งาม หรือเพื่อนที่รักใคร่คุ้นเคยที่ดี เพื่อนรักใคร่คุ้นเคยที่งาม

1.1.2 ความหมายจากพระไตรปิฎก

คำว่ากัลยาณมิตรในพระไตรปิฎกนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นกัลยาณมิตร และการเข้าหาบุคคลที่เป็นกัลยาณมิตร ซึ่งพระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า “ กัลยาณมิตตตา” โดยพระองค์ทรงอธิบายถึง “ กัลยาณมิตตตา” หรือความเป็นกัลยาณมิตรและการที่จะเป็นผู้มีกัลยาณมิตร

ดังความตอนหนึ่งที่ตรัสกับชายหนุ่มคนหนึ่งในฑีฆ์ชาณสูตรว่า

”….ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็กัลยาณมิตตตาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สั่งสนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคมนั้น ซึ่งเป็นคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี เป็นคนหนุ่ม หรือคนแก่ ผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ศึกษาศรัทธาสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศึกษาศีลสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ศึกษาจาคสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ ศึกษาปัญญาสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่ากัลยาณมิตตตา.”2)

สรุปความดังกล่าวได้ว่า ผู้ที่จะมีชีวิตที่ดีงามหรือได้ชื่อว่ามีกัลยาณมิตรนั้น เมื่อได้อยู่อาศัยในท้องถิ่นใด จะต้องรู้จักเข้าไปคบหาคนดี พร้อมทั้งศึกษาและนำเอาสิ่งที่ดีงามนั้นมาปรับปรุงตนเอง และในประโยคข้างต้นทำให้ทราบอีกว่า กัลยาณมิตรที่ควรจะเข้าหาจะต้องเป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ มีความถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา

นอกจากนี้ ในพระอภิธรรมปิฎก ได้อธิบายถึงความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร หรือที่เรียกว่า”กัลยาณมิตตตา” นั้น จะต้องรู้จักเข้าไปคบหาคนดี และประพฤติปฏิบัติตามคนดีนั้น ดังความตอนหนึ่งว่า

“ กัลยาณมิตตตา เป็นไฉน ?”

“ บุคคลเหล่าใด เป็นคนมีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต มีจาคะ มีปัญญา

การเสวนะ การส้องเสพด้วยดี การคบ การคบหา ความภักดี ความจงรักภักดีต่อบุคคลเหล่านั้น ความเป็นผู้มีกายและใจโน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น อันใด นี้เรียกว่า กัลยาณมิตตตา”3)

กล่าวคือ เมื่อเรารู้ว่าบุคคลใดเป็นบุคคลมีศรัทธา มีศีล เป็นผู้มีความรู้อันเกิดจากการได้ยินได้ฟังมามาก เป็นผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีปัญญาเฉลียวฉลาด เราจะต้องเข้าไปคบหาบุคคลดังกล่าวนี้ พร้อมทั้งปรับปรุงตนเองทั้งกายและใจให้เป็นคนดีตามด้วย เราจึงจะได้ชื่อว่า “ กัลยาณมิตตตา” ซึ่งก็คือ ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรนั่นเอง

1.1.3 ความหมายโดยลักษณะของการทำหน้าที่

กัลยาณมิตร โดยลักษณะของการทำหน้าที่ หมายถึง บุคคลผู้มีความตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ทำหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี เพื่อยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ผู้แนะนำ สั่งสอน ที่ปรึกษา เพื่อนที่ดี หนังสือ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมทางสังคมโดยทั่วไปที่ดี ที่เกื้อกูล ซึ่งจะชักจูงหรือกระตุ้นให้เกิดปัญญาได้ด้วยการฟัง การสนทนา ปรึกษา ซักถาม อ่าน ตลอดจนการรู้จักเลือกใช้สื่อมวลชนให้เป็นประโยชน์4)

จากความหมายในลักษณะของการทำหน้าที่ข้างต้นนี้ แสดงให้ทราบว่า กัลยาณมิตร นอกจากจะหมายถึงมนุษย์หรือบุคคลที่เป็นเพื่อนที่ดีแล้ว ยังรวมหมายถึง หนังสือที่ดีที่อ่านแล้วให้ข้อคิดที่ดี หรือให้ความรู้ที่ดีมีประโยชน์ ทั้งนี้เพราะยังมีหนังสือจำนวนมาก ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่าน เมื่ออ่านแล้วทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อชีวิต ต่อโลก หรือต่อสังคม อาจจะทำให้กลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ กลับเพิ่มพูนความมีโลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นในตัวผู้อ่าน เช่น หนังสือที่สอนให้ไม่รู้คุณบิดามารดา หนังสือที่สอนให้ทำลายล้างชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือแม้หนังสือลามก เสนอภาพโป๊ ที่เพิ่มกามกิเลสแก่ผู้อ่าน ก็ถือว่าไม่ใช่กัลยาณมิตร

สิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ดีก็สามารถเป็นกัลยาณมิตรได้ เช่น โรงเรียนที่ดี มีความสะอาด มีระเบียบ เรียบร้อย ไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค หรือปล่อยให้มีการเสพยาเสพติดภายในโรงเรียน และยังมีคุณครูที่ดีมีความรู้และคุณธรรม เป็นต้นแบบที่ดีของนักเรียนได้

ผู้ปกครองที่ดีและข้าราชการที่ดี ก็สามารถเป็นกัลยาณมิตรได้ เช่น กำนันที่ดี ผู้ใหญ่บ้านที่ดี ปลัดอำเภอที่ดี นายอำเภอที่ดี จนถึงผู้ว่าราชการที่ดี หรือถ้าหากเป็นข้าราชการทางการเมือง ก็เป็นข้าราชการการเมืองที่ดี เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดี สมาชิกวุฒิสภาที่ดี รัฐมนตรีที่ดี จนถึงนายกรัฐมนตรีที่ดี เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ หากเป็นผู้มีความดี มีศีลธรรม แนะนำสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาให้ ก็สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับคนทั้งหลายได้

นอกจากนี้ ยังรวมถึงสื่อสารมวลชนที่ดี ที่ทำให้ผู้รับสื่อได้สาระและคุณประโยชน์ โดยเป็นสื่อที่ทำให้ผู้รับมีความรู้ความเข้าใจ และมีการดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีงาม อันเกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นในสังคม

1.2 ลักษณะของกัลยาณมิตร

1.2.1 หากพิจารณาลักษณะกัลยาณมิตรโดยยึดหลักของประโยชน์

อันเป็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการมีกัลยาณมิตร หรือจากการทำหน้าที่กัลยาณมิตร จะต้องดูว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นประโยชน์ ที่จะต้องนำไปสู่ความดี เป็นไปในทางสร้างสรรค์ ไม่ผิดกฎหมายบ้านเมือง หรือผิดต่อศีลธรรมอันดีในสังคม การจะมีบุคคลใดนำประโยชน์มาให้ในทางที่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดี เช่น ให้เงินสินบน ให้สินค้าผิดกฎหมาย ให้อาวุธที่ลักลอบมา หรือให้ของที่ขโมยมา แม้สิ่งดังกล่าวจะใช้อุปโภคบริโภคได้ หรือนำมาใช้งานได้ แต่บุคคลที่นำมาให้นั้น ยังไม่ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตร

1.2.2 หากพิจาณาลักษณะกัลยาณมิตรโดยยึดหลักของการให้คำแนะนำพร่ำสอน

ดูว่าคำพร่ำสอนของกัลยาณมิตรนั้น จะต้องเป็นไปในทางที่นำไปสู่ความหลุดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายและสิ่งไม่ดีทั้งหลาย จะต้องช่วยบรรเทากิเลส ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง มิใช่เป็นคำสอนให้กระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม เช่น แนะให้ทุจริตในการสอบ แนะให้ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เป็นต้น หรือแม้จะเป็นนักบวช นักบวชนั้นจะต้องให้คำสั่งสอนที่ดีงาม แม้อาจจะไม่ถูกใจแต่จะต้องถูกต้องตามหลักศีลธรรม หาใช่การเพิ่มกิเลสขึ้นในตัวของผู้ที่เราจะไปเป็นกัลยาณมิตร เช่น การทำนายทายทักในสิ่งที่เราไม่รู้จริง การให้เลขให้หวย ซึ่งแม้จะแม่นหรือไม่แม่น ก็ถือว่ายังมิใช่การทำหน้าที่กัลยาณมิตร และนักบวชที่กระทำเช่นนี้ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตร

1.2.3 หากพิจารณาลักษณะกัลยาณมิตรโดยยึดหลักของการทำงานร่วมกัน

หรือการมีชีวิตความเป็นอยู่ร่วมกัน ผู้ที่จะเป็นกัลยาณมิตรจะต้องมีการทำงานร่วมกัน หรืออยู่ด้วยกันอย่างเอื้ออาทร ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความปรารถนาดีต่อกันอย่างจริงใจ เช่น หากเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียน จะต้องมีความปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมชั้น ด้วยการเป็นคู่คิดในการส่งเสริมการเรียนซึ่งกันและกัน ชักชวนกันอ่านหนังสือ ทบทวนความรู้ เพื่อการเรียนจะมีผลดีและสามารถศึกษาได้สำเร็จ หากเป็นคู่สมรสก็จะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อกัน ช่วยเหลือและรักษาน้ำใจซึ่งกันและกัน หากเป็นเพื่อนร่วมงาน บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรนั้น จะต้องช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานด้วยความปรารถนาดี คอยช่วยเหลือแนะนำ และช่วยแก้ไขในสิ่งที่อาจจะผิดพลาดพลั้งเผลอ เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องชักชวนกันทำความดี หรือขวนขวายในการทำความดีที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้ากระทำได้เช่นนี้ ได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตร

1.2.4 หากพิจารณาลักษณะกัลยาณมิตรโดยยึดหลักของความเป็นผู้สม่ำเสมอ

หรือความเสมอต้นเสมอปลาย ผู้ที่จะเป็นกัลยาณมิตรนั้น จะต้องมีพฤติกรรมที่ดีอย่างสม่ำเสมอ หรือมีความเสมอต้นเสมอปลาย จนทำให้บุคคลทั้งหลายมีความมั่นใจว่า ผู้ที่มาเป็นกัลยาณมิตรให้นั้นน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ แม้กระทั่งสามารถปรึกษาเรื่องส่วนตัว และหวังได้ว่าจะได้รับคำแนะนำที่ตนไม่อาจจะแก้ไขด้วยตนเองได้ เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาครอบครัว เป็นต้น

จากลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ แสดงถึงความเป็นกัลยาณมิตรว่ามิใช่เพียงความเป็นเพื่อนหรือมิตรธรรมดา แต่เป็นมิตรหรือเพื่อนที่ดี แนะนำในสิ่งที่ดีงาม และชักชวนกระทำแต่ในสิ่งที่มีประโยชน์ไม่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม และในขณะเดียวกันการที่บุคคลจะมีกัลยาณมิตร หรือที่เรียกว่า “ กัลยาณมิตตตา” นั้น จะต้องเป็นผู้ที่รู้จักเลือกคบหามิตรที่แนะนำหรือชักชวนเพื่อนให้ทำแต่สิ่งที่ดีงาม ดังนั้นบุคคลใดที่ได้ชื่อว่ามีกัลยาณมิตรนั้น ย่อมจะมีชีวิตที่ประสบแต่ความเจริญ ดังความปรากฏในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงการจะเป็นผู้มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตนั้น จะต้องกระทำดังเรื่องราวต่อไปนี้

ครั้งเมื่อสมัยพุทธกาล ขณะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมแห่งชาวโกฬิยะชื่อ กักกรปัตตะ ใกล้เมืองโกฬิยะ ครั้งนั้นมีชายคนหนึ่งชื่อว่า ทีฆชาณุ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า

“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ยังบริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดบุตร ใช้จันทน์ในแคว้นกาสี ยังทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ ยังยินดีเงินและทองอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมที่เหมาะแก่ข้าพระองค์อันจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าเถิดฯ”5)

พระผู้มีพระภาคตรัสต่อชายหนุ่มคนนี้ว่า

“ ดูกรพยัคฆปัชชะ6) ธรรม 4 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร 4 ประการเป็นไฉนคือ อุฏฐานสัมปทา 1 อารักขสัมปทา 1 กัลยาณมิตตตา 1 สมชีวิตา 1ฯ”

จากประโยคดังกล่าว จะพบว่า การจะมีประโยชน์สุขในชีวิตปัจจุบันได้นั้น จะต้องประกอบด้วยธรรมะประการหนึ่ง คือ “ กัลยาณมิตตตา”

1.3 ประเภทของกัลยาณมิตร

กัลยาณมิตรสามารถจำแนกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ

-กัลยาณมิตรในทางโลก

-กัลยาณมิตรในทางธรรม

กัลยาณมิตรในทางโลก

หมายถึง กัลยาณมิตรที่เป็นมิตรที่ดี คอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ หรือสามารถเป็นที่พึ่งได้ในเรื่องทั่วไปในทางโลก เช่น ให้คำแนะนำแก้ไขเรื่องปัญหาที่เกิดจากการทำงานในสถานประกอบการ หรือปัญหาในการประกอบอาชีพในลักษณะต่าง ๆ และการให้คำปรึกษาเรื่องความรู้วิชาการทางโลก เป็นต้น กัลยาณมิตรในทางโลกนี้อาจจะให้การช่วยเหลือหรือแนะนำ โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงาน หรือการพัฒนาระบบการทำงานที่ดีขึ้น ความรู้ดังกล่าวเรียกว่า “ วิทยาทาน”

กัลยาณมิตรในทางธรรม

หมายถึง กัลยาณมิตรหรือมิตรที่ดี ที่คอยให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ด้วยการนำธรรมะมาใช้ ซึ่งแตกต่างจากกัลยาณมิตรในทางโลกคือ คำแนะนำสั่งสอนนอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตในทางโลกแล้ว ยังมุ่งเน้นเพื่อยกระดับจิตใจของผู้ได้รับคำแนะนำให้สูงขึ้น เช่น แนะนำให้รู้จักการทำทาน การรักษาศีล และการทำสมาธิภาวนา เป็นต้น ซึ่งความรู้ที่นำมาแนะนำนี้เรียกว่า “ ธรรมทาน”

1.4 ตัวอย่างของการเป็นกัลยาณมิตร

ลักษณะของการเป็นกัลยาณมิตรนั้น บุคคลทั่วไปสามารถเป็นกัลยาณมิตร หรือเป็นมิตรที่ดีให้กับบุคคลอื่นได้ บิดาสามารถเป็นกัลยาณมิตรให้บุตร และบุตรก็สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้บิดาได้ ครูบาอาจารย์สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับลูกศิษย์ได้ ในทางตรงข้ามลูกศิษย์ก็สามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับครูบาอาจารย์ได้เช่นเดียวกัน และการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนี้ ไม่เพียงให้คำแนะนำ หรือช่วยเหลือเกื้อกูลให้ประสบความสุขความเจริญในภพชาตินี้เท่านั้น ยังสามารถช่วยให้มีชีวิตในภพชาติเบื้องหน้า หรือมีชีวิตหลังความตายแล้วดีอีกด้วย ดังเรื่องราวประกอบต่อไปนี้

เรื่องพระนักเทศน์เป็นกัลยาณมิตรให้บิดา 7)

ในอเจลวิหาร ใกล้เคียงเชิงเขาโสภณ มีพระที่มีความชำนาญด้านการเทศน์สอนรูปหนึ่ง ชื่อพระโสณเถระ โยมบิดาของท่านเป็นนายพรานสุนัข (อาศัยสุนัขล่าเนื้อ) พระเถระได้คอยห้ามท่านให้เลิกจากการประกอบอาชีพเช่นนี้ แต่โยมบิดาก็ยังไม่ยอมเลิก ดังนั้นเมื่อไม่สามารถบอกให้เลิกบาป เพื่อมุ่งมาทำตนให้อยู่ในศีลธรรมได้ จึงคิดรำพึงว่า 'โยมเอ๋ย อย่าได้มีชีวิตที่ประกอบแต่ทุกข์และโทษเลย' ดังนั้นจึงขอให้โยมบิดาบวชทั้งที่ท่านไม่อยากบวช

ต่อมาเมื่อบิดาซึ่งบวชอยู่นั้นแก่ชราและล้มป่วยลง ขณะที่นอนบนเตียงซมไข้ นรกก็ปรากฏขึ้น กล่าวคือมีภาพนิมิตปรากฏเป็นสุนัขทั้งหลายล้วนแต่ตัวใหญ่ ๆ มาจากเชิงเขาโสภณ มาล้อมท่านไว้ ทำทีเหมือนจะกัด ท่านกลัวต่อมหาภัยมาก จึงกล่าวกับพระโสณเถระว่า

“ พ่อโสณะห้ามที พ่อโสณะห้ามที”

พระโสณเถระถามว่า “ อะไรครับหลวงพ่อ?”

ท่านกล่าวว่า “ ท่านไม่เห็นหรือว่าสุนัขตัวใหญ่กำลังจะมาขย้ำเรา”

พระโสณเถระคิดว่า 'ภาพต่าง ๆ นี้เป็นคตินิมิต และคตินิมิตเกิดขึ้นเช่นนี้ ย่อมนำท่านไปสู่อบายภูมิอันทุกข์ทรมานอย่างแน่นอน อย่ากระนั้นเลย บิดาของคนเช่นเราซึ่งได้บวชอุทิศในพระพุทธศาสนา จักไปเกิดในนรกได้อย่างไรเล่า เราจักช่วยท่าน' แล้วจึงให้พวกสามเณรไปนำดอกไม้นานาชนิดมา และให้ตกแต่งเครื่องลาดพื้นสำหรับบูชา และอาสนะสำหรับบูชาที่ลานเจดีย์และลานโพธิ์ แล้วเอาเตียงหามหลวงพ่อไปยังลานเจดีย์ ให้นั่งบนเตียงแล้วกล่าวว่า

“ หลวงพ่อขอรับ บูชานี้จัดไว้เพื่อหลวงพ่อ ขอให้หลวงพ่อกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นี้เป็นบรรณาการของข้าพระองค์ผู้ยาก ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเครื่องบูชานี้”

พระหลวงพ่อก็กล่าวตาม พร้อมทำจิตให้เลื่อมใสในการบูชา และในทันทีที่ทำจิตให้เลื่อมใส ทันใดนั้นเทวโลกปรากฏขึ้นแก่ท่าน กล่าวคือ มีภาพนิมิตที่ปรากฏเป็นสวนนันทวัน สวนจิตรลดาวัน สวนมิสสกวัน สวนปารุสกวัน วิมานทั้งหลาย และเหล่านางฟ้าฟ้อนรำ มารายล้อมท่านไว้

ท่านจึงกล่าวว่า “ หลีกไปเถิดโสณะ หลีกไปเถิดโสณะ”

พระโสณะประหลาดใจ จึงถามว่า “ อะไรหรือหลวงพ่อ”

พระหลวงพ่อจึงกล่าวว่า “ หญิงเหล่านี้ คือโยมผู้หญิงของคุณกำลังมา”

ซึ่งหมายถึงเหล่านางฟ้าที่มาปรากฏให้เห็น และเข้าใจว่าคงเป็นญาติโยมที่เป็นหญิงของพระโสณเถระกำลังมา

พระโสณเถระจึงดีใจว่า บัดนี้สวรรค์ปรากฏแก่หลวงพ่อแล้ว นั่นหมายความว่า คตินิมิตที่เกิดขึ้นหลังจากการบูชาเจดีย์ เป็นนิมิตที่ดี และจะนำหลวงพ่อไปสู่สุคติอย่างแน่นอน

จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า แม้บุคคลนั้นจะอยู่ในเพศนักบวชก็สามารถทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อบิดาได้ โดยท่านได้ชักชวนบิดามาบวช และก่อนจะตายก็ได้พามาสักการบูชาเจดีย์เพื่อให้มีคตินิมิตที่ดี หรือเพื่อให้จิตใจของบิดารำลึกนึกถึงแต่ภาพที่ตนเองทำดี จากเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ความเป็นกัลยาณมิตรนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง สามารถแนะนำหรือชี้ทางสว่างแก่ชีวิตได้ แม้ขณะกำลังจะละจากโลกก็ตาม

เรื่องพระสารีบุตรทำหน้าที่กัลยาณมิตร8)

สมัยหนึ่ง มีนักบวชชื่อสญชัยปริพาชกอาศัยอยู่ในพระนครราชคฤห์ พร้อมด้วยปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ซึ่งเป็นศิษย์จำนวน 250 คน ครั้งนั้น พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เมื่อยังไม่ได้บวชในพระพุทธศาสนา ท่านมีนามเดิมว่าอุปติสสะและโกลิตะ ได้ศึกษาและประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในสำนักสญชัยปริพาชกท่านนี้ ทั้งสองได้ทำกติกากันไว้ว่า ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อน ก็ขอให้ผู้นั้นได้บอกอมตธรรมแก่อีกคนหนึ่งด้วย

วันหนึ่ง ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระอัสสชิซึ่งเป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ ที่บรรลุธรรมแห่งพระพุทธองค์แล้ว ได้ถือบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครราชคฤห์ ท่านเป็นผู้มีกิริยามรรยาทน่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ สารีบุตรปริพาชกได้เห็นพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ และเห็นกิริยามรรยาทอันน่าเลื่อมใส จึงเกิดความดำริว่า 'บรรดาพระอรหันต์ หรือท่านผู้ได้บรรลุพระอรหัตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้หนึ่งแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ?'

แต่แล้วเกิดยั้งคิดได้ว่า 'ยังเป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านกำลังเข้าละแวกบ้าน เที่ยวบิณฑบาต ฉะนั้น เราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง รอเวลาที่ท่านเสร็จกิจแล้วจึงจะเข้าไปสนทนาด้วย' ครั้นได้เวลาอันเหมาะสมแล้ว สารีบุตรปริพาชกจึงเข้าไปหาพระอัสสชิ ได้พูดจาปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว สารีบุตรปริพาชกจึงได้กล่าวกับพระอัสสชิว่า

“ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใครขอรับ”

พระอัสสชิตอบว่า

“ มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตร ทรงออกผนวชจากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น”

สารีบุตรปริพาชกจึงถามว่า

“ ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร”

“ เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ” พระอัสสชิกล่าว

“ น้อยหรือมากนิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม”

ลำดับนั้น พระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้แก่สารีบุตรปริพาชกว่าดังนี้

“ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้”

ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ สารีบุตรปริพาชก มีดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นทันที จิตใจผ่องใส ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ประจักษ์แจ้งแล้วว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา

เวลาต่อมา สารีบุตรปริพาชกได้เข้าไปหาโมคคัลลานปริพาชก ครั้นโมคคัลลานปริพาชก ได้เห็นสารีบุตรปริพาชกเดินมาแต่ไกล จึงถามสารีบุตรปริพาชกว่า

“ ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วกระมังหนอ”

“ ถูกละ ผู้มีอายุ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว” สารีบุตรปริพาชกตอบ

“ ท่านบรรลุอมตธรรมได้อย่างไร ด้วยวิธีไร”

“ ผู้มีอายุ วันนี้เราได้เห็นพระอัสสชิกำลังเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ท่านเป็นผู้มีกิริยามรรยาทน่าเลื่อมใส ครั้นแล้วเราได้มีความดำริว่า 'บรรดาพระอรหันต์หรือท่านผู้ได้บรรลุอรหัตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งแน่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาภิกษุรูปนี้ แล้วถามว่า ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร' เรานั้นได้ยั้งคิดว่า 'ยังเป็นกาลไม่สมควรจะถามภิกษุรูปนี้ เพราะท่านยังกำลังเข้าละแวกบ้านเที่ยวบิณฑบาต ฉะนั้นเราพึงติดตามภิกษุรูปนี้ไปข้างหลัง เพราะเป็นทางอันผู้มุ่งประโยชน์ทั้งหลายจะต้องสนใจ”

“ ลำดับนั้น พระอัสสชิเที่ยวบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ถือบิณฑบาตกลับไปแล้ว ต่อมาเราได้เข้าไปหาพระอัสสชิ ครั้นถึงแล้ว ได้พูดปราศรัยกับพระอัสสชิ ครั้นผ่านการพูดปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง เป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กล่าวคำนี้ต่อพระอัสสชิว่า 'อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใครขอรับ ?”

“ พระอัสสชิตอบว่า 'มีอยู่ ท่าน พระมหาสมณะศากยบุตรเสด็จออกทรงผนวชจากศากยตระกูล เราบวชเฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น”

“ เราได้ถามพระอัสสชิต่อไปว่า 'ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร ?' พระอัสสชิตอบว่า 'เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่พระธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านได้กว้างขวาง แต่จักกล่าวใจความแก่ท่านโดยย่อ' เราได้เรียนว่า 'น้อยหรือมากนิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจักทำพยัญชนะให้มากทำไม”

“ ผู้มีอายุ ครั้งนั้น พระอัสสชิได้กล่าวธรรมปริยายนี้ว่าดังนี้”

“ ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติทรงสั่งสอนอย่างนี้”

ครั้นได้ฟังธรรมปริยายนี้ โมคคัลลานปริพาชกก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกับสารีบุตรปริพาชก ท่านมีจิตผ่องใสปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน รู้ประจักษ์ชัดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับไปเป็นธรรมดา

ปริพาชกทั้งสองจึงปรึกษากันว่าควรที่จะเชิญชวนสญชัยปริพาชก ซึ่งเป็นอาจารย์เข้าไปสักการะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน เพราะแม้พระอัสสชิซึ่งเป็นพระสาวก ยังกล่าวธรรมจนท่านทั้งสองได้ดวงตาเห็นธรรม หากได้เข้าเฝ้าถวายสักการะแด่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ย่อมจะเกิดประโยชน์แก่ชีวิตอย่างมหาศาล แต่สญชัยปริพาชก ไม่ปรารถนาที่จะไปด้วย ยังมีความพอใจที่จะเป็นอาจารย์ของหมู่ปริพาชกอยู่เช่นเดิม

อย่างไรก็ตาม สารีบุตรปริพาชกและโมคคัลลานปริพาชก ก็ชวนกันเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความมุ่งมั่น

พระพุทธองค์ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นสารีบุตร โมคคัลลานะมาแต่ไกล จึงมีรับสั่งกับพระภิกษุทั้งหลายว่า “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สหายสองคนนั้นคือ โกลิตะและอุปติสสะ กำลังมานั่น จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเยี่ยมของเรา”

ครั้งนั้น สารีบุตรปริพาชกและโมคคัลลานะปริพาชกพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นถึงแล้วได้ซบเศียรลงที่พระบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบทต่อพระผู้มีพระภาคว่า

“ ขอพวกข้าพระพุทธเจ้าพึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบท ในสำนักพระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

“ พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”

หลังจากบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเรียบร้อยแล้ว ปริพาชกทั้งสองได้กลายเป็นพระอรหันต์ และเป็นอัครสาวกผู้ที่มีบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเรารู้จักท่านทั้งสองในนาม พระสารีบุตรและพระโมคัลลานะ จากเรื่องราวดังกล่าว แสดงให้เห็นความเป็นกัลยาณมิตรระหว่างพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ที่ทำให้ท่านทั้งสองได้ดวงตาเห็นธรรม อีกทั้งยังได้พบพระบรมครู คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สรุป

การเป็นกัลยาณมิตรให้บุคคลอื่น และการมีบุคคลอื่นมาเป็นกัลยาณมิตรให้เรานั้น หากมุ่งช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางที่ดีงาม ย่อมจะทำให้ชีวิตมีความเจริญก้าวหน้า ทั้งนี้เพราะเราเองจะเป็นคนดีเพียงคนเดียวไม่ได้ และจะอยู่เพียงลำพังคนเดียวในโลกไม่ได้ จำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การมีความสัมพันธ์กับบุคคลเหล่าอื่น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการเป็นกัลยาณมิตรหรือไม่ใช่การเป็นกัลยาณมิตร ย่อมมีผลต่อชีวิตของเรา หากเราหยิบยื่นความสัมพันธ์แก่บุคคลอื่นในการเป็นกัลยาณมิตร หรือเราได้รับการหยิบยื่นด้วยความเป็นกัลยาณมิตรจากบุคคลอื่น ก็ย่อมเชื่อแน่ได้ว่า ชีวิตของเราย่อมประสบกับความดีงาม และพบกับความสำเร็จในการดำเนินชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม

1) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542, พิมพ์ครั้งที่ 1, (กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊กส์พับลิเคชั่นส์, 2546), หน้า 108.
2) ทีฆชาณสูตร, อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 144 หน้า 561.
3) พระอภิธรรมปิฎก ปุคคลปัญญัติ, มก. เล่ม 79 ข้อ 73 หน้า 264.
4) มูลนิธิธรรมกาย, “ สร้างธุดงคสถาน เป็นมหาทานบารมี” หน้า 1-2.
5) ฑีฆชาณุสูตร, อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต, มก. เล่ม 37 ข้อ 114 หน้า 560.
6) “ พยัคฆปัชชะ แปลว่า “ ทางเสือผ่าน” การที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกชายหนุ่มคนนี้ว่า “ ดูกร พยัคฆปัชชะ…” แสดงว่า พระองค์ทรงมีญาณทัสสะที่สามารถรู้ได้ว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นลูกหลานของชาวบ้านที่เคยอาศัยในเมืองซึ่งเคยเป็นทางเสือผ่านมาก่อนจึงไม่เรียกชื่อตรงๆ.
7) พหุธาตุกสูตร, อรรถกถามัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์, มก. เล่ม 22 หน้า 329.
8) มหาขันธกะ, พระวินัยปิฎก มหาวรรค, มก. เล่ม 6 ข้อ 64-72 หน้า 122-128.
df101/1.txt · แก้ไขครั้งล่าสุด: 2015/03/15 16:55 (แก้ไขภายนอก)
 
เว้นแต่จะได้แจ้งไว้เป็นอื่นใด เนื้อหาบนวิกินี้ถูกกำหนดสิทธิ์ไว้ภายใต้สัญญาอนุญาติต่อไปนี้: CC Attribution-Noncommercial 3.0 Unported
Recent changes RSS feed Donate Powered by PHP Valid XHTML 1.0 Valid CSS Driven by DokuWiki